แคสซี่หรี่ตาลงเมื่อพิจารณาน้องสาวร่วมมารดาอยู่ จินน่าผู้มีอายุน้อยกว่าเธอเจ็ดปี ผิวพรรณของน้องสาวแจ่มใส ดวงตาคู่กลมโตเป็สีฟ้าน่าตื่นใจ ยิ่งกว่านั้นเธอก็ยังมีเรือนผมสีน้ำตาลโดยไม่มีสีแดงปนเช่นที่แคสซี่รับมรดกมาจากแม่อีกด้วย
ยิ่งเห็นน้องสาวสวยแค่ไหนความจงเกลียดจงชังก็เพิ่มมากขึ้นแต่นั้น และทำให้ต้องนึกถึงเหตุการณ์ที่สร้างความร้าวรานใจให้เกิดขึ้น และทำให้ความแค้นใจที่เกือบจะลืมเลือนไปแล้วพลุ่งขึ้นมาอีก
ตอนนั้นเธอเพิ่งอายุสิบเอ็ดวัยเดียวกับนาธานขณะนี้ เธอเอาน้องสาวตัวเล็กๆ วัยสี่ขวบเข้าไปนั่งเล่นอยู่ในสวนสาธารณะ ตอนนั้นเด็กชายคนหนึ่งซึ่งเธอชอบเดินเข้ามาคุยด้วย แต่เขากลับหาว่าเธอพูดโกหกเมื่อแคสซี่บอกว่า จินน่าเป็น้องสาว
“เธอสองคนเป็พี่น้องกันไม่ได้หรอก” เขามองเธอกับน้องสาวด้วยสายตาเปรียบเทียบ “หน้าตาแล้วก็ผิวพรรณไม่เห็นเหมือนกันเลย น้องสาวของเธอขาวยังกะครีมแน่ะ”
พอนึกถึงคำพูดประโยคนั้น แคสซี่ก็ต้องคว้าพัดขึ้นมาโบกเพื่อให้อารมณ์เย็นลง บังเกิดความชิงชังตนเองที่ต้องมานั่งอุ้มครรภ์ขณะที่อากาศในเดือนกรกฎาคมปีนี้ร้อนจนเหงื่อกาฬไหล
แต่ทันใดแคสซี่ก็นึกถึงความสำคัญของตนเองขึ้นมาได้ เธอเป็ผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว และสามีก็เป็บุคคลที่กำลังมีอนาคตก้าวหน้า จริงอยู่สแตนเล่ย์อาจจะไม่ใช่ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก แต่เขาก็มีบ้านสวยๆ ประกอบด้วยเครื่องเรือนหรูหราทุกชิ้นให้เธออยู่ และเมื่อแม่แนะนำให้เธอมีลูกกับเขาสักคนก่อนที่เขาจะทันหมดความสนใจในตัวเธอลง แคสซี่ก็รีบปฏิบัติตามทันที ด้วยเกรงจะต้องเป็เช่นหญิงอื่นที่สามีทอดทิ้งไปมีหญิงคนใหม่ เพียงแต่แม่ไม่ได้บอกให้เธอรู้เท่านั้นว่าการตั้งครรภ์นั้นมันสร้างความอึดอัดและต้องทนทุกข์ทรมานมากแค่ไหน
“แคสซี่ ในนี้ร้อนยังกับอยู่ในเตาอบแน่ะ” นาธานร้องทุกข์ “ให้เราออกไปนั่งที่ระเบียงหน่อยไม่ได้หรือ”
“ไม่ได้หรอกนาธาน แม่สั่งมาว่าให้พี่จับตาดูแกไว้ให้ดีตลอดบ่ายวันนี้ แกก็รู้นี่ว่าพี่ไม่ชอบออกไปนั่งกลางแดดตอนบ่ายอย่างนี้ เรานั่งกันอยู่ในห้องนี้แหละดีแล้ว”
เมื่อนาธานทำเสียงครางอย่างไม่พอใจแคสซี่ก็กล่าวต่อว่า
“ไม่เป็ไรน่า เดี๋ยวพี่จะให้แฮเรียลเอาน้ำมะนาวเย็นเข้ามาให้ แกชอบน้ำมะนาวไม่ใช่หรือนาธาน”
“ก็ได้ แต่อยากกินขนมสโคนด้วยนี่”
“ให้หนูช่วยไหมล่ะแคสซี่” จินน่าแสดงน้ำใจ
“ไม่ต้องหรอก เธอนั่งเฝ้านาธานอยู่ในห้องนั่งเล่นนี่แหละ เดี๋ยวจะทำอะไรแตกหักเสียหายขึ้นมาอีก” แคสซี่วางพัดลงและรีบเดินออกไปจากห้อง
“เขาทำยังกะว่าผมอายุแค่สองขวบอีกตามเคยนั่นแหละจินน่า” นาธานร้องทุกข์ขึ้นอีก “แล้วเราจะต้องอยู่ที่นี่นานสักแค่ไหนล่ะ ผมอยากจะกลับบ้านจะแย่อยู่แล้ว”
“พี่ก็เหมือนกันนั่นแหละนาธาน แต่เราก็เพิ่งมาถึงเมื่อกี้นี้เองนะ”
