บทที่ 1 ขายกาลเวลา
ยามเย็น แสงอาทิตย์ย้อมท้องฟ้าให้ดูเหมือนถูกไฟลุกไหม้ แต่กลับดูสวยงามอย่างแปลกตา ลมเย็นพัดผ่าน ทำให้ใบเมเปิ้ลสีแดงปลิวร่วงลงจากต้นอย่างเงียบสงบ
เด็กสาวเก็บใบเมเปิ้ลสีแดงขึ้นมาอย่างทะนุถนอม แล้วค่อย ๆ สอดมันไว้ในหน้าหนังสือ จากนั้นเธอก็นำซองจดหมายในมือซ้าย ใส่ลงไปในตู้จดหมายเก่าที่ดูทรุดโทรมใบหนึ่ง
เด็กสาวเสยหน้าม้าที่ปลิวกระจายเพราะสายลม มองไปยังตู้จดหมายที่ปิดแน่น พลางเอ่ยเบา ๆ ว่า “เราจะได้พบใครสักคน… ที่เข้าใจเราจริง ๆ ไหมนะ?”
พอเงยหน้ามองเปลวไฟที่ลุกโชนไปทั่วฟากฟ้า ท้องฟ้าทั้งผืนที่เหมือนกำลังถูกไฟแผดเผา จนสุดท้ายก็กลายเป็สีขาวไม่ทันไรก็หายไปในเปลวไฟ เด็กสาวยิ้มบาง ๆ ราวกับปลอบใจตัวเอง แล้วพึมพำว่า “น่าจะมี…สักคนแหละนะ…”
เมื่อเม็ดทรายสุดท้ายในนาฬิกาทรายร่วงหมดลง ประตูร้านขายของเก่าที่ปิดสนิทมานานก็ถูกเปิดออก เสียงกระดิ่งลมที่เงียบสงบไปนานก็พลันดังขึ้นเบา ๆ
ฝุ่นผงร่วงลงมาแ่เบาตามจังหวะการแกว่งของกระดิ่งลม แขกผู้มาเยือนอดไม่ได้ที่จะยกมือปิดปากเพื่อป้องปัดฝุ่นที่ลอยลงมา ก่อนจะไอออกมาเบา ๆ แบบไม่สามารถทนได้
“แค่ก ๆ… ทำไมฝุ่นถึงเยอะขนาดนี้นะ?”
ทันทีที่ผู้มาเยือนก้าวเข้าไปในร้าน ก็ตะลึงไปเล็กน้อย ไม่ต้องพูดถึงเลยว่าเป็ของยุคสมัยนี้ ของเก่าโบราณแทบทั้งหมดคงถูกพิพิธภัณฑ์เก็บสะสมไปแล้ว หรือไม่ก็ถูกเศรษฐีประมูลไป ถึงแม้จะมีของโบราณบางส่วนตกไปอยู่ในมือคนธรรมดา แต่ก็เพราะไม่รู้คุณค่า สุดท้ายก็มักถูกโยนทิ้ง เมื่อเวลาผ่านไป ของโบราณแทบจะไม่หลงเหลือให้เห็นอีกแล้ว แต่ในร้านแห่งนี้กลับเต็มไปด้วยของโบราณ การได้เห็นภาพที่หาได้ยากนี้ นอกจากคำว่าตะลึงแล้ว ก็ไม่รู้จะใช้อะไรมาอธิบายความรู้สึกได้อีก
“ทะ...ทั้งหมดนี้เป็ของโบราณเหรอ?” ตอนมองดูเครื่องลายครามสีน้ำเงินขาวที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งงดงามจนไม่น่าเชื่อว่าเป็ของเก่า มันดูเหมือนเครื่องลายครามจากยุคนั้นจริง ๆ โดยไม่มีร่องรอยของกาลเวลาแม้แต่น้อย
แขกคนนั้นเผลอยื่นมือไปหาเครื่องลายครามโดยไม่รู้ตัว
“ที่นี่ไม่มีของปลอมหรอกนะ”
เสียงดังลงมาจากชั้นลอย ทำเอาผู้มาเยือนใจนเผลอทำเครื่องลายครามตกแตกทันที
ผู้มาเยือนรีบเงยหน้าขึ้นมองไปยังชั้นบน แต่กลับไม่เห็นอะไรเลย
แต่ในวินาทีต่อมา อันหยู่ก็โผล่มาหน้าโต๊ะหนังสือ “เพิ่งมาถึงก็ทำมันแตกเลยเหรอ? เธอเป็คนแรกเลยนะที่ทำแบบนี้”
พอได้ยินเสียงที่ดังมาผู้มาเยือนก็รีบหันไปมอง เห็นชัดว่าเมื่อกี้ยังไม่มีใครโผล่มา แต่จู่ ๆ ก็มีคนโผล่มา ทำเอาผู้มาเยือนทำตัวไม่ถูก
“มะ ไม่ใช่นะ ตะ ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ”
อันหยู่มองทุกอย่างด้วยแววตาเย็นเยียบ “เธอขอโทษไปก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว” พอมองไปที่ผู้มาเยือน “ก็แน่ละ ต่อให้เอาเธอไปขายก็ไม่พอกับค่าเสียหายด้วยซ้ำ”
ผู้มาเยือนมีสีหน้าลำบากใจ “ถ้าอย่างนั้นฉัน...”
อันหยู่ “เธอไม่รู้จริง ๆ เหรอว่าที่นี่คือที่ไหน มีไว้เพื่ออะไร?”
