ข้ามห้วงกาลวิถีเหนือเซียน

    บทที่ 2: แสงแรกแห่งหยวนชี่ [ฉบับปรับปรุงเนื้อเรื่อง]

         กาลเวลาผ่านพ้นไปราวสายน้ำสายใหญ่ที่ไหลเอื่อยแต่ไม่เคยหยุดยั้ง ฤดูหนาวมาถึงอีกหลายครั้ง ฤดูใบไม้ผลิเบ่งบานอีกหลายหน ดอกเหมยในสวนหลังจวนตระกูลจวินยังคงบานสะพรั่งทุกปีราวกับเป็นเครื่องเตือนใจถึงจิตวิญญาณที่ไม่อาจโค่นล้มได้ เมืองหลิงหยวนยังคงสงบสุขภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวดของตระกูลจวิน กำแพงเมืองสูงตระหง่านยังคงยืนหยัด ขบวนรถม้าที่บรรทุกสินค้าวิญญาณและแร่ธาตุหายากยังคงเคลื่อนผ่านถนนหินอ่อนขาวขุ่นทุกวันราวกับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
         แต่สำหรับจวินเหริน สี่ปีที่ผ่านมานั้นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
         เด็กชายตัวเล็กที่เคยวิ่งเล่นเก็บกลีบดอกเหมยด้วยมือน้อย ๆ ได้เติบโตเป็นเด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งในวัยสิบขวบ ไหล่กว้างขึ้นเล็กน้อย เอวบางแต่แน่นหนา กล้ามเนื้อแขนและขาเริ่มกำยำจากการฝึกฝนอย่างหนักทุกวัน ผมดำขลับยาวถึงกลางหลัง มัดเป็นมวยสูงประดับด้วยหยกเม็ดกลมสีเขียวมรกตที่สะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบ ดวงตาคู่คมที่เคยไร้เดียงสา ตอนนี้ยังคงบริสุทธิ์แต่แฝงด้วยประกายมุ่งมั่นราวดวงดาวที่กำลังส่องแสงท่ามกลางความมืดมิด
         วันนี้ ลานฝึกดาบหลังจวนปูด้วยหินแบนสีเทาเข้มที่เรียบเนียนจากการเหยียบย่ำนับไม่ถ้วน ตรงกลางมีแท่นหินหยกสีเขียวอ่อนตั้งเด่น ต้นเหมยเก่าแก่ที่มีอายุหลายร้อยปีแผ่กิ่งก้านสาขาออกไปปกคลุมมุมหนึ่งของลาน กลีบดอกสีขาวและแดงเลือดนกโปรยปรายลงมาตามสายลมเบา ๆ ราวกับหิมะฤดูหนาวที่ไม่เคยละลาย
         จวินเหรินยืนตรงกลางลาน ร่างกายตั้งตรงดุจหอก ดาบไม้ในมือทั้งสองข้างสึกหรอจนผิวไม้เป็นรอยบุบและรอยแตกจากการฟาดฟันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เหงื่อเม็ดเล็กไหลย้อยลงมาตามไรผมดำขลับ ซึมผ่านคอเสื้อผ้าไหมสีครามเข้มที่ปักลายเมฆหมอกและมังกรเล็ก แต่สีหน้าของเขากลับสงบนิ่ง เต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอน
         ใต้ต้นเหมยเก่าแก่ อาจารย์หลี่นั่งขัดสมาธิ บนเสื่อฟางหนา ร่างกายกำยำในวัยกลางคนยังคงแข็งแรง หนวดเคราสีเทาเข้มปลิวไสวตามลมเบา ดวงตาที่ปิดสนิทค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ สายตาคมกริบกวาดมองศิษย์ที่เคยเป็นเพียงเด็กน้อยวิ่งเล่นเมื่อสี่ปีก่อน แต่บัดนี้กลับยืนตระหง่านราวต้นสนเล็กที่เริ่มแผ่รากลึก
