นักเรียนของโรงเรียนนี้ล้วนเป็คนธรรมดา และพ่อแม่ของพวกเขาก็เป็คนธรรมดาเช่นกัน
ในเขตปลอดภัยที่ผู้มีพลังลำดับไม่ใช่เื่แปลก สถานที่รวมตัวของคนธรรมดาทั้งหมดนั้นมีไม่มากนัก และส่วนใหญ่ก็กระจายตัวอยู่ตามชายขอบของเขตปลอดภัย
ตราบใดที่สามารถปลุกพลังลำดับขึ้นมาได้ ก็จะต้องย้ายครอบครัวออกจากพื้นที่ชายขอบแสนอันตรายและเสื่อมโทรมนี้ ไปใช้ชีวิตอยู่ในเขตปลอดภัยที่มีสภาพแวดล้อมดีกว่า
ในโรงเรียน ทุกคนล้วนเป็ชนชั้นล่างสุดของเขตปลอดภัย ที่ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพอยู่ในพื้นที่ชายขอบ แต่สภาพครอบครัวของฉินซือหยางนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็ระดับต่ำสุด
เพราะเขาไม่มีแม้กระทั่งพ่อแม่ใช้ชีวิตอยู่คนเดียวธรรมดา ๆ มาั้แ่เด็ก
หากไม่เป็เพราะนโยบายของ รัฐบาลสหภาพที่ให้เด็กกำพร้าได้รับการยกเว้นค่าเล่าเรียน เขาก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองจะไปอยู่ที่ไหน และกำลังทำอะไรอยู่
อาจจะกลายเป็กองกระดูกไปแล้วก็ได้
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินซือหยางก็รู้สึกขอบคุณ รัฐบาลสหภาพขึ้นมาอีกหลายส่วน แต่ถึงจะขอบคุณ เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะให้ทางรัฐบาลได้ล่วงรู้ถึงพลังลำดับ [ผู้กลืนกินเทพเ้า] ของเขาอยู่ดี
ฉินซือหยางเดินไปตามถนนที่มืดสลัวจนถึงโรงเรียน ครูเวรหน้าประตูก็ยังไม่มา และคาบเรียนเช้าก็ยังไม่เริ่ม
โดยปกติคาบเรียนเช้าจะเริ่มั้แ่แปดโมงถึงแปดโมงสิบห้า ซึ่งคล้ายกับในชาติก่อนของเขา
เขาตื่นเต้นมากที่เพิ่งปลุกพลังลำดับขึ้นมาได้ ดังนั้นวันนี้จึงตื่นแต่เช้า แม้จะเสียเวลาไปครึ่งชั่วโมงที่ร้านอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อมาถึงโรงเรียนก็ยังไม่สาย
ฉินซือหยางชอบโรงเรียนมาก ไม่เพียงเพราะโรงเรียนให้เขากินอาหารฟรี แต่ยังเพราะที่โรงเรียนมีหลอดไฟเยอะมาก
โรงเรียนคือสถานที่ที่สว่างที่สุดในแถบชายขอบของเขตปลอดภัย ที่นี่มีระบบวงจรไฟฟ้าและหลอดไฟที่ดีที่สุด ซึ่งเป็สิ่งที่หาได้ยากในเขตปลอดภัยที่ทรัพยากรไฟฟ้ามีราคาแพง
รัฐบาลสหภาพเชื่อว่า ความหวังในการปลดปล่อยเผ่าพันธุ์มนุษย์และโต้กลับเทพเ้านั้น ฝากไว้บนบ่าของเด็กทุกคน ไม่ว่าจะยังไง ก็จะปล่อยให้สภาพการศึกษาตกต่ำไม่ได้
เมื่อสภาพการศึกษาดีขึ้น คนรุ่นใหม่ก็จะเกิดความรู้สึกเป็ส่วนหนึ่งของรัฐบาลสหภาพและเขตปลอดภัย และก็จะยิ่งมีความกระตือรือร้นที่จะอุทิศตนให้กับภารกิจการล่าเทพเ้า
รัฐบาลสหภาพยังได้เสนอให้เด็กทุกคนมีโอกาสที่เท่าเทียมกันในการได้รับการศึกษา เพราะคุณไม่มีทางรู้ได้ว่าเด็กคนไหนอาจจะเติบโตขึ้นมาเป็บุคคลที่เปลี่ยนแปลงโลกและชะตากรรมของเผ่าพันธุ์มนุษย์
แต่นโยบายก็คือนโยบาย เมื่อนำมาใช้ในแต่ละโรงเรียนก็กลับกลายเป็รูปแบบที่แปลกประหลาดไปต่าง ๆ นานา
อาจารย์ที่โรงเรียนไม่ได้คิดว่านักเรียนทุกคนควรค่าแก่การปลูกฝัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โรงเรียนจวีอันของฉินซือหยาง