ผู้มาเยือน “ขอโทษด้วยจริง ๆ ตอนที่ฉันเดินผ่านก็เห็นว่าที่นี่ดูเก่าแก่มาก เลยอยากเข้ามาดู...คุณไม่ได้ขายของโบราณเหรอ ? ถึงได้มีของเก่าแก่สะสมเยอะขนาดนี้”
อันหยู่ถึงกับยกมือขึ้น
เครื่องลายครามที่แตกอยู่ข้างตัวผู้มาเยือน ค่อย ๆ กลับคืนสู่สภาพเดิมตามความเคลื่อนไหวของอันหยู่ เศษชิ้นส่วนที่กระจัดกระจายราวกับถูกย้อนเวลากลับรวมกันใหม่ ผู้มาเยือนพอเห็นแบบนั้นก็ถึงกับตะลึงอย่างบอกไม่ถูก
“นี่เป็ มะ...มายากลเหรอ?” เครื่องลายครามดันกลับมาสมบูรณ์เหมือนเดิม! แถมไม่มีรอยแตกหรือรอยซ่อมแม้แต่นิดเดียว เหมือนกับไม่เคยแตกหักมาก่อน ดูยังไงก็เหมือนของใหม่ทุกประการ
อันหยู่มองทุกอย่างอย่างเ็าแล้วพูดว่า “ที่นี่ไม่ได้ขายอะไรทั้งนั้น ขายแค่ ‘เวลา’ แค่นั้นแหลาะ ไม่ว่าจะเป็อนาคต อดีต อายุขัย หรือแม้แต่ต้นเหตุทื่ทำให้เปลี่ยนแปลงทุกอย่างได้ ตราบใดที่มันยังอยู่ในบันทึกของเวลาฉันก็ขายให้เธอได้ แต่อยู่ที่ว่าเธอจะจ่ายไหวหรือเปล่า”
ผู้มาเยือนได้ยินที่อันหยู่พูดก็ยังขบคิดตามไม่ทัน “เธอบอกว่าจะขายเวลาให้ฉัน จะเป็ไปได้ยังไง...นั่นเป็เวลาเลยนะ...”
อันหยู่พูดเสริม “เมื่อกี้เธอก็เห็นแล้วนี่ ฉันทำให้เครื่องลายครามที่เธอทำแตก กลับคืนสู่สภาพเดิมได้ นั่นไม่ใช่มายากลอะไรทั้งนั้น ฉันไม่ค่อยชอบพูดมากนักหรอก แต่ที่เธอมาอยู่ที่นี่ได้ ก็เพราะเธอไม่พอใจกับสิ่งที่เป็อยู่ เธอกำลังคิดถึงเื่บางอย่างที่เกิดขึ้นใน่เวลาหนึ่ง ใช่ไหมล่ะ?”
ผู้มาเยือนพอได้ยินคำพูดของอันหยู่ก็พึมพำออกมาเบา ๆ “ใช่...ฉันกำลังคิดถึงเขา อยากรู้ว่าจะมีโอกาสได้เจอเขา...อีกไหม หวังว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนั้น จะไม่เกิดขึ้น เธอบอกว่าขายเวลาได้ ถ้าอย่างนั้น...ฉันอยากกลับไป่เวลานั้น ทำได้ไหม?”
อันหยู่หยิบเอานาฬิกาทรายบนโต๊ะขึ้นมา พลิกกลับอีกด้านแล้วโยนให้ผู้มาเยือน พร้อมพูดว่า “เมื่อไหร่ที่เธอตัดสินใจแน่ใจแล้ว ก็แค่พลิกนาฬิกาทรายนี้กลับอีกครั้ง เธอจะได้ไปยัง่เวลาที่เธอ้า แต่จำไว้ให้ดี เวลาที่เม็ดทรายสุดท้ายร่วงลงหมด เธอจะต้องจากที่นั่นทันที”
“ได้ ฉันเข้าใจแล้ว...แล้วฉันต้องจ่ายเท่าไหร่?”
อันหยู่มองดูท่าทางของผู้มาเยือน ราวกับมองเห็นบางอย่าง ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ต่อให้ใช้เงินจ่ายเธอก็ไม่มีทางจ่ายไหว แต่ราคาของเธอน่ะง่ายมาก แค่บอกชื่อจริงของเธอมา”
ผู้มาเยือนรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย เ้าของร้านกลับถามแค่ชื่อจริงของเธอ แทนที่จะเรียกเก็บเงิน แต่พอคิดดูดี ๆ เธอก็จ่ายไม่ไหวจริง ๆ แค่ค่าเครื่องลายครามชิ้นนั้นยังไม่สามารถรับผิดชอบได้ เมื่อคิดได้แบบนั้น เธอก็ไม่ได้ติดใจอะไรอีก
“ฉันชื่อเฟิงซิ่นจือ”
เฟิงซิ่นจือพูดจบ ก็หยิบนาฬิกาทรายก่อนจะหันหลังเดินจากไป
อันหยู่มองตามแผ่นหลังของเฟิงซิ่นจือที่เดินจากไป จากนั้นก็เปิดหนังสือเล่มหนาที่อยู่ตรงหน้า สายตาของเธอมองไปที่หน้ากระดาษที่บันทึกข้อมูลทั้งหมดของเฟิงซิ่นจือไว้อย่างละเอียด
เมื่อเวลาค่อย ๆ ผ่านไป พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า ใต้แสงสนธยา ฝุ่นละอองเล็ก ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศส่องประกายแสงจาง ๆ อันหยู่ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะหนังสือเงียบ ๆ ไม่ขยับเคลื่อนไหว พลิกดูหนังสือเล่มหนาในมือซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง...
ภายในร้านของเก่าอันเงียบสงบ มีเพียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่ที่นั่น เงียบสงบและงดงามราวกับภาพวาด จนกระทั่งเสียงกระดิ่งประตูดังขึ้น ทำลายความสงบของสถานที่แห่งนี้ อีกทั้งยังทำลายความสงบในใจของอันหยู่ไปพร้อมกัน
“ขออนุญาตค่ะ...คุณคือคุณชายอันหยู่ใช่ไหมคะ?”
