ตอนที่ 3
“พวกคุณ...ปีศาจสินะ?”
นั่นคือคำถามแรกที่ฉัน โรซาเรีย บี เอลเวนไฮน์ มอบให้แก่เหล่าปีศาจชั้นต่ำเหล่านี้
อ่า ในตอนนี้ฉันรู้สึกอยากจะอ้วกเสียจริง เพียงแค่มองเห็นรอยยิ้มอันน่าขยะแขยงใบหน้าที่แสนโง่งมของพวกเขาแล้วฉันก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก รู้สึกอยากจะกลับไปหากเรน-สุดที่รักของฉันจนแทบทนไม่ไหวแต่เพื่อประโยชน์ของเขาแล้ว ฉันต้องอดทน การที่ฉันมาอยู่ที่นี่แทนที่จะเป็ข้างกายของเรนนั้นสาเหตุน่าจะมาจากการอัญเชิญคนจากต่างโลกของฝั่งจอมมารและมนุษย์นั้นเกิดขึ้นในเวลาที่ใกล้เคียงกันจนทำให้เวทย์ของยัยเตี้ยนั่นผิดพลาดจนผลออกมาเป็แบบนี้แค่คิดถึงเื่นั้นฉันก็รู้สึกอยากจะฆ่าเ้าพวกนี้เสียจริง ใจเย็นๆไว้ตัวฉัน เพื่อเรนสุดที่รักแล้วฉันต้องอดทนเพื่อที่จะรวบรวมข้อมูลที่จำเป็ต่อการแก้แค้น-ไม่สิ ระบายความแค้นของเรนฉันต้องอดทนต่อความรู้สึกอันน่าสะอิดสะเอียนในตอนนี้ไว้อ่า ทั้งๆที่ฉันสามารถจัดการเ้าพวกนี้ได้อย่างง่ายดายแท้ๆ ทั้งๆที่อย่างเ้าพารักซ์อะไรนั่นฉันก็สามารถฆ่าได้เพียงกระดิกนิ้วแต่เพื่อความรู้สึกของเรนแล้วฉันไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เรน้าจัดการเ้านั่นด้วยตัวเองหากไม่ทำแบบนั้นเขาก็ไม่อาจก้าวข้ามกำแพงในจิตใจของเขาได้ เหมือนเ้าพวกน่าขยะแขยงนั่นจะอยากให้ฉันตามไปนะชิ น่ารังเกียจเสียจริง อ้อ จะว่าไปยัยนั่น...อยู่กับเ้านั่นงั้นเหรอ เอาเถอะ ตายไปได้เสียก็ดีาแในใจของเรนน่ะแค่ฉันคนเดียวก็เพียงพอแล้ว แล้วก็...ใครล่ะนั่น?
¤
“งืมๆ หาว~”
อืม....เอ่อ...เราต้องทำไรอะ
โครก~
งืม...กินก่อนแล้วกัน
“สการี่...”
“มีอะไรให้กระผมรับใช้หรือขอรับนายหญิง”
ชายผู้มีผมสีฟ้าครามประกายเงินในชุดพ่อบ้านปรากฏขึ้นข้างกายของเธอทันที
“งืม เค้าหิวแล้วอะ”
“ตามประสงครับ นายหญิง”
ว่าแล้วสการี่ในชุดพ่อบ้านก็หายวับไปและกลับมาพร้อมกับอาหารสำหรับมนุษย์นาๆชนิดมาถวายแก่นายหญิงของเขา
ไทม์ค่อยๆทานอาหารตรงหน้าอย่างช้าๆแต่ไม่นานก็วางช้อนลง
“ไม่ทราบว่าอาหารไม่ถูกปากหรือครับ นายหญิง?”
“ไม่อะ”
“ถ้าเป็เช่นนั้นกระผมจะไปจัดเตรียมอาหารชุดใหม่มาให้”
ไม่นานอาหารก็ถูกนำมาเสิร์ฟอีกครั้งแต่ไทม์ก็ไม่มีทีท่าว่าจะตักอาหารเข้าปากแม้แต่น้อย
“ไม่ทราบว่าไม่พอใจตรงไหนหรือขอรับ”
“ไม่อะ”
นายหญิงไทม์ยังคงตอบกลับมาเช่นเดิมจนสการี่รู้สึกลำบากใจขึ้นมา
“โซดิแอค ไทม์ บีสต์ ลำดับที่ ห้า สการี่”
“ขอรับนายหญิง!”