จากสถิติที่ไม่สมบูรณ์ สถานที่ที่ชีวิตความเป็อยู่ยากลำบากเท่าไร จำนวนคนที่ปลุกพลังลำดับได้ก็จะยิ่งน้อยลงเท่านั้น
อีกทั้งที่โรงเรียนจวีอันแห่งนี้ จนถึงบัดนี้ ฉินซือหยางก็ยังไม่เคยได้ยินว่ามีใครปลุกพลังลำดับขึ้นมาได้เลย
คนอย่างฉินซือหยางที่ไม่ต้องจ่ายค่าเล่าเรียนและไม่มีอนาคต ก็เป็เหมือนปลิงดูดเืในโรงเรียน บรรดาอาจารย์จึงไม่ค่อยชอบหน้าเขานัก
แม้ว่าเืที่อาจารย์เ่าั้ดูดจากโรงเรียนจะมากกว่าของฉินซือหยางหลายเท่าตัวก็ตาม
อาจารย์ประจำชั้นจัดโต๊ะเรียนของเขาไว้ที่มุมห้องเรียน ซึ่งเป็ที่ที่ไม่มีใครสนใจ เหมือนกับตำแหน่งในชาติก่อนของเขาไม่มีผิด
ฉินซือหยางในชาติก่อนรู้สึกเปลี่ยวเหงาเพราะเหตุนี้ แต่ฉินซือหยางในชาตินี้กลับรู้สึกสบายใจเป็อย่างยิ่ง อย่างน้อยที่นี่ ก็ไม่มีใครมารบกวนเวลาที่เขาเหม่อลอย
เพื่อนร่วมชั้นคนอื่น ๆ หยิบหนังสือเรียนออกมาและเริ่มทบทวนบทเรียนของวันนี้
ส่วนฉินซือหยางกลับใช้มือข้างหนึ่งเท้าคาง มองออกไปนอกหน้าต่าง ดูเหล่าเทพเ้าที่บินผ่านไปมาเป็ครั้งคราว พลางคิดว่าจะหาโอกาสแข็งแกร่งขึ้นได้ยังไง
"ฉินซือหยาง"
ในขณะนั้นเอง การเหม่อลอยของเขาก็ถูกขัดจังหวะ
เขาเงยหน้าขึ้นมอง เพื่อนนักเรียนหญิงหน้าตาน่ารักคนหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ข้าง ๆ เขา
"อ้อ หลิงจิ้งเหวิน เธอมีธุระอะไรเหรอ?"
ในที่สุดเธอก็มา
ข้อมูลของเธอปรากฏขึ้นในสมองของฉินซือหยางทันที ต่อให้ผู้หญิงคนนี้กลายเป็เถ้าถ่านเขาก็ไม่มีวันลืม
เธอคือหลิงจิ้งเหวิน เพื่อนร่วมชั้นมัธยมปลายของฉินซือหยาง
ในชาติก่อน ฉินซือหยางตามจีบหลิงจิ้งเหวินมาสามปี ตลอดสามปีนั้นเขาทำตัวต่ำต้อยอย่างที่สุด
ทุกวันเขายอมอดข้าวเพื่อให้หลิงจิ้งเหวินมีอาหารเช้ากิน การบ้านของหลิงจิ้งเหวินก็เป็เขาที่ช่วยทำให้ทั้งหมด เวลาที่หลิงจิ้งเหวินอารมณ์ไม่ดี เขาก็จะคอยอยู่คุยเป็เพื่อนเธอจนดึกดื่น
สำหรับหลิงจิ้งเหวินแล้ว ฉินซือหยางไม่เคยปฏิเสธคำขอใด ๆ เขามอบทุกสิ่งที่เด็กกำพร้าอย่างเขาสามารถให้ได้ทั้งหมด
เขาหวังว่าจะได้คบกับหลิงจิ้งเหวิน
แต่หลิงจิ้งเหวินไม่เคยตอบตกลงคำสารภาพรักของเขาเลย เธอมักจะบ่ายเบี่ยงโดยอ้างว่าตัวเองยังเด็กเกินไป ไม่อยากให้เสียการเรียน และไม่อยากทำให้พ่อแม่ผิดหวัง
ทว่า ทุกครั้งที่ฉินซือหยางคิดจะยอมแพ้และเลิกตามจีบเธอ
หลิงจิ้งเหวินก็จะเข้ามาหาเขา ให้กำลังใจ และบอกว่านี่เป็เพียงการทดสอบเขา หวังให้เขาพยายามต่อไป
ดังนั้นฉินซือหยางจึงเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า หลังจากจบมัธยมปลายแล้วหลิงจิ้งเหวินจะยอมคบกับเขา
แต่น่าเสียดาย หลังจากเรียนจบเขาถึงได้รู้ว่า แท้จริงแล้วหลิงจิ้งเหวินคบกับโจวหยางที่อยู่ห้องข้าง ๆ มาตั้งนานแล้ว
ฐานะทางบ้านของโจวหยางค่อนข้างดี การที่หลิงจิ้งเหวินได้คบกับเขา ก็ถือเป็การยกระดับตัวเองขึ้นมาครึ่งขั้น
เขายังจำได้ถึงตอนที่เห็นหลิงจิ้งเหวินจูงมือกับโจวหยาง และคำเยาะเย้ยของหลิงจิ้งเหวินที่มีต่อเขา
"โง่เง่าขนาดนี้ สมแล้วที่เป็เด็กกำพร้า!"