อันหยู่เงยหน้าขึ้น เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงหน้า เธอไม่ได้แสดงออกถึงความเป็ผู้ใหญ่ แต่กลับมีท่าทางและราศีที่ทำให้ดูไม่เหมือนเด็ก ทั้งยังมีเสน่ห์ที่เหมือนความไร้เดียงสา แต่ก็ไม่ใช่ความสงสัย เธอใส่ชุดที่ดูสำรวม แต่ก็มีรายละเอียดเล็กน้อยที่แตกต่างจากแบบเดิม พร้อมกับกระโปรงยาวแบบสาวใช้ ที่ทำให้หญิงสาวตรงหน้าดูเหมือนหัวหน้าสาวใช้ หรือไม่ก็เหมือนผู้ดูแลเมด ถึงจะดูดีในภาพรวม แต่เมื่ออันหยู่เห็นกระเป๋าถือที่เธอถืออยู่ เขากลับรู้สึกไม่ค่อยเข้ากับตัวเธอเลย ไม่รู้ใครเป็คนเลือกให้เธอ มันดูขัดไปหมด และที่สำคัญมันดูไม่น่ามองเลยสักนิด โดยเฉพาะลายกราฟฟิตี้บนกระเป๋าที่ดูเหมือนเด็กน้อยซุกซนเป็คนวาดมัน
อันหยู่มองข้ามกระเป๋าถือไปโดยไม่สนใจ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเ็า “ใช่ แล้วเธอเป็ใคร? ทำไมถึงรู้ว่าฉันชื่ออะไร”
หญิงสาวยิ้มพร้อมยกมุมปากขึ้น 45 องศาแล้วพูดว่า “ฉันชื่อฉวนค่ะ ฉันได้รับการไหว้วานจากคุณเลาหวินเต๋อให้มาดูแลความปลอดภัยของคุณ”
อันหยู่มองรอยยิ้มตามมาตรฐานของฉวน รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ แต่พอได้ยินชื่อของคุณเลาหวินเต๋อ พร้อมกับกำมือแน่นแล้วพูดไปตรง ๆ ว่า “ฉันไม่้าคนดูแล! เธอมาจากไหนก็กลับไปที่นั่น แล้วเธอจะไปรับจดหมายจากคุณเลาหวินเต๋อได้ยังไง?” เพราะเมื่อสามปีก่อนเขา...
ฉวนขัดจังหวะความคิดของอันหยู่ทันที “ขออภัยค่ะ แต่ฉันไม่สามารถกลับไปได้ และคุณเลาหวินเต๋อก็ส่งจดหมายมาให้ฉันจริง ๆ” พูดจบ เธอก็หยิบซองจดหมายจากกระเป๋าแล้ววางมันลงบนโต๊ะหนังสือ
อันหยู่เห็นแบบนั้นก็รีบหยิบจดหมายเปิดอ่านอย่างละเอียด อ่านทุกตัวอักษรบนซองจดหมาย แม้แต่เครื่องหมายวรรคตอนก็ไม่ละเลย เขาอ่านจดหมายจนจบด้วยความรอบคอบ
อันหยู่มองลายมือในจดหมายแล้วรู้ว่าเป็ลายมือของเหวินเต๋อเอง “เธอได้จดหมายมาั้แ่เมื่อไหร่?”
“เมื่อหนึ่งเดือนก่อนค่ะ”
“เป็ไปไม่ได้ หนึ่งเดือนก่อน...เธอโกหก”
ฉวนมองอันหยู่ด้วยสายตาสงสัยงุนงง แต่ไม่นานก็กลับมามีรอยยิ้มแบบมาตรฐาน 45 องศาของเธอแล้วพูดว่า “ฉันไม่มีทางโกหกคุณหรอกค่ะ สิ่งที่ฉันพูดไปเป็ความจริงทุกประการ เมื่อเดือนก่อนฉันได้รับซองจดหมายจากคุณเหวินเต๋อจริง ๆ”
อันหยู่มองฉวนแล้วพูดว่า “จริงเหรอ? แล้วเธอเป็ใคร ทำไมถึงได้รับมอบหมายจากคุณเลาหวินเต๋อให้มาดูแลคนอย่างฉัน?”
“คุณเลาหวินเต๋อเป็เ้านายดิฉันค่ะ”
“อย่างนี้สินะ ถ้าอย่างนั้นเธอก็ตามเ้านายเธอไปสิ ไม่ต้องมาดูแลฉันหรอก ฉันอยู่ของฉันคนเดียวได้”
“เสียใจด้วยค่ะ ฉันของปฏิเสธ คุณเลาหวินเต๋อบอกฉันไว้ก่อนแล้ว คุณชายอันหยู่จะต้องปฏิเสธ ฉันมีสิทธิ์ที่จะเมินคำสั่งของข้อนี้ของคุณชายอันหยู่ ในส่วนอื่นดิฉันสามารถทำตามได้ค่ะ”
อันหยู่มองฉวนด้วยสายตาเ็า “นอกจากฉันจะบอกให้ออกไป ก็จะฟังฉันทุกอย่างใช่ไหม?”
