ในคืนนั้น
หลังจากที่จินฮวาแช่ตัวเสร็จ นางก็ผูกสายรัดชุดอย่างขอไปที ก่อนจะเดินออกมาและได้พบเหรินจวิน ที่ตอนนี้กำลังกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านตำราเล่มหนึ่งอยู่บนเตียง
เขาปรายตามองนางเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนกลับมาที่ตำราต่อ
“ไม่ใช่ข้าบอกเ้าแล้วหรือ ว่าห้ามเปลือยกายต่อหน้าบุรุษใด”
จินฮวาซึ่งเวลานั้นนางรู้สึกว่าเขารังแกนางมาทั้งวัน ความโกรธความงอนของนางเริ่มสะสมจนทนไม่ไหว “หวงตี้ท่านเคยได้ยินหรือไม่ ร่างกายเป็สิ่งงดงามมหัศจรรย์ที่์สรรค์สร้าง และท่านจะทำลายสิ่งมหัศจรรย์ที่์ทรงสรรค์สร้างโดยการหาผ้ามาปิดเพื่ออะไร”
เหรินจวินหันมามองหน้านาง ก่อนจะกล่าวตัดไมตรีอย่างเืเย็น “ไม่เคย”
“เช่นนั้นท่านก็เคยเสีย”
“หาด์อยากให้มนุษย์เปิดเผยเนื้อหนัง เมื่อไม่สวมอาภรณ์คงไม่ให้ป่วย อีกทั้งร่างกายเ้า...์คงสร้างมาผิดพลาด”
จินฮวารู้สึกว่าในคำกล่าวของเขาทำร้ายจิตใจนางอย่างรุนแรง นางอยากจะไปข่วนหน้าเขาจริงๆ เสียก็แต่ตอนนี้ไม่มีกรงเล็บแบบแมวแล้ว นางจึงประชดประชันเขา
“เช่นนั้นวันนี้ท่านก็นอนบนเตียงไป ข้าไม่พึงใจจะนอนร่วมเตียงกับท่าน”
ฉากนี้ที่นางเคยเห็นเมื่อสตรีกล่าวเช่นนี้ บุรุษมักจะเสียสละไปนอนที่พื้น แต่ทันทีที่นางนอนลงนางก็ถึงกับต้องชะงัก เมื่อหมอนใบหนึ่งถูกยื่นมาที่หน้านาง
“นอนหนุนหมอนเสีย อีกสองวันข้าจะพาเ้ากลับไปเยี่ยมบ้านเ้า หากพวกเขาเห็นว่าเ้าคอเคล็ดเกรงว่าจะมองข้าไม่ดี”
ในตอนนั้นนางโกรธจนน้ำตาเล็ด และยิ่งต้องโกรธหนักกว่าเดิมเมื่อเขาเลื่อนมือปิดม่านบังลมใส่หน้านาง
จะให้นางกลับคำตอนนี้ ขึ้นไปนอนบนเตียงนางก็ยิ่งรู้สึกว่าจะทำให้ตนเองขายขี้หน้ามากขึ้น ดังนั้นนางจึงได้แต่เอาหมอนวางลงพื้น ก่อนจะทิ้งตัวขดอยู่ข้างเตียงที่ทั้งหนาวทั้งแข็ง
จินฮวานอนกระสับกระส่ายไปมา พื้นที่นางนอนอยู่นี่ก็แข็งมาก อีกทั้งเมื่อยิ่งดึกก็ยิ่งหนาวอีก
นางมองเข้าไปในม่านบังลม เห็นว่าภายในไม่มีการเคลื่อนไหวแล้ว นางคิดว่าเขาคงจะหลับไปแล้ว
นางคิดย้อนไปถึงเมื่อคืนที่นางนอนหนุนตักเขา ไออุ่นและกลิ่นกายของเขาช่างเหมือนกับเยี่ยหลิงที่นางรัก จนคืนก่อนทำให้นางหลับสบายมาก ทั้งที่ั้แ่มาที่นี่นางนอนไม่ค่อยจะหลับ
ในตอนนั้นลมราตรีปะทะเข้ากับร่างบาง ที่สวมเพียงแค่อาภรณ์สำหรับสวมนอนบางๆ ก็ทำเอานางสะท้าน
ถึงแม้ว่าฮ่องเต้จะใจร้ายใจดำรังแกนาง แต่ไม่ทราบด้วยเหตุใด เมื่อนางอยู่ใกล้เขานางจึงคิดถึงเยี่ยหลิงเ้านายที่นางรักน้อยลง