         “เหรินเอ๋อร์ วันนี้ข้าจะถ่ายทอด ‘มังกรเก้าทิศรูปที่หนึ่ง – มังกรทะยานฟ้า’ ให้เจ้า” น้ำเสียงของอาจารย์หลี่ทุ้มต่ำแต่หนักแน่นราวเสียงฟ้าร้องไกล ๆ “ท่าดาบนี้มิใช่เพียงการฟันด้วยกำลังกาย หากแต่เป็นการนำหยวนชี่ให้ไหลเวียนตามเส้นลมปราณทั้งเก้าแห่งในร่างกาย เปิดจุดสำคัญทั้งสามสิบหกจุด ปลดปล่อยพลังให้ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า หากเจ้าทำได้เพียงครึ่งเดียว ก็เพียงพอที่จะเหนือกว่าผู้ฝึกพื้นฐานนับร้อยแล้ว”
         จวินเหรินพยักหน้าอย่างหนักแน่น ดวงตาเป็นประกาย เขาหลับตาลงช้า ๆ สูดลมหายใจเข้าลึกจนท้องตันเถียนขยายออกเล็กน้อย
         ‘ข้าต้องทำได้... ท่านอาจารย์เคยบอก หากสามารถสัมผัสหยวนชี่ได้ก่อนอายุสิบสอง ก็จะมีโอกาสก้าวสู่ขอบเขตหลอมกายขั้นแรกก่อนใคร ๆ ในเมืองหลิงหยวน ข้าจะไม่ทำให้ท่านพ่อ ท่านแม่ และพี่สาวผิดหวัง’
         เขาค่อย ๆ ยกดาบไม้ขึ้น หมุนข้อมือช้า ๆ ราวกับกำลังวาดวงโคจรของดวงดาวในยามราตรี ทุกการเคลื่อนไหวแม่นยำและนุ่มนวลราวสายน้ำไหล ทันใดนั้น ลมบางเบาพัดผ่านปลายดาบ ส่งเสียงหวีดหวิวเบา ๆ ดุจเสียงมังกรคำรามแผ่วในความฝัน กลีบดอกเหมยรอบตัวเขาพลอยหมุนวนตามกระแสลมที่เกิดจากดาบ
         “ท่านอาจารย์!” จวินเหรินตาเบิกกว้าง น้ำเสียงตื่นเต้นปนดีใจ “ข้าสัมผัสได้แล้วขอรับ! มันอุ่น... อุ่นมาก เหมือนมีสายน้ำร้อนไหลจากตันเถียนขึ้นมาที่แขนขวา แล้วกระจายไปทั่วเส้นลมปราณ!”
         อาจารย์หลี่ลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ดวงตาเผยแววประหลาดใจปนยินดีสุดขีด เขาก้าวเข้ามาใกล้ วางมือลงบนไหล่ศิษย์เบา ๆ สัมผัสถึงกระแสหยวนชี่ที่เริ่มหมุนวนในร่างเด็กหนุ่ม
         “ดีมาก! ดีเหลือเกิน!” เสียงของเขาสั่นเล็กน้อยด้วยความตื่นเต้น “เจ้าใช้เวลาเพียงสี่ปีก็สัมผัสหยวนชี่ได้แล้ว บางคนต้องใช้เวลาถึงสิบปี สิบห้าปีกว่าจะทำเช่นนี้ได้ เหรินเอ๋อร์ เจ้ามีพรสวรรค์ที่หาได้ยากยิ่งในทางวิถีดาบ... ไม่สิ ในทางบำเพ็ญเพียรทั้งมวลด้วยซ้ำ”
         จวินเหรินหัวใจเต้นแรงราวกลองศึกศึกใหญ่ หายใจถี่รัว แต่สีหน้ากลับยิ่งสงบลง เขามองอาจารย์ด้วยแววตาที่เต็มเปี่ยมด้วยความเคารพ
         “อาจารย์หลี่... นี่คือหยวนชี่จริงหรือขอรับ? ข้ารู้สึกเหมือนมีสายน้ำอุ่นไหลเวียนอยู่ในตัว ไม่ใช่แค่ที่แขน แต่กระจายไปทั่วอก หลัง และขาทั้งสองข้างด้วย!”