มีเสียงร้องเบาๆ ดังออกมาจากกระเป๋าถือของจินน่า
“ตาย ผมเกือบลืมเ้ากรีน บอกแล้วสิ” นาธานกระซิบบอกพี่สาว เอื้อมมือไปเปิดกระเป๋าถือของจินน่าและรีบเอากบยัดใส่กระเป๋ากางเกง ทันเวลาที่แคสซี่เดินกลับเข้ามาพอดี
ดูเหมือนแคสซี่จะสังเกตเห็นแววลับลมคมในในสีหน้าของน้องทั้งสองอยู่ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา อยากเล่นอะไรก็เล่นกันไปเถอะ อย่ามาสร้างความเดือดร้อนให้ก็แล้วกัน อีกไม่นานสองพี่น้องนี่ก็ต้องถูกจับแยกกันอยู่แล้ว นาธานจะต้องถูกส่งไปเข้าโรงเรียนประจำเดือนกันยายนนี้ เพียงแต่เด็กชายยังไม่รู้เื่นี้เท่านั้น
ส่วนจินน่านั้นอีกไม่นานก็ต้องแต่งงานกับโจนาธาน มีเดอร์ส แต่เื่นี้ยังไม่เป็ที่แน่ชัดนัก ถ้าแม่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับเื่นี้ไม่แคล้วจินน่าต้องเป็สาวแก่อยู่โยงดูแลบ้าน แทนที่จะได้ลงหลักปักฐานเช่นหญิงสาวคนอื่นๆ
“เดี๋ยวแฮเรียตเขาจะเอาน้ำมะนาวเย็นมาให้” แคสซี่บอก “นี่ นั่งลงเสียทีสินาธาน ทำไมไปยืนอยู่ใกล้แจกันดอกไม้ที่สแตนเล่ย์เขาเพิ่งซื้อมาให้พี่เป็ของขวัญวันเกิดยังงั้นเล่า”
“ผมยังไม่ได้แตะต้องอะไรสักอย่างนะแคสซี่”
“ดีแล้วละ อย่ามาสร้างความเสียหายที่นี่อีกก็แล้วกัน”
ครู่ต่อมา ถาดเงินใบใหญ่ที่บรรจุด้วยเหยือกน้ำมะนาวเย็น แก้วเจียระไนสามใบกับจานใส่ขนมสโคนก็ถูกนำเข้ามาในห้องนั่งเล่นแห่งนั้น
นาธานเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งข้างจินน่าขณะที่แคสซี่บรรจงรินน้ำมะนาวใส่ลงให้คนละครึ่งแก้วราวจะกลัวหมด
“แกพูดว่าอะไรนะนาธาน”
“เปล๊า...ยังไม่ได้พูดอะไรสักคำเลย” เด็กชายขยับตัว พยายามจะให้เ้ากบในกระเป๋ากางเกงได้อยู่ในท่าที่สบายขึ้น
“นี่ นาธาน พี่ว่าแคสซี่กำลังรอฟังคำขอบคุณอยู่นะ” จินน่ารีบเอ่ยขึ้น
“โอ ขอบคุณครับแคสซี่ แล้วก็...สำหรับขนมสโคนด้วย” เขาเสริม แต่ขณะที่โน้มตัวไปข้างหน้าเพื่อจะหยิบขนมในจานนั้นเอง เ้ากรีนบอยก็ะโออกมาจากกระเป๋าได้ และะโต่อเข้าไปในถาด แคสซี่กรีดร้องด้วยความใเสียงดังลั่น และทันใดมันก็ะโลงไปในเหยือกน้ำมะนาว
แก้วของนาธานหกคว่ำลงบนพื้นพรมขณะที่เขาพยายามจะจับกบไว้ให้ทัน ซึ่งยิ่งทำให้แคสซี่โวยวายดังลั่นขึ้นกว่าเดิม
“ไม่เป็ไรหรอกน่าแคสซี่” จินน่าพยายามปลอบโยนพี่สาว “กบตัวเล็กๆ อย่างนี้ไม่เป็อันตรายอะไรหรอก เดี๋ยวหนูจะช่วยพี่ทำความสะอาดเอง”
“ไม่...ไม่ต้องอีกแล้ว...ออกไปให้พ้นห้องฉันเดี๋ยวนี้นะ ทั้งสองคนนั่นแหละ แม่ไม่มีสิทธิ์ที่จะส่งพวกแกมารังควานในขณะที่ฉันกำลังท้องอย่างนี้ เพราะแกสองคนนี่แหละที่จะทำให้ลูกฉันพลอยเป็โรคจิตไปด้วย...ไป...ไปให้พ้น”
“โธ่เอ๊ย แคสซี่ เื่อย่างนั้นมันไม่จริงสักหน่อย พี่เองก็เคยได้ยินปาป้าพูดให้ฟังมาตั้งหลายครั้งแล้ว...”
