รุ่งเช้าวันถัดมา ห้องพักเล็ก ๆ ทรุดโทรมของมู่ไห่เฉินยังคงมีสภาพเหมือนเดิม ผนังซีดหม่น เฟอร์นิเจอร์เก่า ข้าวของขาดชำรุด ทว่าภายในใจของเขากลับไม่เหมือนเช่นเดิมอีกแล้ว ชีวิตหลังจากนี้จะได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
มู่ไห่เฉินก้าวเข้าสู่หอคัมภีร์ สถานที่ซึ่งสงบเงียบและอบอวลไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและหมึกที่ซึมซาบเข้าไปในทุกอณูอากาศ เขาโค้งคำนับอาจารย์หวงด้วยความเคารพอย่างเป็ทางการ เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าตอนนี้เขาจะยืนอยู่ตรงหน้าบุคคลลึกลับที่ทั้งสำนักต่างเกรงใจแล้วก็ยากจะเข้าถึง
การสนทนาระหว่างทั้งสองไม่ยืดยาวนัก แต่อบอวลด้วยความหมาย
“เ้าจะไปเปลี่ยนขั้นศิษย์สำนักวันใดเล่า”
อาจารย์หวงกล่าวเหมือนมองวรยุทธ์มู่ไห่เฉินทะลุปรุโปร่ง คำพูดนี้ทำให้มู่ไห่เฉินวิตกอยู่ไม่น้อย
“อาจารย์…ท่านมองออกแล้วหรือ ข้าขอเวลาอีกสักหน่อย ไว้พอมั่นใจแล้วจะไปเปลี่ยนลำดับเลื่อนขั้นศิษย์”
หากจะพูดถึงสำนักเจ็ดดาราสะท้านภพ สำนักนี้ก่อตั้งมาร้อยกว่าปีแล้ว ถ้าแบ่งระดับของแต่ละสำนักในยุทธภพเป็ห้าระดับ สำนักเจ็ดดาราสะท้านภพคงอยู่ระดับสาม สำนักมีศิษย์ประมาณสองสามร้อยคน และศิษย์ส่วนมากนั้นอยู่ในขั้นฝึกกาย
การแบ่งลำดับชั้นในสำนักก็จะมีเ้าสำนัก รองเ้าสำนัก ผู้าุโสำนัก จากนั้นก็จะแบ่งลำดับศิษย์สำนักตามลำดับขั้นวรยุทธ์
อาจารย์หวงกล่าวแม้มู่ไห่เฉินจะเป็ศิษย์สายตรงของตน แต่ก็ไม่ได้อภิสิทธิ์พิเศษที่จะเข้าไปในหอคัมภีร์ชั้นในที่เก็บวิชาลับต่าง ๆ ของสำนัก แต่ท่านก็กล่าวว่าหากอยากเรียนรู้วิชาใดเป็พิเศษท่านจะชี้แนะให้
หลังจากพูดคุยทำความคุ้นเคยกันอยู่พักใหญ่ อาจารย์หวงก็ให้มู่ไห่เฉินลองแสดงฝีมือให้ดู การร่ายรำท่วงท่าแม้จะดีเยี่ยม แต่อาจารย์หวงก็ดูออกว่าศิษย์ของเขากำลังเก็บงำบางสิ่งอยู่ แต่ท่านก็มิได้คิดมากมายเช่นนั้น กลับรู้สึกถึงบางสิ่งที่จะทำให้ศิษย์คนนี้จะต้องกลายเป็ผู้ที่มีความสามารถในอนาคต
อาจารย์หวงกล่าว เขานั้นมีภาระหน้าที่อีกทั้งร่างกายก็แก่ชราแล้ว คงไม่เหมาะที่จะมาเป็คู่ซ้อมวิชาให้แล้ว แต่เื่นี้ก็ไม่ต้องห่วงมากนัก ่นี้ก็รับคำแนะนำไปก่อน ตอนนี้อาจารย์ได้ส่งจดหมายเรียกศิษย์พี่ให้กลับมาช่วยฝึกฝนวิชาให้เ้าสักระยะ เช่นนี้คงจะดีกว่า
มู่ไห่เฉินพอได้ยินคำว่าศิษย์พี่ เขานึกไม่ออกเลยว่าศิษย์พี่ผู้นี้เป็ใคร อาจจะด้วยที่เขาไม่เคยใส่ใจหรือคนผู้นี้แท้จริงอยู่ที่ไหน
“ศิษย์พี่ข้าคือผู้ใดหรืออาจารย์”
“ซูเหม่ยหลิน” นั้นคือชื่อของศิษย์พี่ของมู่ไห่เฉิน อาจารย์กล่าวว่าศิษย์พี่ไม่ค่อยได้อยู่สำนักเพราะนางชื่นชอบอักษร บทกวี และดนตรี จึงได้ไปศึกษาอยู่กับสำนักหออวี้หลินเพื่อศึกษาตำราเ่าั้ร่วมกับเหล่าบัณฑิต
ปีหนึ่งนางจะกลับมาสักสองสามครา นั้นก็เพื่อมาเยี่ยมเยือนอาจารย์และนำความรู้ที่ได้มาแบ่งปันในสำนักถือเป็การแลกเปลี่ยน
จะอย่างไรก็ดีเวลานี้มู่ไห่เฉินเพียงนั่งวิเคราะห์ระดับวรยุทธ์ของคนตรงหน้า อาจารย์มีระดับวรยุทธ์ขั้นจิตปราณมั่งคง ซึ่งสูงกว่ามู่ไห่เฉินไปถึงสองระดับ