         อาจารย์หลี่พยักหน้าช้า ๆ ยกมือขวาขึ้นชี้ไปยังท้องฟ้าที่เมฆสีเทาลอยต่ำปกคลุม
         “หยวนชี่คือพลังแห่งฟ้าดินที่ไหลเวียนอยู่ในสรรพสิ่ง อยู่ในลม ในน้ำ ในดิน ในต้นไม้ ในดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ผู้ที่บำเพ็ญเพียรต้องดึงมันเข้ามาในร่างกาย หลอมรวมเข้ากับเลือดเนื้อ กระดูก และจิตวิญญาณ จึงจะก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์สามัญได้ เจ้าต้องฝึกต่อไป อย่าให้หยุดชะงักแม้แต่วันเดียว วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น หากเจ้าสามารถควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์ ‘มังกรทะยานฟ้า’ จะไม่ใช่แค่ท่าดาบ หากแต่เป็นการทะยานสู่ขอบเขตที่สูงส่งกว่านั้น”
         ขณะที่อาจารย์กำลังอธิบาย เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นจากทางเดินหินกรวดด้านข้างลาน พี่สาวของจวินเหริน 'จวินหลิงอวิ๋น' วัยสิบสี่ปี เดินเข้ามาอย่างสง่างาม นางสวมชุดกระโปรงยาวสีน้ำเงินเข้มราวท้องฟ้ายามค่ำ ปักลายนกยูงรำแพนหางด้วยด้ายไหมสีทองและเงินหลายเฉด ผมยาวดำขลับถักเปียหลวม ๆ ประดับด้วยปิ่นเงินรูปนกยูง ใบหน้างดงามอ่อนโยน ดวงตาคู่สวยฉายแววเอ็นดูน้องชาย
         ในมือถือตะกร้าไผ่เล็ก ๆ บรรจุผลไม้สีแดงสด 'ผลท้อวิญญาณ' ที่สุกงอมจากสวนหลังจวน และดอกเหมยสดที่เพิ่งเด็ดมาใหม่ กลิ่นหอมหวานลอยฟุ้ง
         “เหรินเอ๋อร์ ฝึกจนเหงื่อโชกขนาดนี้แล้วหรือ? มาทานผลไม้ที่พี่สาวนำมาให้ก่อนเถิด ไม่งั้นท่านแม่จะว่าอีกแน่” น้ำเสียงนางอ่อนโยนแต่แฝงความขบขัน
         จวินเหรินหัวเราะเบา ๆ วางดาบไม้ลงอย่างระมัดระวัง ก่อนวิ่งปุ๊บ ๆ เข้าไปรับตะกร้าจากมือพี่สาว
         “ขอบคุณพี่สาวหลิงอวิ๋นมากขอรับ! แต่พี่เองก็ฝึกวิชา ‘นกยูงรำแพนหาง’ มาทั้งเช้าไม่ใช่หรือขอรับ? เหงื่อยังซึมเต็มหน้าผากเลย”
         จวินหลิงอวิ๋นยิ้มบาง ๆ ยื่นผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมสีฟ้าอ่อนให้น้องชาย
         “พี่ฝึกแค่พื้นฐาน ไม่เหมือนเจ้า ที่อาจารย์หลี่ถึงกับลุกขึ้นยืนชมว่า ‘พรสวรรค์หายาก’ นะ วันหน้าต้องระวังตัวให้ดีล่ะ ไม่งั้นพี่จะเป็นห่วง”
         ทั้งสองพี่น้องนั่งลงข้างกันใต้ร่มเงาต้นเหมยเก่าแก่ รับประทานผลท้อวิญญาณเนื้อฉ่ำหวานเย็น ดอกเหมยโปรยปรายลงมาบนไหล่ทั้งคู่ราวกับฝนดอกไม้ พวกเขาพูดคุยกันอย่างสนิทสนม หัวเราะเบา ๆ เป็นระยะ ภาพนั้นอบอุ่นราวกับภาพวาดแห่งความสุขในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรที่เต็มไปด้วยอันตราย
         ไม่ไกลจากลานฝึก บนระเบียงไม้แกะสลักลายมังกรและนกฟีนิกซ์ คุณนายหลินหลานและจวินเทียนหลงยืนมองลูก ๆ ทั้งสองอย่างเงียบ ๆ
         คุณนายหลินหลานถอนหายใจเบา ๆ มือข้างหนึ่งจับแขนสามีแน่น นิ้วเรียวสั่นเล็กน้อย
         “เหรินเอ๋อร์เติบโตขึ้นทุกวันแล้วจริง ๆ ท่านคิดว่าเขาจะก้าวไปได้ไกลเพียงใดกัน?”