“ใช่ค่ะ”
อันหยู่ขบคิด แล้วยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นก็อย่ามาให้ฉันเห็นเธออีก”
ฉวนยิ้มแล้วยิ้มอีก “ขอโทษด้วยค่ะ ฉันขอปฏิเสธ ยังไงก็ไม่ได้ต่างอะไรกับที่ต้องไปจากคุณชาย ยังไงก็ขอให้คุณชายอันหยู่ยอมรับ คุณเลาหวินเต๋อเคยบอกไว้ นี่เป็คำขอร้องสุดท้ายของเขา”
ยังไงอันหยู่ก็ไม่คิดสนใจเื่พวกนี้อยู่แล้ว ตัวเองใช้ชีวิตคนเดียวที่นี่มาตั้งนาน จนแทบใช้ชีวิตอยู่คนเดียวได้ แทบไม่มีความจำเป็ต้องให้คนที่ได้รับคำสั่งจากเลาหวินเต๋อมาดูแลตัวเองเลยด้วยซ้ำ
ขณะที่อันหยู่กำลังจะพูดปฏิเสธ ประตูก็เปิดออก และเสียงกระดิ่งลมดังขึ้น
ทั้งสองคนได้ยินเสียงกระดิ่งลมจึงหันไปมอง พบเป็ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเหนื่อยล้า มีเครารกอยู่ที่ขอบปาก และใต้ตาก็มีรอยคล้ำที่ดูเหมือนจะสะสมมาหลายวันจนไม่สามารถพักผ่อนได้
อันหยู่มองไปที่ฉวนแล้วพูดเบา ๆ ว่า “รีบออกไปจากที่นี่เถอะ ฉันไม่้าใครมาดูแล” พูดจบ เขาก็หันไปหาชายคนนั้นแล้วพูดว่า “คุณ้าอะไร ฉันสามารถขายเวลาให้กับคุณได้ตามที่้า”
ฉวนได้ฟังคำพูดของอันหยู่ก็หันหลังเดินออกไปทันที แต่ไม่นานก็กลับเข้ามา พร้อมกาแฟที่ชงเสร็จวางลงบนโต๊ะ
อันหยู่เพิ่งอยากจะถาม ชายคนนั้นก็เป็ฝ่ายพูดก่อน
“ขอบคุณ”
ฉวน “ไม่ต้องเกรงใจค่ะ ฉันเป็คนดูแลคุณชาย เป็เื่ที่ควรทำอยู่แล้วค่ะ”
อันหยู่ถลึงตามองไปที่ฉวน “เธอไม่ใช่”
ชายคนนั้นเห็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจนรู้สึกอึดอัด “เอ่อ...ผมได้ยินว่าที่นี่สามารถขายเวลาให้ผมได้อย่างงั้นเหรอ?”
อันหยู่ “ใช่แล้ว แต่ก่อนอื่นต้องถามว่าเธอจ่ายไหวไหมก่อน ราคาที่เสนอไปอย่างน้อยก็ไม่ใช่เงินอย่างแน่นอน ในเมื่อคุณถามมาก็น่าจะรู้อยู่แล้ว คุณอยากได้่เวลาไหนอย่างงั้นเหรอ?”
ชายคนนั้นจิบกาแฟ “มันต้องเริ่มจากเื่หนึ่ง ที่บ้านของผมมีตู้จดหมายเก่า ๆ ที่ทิ้งไว้ไม่ใช้งานมานาน ประมาณห้าปีได้แล้ว วันหนึ่งผมรู้สึกอยากรู้ เลยไปเปิดดู จนพบจดหมายหลายฉบับ ผมคิดว่าเป็จดหมายของเ้าของบ้านคนก่อนที่ทิ้งไว้ พอเอามาก็พบว่าหนึ่งอาทิตย์จากนั้นก็มีซองจดหมายใหม่เข้ามา และมันเป็จดหมายของผู้หญิงคนหนึ่ง ผมเริ่มเขียนตอบกลับไปเรื่อย ๆ จนสุดท้ายทุกครั้งที่มีจดหมายเข้ามาผมจะตอบกลับเสมอ แต่จนกระทั่งเมื่อหลายเดือนก่อน จู่ ๆ ซองจดหมายก็หายไป ไม่ว่าจะรอเท่าไหร่ก็ไม่มีเข้ามาอีก จนกระทั่งผมเริ่มตามหาผู้หญิงคนนั้น แต่ไม่สามารถหาตัวเธอได้ แล้วก็ได้ยินข่าวเกี่ยวกับร้านแห่งหนึ่งชื่อว่า 'นาฬิกาเลาหวินเต๋อ' ที่สามารถขายเวลาได้ ผมเลยอยากรู้ว่าในเวลานั้นเกิดอะไรขึ้นกับผู้หญิงคนนั้น ทำไมเธอถึงหยุดส่งจดหมายไป”
อันหยู่ฟังเื่ราวของชายคนนั้นแบบไม่สนใจเท่าไหร่แล้วพูดว่า “อย่างนั้นสินะ แล้วคุณอยากรู้เวลานั้นเหรอ? ถ้าอยากได้ ต้องบอกให้ชัดเจน คุณถึงจะสามารถขายให้ได้ แต่คุณต้องตัดสินใจให้ดีว่าอยากแค่ดู หรือจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับมัน? คิดให้ดีนะ ฉันรู้ว่าคุณกำลังคิดอะไรอยู่ คุณไม่ใช่แค่อยากรู้หรอก ถูกไหม?”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบ ได้แต่จ้องกาแฟในมือ
อันหยู่หยิบเอานาฬิกาทรายสีดำแล้วพลิกกลับด้านแล้วพูดว่า “คุณอยากทำอะไรต้องคิดให้ดีนะ ทุกการกระทำที่คุณทำไปจะเปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ อย่างมหาศาล แต่ผลลัพธ์สุดท้ายอาจจะยังเหมือนเดิมก็ได้ คิดให้รอบคอบ เมื่อคุณตัดสินใจได้แล้วก็แค่พลิกนาฬิกาทรายนี้กลับ คุณจะได้ไปยัง่เวลาที่้า แต่ต้องระวังนะ...ผลที่ตามมา คุณจะต้องรับผิดชอบเอง”
ชายคนนั้นจับนาฬิกาทรายไว้แน่น มองดูเม็ดทรายสีดำที่ตกลงไปแล้วถามว่า “แล้วราคาคืออะไร? ที่นี่ขายเวลา แล้วผมมีอะไรที่จะให้คุณได้บ้าง?”