ใช่แล้ว ในตอนนี้ าาัศักดิ์สิทธิ์แห่งท้องฟ้าและดวงดาว สการี่ นั้นไม่มีอยู่อีกแล้ว หลังจากตกเป็ผู้พ่ายแพ้ในการต่อสู้กับไทม์จากการต่อสู้ก่อนหน้านี้เขาก็ตัดสินใจถวายตัวรับใช้นายหญิงของเขาตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่และเป็โชคดีหรือโชคร้ายของเขาก็ไม่ทราบที่ไทม์กำลังตามหาตัวตนที่จะมาทำสัญญาเป็สัตว์พิทักษ์ทั้งสิบสองอยู่พอดีและตัวเขาก็มีพลังในระดับที่ไทม์ยอมรับจึงทำให้เขากลายมาเป็หนึ่งในสัตว์พิทักษ์ของเธอเช่นนี้
“เค้า...ง่วง”
ว่าแล้วไทม์ก็นอนหลับไปทั้งๆที่ยังนั่งอยู่
ฟู่ว~
สการี่ถอยหายใจออกมาอย่างโล่งอก
¤
แสงจันทร์สีนวลผ่องสาดส่องลอดท้องฟ้ายามค่ำคืนลงมาราวกับม่านวิมานบนกลีบเมฆทำให้พื้นดินที่มืดมิดไม่มืดมิดเช่นที่ผ่านมาเด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังเหม่อมองท้องฟ้ายามราตรี ทว่า ไม่ใช่เพื่อชมความสวยงามของมัน
“พวกเธอจะเป็อย่างไรกันบ้างนะ เอมิลี่ ไทม์ โรซาเรีย”
แม้จะกล่าวชื่อของทั้งสามคนออกมาแต่คนที่เรนเป็ห่วงที่สุดในตอนนี้กลับเป็เอมิลี่มากกว่าอีกสองคนที่เหลือ
เพราะสำหรับเรนแล้วโรซาเรียเป็เหมือนพี่สาวส่วนไทม์เป็เหมือนน้องสาวของเขาคนหนึ่ง...ไม่สิตอนนี้พวกเธอเป็เหมือนตัวแทนของพี่สาวและน้องสาวที่เขาเสียไปมากกว่า
แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เขาทำนั้นเป็สิ่งที่เลวร้ายมากกับทั้งสองคนแต่ว่านั่นเป็สิ่งเดียวที่พอจะเยียวยาหัวใจของเขาได้
ความรู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องครอบครัวของเขาได้นั้นยังคงตามหลอกหลอนเขาอยู่เสมอ
การแก้แค้นของเขาก็เช่นกัน
ตัวตนของจอมมารนั้นเป็สิ่งที่สมควรถูกกำจัดนั่นคือสิ่งที่เขาพร่ำบอกกับตัวเองอยู่เสมอ...ทว่า
สิ่งที่เขาเชื่อมั่นกลับถูกทำลายลงด้วยตัวของเขาเอง จอมมารที่เป็เพียงกษัตริย์ของุ์คอยช่วยเหลือุ์ที่ถูกกดขี่จอมมารที่เป็จอมมารเพราะเป็กษัตริย์ของเผ่ามาร จอมมารที่เป็จอมมารเพื่อควบคุมสถานการณ์ทางการเมืองจอมมารที่เป็จอมมารเพราะนอกรีต จอมมารแบบที่เขาไม่เคยคาดคิดที่พบเจอระหว่างการเดินทางบดขยี้จอมมารในความคิดของเขาลงอย่างราบคาบ
นอกจากนี้ การสังหารจอมมารของเขากลับทำให้บางโลก...ไม่สิ เกือบทุกโลกแย่ลง
การแก่งแย่งอาณาเขตที่เกิดจากกการที่ปราสาทจอมมารซึ่งกินพื้นที่มหาศาลไร้ผู้ปกครองาโลกที่เป็ผลพวงจากการที่วิทยาการอาวุธก้าวหน้าเพราะการรับมือกับจอมมาร ความทุกข์และความโศกเศร้าแพร่กระจายไปทุกหนแห่งเลวร้ายยิ่งกว่าตอนที่จอมมารยังอยู่ นั่นคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนเมื่อจอมมารตายไป
“ผมควรจะทำยังไงดี เอมิลี่”
¤
ว่างเปล่าแต่กลับััได้ มืดมิดแต่ก็ยังสามารถมองเห็น
นั่นคือสถานที่ที่ฉัน-เอมิลี่ ออโรร่า กำลังอยู่ในตอนนี้
มันคือมิติปิดกั้นส่วนตัวของพารักซ์นั่นเอง
แน่นอนว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฉันเข้ามาที่นี่ หากนับคร่าวๆ จำนวนครั้งที่ฉันเข้ามาที่นี่ก็ราวๆยี่สิบครั้งได้แต่ว่าครั้งนี้ไม่เหมือนกัน ในครั้งนี้มีเพียงแค่ฉัน ใช่ ฉันเท่านั้น และมันเป็โอกาสอันดีที่ฉันจะถามเื่ที่ฉันข้องใจมาตลอดแม้มันจะอันตรายมากก็ตาม
"คุณคิดจะทำอะไรกันแน่"
นั่นคือสิ่งแรกที่ฉันถามออกไป แน่นอนว่าไม่ได้ถึงสถานการณ์ในตอนนี้ และฉันมั่นใจว่าเขารู้ว่าฉันหมายถึงอะไร
"คุณ? หึๆ ข้าคิดจะทำอะไรงั้นเหรอ? นั่นสินะ ชวนเ้าดื่มน้ำชามั้ง?"
พารักซ์ในชุดคลุมสีดำตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาท
ชิ ไม่น่ารักเอาซะเลย เมื่อเห็นฉันไม่ตอบกลับพารักซ์จึงเดาะลิ้นพลางพึมพำ
ใช่แล้ว การกระทำของพารักซ์มันแปลก ั้แ่ตอนที่มันฆ่าครอบครัวของฉันและเรนโดยไม่ฆ่าพวกเขาสองคนแถมยังทิ้งเครื่องเคลื่อนย้ายมิติซึ่งมีพิกัดบอกตำแหน่งสถานที่ที่มันกำลังจะไปไว้ั้แ่ที่มันเล่นงานไทม์และโรซาเรียในบริเวณที่เรนอยู่ใกล้พอจะไปช่วยทันแถมยังหนีไปทุกครั้งไม่ว่าจะดูอย่างไรมันก็ไม่ใช่เื่ปกติ เพราะดวงตาที่พิเศษของฉันทำให้ฉันสามารถประเมินพลังของฝ่ายตรงข้ามได้จากพลังที่แผ่ออกมาของแต่ละคนซึ่งพลังของพารักซ์นั้นมีมากกว่าพวกเราสี่คนรวมกันซะอีก แม้เรนจะมีดาบต้องสาปที่สามารถทำร้ายพารักซ์ได้แต่ด้วยพลังและอาวุธที่มันมีสามารถรับมือ...ไม่สิ ฆ่าพวกเธอได้ง่ายๆ เพียงแต่มันไม่ทำเท่านั้น
"คุณ้าจะทำอะไรกันแน่?"
ฉันยังคงยืนยันที่จะถามต่อไป ฉันและพารักซ์จ้องกันและกันไปชั่วครู่หนึ่ง
พารักซ์ถอนหายใจออกมา
"หึ อย่างนี้นี่เอง ดวงตาของเ้า มันทำให้รู้ถึงพลังของข้าสินะ น่าสนใจดีนี่ดีกว่ายัยหนูครึ่งแวมไพร์ซัคคิวบัสนั่นหน่อย ฝ่ายนั้นน่ะคิดว่าตนเองเก่งกว่าข้าเสียเต็มประดาเลยล่ะส่วนอีกคนหนึ่ง...ก็นะ ยังไงก็เป็ผู้ใช้เวทย์แขนงเดียวกับข้า น่าจะรู้ถึงความต่างของพลังอยู่เอาเถอะ เห็นแก่ความกล้าของเ้าข้าจะบอกให้ก็ได้ แต่ว่า"
"อั่ก-"
ความรู้สึกเ็ปราวกับร่างกายจะฉีกขาดแล่นไปทั่วร่างและทวีคูณเพิ่มขึ้นเป็เท่าตัวทุกๆวินาทีเจ็บ เจ็บ เจ็บ ความรู้สึกของฉันในตอนนี้มีเพียงสิ่งนั้น ร่างกายของฉันลงไปนอนกองกับพื้น
"โฮ่ ทั้งๆที่ข้าเพิ่มความรุนแรงของคำสาปไปให้ถึงระดับที่แม้แต่เทพยังรับความเ็ปไม่ไหวจนต้องฆ่าตัวตายเข้าไปแล้วยังไม่ยอมตายอีกรึดีมาก ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งใจฟังดีๆละกัน เอาล่ะนะ เพราะมันสนุกยังไงล่ะ พอได้เห็นหน้าตาของไอ้โง่นั้นตอนที่ข้าฆ่าทุกคนที่มันมีความรู้สึกดีๆให้ ทำลายล้างทุกอย่างที่มันรัก ข่มขืนคนรักของมัน แล้วมันทำให้ข้ารู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูกไอ้นั่นไง อารมณ์ตอนกำลังอ่านนิยาย ข้าน่ะเป็พวกชอบพระเอกสุดรันทดที่โดน่ชิงทุกอย่างไปและพยายามแก้แค้นล่พนะ"
เพราะเหตุผลแค่นั้น แกถึง!