เมื่อได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในชาตินี้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่เพื่อนร่วมชั้นส่วนใหญ่ในชาติก่อนกลับยังคงเหมือนเดิม
ฉินซือหยางไม่รู้ว่านี่คือโอกาสที่์มอบให้เขาได้กลับตัวกลับใจหรือไม่ แต่ในใจของเขาก็ยังคงขอบคุณ์อย่างสุดซึ้ง ที่ทำให้เขาได้พบกับหลิงจิ้งเหวินอีกครั้ง
ทำให้เขาสามารถโบกมืออำลาฉินซือหยาง คนที่เป็เบี้ยล่างของคนอื่นในชาติก่อนได้อย่างเด็ดขาด
ในความทรงจำ หลิงจิ้งเหวินในสมัยมัธยมปลายมักจะดูน่ารักสดใสอยู่เสมอ รอยยิ้มที่มีลักยิ้มสองข้างของเธอเคยทำให้ฉินซือหยางหลงใหลจนเคลิบเคลิ้ม
แต่เมื่อได้พบเธออีกครั้ง ฉินซือหยางกลับรู้สึกรังเกียจเต็มหัวใจ ไม่มีความรู้สึกหวั่นไหวใด ๆ เหลืออยู่อีกต่อไป
หรืออาจจะรู้สึกขยะแขยงเล็กน้อยด้วยซ้ำ…
สายตาที่เขามองไปยังหลิงจิ้งเหวินนั้นช่างเรียบเฉยและเ็า
หลิงจิ้งเหวินไม่ทันได้สังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของฉินซือหยาง เธอยังคงพูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน
"ฉินซือหยาง นี่นายไม่ได้เอาข้าวเช้ามาให้ฉันสามวันแล้วนะ"
"อ้อ ข้าวเช้าฉันกินเองแล้วล่ะ"
ฉินซือหยางไม่ได้รู้สึกอะไรกับคำพูดที่เหมือนจะออดอ้อนของเธอเลยแม้แต่น้อย เขาตอบกลับไปอย่างเรียบเฉย
หลิงจิ้งเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนจะไม่คิดว่าฉินซือหยางจะตอบกลับมาแบบนี้ ก่อนจะถามด้วยความประหลาดใจ
"แล้วข้าวเช้าของฉันล่ะ?"
"เธอก็เคยบอกฉันเองไม่ใช่เหรอว่าที่บ้านมีข้าวเช้าให้กิน ไม่ต้องให้ฉันเอามาให้"
ฉินซือหยางเพิ่งจะมารู้ทีหลังว่า หลิงจิ้งเหวินนำอาหารเช้าที่เขาให้ ไปส่งต่อให้โจวหยางที่อยู่ห้องข้าง ๆ เพื่อเอาใจเขา เรียกได้ว่า เพื่อที่จะได้คบกับโจวหยาง หลิงจิ้งเหวินก็พยายามอย่างมากเช่นกัน
เพียงแต่ว่า ความพยายามของเธอนั้นตั้งอยู่บนการทุ่มเทอันน่าสมเพชของฉินซือหยาง
หลิงจิ้งเหวินเท้าสะเอว "นั่นฉันกำลังทดสอบนายอยู่ต่างหาก! ถ้านายยอมแพ้ง่าย ๆ แบบนี้ อนาคตฉันจะวางใจอยู่กับนายได้ยังไง?"
เมื่อมองดูท่าทีที่ทั้งโกรธทั้งกระเง้ากระงอดของหลิงจิ้งเหวิน ฉินซือหยางก็หัวเราะเบา ๆ
"ไม่วางใจ ก็ไม่ต้องอยู่ด้วยกันสิ ยังไงตอนนี้เราก็ไม่ใช่แฟนกันอยู่แล้ว"
เมื่อหลิงจิ้งเหวินได้ยินคำตอบของฉินซือหยาง เธอก็รู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา
ไม่รู้ว่าทำไมฉินซือหยางที่เคยยอมทำทุกอย่างตามที่เธอ้ามาตลอด ถึงได้เปลี่ยนไปเป็คนละคนใน่ไม่กี่วันนี้!