อันหยู่ตอบด้วยน้ำเสียงเ็า “เมื่อคุณพลิกนาฬิกาทรายนั้นกลับมา ฉันจะได้รับสิ่งที่ฉันตั้งราคาไว้ คิดให้ดีเถอะ”
ชายหนุ่มหยิบนาฬิกาทรายแล้วจากไป
ชายคนนั้นปิดประตูและพลิกนาฬิกาทรายกลับ เมื่อลมพัดผ่านทุกอย่างรอบตัวเขาก็เริ่มหมุนวนกลับไปอย่างรวดเร็ว เหมือนกับภาพในภาพยนตร์ ทุกสิ่งรอบตัวเขากลับไปยังจุดเริ่มต้นอย่างรวดเร็ว
อันหยู่มองไปบนหน้ากระดาษที่ว่างเปล่าของหนังสือในมือ แล้วค่อย ๆ เห็นตัวอักษรค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมาอย่างช้า ๆ เมื่อเขามองไปที่ข้อความที่ปรากฏบนหน้ากระดาษนั้น เขาก็เห็นว่าเขียนไว้ว่า “ซูิเจี๋ย หวังว่าการตัดสินใจของคุณจะไม่ทำให้เธอคนนั้นเสียใจ”
ฉวนเก็บถ้วยกาแฟแล้วพูดว่า “คุณชาย หากผู้ชายคนนั้นตั้งใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว่เวลานั้น ต่อไปทุกสิ่งทุกอย่างอาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลเลยก็ได้”
อันหยู่ต้องรู้อยู่แล้วว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อจากนี้ นั่นจึงเป็เหตุผลที่เขาถึงให้ซูิเจี๋ยเอานาฬิกาทรายสีดำไป
แค่นาฬิกาทรายธรรมดา ขอแค่คิดดีแล้วใช้มันก็สามารถพาคนไปยัง่เวลานั้นได้ แต่จะทำได้แค่ดูเหตุการณ์ต่าง ๆ โดยไม่สามารถทำอะไรได้ แต่สำหรับนาฬิกาทรายสีดำ มันสามารถแทรกแซงได้โดยตรง โดยให้คนที่ใช้มันสามารถเข้าไปใน่เวลานั้นในฐานะตัวตนของตัวเองใน่เวลานั้น แต่จะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับตัวเองใน่เวลานั้น ทำให้เกิดการสูญเสียความทรงจำใน่เวลานั้นไป
อันหยู่เหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ แล้วพูดกับฉวนว่า “มันเกี่ยวอะไรกับเธอล่ะ? นี่เป็งานของฉัน เธอกลับไปเถอะ ฉันไม่้าเธอ”
อันหยู่พยายามเคลื่อนวีลแชร์ด้วยความยากลำบาก
ฉวนสังเกตเห็นความผิดปกติของอันหยู่ทันที เลยรีบเดินไปและพบว่าอันหยู่กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ล้อ
อันหยู่ “ทำไม? รู้สึกสงสารฉันเหรอไง?”
ฉวน “ไม่... ไม่ใช่ค่ะ ฉันแค่เพิ่งเข้าใจว่า ทำไมคุณเลาหวินเต๋อถึงให้ฉันมาดูแลคุณชายอันหยู่แล้ว”
อันหยู่หัวเราะเ็าแล้วพูดว่า “เหอะ...เธอไม่เข้าใจหรอก คนที่ยิ้มได้แบบนั้นอย่างเธอ ไม่มีทางเข้าใจอะไรหรอก เธอแค่เป็แค่ 'มนุษย์จำลอง' ก็เท่านั้น”
อันหยู่ขยับวีลแชร์ความยากลำบาก แล้วค่อย ๆ ถอยห่างออกไป
พอฉวนได้ยินคำพูดของอันหยู่ เลยเกิดความงุนงงเล็กน้อย เลยจ้องไปที่กาแฟในมือที่ยังไม่ได้ดื่มแล้วพูดกับตัวเองเบา ๆ “ดูเหมือนคุณชายจะไม่ชอบ...นี่เป็สิ่งที่เธอคนนั้นคิดเอาไว้อยู่แล้ว แต่ทำไมถึงบอกว่าฉันเป็ 'มนุษย์จำลอง' ล่ะค่ะ ? รอยยิ้มของฉันมันดูปลอมขนาดนั้นเลยเหรอ? ทั้งที่ฝึกมานานแล้วแท้ ๆ”
อันหยู่ปิดหนังสืออย่างไม่พอใจ
“ทั้งที่เธอ...ก็จากไปตั้งนานแล้ว ช่างเถอะ ทำไมต้องรื้อฟื้นอะไรมากมายอีก...ทั้งที่ฉันก็ลืมไปเกือบหมดแล้ว”
แสงตะวันยามเย็นลาลับ อันหยู่มองผ่านหน้าต่างไปยังพระอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า รู้ดีว่าค่ำคืนกำลังมาเยือน
เสียงนาฬิกาดังขึ้น ทำให้ร้านของเก่าทั้งร้านเงียบสงบสะท้านไปทั่ว อันหยู่หันไปมองที่นาฬิกาตั้งพื้นที่ทำให้เขานึกขึ้นได้ จากนั้นเขาก็ขยับวีลแชร์ไปข้างหน้า เพื่อเข้าไปใกล้นาฬิกาตั้งพื้นนั้น
อันหยู่มองไปที่เวลาบนหน้าปัดของนาฬิกาตั้งพื้น
“...น่าจะใกล้ได้เวลาแล้ว คงจะเริ่มแล้วสินะ”
“คุณชาย ได้เวลาอาหารเย็นแล้วคะ”
เสียงของฉวนดังจากทางด้านหลังอันหยู่ ทำเอาอันหยู่หันไปมองด้วยความรำคาญ
“เธอยังไม่ไปอีกเหรอไง?” เขาพูดด้วยความรำคาญ