"ใช่ เพราะเหตุผลแค่นั้นล่ะ อ้อ ข้ายังไม่ได้พูดถึงเหตุผลที่ข้ายังไม่ฆ่าพวกเ้าเลยสินะเหตุผลก็ง่ายๆ"
พวกเ้าน่ะ ตรงสเปคข้าสุดๆไปเลยล่ะ
ร่างกายของฉันสั่นสะท้านเมื่อเห็นรอยยิ้มอันน่าขยะแขยง ร่างกายของฉันถูกยกขึ้นด้วยหนวดอันน่าสะอิดสะเอียนที่โผล่ออกมาจากผ้าคลุมแถมยังถูกมันเล้าโลมไปทั่วตัว
ขยับสิ ขยับสิ
ฉันพยายามสั่งร่างกายของตัวเองแต่มันก็ไม่ตอบสนองแม้แต่น้อย
ขยับ ขยับ ขยับสิ!
ฉันยังคงพยายามดิ้นรนต่อไปแต่ร่างกายก็ยังไม่ยอมขยับเช่นเดิม
หนวดสีดำเริ่มขยับไปมาระหว่างหว่างขา รักแร้ ขาหนีบ ข้อพับแขนของฉัน
ขยับ ขยับ ขยับสิ ขยับสิ....ติ๋ง
น้ำตาของฉันเริ่มไหลออกมาเพราะความกลัว
"โฮ่ นี้เ้า ร่ำไห้งั้นรึ แต่ว่า ไม่น่าดูเอาซะเลย อะไรกัน ไอ้แววตาที่ไม่ยอมแพ้นั่น...เหอะช่างมันละกัน ไหนดูซิ เ้าจะทนได้สักกี่น้ำ"
หนวดสีดำค่อยๆเคลื่อนมาจ่อที่ปากและส่วนล่างของฉัน
"ครับ ครับ ผมคิดว่าเราควรจะหยุดเอาไว้แค่นี้นะครับ ก่อนที่มันจะกลายเป็เห็นไต 18+ แทนที่จะเป็นิยายทั่วไปแทนนะครับถึงจะอยากเห็นก็เถอะ "
ความรู้สึกสะอิดสะเอียนของฉันหายไปในพริบตาร่างกายของฉันก็รู้สึกเบาหวิว ราวกับว่าความเ็ปก่อนหน้านี้เป็เื่โกหก
ฉันค่อยๆลืมตาขึ้นช้าๆ ร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในสายตา
เขาเป็เด็กหนุ่มผู้มีผมสีดำ ดวงตาสีเขียว ที่เอวของเขาเหน็บดาบยาวสีขาวไว้เล่มหนึ่งและตอนนั้นเองที่ฉันตระหนักได้ว่าฉันกำลังลอยอยู่ข้างๆเด็กหนุ่มคนนั้น
"แกเป็ใครกัน?"
พารักซ์ถามเด็กหนุ่มพลางปล่อยความกดดันออกมา ทว่า น่าแปลก ที่ฉันกลับไม่รู้สึกถึงมันแม้แต่น้อยทั้งๆที่ตลอดมาสามารถรับรู้ได้อย่างชัดเจน
"ก็แค่นักเรียนเตรียมสอบที่ผ่านทางมาเท่านั้นล่ะครับ (ส่งของน่ะนะ)"
"ว่าแต่ คุณจอมมารท่องมิติ ไม่ใช่ว่ามีเื่ที่สำคัญกว่านั้นเหรอครับ?"
"หึ เื่สำคัญงั้นรึ สำหรับข้า ทุกสิ่งล้วนง่ายดาย"
พารักซ์ตอบกลับด้วยแววตาหยิ่งผยอง
"งั้นหรือครับ งั้นหรือครับ จะบอกว่ามันเป็เื่เล็กน้อยสำหรับคุณแม้จะรุกล้ำเข้ามาในมิติในของ<เขา>งั้นเหรอครับ"
"<เขา>? แกหมายถึง...ใครกัน..."