แต่เธอก็กำลังโมโหอยู่เช่นกัน ไม่มีแก่ใจจะทำหน้าดี ๆ ใส่ฉินซือหยางอีกต่อไป แค่อยากจะรีบเอาการบ้านที่ฉินซือหยางช่วยทำคืน แล้วจะได้ไปหาโจวหยางเพื่อตรวจคำตอบด้วยกัน
"ถ้างั้นก็เอาการบ้านของฉันมา"
ฉินซือหยางเปิดกระเป๋า หยิบสมุดการบ้านสามเล่มออกมาส่งให้หลิงจิ้งเหวิน
หลิงจิ้งเหวินรับการบ้านมาเปิดดูได้สองหน้าก็เบิกตากว้างทันที "ฉินซือหยาง! ทำไมการบ้านยังว่างเปล่า?!"
"ตลกชะมัด การบ้านมันคงเขียนตัวเองไม่ได้หรอก ไม่มีคนเขียนมันก็ต้องว่างเปล่าเป็ธรรมดา"
"แต่... แต่นายก็น่าจะช่วยฉันทำไม่ใช่เหรอ?"
ฉินซือหยางหยิบสมุดออกมาอีกสามเล่ม เปิดหน้าการบ้านที่ว่างเปล่าให้หลิงจิ้งเหวินดู
"ของตัวเองฉันยังไม่ได้ทำเลย แล้วทำไมต้องทำให้เธอด้วยล่ะ?"
"นี่! ทำแบบนี้จะทำให้ฉันโดนอาจารย์ดุเอานะ!"
"อ้อ"
"ฉันโดนดุ นายไม่เป็ห่วงเหรอ?"
ฉินซือหยางเหมือนได้ยินเื่ตลกขบขัน เขามองหลิงจิ้งเหวินอย่างขำ ๆ แล้วยักไหล่ "ตอนฉันโดนดุ เธอก็ไม่เคยเป็ห่วงฉันเหมือนกันนี่"
หลิงจิ้งเหวินเริ่มแสดงละครทันที เธอเริ่มเบะปาก และมีน้ำตาคลอเบ้า "ฉินซือหยาง ฉันว่านายคงไม่รักฉันแล้ว"
ฉินซือหยางทำเป็ไม่เห็นการแสดงของเธอ แต่กลับยกนิ้วโป้งให้
"หลิงจิ้งเหวิน นี่เป็ประโยคเดียวที่ฟังดูเป็ภาษามนุษย์ที่สุดที่เธอพูดมาั้แ่เช้า ถ้าไม่มีเื่อื่นแล้ว ก็อย่ามารบกวนเวลาเหม่อของฉัน"
พูดจบ ฉินซือหยางก็พิงขอบหน้าต่าง และมองดูเทพเ้ารูปร่างประหลาดบนท้องฟ้าต่อไป
ในใจคิดว่า ของแบบนี้กินเข้าไปแล้วจะไม่ท้องเสียแน่เหรอ?
คราวนี้ หลิงจิ้งเหวินถึงกับพูดไม่ออกไปเลย
เธอยังนัดกับโจวหยางไว้ว่าจะไปตรวจคำตอบการบ้านด้วยกัน และตั้งใจว่าจะเอาอาหารเช้าที่ฉินซือหยางให้ไปให้ด้วย
ตอนนี้ฉินซือหยางกลับเทเธอแบบนี้ แล้วเธอจะไปอธิบายกับโจวหยางว่ายังไง?!
เมื่อถูกฉินซือหยางเมินเฉย เธอก็พูดด้วยความโกรธ
"ฉินซือหยาง ถ้านายทำแบบนี้ เื่ระหว่างเราสองคนจะไม่มีทางเป็ไปได้อีกต่อไป!"
ฉินซือหยางแค่นหัวเราะ หันกลับมามองปฏิทินที่แขวนอยู่หลังห้องเรียน
[ศักราชดาวเคราะห์สีน้ำเงิน ปี 2010 วันที่ 1 เดือนมกราคม]
[ปฏิทินสากล วันศุกร์ วันขึ้นปีใหม่]
[ปฏิทินจันทรคติ ปีฉลู เดือนสิบเอ็ด วันที่สิบเจ็ด ฤกษ์ไม่ดี ห้ามทำการมงคลทั้งปวง]
"ใครบอกว่าวันนี้ฤกษ์ไม่ดี?"
"นี่มันเื่มงคลซ้อนมงคลชัด ๆ!"