ความจริงอันหยู่ในตอนนี้ ไม่ว่าจะทำอะไรก็รู้สึกว่ารำคาญ
ซูิเจี๋ยมองไปรอบ ๆ ในสภาพแวดล้อมที่ไม่คุ้นเคย พอหันไปเห็นร้านกาแฟตรงข้าม ดูเหมือนจะมีลูกค้าไม่น้อย โดยมีชายคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างนอก ดูโดดเด่นน่าสนใจ เพราะส่วนใหญ่คนมักนั่งข้างในกันทั้งนั้น
ชายคนนั้นมักจะหันไปมองที่ที่หนึ่งเป็ระยะ แล้วก็ส่องดูเวลาบนมือถือเหมือนกำลังรอใครอยู่ ขณะนั้นเอง ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินผ่านข้าง ๆ ซูิเจี๋ย และเธอเผลอชนเขาเข้า แต่หลังจากขอโทษไปก็ไม่เห็นอะไรผิดปกติ เลยคิดว่าตัวเองเข้าใจอะไรผิดแล้วเดินจากไปทันที
บนถนนข้างหน้า สัญญาณไฟจราจรเพิ่งเปลี่ยนจากสีแดงเป็สีเขียว คนกลุ่มหนึ่งก็เริ่มเดินข้ามถนนทันที
เด็กชายคนหนึ่งถือบอลลูนวิ่งผ่านด้านข้างซูิเจี๋ยด้วยความร่าเริง แต่กลับสะดุดล้มลงร้องไห้เสียงดัง ซูิเจี๋ยที่เพิ่งคิดจะเข้าไปปลอบ แต่กลับพบว่ามือของเขากลับทะลุผ่านไหล่ของเด็กชายไปได้อย่างน่าประหลาด
ซูิเจี๋ยตะลึงตื่นใ เหมือนกับเข้าใจแล้ว่าตอนนี้ตัวเองเป็เหมือนกับิญญา หรืออาจจะเรียกว่าเป็ิญญาก็น่าจะเหมาะสมกว่า
แม่ของเด็กวิ่งเข้ามาหาลูกชายแล้วปลอบใจ เด็กชายมองเห็นบอลลูนลอยขึ้นไปในอากาศและพยายามจะวิ่งไปจับมัน แต่แม่ของเขากลับไม่สนใจอะไรทั้งนั้น กลับดึงตัวเขาและพาออกไปจากที่นั่นทันที
ในขณะนั้น หญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากร้านและเดินไปบนถนน ซูิเจี๋ยมองเห็นว่าผู้หญิงถือนาฬิกาทรายที่เหมือนกับของเขา แต่ของเขาเป็สีดำ ส่วนของหญิงสาวเป็สีเหลืองน้ำตาล และดูเหมือนว่าเม็ดทรายนั้นจะหมดไปหมดแล้วด้วย
ซูิเจี๋ยมองเห็นหญิงสาวเดินผ่านข้าง ๆ เขาไป ก่อนที่เขาจะมองไปที่ถนนและเห็นเธอเดินไปอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่หญิงสาวเดินอยู่กลางถนน ซูิเจี๋ยเห็นรถบรรทุกสีแดงคันใหญ่กำลังวิ่งมาด้วยความเร็ว ดูเหมือนว่าคนขับจะไม่ทันเบรก หญิงสาวหันไปมองแต่ก็ตอบสนองไม่ทัน ก่อนที่เขาจะเห็นในเสี้ยววินาที หญิงสาวก็โดนรถบรรทุกชนเข้าอย่างจัง
จากนั้นซูิเจี๋ยก็รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง คลื่นความเ็ปแผ่ไปทั่วสมอง ราวกับว่ามีบางสิ่งในหัวของเขากำลังแตก
ในขณะที่ซูิเจี๋ยยังสับสนก็จับอะไรบางอย่างขึ้นมา พยายามใช้มันเพื่อยันตัวให้ลุกขึ้น แต่สิ่งที่เขาจับได้กลับเป็รถของเล่น ทำให้เขาล้มลงไปอีกครั้ง และรถของเล่นก็ตกกระแทกพื้นจนพังเสียหาย
ซูิเจี๋ยใช้ความพยายามอย่างมากในการลุกขึ้นแล้วส่ายหัวเบา ๆ เขาหยิบรถของเล่นที่แตกพังขึ้น เหมือนกับเขาจะนึกอะไรขึ้นมาได้ และระลึกถึงเื่ราวเมื่อห้าปีก่อน ตอนที่เขาเผลอทำรถของเล่นของตัวเองแตกเสียหายแบบนี้
เมื่อคิดถึงเื่นี้ ซูิเจี๋ยก็ดูเหมือนจะเข้าใจอะไรบางอย่าง เขาหันไปมองห้องที่คุ้นเคยแต่ก็รู้สึกแปลกตา ห้องนี้ที่เขาคุ้นเคยก็เป็เพราะห้องที่เขาเคยอยู่มาั้แ่เด็ก แต่ก็แปลกประหลาด เพราะมันดูไม่เหมือนห้องที่เขาจำได้ แต่ก็เหมือนห้องในอดีตมากกว่า
ซูิเจี๋ยหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้น แล้วพบว่าเป็แค่โทรศัพท์มือถือธรรมดา พอเปิดหน้าจอขึ้น เขาก็เห็นวันที่ 20 กรกฎาคม ปี 2013 เวลา 13:00 น. บนหน้าจอสะท้อนภาพของเขาในตอนที่เป็วัยรุ่น
“ทำไมถึงส่งฉันมาที่นี่...ฉันจำได้ว่าห้าปีก่อน ไม่สิตอนนั้นฉันเหมือนจะไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับ่เวลานั้นเลย แม่เคยบอกฉันว่าในวันนั้นไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆก็วิ่งออกมาเหมือนกับคนบ้า ตอนกลับมาก็เหมือนกับจำอะไรไม่ได้แล้ว...