สองระดับอาจจะฟังดูไม่มาก แต่หากคิดจะดาวน์โหลดต้องใช้เวลาถึงเจ็ดสิบกว่าวัน นี่ฟังดูไม่มีทางเป็ไปได้เลยแม้แต่น้อย
วันนี้อาจารย์หวงเพียงแต่ปูพื้นฐานเื่วรยุทธ์ต่างๆให้มู่ไห่เฉินฟัง อาจจะฟังดูพื้นๆแต่นี่ก็เป็สิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจเื่ของวรยุทธ์
สิ้นสุดวันมู่ไห่เฉินก็กลับไปยังที่พัก เขามานอนคิดพิจารณาเื่ราวในวันนี้ วรยุทธ์แท้จริงแล้วประกอบไปด้วย ระดับลมปราณที่เป็ตัวชี้วัดระดับขั้นวรยุทธ์ในยุทธภพ
ต่อมาก็คงเป็เื่ของวิชาลมปราณ สิ่งนี้เหมือนเป็ตัวกำหนดในการนำลมปราณในร่างกายมาใช้งาน ซึ่งแต่ละสำนักก็มีวิธีการโคจรวิชาลมปราณแตกต่างกันไป ซึ่งผลที่ออกมาก็จะได้วิชาที่แตกต่างกันไป
ลำดับถัดไปก็คงเป็เื่ของวิชาต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็เพลงหมัด เพลงดาบ กระบี่หรือสิ่งใดก็แล้วแต่ล้วนเป็วิชากระบวนท่า ซึ่งแต่ละสำนักก็คิดค้นวิชาต่อสู้และวิชาลมปราณที่สอดคล้องกันเพื่อที่จะทำให้ทั้งสองสิ่งส่งเสริมซึ่งกันและกัน
หากจะพูดให้เขาใจในแบบที่มู่ไห่เฉินคิด เขาก็จะเปรียบวรุยทธ์ดั่งเช่นรถยนต์ ระดับลมปราณก็เป็เช่นถังน้ำมัน มีมากก็สามารถใช้ได้มากและใช้ได้นาน วิชาลมปราณก็คงเปรียบเหมือนเครื่องยนต์ที่แต่ละเครื่องยนต์ก็มีประสิทธิภาพที่แตกต่างกัน ส่วนพวกวิชาต่อสู้ก็คงเป็เหมือนกลไกต่างๆของรถที่ควรจะมีและทำงานสอดคล้องกันเพื่อที่จะขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วันนี้เท่าที่มู่ไห่เฉินเรียนรู้มา อาจารย์หวงมุ่งเน้นให้ฝึกวิชาลมปราณ โดยการควบคุมลมปราณให้ชำชาญเพื่อใช้งานลมปราณได้อย่างใจนึก มู่ไห่เฉินก็พอเข้าใจได้เพราะตัวเองก็รู้สึกว่าประสบการณ์และการใช้งานลมปราณบ่อยๆทำให้เขาเริ่มควบคุมและคุ้นชินกับการใช้งานลมปราณมากขึ้น แต่อย่างไรก็ดีเขาก็เข้าใจว่าไม่มีทางที่การฝึกฝนเหล่านี้จะทำให้เขาสามารถข้ามระดับลมปราณได้เหมือนเช่นคนทั่วไป
ก่อนหลับตาลงกลางดึกมู่ไห่เฉินก็นึกออก วันนี้ยังไม่ได้ดาวน์โหลดลมปราณผู้ใดเลย ปล่อยไว้ก็คงเสียสิทธิ์ไปโดยเปล่า
มู่ไห่เฉินลุกจากเตียงใน่ค่ำ เวลานี้เหล่าศิษย์สำนักทั่วไปคงกำลังทยอยกลับที่พัก ดังนั้นมู่ไห่เฉินจึงเดินไปยังโรงนอนของศิษย์เ่าั้
มู่ไห่เฉินเพียงเดินไปเลือกสุ่มศิษย์สักคนเพื่อดาวน์โหลดวรยุทธ์ เพราะใช้เวลาไม่นานมู่ไห่เฉินทำเหมือนเพียงเดินผ่านเข้ามาเท่านั้น
การดาวน์โหลดไม่มีอะไรผิดพลาด การเปิดป้ายสุ่มก็ไม่มีอะไรพิเศษ แต่ละวันก็ได้แต่เพิ่มระยะการดาวน์โหลดไปทีเมตรสองเมตร มู่ไห่เฉินคิดแล้วก็รู้สึกเศร้าใจเหมือนกัน เขาต้องทำเช่นนี้ไปอีกนับปีกว่าจะได้ระยะดาวน์โหลดที่น่าพึงพอใจได้
วันนี้เขาก็เดินผ่านเหล่าศิษย์สำนักทั่วไปเป็ปกติ แต่แววตาผู้คนเหล่านี้คล้ายจะเปลี่ยนไป เมื่อก่อนคงมองด้วยท่าทีดูถูก แต่ยามนี้กลับเงียบไม่พูดไม่สบตา คิดแล้วก็รู้สึกแปลก ๆ สงสัยว่ามู่ไห่เฉินในร่างนี้คงจะคุ้นชินกับสายตาดูถูกมานานจนเคยชิน