น้ำเสียงของพารักซ์อยู่ๆก็ขาด่ลง แม้จะไม่เห็นดวงตาแต่ฉันกลับรู้สึกได้ว่าพารักซ์กำลังจ้องมองไปยังดาบที่อยู่บนเอวของเด็กหนุ่มมองแบบเผินๆมันเป็ดาบธรรมดาๆที่ถูกประดับตกแต่งอย่างสวยงามเท่านั้น ทว่า หากมองดูดีๆแล้วจะรู้สึกถึงบางสิ่งมันเป็สิ่งที่ให้ความรู้สึกแต่ก็ไม่รู้สึกเช่นกัน เป็อะไรประมาณนั้น แต่ดูเหมือนพารักซ์จะรับรู้อย่างชัดเจน
"ดาบนั่น! หรือว่า! ไม่ ไม่ ไม่ ถ้าแบบนั้นข้าน่าจะรับรู้ได้นี่"
"ดูเหมือนว่า<เขา>จะไม่ได้สนใจอาณาเขตของตัวเองสักเท่าไหร่นะครับ"
เลยดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีอาณาเขตอะไรบอกไว้เป็พิเศษ
สิ้นเสียงของเด็กหนุ่ม ฉันและเขาก็กลับมาอยู่ที่ป่าบริเวณที่โผล่มาเจอพารักซ์
¤
"นี่ครับ ชุดสำหรับเปลี่ยน"
สิ่งแรกที่ฟิไนต์ทำหลังออกมาจากมิติปิดของพารักซ์คือยื่นเสื้อสำรองของอลิซให้เอมิลี่ซึ่งละลายไปบางส่วนเพราะหนวดของพารักซ์เปลี่ยนเพราะหากเธอยังอยู่ในสภาพนั้นต่อไปคงจะคุยกันลำบากและนี่เป็สิ่งที่เขาสมควรทำ
"ขอบคุณค่ะ"
เอมิลี่กล่าวอย่างเขินอายก่อนจะวิ่งหายเข้าไปหลังต้นไม้ต้นหนึ่งราวๆห้านาทีก่อนจะออกมาในชุดวันพีชสีกรมท่าและมีเสื้อนอกสีขาวทับอีกที
ตอนนี้เธออยู่ตรงหน้าฟิไนต์พลางแสดงสีหน้าสับสน เธอไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรเพราะฟิไนต์ไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากเอาชุดให้เธอเปลี่ยน
"เอ่อ คือ ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้นะคะ ฉันชื่อ เอมิลี่ ออโรร่า เป็นักเดินทางค่ะ"
หลังจากลังเลอยู่พักหึ่งเอมิลี่ก็ขอบคุณฟิไนต์พร้อมกับแนะนำตัวออกไป
"ไม่เป็ไรหรอกครับ มันเป็สิ่งที่ผมต้องทำอยู่แล้ว ผมชื่อ ฟิไนต์ครับฟิไนต์ลูครอส เป็นักเรียนเตรียมสอบที่บังเอิญผ่านมา แล้วก็ไม่ต้องสุภาพกับผมมากก็ได้ครับยังไงผมก็อายุน้อยกว่าพี่เอมิลี่อยู่แล้ว"
ท่าทางของเอมิลี่ชะงักไปเล็กน้อยเมื่อถูกฟิไนต์เรียกว่าพี่ก่อนที่ความงุนงงนั้นจะเปลี่ยนเป็รอยยิ้ม
"จ่ะ แล้วฟิไนต์กำลังจะไปไหนเหรอ"
ฟิไนต์หยิบแผนที่ออกมากาง
"ก็...กำลังจะไปตรงนี้น่ะครับ"
ฟิไนต์ชี้ไปยังจุดที่มีเครื่องหมายลูกโป่งสีแดง
"เอ แผนที่นี่มันอะไร ไม่บอกอะไรเลย ยกเว้นตำแหน่งของจุดหมายกับพวกเราอืม เอางี้ละกัน เดี๋ยวพี่จะทำภูมิประเทศกับมาตราส่วนแล้วก็ทิศทางให้แล้วกัน รอแปปนึงนะ"
เอมิลี่หลับตาลงไปครู่หนึ่งก่อนจะลืมตาขึ้นมาแล้วหยิบปากกาออกมาเตรียมจะวาดแผนที่ทว่าบนแผนที่กลับแสดงสิ่งที่เธอตั้งใจจะวาดลงไปทั้งหมดออกมาเสียแล้ว
"เป็แผนที่ที่กวนจริงๆนะ"
ฟิไนต์ขานรับพลางรับแผนที่คืนมาจากเอมิลี่พลางตรวจสอบระยะทางที่ต้องเดินทางต่อราวๆหนึ่งพันกิโลเมตรเหมือนที่ฟิไนต์คาดการณ์ไว้เพียงแต่มีูเาหลายลูกผุดขึ้นมาด้วยเมื่อพิจารณาจากแผนที่ที่ได้มาแล้วฟิไนต์คาดว่าจะไปถึงที่หมายราวๆเที่ยงของวันพรุ่งนี้ถ้าออกเดินทางเจ็ดโมงเช้า
"ขอบคุณนะครับ พี่เอมิลี่ ทีนี้ผมก็รู้พิกัดที่แน่นอนของที่หมายแล้วว่าแต่ พี่เอมิลี่จะทำยังไงต่อ จะกลับไปหาพวกพ้องที่เมือง หรือจะไปปราสาทจอมมาร ล่ะครับ"
"จะว่าอะไรไหม ถ้าพี่จะขอไปกับฟิไนต์ด้วย?"
"ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอกครับ ถ้าอย่างนั้นคืนนี้ค้างกันที่นี่ละกัน ใกล้ๆนี่มีลำธารอยู่พี่เอมิลี่ไปอาบน้ำเถอะครับ เดี๋ยวผมจะทำข้าวเย็นให้"
ฟิไนต์กล่าวพลางเรียกเต็นท์สีน้ำเงินออกมาสองเต็นท์พร้อมกับอุปกรณ์ทำอาหารส่วนเอมิลี่แม้จะรู้สึกแปลกๆไปบ้างที่ต้องไปอาบน้ำหลังเปลี่ยนชุดแต่จากเหตุการณ์เมื่อครู่แล้วการอาบน้ำสักรอบน่าจะเป็ความคิดที่ดี
สองเท้าค่อยๆก้าวเข้าป่าไปตามเสียงน้ำไหล ลำธารที่ส่องสว่างเพราะแสงจันทร์เข้ามาในสายตาของเธอเอมิลี่ใช้พลังพิเศษของตนเองตรวจสอบพื้นที่รอบๆก่อนจะค่อยๆถอดเสื้อผ้าของตัวเองออกจนเหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าผิวขาวเนียนไร้ตำหนิและเส้นผมหนักศกสีบลอนด์ทองเรืองสะท้อนแสงจันทร์เปล่งประกายกับอัญมณีผลไม้ทรงหยดน้ำขนาดพอๆกับส้มโอสุกงอมน่าลิ้มลอง เรือนร่างที่ไร้ซึ่งลวดลายอันน่ารังเกียจ-ตราคำสาปที่เคยมีอยู่ทั่วร่างกายของเธอตอนนี้หายไปโดยสิ้นเชิง
เอมิลี่ก้มมองร่างกายของตัวเองที่สะท้อนอยู่บนผิวน้ำด้วยความฉงน
เย็น... ััของน้ำเย็นๆลูบไล้ไปตามเรือนร่างของเธอเป็เครื่องยืนยันว่าสิ่วที่เธอกำลังเห็นอยู่ไม่ใช่ความฝัน
"ฮิ ฮิ หุ หุๆๆๆๆๆ"
เสียงหัวเราะสดใสดังกังวานท่ามกลางแสงจันทร์ราวกับเสียงกระซิบจากภูตพราย
¤
กลิ่นหอมของอาหารจำพวกปลาลอยมาแตะจมูกเอมิลี่กระตุ้นความอยากอาหารของเธอทันทีเมื่อกลับมาถึงเต็นท์
บนโต๊ะไม้ซึ่งถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่ายๆมีข้าวสวย ปลาทอดสมุนไพร และผัดผักวางอยู่ข้างๆนั้นฟิไนต์กำลังเช็ดเครื่องครัวและเก็บกลับไปในช่องเก็บของทีละชิ้นๆ
เอมิลี่นั่งลงบนพื้นซึ่งถูกปูด้วยผ้าฝั่งตรงข้ามของฟิไนต์ในจังหวะเดียวกับที่ฟิไนต์เก็บของเสร็จพอดี
"งั้น เราเริ่มทานกันเลยเถอะครับ"
เอมิลี่และฟิไนต์เริ่มทานอาหารกันอย่างเงียบๆท่ามกลางแสงจันทร์
อาหารของฟิไนต์อร่อยจนเอมิลี่ซึ่งทำอาหารเป็เอ่ยปากชมเลยทีเดียว
มื้ออาหารค่ำดำเนินไปเรื่อยๆพร้อมกับการพูดคุยสัพเพเหระจนเวลาล่วงเลยไปครึ่งชั่วโมง
"พี่เอมิลี่นี่ อยากได้ศัสตราศักดิ์สิทธิ์เหรอครับ?"