"แล้วเมื่อกี้ที่เห็นคืออะไรล่ะ นั่นมันดูเหมือนจะเป็ถนนทางเดิน X ต้องไปดูสักหน่อย บางทีอาจจะรู้บางอย่างก็ได้"
ซูิเจี๋ยเปิดประตูออกไปแล้วเห็นแม่ของเขากำลังเย็บเสื้อสเวตเตอร์อยู่ นี่เป็นิสัยของแม่เขา ทุกครั้งที่ฤดูใบไม้ร่วงมาถึง แม่จะเย็บสเวตเตอร์ให้สามีและลูกชาย เป็เหมือนการใช้เวลาของตัวเอง แม้ว่าแม่จะลาออกจากงานั้แ่มีลูกและตอนนี้ครอบครัวก็พึ่งพาสามีเป็หลักในการหาเลี้ยงชีพ
แม่ของซูิเจี๋ยเห็นลูกชายออกมาจากห้องก็ถามด้วยความกังวล “ิเจี๋ย ทำไมลูกถึงออกมา? ไม่ใช่บอกว่าจะทบทวนบทเรียนเหรอ? อีกไม่กี่วันก็จะสอบแล้วนะ”
ซูิเจี๋ยนึกขึ้นได้ ว่าใน่เวลานี้จริง ๆ แล้วเขาควรจะเตรียมตัวสอบ เขาเลยตอบไปว่าแบบเลี่ยง ๆ ไปว่า “ผมนัดเพื่อนจะไปติวด้วยกัน จะได้ติวกันตรงจุดที่ไม่เข้าใจด้วย”
“อ๋อ ถ้าอย่างนั้นก็อย่ากลับดึกล่ะ”
“ครับ”
ซูิเจี๋ยรีบสวมรองเท้า วิ่งออกไป เพื่อไปดูสถานที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
แต่พอวิ่งไปถึงถนนเส้นนั้น ก็เห็นชายคนหนึ่งนั่งดื่มกาแฟอยู่ที่ด้านนอกของร้านกาแฟ ฝ่ายชายหันไปมองในทิศทางเดียวกันเป็ระยะ ๆ แล้วก็เช็คเวลาบนโทรศัพท์มือถือ ดูเหมือนเขากำลังรอใครบางคน
ในขณะนั้น ผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังคุยโทรศัพท์ เธอไม่ได้สังเกตจนเผลอชนกับซูิเจี๋ย เลยรีบขอโทษและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ซูิเจี๋ยเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นราวกับคุ้นเคย
และในเวลานี้ เด็กชายคนหนึ่งก็หยิบลูกโปงเดินผ่านด้านข้างซูิเจี๋ยด้วยความร่าเริง แต่พอล้มก็ร้องไห้ ซูิเจี๋ยเลยเดินเข้าไปเพื่อปรอบ
ซูิเจี๋ย “หนู ไม่เป็อะไรนะ?”
เด็กชายพอเห็นว่ามีคนเรียกตัวเอง ก็หยุดร้องทันที “พี่ชาย ลูกโปงผมลอยไปแล้ว” ตอนที่กำลังพูดก็ชี้ไปที่ลูกโปงที่ตัวเองปล่อยหลุดมือไป
กับซูิเจี๋ย “ไม่เป็ไรนะ เห็นเงินในมือพี่ไหม”
ความสนใจของเด็กชายเลยพุ่งไปที่เหรียญเงินในมือของซูิเจี๋ยทันที
ซูิเจี๋ยจับเหรียญเงินในมือและทำท่าทางเหมือนมีเวทมนตร์ ก่อนที่เหรียญจะหายไปตรงหน้าของเด็กชาย
เด็กชายเห็นแล้วใจนโพล่งว่า "พี่ชายเก่งจังเลย!"
แม่ของเด็กวิ่งเข้ามาด้วยความเป็ห่วง มองดูลูกชายว่าเป็อะไรหรือเปล่า "ไม่เป็อะไรใช่ไหม! ลูก! โอ้ย! ขาของเธอ!"
เด็กชายส่ายหัวแล้วพูดว่า "แม่ครับ! ผมไม่เป็อะไร พี่ชายคนนี้เล่นมายากลได้เก่งมากเลย!"
แม่ของเด็กมองไปที่ซูิเจี๋ย เธอจำได้ว่าเขาเป็คนที่ช่วยพาลูกชายลุกขึ้นเมื่อกี้ และรีบกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณมากค่ะ!"
ซูิเจี๋ยตอบอย่างสุภาพ "ไม่เป็ไรครับ ไม่ต้องขอบคุณหรอก แค่ช่วยไปตามสมควรเองครับ"
แม่ของเด็กยิ้มแห้ง ๆ แล้วพูดต่อ "แต่ก็ต้องขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ท้ายที่สุดแล้วมักจะเกิดอันตรายบนถนนใหญ่แบบนี้ แล้วลูกชายฉันเพิ่งออกจากโรงพยาบาลด้วย กลัวว่าเขาจะเจ็บตรงนั้นอีก เขามีปัญหาสุขภาพมาั้แ่เกิด..."