นางมองหน้าเขาที่หลับสนิทอยู่ครู่ใหญ่ๆ เอาเป็ว่าเพื่อไม่ให้เสียหน้า ในตอนเช้านางจะรีบตื่นและหลบออกมาไม่ทันให้เขารู้ตัวก็แล้วกัน
เมื่อตัดสินใจได้ดังนั้น นางก็ค่อยๆ คลานเข้าโป่งผ้าห่มผืนเดียวกับเขา อย่างเงียบเชียบ ก่อนจะล้มตัวลงนอน
ไออุ่นจากกายเขาทำให้นางรู้สึกดีมากจริงๆ นางขยับตัวเข้าหาเขาอีกเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลง และเข้าสู่ห้วงนิทราไปอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่ได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของคนที่มาแอบนอนซุกในอก เหรินจวินก็เปิดเปลือกตาขึ้น
เขาคิดว่านางจะเป็คนมีน้ำอดน้ำทนมากกว่านี้เสียอีก ไม่ถึงชั่วยามนางก็ปีนขึ้นเตียงเขาเสียแล้ว
ในตอนนั้นร่างบางขยับเข้าหาเขาอีก พร้อมกับใช้ขาข้างหนึ่งพาดขึ้นมาบนต้นขาเขา ไม่ทราบเหตุใดเมื่อร่างบางทำอย่างนั้นเขาจึงมีความรู้สึกเอิบอิ่มแปลกๆ ปรากฏขึ้นมาในใจ รวมทั้งความรู้สึกคุ้นเคยสายหนึ่งด้วย
“เยี่ยหลิงรักที่สุดเลย” ร่างบางละเมอออกมาพร้อมซุกเข้าอกเขาอีก
เหรินจวินขมวดคิ้วหากันแน่น ชื่อนี้อีกแล้ว เยี่ยหลิงไม่ใช่บิดาของนางแน่ ไม่ใช่บุตรชายของแม่ทัพหวังด้วย
เยี่ยหลิงเป็ใครกันแน่
วันต่อมา
จินฮวาตื่นสายกว่าที่ควรจะเป็ เมื่อตื่นขึ้นมาคนที่นางแอบนอนซุกอยู่ก็หายไปแล้ว เมื่อนางออกจากห้องก็ได้พบว่าเขากำลังตรวจเทียบฎีกาที่ขันทีนำมาถวายอยู่
นางรู้สึกเสียหน้านัก แต่นางก็ยังแกล้งปั้นหน้าไม่รู้ไม่ชี้ “ข้าขึ้นไปนอนบนเตียงได้อย่างไร”
“เ้าไม่รู้จริงหรือ”
“ข้าไม่รู้”
ก่อนที่นางจะปั้นน้ำเป็ตัวมากกว่านี้เหรินจวินถามขึ้นเสียงเรียบ
“เยี่ยหลิงเป็ผู้ใด”
“ท่านหมายถึงหมอหรือ เขาเป็ผู้มีพระคุณของข้า”
“โทษของการคบชู้มีโทษถึงปะาทั้งตระกูลเ้ารู้หรือไม่”
จินฮวาเอียงคออย่างไม่เข้าใจในคำกล่าวของเขา “ข้าไม่รู้”
“เ้าควรรู้ไว้”
“ท่านคิดว่าข้าจะทำผิดกฎวังหลวงหรือ เื่ความรักความชอบคงหักห้ามใจกันไม่ได้หรอกกระมัง ข้ารักเขามาก แต่เขากับข้าก็อยู่ห่างไกลกันคนละฟ้า อีกทั้งข้าสำหรับเขาก็เป็เพียง…”
ปัง
จินฮวากล่าวยังไม่ทันจบประโยค เขาก็วางฎีกาที่ตรวจเสร็จแล้วเข้ากองอย่างแรง “รู้ว่าสิ่งใดพึงกระทำ สิ่งใดไม่พึงกระทำก็ดี เพราะข้าไม่ค่อยชอบคนไม่ซื่อสัตย์นัก”
จินฮวาได้ฟังคำกล่าวของเขานางก็เกาหัวด้วยความมึนงง เขาอารมณ์ไม่ดีหรือ นางมองออกไปนอกหน้าต่างก็พบว่าตอนนี้ตะวันเริ่มลอยสูงแล้วหรือเขาจะหิวจึงอารมณ์ไม่ดี คงจะใช้เวลานางโกรธปานนี้ก็มีเพียงเวลาหิวเท่านั้น นางรู้สึกว่าเวลานี้ไม่ควรรบกวนเขาดังนั้นนางจึงหนีเข้าโรงครัวไปดูสำรับ