ระหว่างที่กำลังทำความสะอาดจานอยู่ๆฟิไนต์ถามเอมิลี่ขึ้นมา
ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จุดประสงค์ในการไปครั้งนี้ของเธออยู่แล้ว
"ใช่แล้วจ๊ะ ความสามารถของอาวุธที่อยู่ที่นั่นจำเป็ในการจัดการกับพารักซ์"
เอมิลี่ตอบตามตรง
<สมรภูมิเดือด>
นั่นคือความสามารถของศัสตราศักดิ์สิทธิ์ที่เอมิลี่้า-ผลึกแห่งคนเขลา
ความสามารถของมันคือการสร้างมิติที่ปราศจากพลังพิเศษ
ใช้เพียงพลังกายและอาวุธเท่านั้นในการต่อสู้ ดูแล้วมันเป็ความสามารถที่ดูโง่มากเพราะทำให้ตัวเองใช้พลังไม่ได้ด้วยใช้เวทมนตร์ไม่ก็อุปกรณ์ที่สามารถผนึกพลังของฝ่ายตรงข้ามฝ่ายเดียวดีกว่าเยอะ
แน่นอนว่าเอมิลี่รู้เื่นั้นอยู่แล้ว พยายามใช้มาหลายครั้งแล้วด้วย แต่พลังของพารักซ์นั้นมีมากเกินกว่าที่ของพวกนั้นจะผนึกได้
ทว่า ผลึกของคนเขลานั้นไม่เหมือนกัน อาวุธชิ้นนี้ถูกสร้างโดยผู้ที่มีพลังมากกว่าพารักซ์มหาศาลดังนั้นมันจึงสามารถผนึกพลังของพารักซ์ได้อย่างสมบูรณ์...ถ้ามันเข้าไปในนั้นจริงๆน่ะนะ
เมื่อพิจารณาถึงความเป็ไปได้ต่างๆที่อาจเกิดขึ้นแล้วฟิไนต์จึงตัดสินใจทำบางอย่างเพื่อให้มั่นใจว่าพารักซ์จะเข้าไปอยู่ในมิตินั้นจริงๆและฟิไนต์ก็หายตัวไปจากเต็นท์ราวๆหนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น
¤
ซูมมมมมมม
วัตถุสีน้ำเงินดำเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงไปตามกลีบเมฆโดยไม่มีผู้พบเห็นมันคือยานบินรูปร่างคล้ายเครื่องบินที่ฟิไนต์กับเอมิลี่โดยสารกันมาั้แ่เช้านั่นเองความเร็วของมันอยู่ที่ราวๆ 200 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
"ถึงแล้วครับ"
ฟิไนต์เอ่ยขึ้นเมื่อลูกศรที่อยู่บนแผนที่ทับกับจุดหมาย ยานบินค่อยๆลดระดับลงจากความสูงเหนือเมฆเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ด้านล่าง-สิ่งก่อสร้างคล้ายวิหารของกรีกขนาดใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยั
"อย่างที่คิด รังั"
ฟิไนต์เอ่ยขึ้นพลางจ้องมองไปยังัขาวที่อยู่ด้านในสุดของวิหารและกำลังนอนขดตัวให้ความอบอุ่นแก่สิ่งๆหนึ่งอยู่-ดาบใช่ ัขาวตัวนี้กำลังนอนขดตัวรอบดาบเล่มหนึ่งอยู่ท่ามกลางทรัพย์สมบัติมากมาย
สายตาของฟิไนต์ไม่สามารถละสายตาไปจากดาบเล่มนี้ได้เลย
ใบดาบส่องประกายเป็สีรุ้ง ด้ามจับสีเงินรูปทรงคล้ายัสยายปีก สิ่งเ่าั้ดึงดูดสายตาของฟิไนต์ไปจนหมดแม้ฟิไนต์จะเคยเห็นอะไรแบบนี้มาแล้วก็ตาม
อยากได้-นั่นคือความคิดแรกที่เข้ามาในหัวของฟิไนต์
ฟิไนต์ก้าวลงจากยานบินท่ามกลางสายตาของันับร้อย
[มนุษย์ พวกเ้า้าอะไร?]