         จวินเทียนหลงมองลูกชายด้วยสายตาที่ทั้งภูมิใจและกังวลลึก ๆ ดวงตาคมคายฉายแววครุ่นคิด
         “พรสวรรค์ของเขา... อาจสูงส่งกว่าที่เราคาดคิดเสียอีก แม้แต่ข้าก็ยังรู้สึกได้ถึงคลื่นพลังที่แผ่วเบาแต่บริสุทธิ์จากตัวเขา แต่โลกภายนอกนี้มิใช่เพียงการฝึกฝนเพียงอย่างเดียว มีทั้งโอกาสและอันตรายซ่อนอยู่ ข้าจะคอยเฝ้ามองเขาให้ดีที่สุด... และปกป้องเขาให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้”
         ในใจของจวินเทียนหลงยังคงนึกถึง ‘หยกมังกรฟ้าคืนชีพ’ ที่ซ่อนอยู่ในชั้นลึกสุดของหอคอยมังกรเก้าชั้น เขารู้ดีว่าสิ่งนั้นกำลังดึงดูดสายตาจากหลายทิศทาง ทั้งสำนักใหญ่ ยอดคนเร้นลับ และกลุ่มอำนาจมืด แต่ในตอนนี้ เขายังไม่อยากให้ลูกชายต้องเผชิญกับพายุสายเลือดนั้น... ยังไม่ถึงเวลา
         ค่ำคืนนั้น เมื่อดวงจันทร์เต็มดวงสาดแสงสีเงินเย็นยะเยือกลงมาบนจวน จวินเหรินนั่งขัดสมาธิในห้องเล็ก ๆ ของตนเอง ตามคำสั่งของอาจารย์หลี่
         ห้องประดับเรียบง่าย ผ้าม่านไหมสีฟ้าอ่อนพลิ้วไหวตามลม เตียงไม้จันทน์แกะสลัก ห่มผ้าห่มไหมบาง เขาวางมือทั้งสองบนเข่า ปิดตา สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ตามวิถี ‘สูตรหลอมกายขั้นพื้นฐาน’ ที่อาจารย์ถ่ายทอด
         ‘หยวนชี่... ในกายข้า ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าไหลผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ ข้าจะหลอมรวมเจ้าให้เป็นหนึ่งเดียวกับข้า’
         ค่อย ๆ มีลำแสงสีฟ้าอ่อนจาง ๆ ลอยวนรอบร่างของเขา ราวกับมีผีเสื้อแสงนับร้อยตัวกำลังโบยบินอย่างสงบ กลิ่นหอมอ่อน ๆ ของพลังวิญญาณฟุ้งกระจายในห้อง
         ‘อุ่น... สบาย... เหมือนมีใครโอบกอดข้าอยู่ เหมือนดอกเหมยที่บานท่ามกลางหิมะ’
         แต่ทันใดนั้น ลำแสงสีฟ้าก็พลันสั่นไหวรุนแรง ก่อนจะรวมตัวกันเป็นเส้นบาง ๆ พุ่งตรงเข้าสู่ตันเถียนของเขาด้วยความเร็วสูง
         “อึก!”
         จวินเหรินตัวสั่นสะท้าน เหงื่อเม็ดใหญ่ผุดพรายตามหน้าผาก แต่สีหน้ากลับยิ่งมุ่งมั่น เขากัดฟันแน่น รักษาสมาธิไม่ให้แตกกระจาย
         ‘นี่คือ... การหลอมหยวนชี่ครั้งแรกงั้นรึ! ข้าทำมันได้แล้ว!’
         เมื่อลมหายใจของเขากลับมาสม่ำเสมอ จวินเหรินลืมตาขึ้นช้า ๆ ดวงตาคู่คมส่องประกายสว่างไสวราวดาวตกยามราตรี เขายกมือขวาขึ้น มองดูฝ่ามือ เห็นได้ชัดว่ามีแสงสีฟ้าอ่อนจาง ๆ ไหลวนเป็นวงเล็ก ๆ ราวกับมีสายน้ำแสงไหลเวียนไม่หยุด
         “เป็นเช่นนี้... เท่ากับว่า ข้าก้าวหน้าขึ้นแล้วสินะ?”
         เด็กหนุ่มยิ้มออกมาอย่างสดใส หัวใจเต็มเปี่ยมด้วยความหวัง เขาลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย เดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ
         ‘สักวันหนึ่ง ข้าจะแข็งแกร่งพอที่จะปกป้องทุกคน... ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่สาวใหญ่ และเมืองหลิงหยวนแห่งนี้ ไม่ว่าพายุใดจะมา ข้าก็จะยืนหยัดดุจดอกเหมย’
         ลมหนาวยามค่ำพัดผ่านหน้าต่าง กลิ่นดอกเหมยลอยมาแตะจมูกอีกครั้ง ราวกับเป็นสัญญาณแห่งโชคชะตาที่กำลังค่อย ๆ หมุนเวียนเข้ามาใกล้ โดยที่จวินเหรินยังคงไม่รู้ตัวเลยว่า แสงแรกแห่งหยวนชี่ที่เพิ่งจุดประกายในกายนี้ จะนำพาเขาไปสู่เส้นทางที่เต็มไปด้วยเลือด ไฟ และตำนานอันยิ่งใหญ่