แต่แคสซี่ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะรับฟังคำพูดของจินน่าอีกต่อไป
“นาธาน แกเก็บไอ้กบระยำนั่นแล้วออกไปให้พ้นนะไปเดี๋ยวนี้เลย สั่งให้บาร์กเขาขับรถพาแกไปไหนก็ได้จนกว่าจะสี่โมงเย็น เพราะแม่สั่งฉันไว้ว่าให้ส่งแกสองคนกลับบ้านตอนนั้น แล้วฉันจะบอกให้แกรู้ด้วยนะนาธาน เดือนกันยาฯ นี่แหละเขาจะจับแกส่งไปอยู่โรงเรียนประจำแล้ว”
พูดจบแคสซี่ก็หายตัวขึ้นไปบนห้องชั้นบน ปล่อยให้จินน่าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำมะนาวที่หกเรี่ยราดอยู่คนเดียว
“ที่แคสซี่เขาพูดเมื่อกี้นี้หมายความว่ายังไงน่ะ จินน่า”
“แหม เธอก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าแคสซี่น่ะชอบพูดอะไรที่มันเกินความจริงอยู่เสมอ คงได้ยินปาป้ากับมอมมี่ปรึกษากันเื่จะส่งเธอเข้าโรงเรียนละมั้ง”
“แต่ผมไม่อยากไปไหนอีกแล้วนี่จินน่า อยากจะอยู่ใกล้ๆ พี่มากกว่า”
“แต่ถ้าพี่แต่งงานกับโจนาธาน เราก็ต้องไปอยู่เคนตั้กกี้ด้วยกัน เห็นไหม พี่เองก็ต้องไปจากบ้านเหมือนกันนั่นแหละ” แต่เมื่อเห็นสีหน้าบึ้งตึงของน้องชายเธอก็รีบกล่าวต่อว่า “แต่พี่ว่ามันก็ดีเหมือนกันนะ พอถึงหน้าร้อนเธอก็ไปเยี่ยมเราได้ พี่ว่าโจนาธานเขาต้องให้เธอเลือกม้าตัวที่อยากขี่แน่เลย รับรองว่าเธอต้องชอบแน่ ดีไหมล่ะนาธาน”
“คงงั้นมั้ง”
แฮเรียตโผล่ออกมาจากห้องด้านใน และแคสซี่ก็บอกกับแม่บ้านของพี่สาวว่า
“ฉันกับนาธานจะกลับก่อนนะแฮเรียต ช่วยบอกบาร์กให้เอารถมารับหน้าบ้านหน่อยสิคะ” เธอลงท้ายด้วยเสียงอ่อนหวาน
“ได้ค่ะ คุณหนูจินน่า ไม่ต้องทำอะไรแล้วละค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะเก็บกวาดเอง”
“รู้สึกว่าตอนนี้พี่สาวฉันอารมณ์ไม่ค่อยดีเลยนะ แฮเรียต อย่าพูดถึงเื่ที่เกิดขึ้นอีกนะ”
“ดิฉันเข้าใจค่ะ คุณหนูจินน่า เดี๋ยวดิฉันจะรีบทำห้องให้สะอาดก่อนที่คุณสแตนเล่ย์จะกลับมาถึงบ้านค่ะ”
“ขอบใจมากนะคะ แฮเรียต”
บนถนนสายใหญ่แห่งนครวอชิงตัน รถม้าสองคันต่างแล่นไปเรื่อยๆ อย่างปราศจากจุดหมาย ในรถคันหนึ่งนั้นผู้โดยสารคือจินน่ากับนาธาน ฟอร์ไซท์ แต่อีกคันหนึ่งนั้นคืออัลลิสัน มีเดอร์ส ซึ่งไม่ยอมรับรู้ในเวลา รู้แต่เพียงว่ายังไม่อยากกลับบ้านในตอนนี้
บ่ายวันนี้ โลกที่เคยมีแต่ความสดใสรื่นรมย์ของเธอได้หม่นมัวจนมืดลง มันขู่เข็ญคุกคามความสุขในครอบครัวของเธออย่างไม่น่าจะเป็ไปได้