เสียงถูกส่งเข้ามาในสมองของฟิไนต์และเอมิลี่โดยตรง นี่ตือวิธีสื่อสารของเผ่าั-โทรจิต
"ฉัน้าอาวุธจากที่แห่งนี้ค่ะ"
เอมิลี่ตอบกลับด้วยการพูดแบบปกติ
ัสามารถส่งโทรจิตเข้าสู่สมองเราโดยตรงได้แต่เราห้ามส่งโทรจิตกลับไปเด็ดขาดนั่นคือสิ่งที่ควรปฏิบัติกับั พวกเขาเป็สิ่งมีชีวิตที่หยิ่งในศักดิ์ศรีและรักในเผ่าพันธุ์ของตนเองมากดังนั้นการที่เรา(ผู้ต่ำต้อย)ส่งโทรจิตคุยกับั(ผู้สูงส่ง)จึงเป็สิ่งที่หยามเกียรติ์ของพวกเขามาก
[สิ่งใดที่เ้า้า]
"ผลึกแห่งคนเขลาค่ะ"
หึ ัเขียวพ่นจมูกก่อนจะโยนผลึกหลายสิบก้อนให้
[นั่นคือ ผลึกผู้กล้า]
เอมิลี่หยิบผลึกขึ้นมาดูด้วยความแปลกใจก่อนจะเบิ่งตาด้วยความใ ความสามารถของผลึกผู้กล้านั้นคือการสร้างมิติกักกันที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามใช้พลังเวทย์ไม่ได้ในขณะที่ฝั่งเราใช้ได้ความสามารถที่เหนือกว่าผลึกคนเขลา!
[เอาล่ะ ทีนี้เ้าก็ออกไปได้แล้ว]
ร่างของเอมิลี่หายไปทันที
[สิ่งใดที่เ้า้า]
ัเขียวกันมาถามฟิไนต์ด้วยคำถามเช่นเดียวกับที่ถามเอมิลี่ก่อนหน้านี้อย่างไม่ผิดเพี้ยน
"ผมเอาดาบเล่มนี้มาส่งครับ"
ฟิไนต์ยื่นดาบส่งให้ัเขียวท่ามกลางสายตาตื่นตระหนกของัตนอื่นๆ ัเขียวนำดาบไปมอบให้กับัขาวทว่า
เพล้ง
ดาบถูกทำลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี
ไม่นานัเขียวก็กลับมาอยู่ตรงหน้าฟิไนต์อีกครั้ง ถึงเวลาที่ฟิไนต์ต้องบอกความ้าของเขา
"แล้วก็ ผม้าดาบเล่มนั้นครับ"
สายตาของัเริ่มเปลี่ยนแปลง
"ผม้าดาบสีรุ้งเล่มนั้น!"
ทว่าฟิไนต์ก็ยังคงกล่าวความ้าของตนเองออกมาอย่างหนักแน่นพลางมองไปยังดาบที่อยู่ในการดูแลของัขาวท่ามกลางสายตาที่เปลี่ยนไป...ในทางที่ไม่ดี
ครืดดดด....ลมหายใจถูกพ่นออกมาจากจมูกของัเขียว ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสิ่งนั้นหมายความว่าอย่างไร
[โอหัง!!! เ้ามนุษย์]
'แหม ทำเอานึกถึงแมวเลยแฮะแบบนี้'
กงเล็บของัเขียวพุ่งตรงมายังฟิไนต์ด้วยความเร็วสูงแต่ฟิไนต์เอี้ยวตัวหลบได้อย่างง่ายดายด้วยการขยับตัวเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะหลบหลบ หลบ แล้วก็หลบอีกครั้ง หาง กงเล็บ เขี้ยว ลมหายใจเพลิง ฟิไนต์สามารถหลบการโจมตีเ่าั้ได้อย่างง่ายดาย
"เอ่อ คือ ขอผมคุยกับคุณัขาวหน่อยได้ไหมครับ ว่าพอจะมีทางยกดาบเล่มนั้นให้ผมได้ไหม?"
ฟิไนต์เอ่ยถามพลางหลบการโจมตีของัเขียวที่โจมตีเข้ามา ัขาวปรือตาเล็กน้อย
[ถ้าเ้าอยากจะคุยล่ะก็ ลองจัดการเ้าพวกนี้ทั้งหมดให้ได้สิ หลังจากนั้น ค่อยมาคุยกัน]
เสียงอ่อนหวานถูกส่งเข้าโสตประสาทของฟิไนต์โดยตรง มันเป็คำขาดที่ถูกเสนอโดยผู้ดูแล
"เข้าใจแล้วครับ"
และฟิไนต์ตอบรับมัน