พูดไปพูดมาคุณแม่ก็ดูเหมือนจะควบคุมอารมณ์ไม่ได้และมีน้ำตาซึม
ซูิเจี๋ยก็ไม่รู้จะทำยังไงกับสถานการณ์แบบนี้ เลยพูดปลอบไป "เอ่อ...เดี๋ยวก่อนนะครับ อย่าร้องไห้สิครับ ตอนนี้เขาก็ไม่ได้เป็อะไรนี่ครับ"
แม่ของเด็กเช็ดน้ำตาและพูดด้วยเสียงสั่น "ใช่ค่ะ โชคดีที่เขาไม่เป็อะไร ขอบคุณมากนะคะ...เรากลับบ้านกันนะลูก"
เด็กชายพูดว่า "พี่ชาย ลาก่อนครับ"
ซูิเจี๋ยตอบกลับ "ลาก่อนนะ"
เด็กชายถามต่อ "เมื่อกี้ที่พี่ชายเล่นมายากล ดูท่าจะเก่งมากเลยนะ ทำยังไงเหรอ?"
ซูิเจี๋ยหันไปแล้วพบว่าเป็หญิงสาวคนเดียวกับที่เขาเห็นออกมาจากร้านของเก่า อีกทั้งเธอยังถือนาฬิกาทรายที่ไม่มีทรายแล้วอยู่ในมือ
ซูิเจี๋ยยิ้มแล้วตอบ "อ๋อ นี่เหรอ มันก็แค่ทริกธรรมดา ทริกเล่นเหรียญเงินง่ายมาก ดูสิหล่นเข้าไปในแขนเสื้อแล้ว"
"ว้าว! น่าทึ่งมากเลยค่ะ แต่ถ้าไม่มีแขนเสื้อยาว ๆ แบบนี้ พี่ชายจะซ่อนมันได้ไหม"
“เอ่อ...” ซูิเจี๋ยรู้สึกอึดอัดใจ
ซูิเจี๋ยไม่รู้จะตอบยังไงจริง ๆ เพราะเขาแค่หาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตมาก็แค่นั้น ยังไงก็บอกเด็กชายไปให้ไปหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตดูเองแน่ แถมสมัยนี้อินเทอร์เน็ตก็ยังเป็เื่ของอนาคตอีก
หญิงสาวยิ้มแล้วพูดว่า "โอเค ไม่ล้อเล่นแล้วค่ะ แต่คุณฉลาดดีนะ แถมคุณยังทำให้ฉันรู้สึกคุ้นเคยด้วย อาจจะเคยเจอกันที่ไหนสักที่มาก่อนก็ได้ ชื่ออะไรเหรอคะ? ฉันชื่อเฟิงซิ่นจือค่ะ"
ซูิเจี๋ยพอได้ยินชื่อเฟิงซิ่นจือก็รู้สึกใเล็กน้อย มองหญิงสาวตรงหน้า ดูเหมือนเธอจะอายุแค่ 25 ปี และถ้านับจากเวลาที่ส่งจดหมายครั้งสุดท้ายก็อายุ 25 แล้ว
"เธอกำลังจะไปส่งจดหมายเหรอ?"
เมื่อเฟิงซิ่นจือได้ยินคำถามของซูิเจี๋ยก็แสดงสีหน้าประหลาดใจ "ใช่ค่ะ ฉันกำลังจะไปส่งจดหมายให้กับคนพิเศษคนหนึ่ง ถึงแม้ว่าเราไม่เคยเจอกัน แต่เราก็รู้จักกันมาผ่านจดหมายมาห้าปีแล้วค่ะ ใช่แล้ว ฉันต้องรีบแล้ว ขอตัวไปก่อนนะคะ"
ซูิเจี๋ยจำได้ว่าอีกไม่นานรถบรรทุกสีแดงคันใหญ่กำลังจะพุ่งมาหาเฟิงซิ่นจือ เมื่อหันไปมองเขาก็เห็นรถใหญ่ในระยะไกลกำลังวิ่งมาอย่างรวดเร็ว
ซูิเจี๋ยะโออกไป "เดี๋ยวก่อน!"
เฟิงซิ่นจือหันกลับมาทางเขาแล้วถาม "ค่ะ? มีอะไรเหรอ?"
ซูิเจี๋ยมองเห็นรถบรรทุกสีแดงพุ่งเข้ามาจากข้างหลังเฟิงซิ่นจืออย่างรวดเร็ว เขารีบเอ่ยปากจะพูดชื่อของตัวเอง แต่เหมือนมีบางสิ่งติดอยู่ที่ลำคอ จนพูดชื่อออกมาไม่ได้ สุดท้ายเขาก็จำใจพูดว่า "ไม่มีอะไร..."
เฟิงซิ่นจือรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่เนื่องจากเธอต้องรีบไปส่งจดหมาย เลยไม่ได้คิดอะไร และเดินข้ามถนนไป
ซูิเจี๋ยมองไปที่เฟิงซิ่นจือแล้วเห็นว่าเธอไม่ได้ถูกชน เลยรู้สึกโล่งใจ แต่เขากลับรู้สึกสงสัยว่า ทำไมเขาถึงพูดชื่อตัวเองออกไปไม่ได้ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเข้ามาขัดไม่ให้เขาพูดออกมา
"ฉันช่วยเธอไว้แล้ว ตอนนี้น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว เฟิงซิ่นจือยังมีชีวิตอยู่...แต่่เวลานี้ฉันยังไม่รู้จักเธอเลย...รู้แค่ว่ามีจดหมาย เวลานี้อาจจะมีจดหมายมาส่ง ต้องรีบกลับไปดู ไม่แน่อาจจะมีจดหมายอยู่"
พอคิดได้แบบนั้น ซู ิเจี๋ยจึงรีบวิ่งทันที
ชายที่นั่งดื่มกาแฟในร้านมองเห็นซูิเจี๋ยวิ่งผ่านไป เขายิ้มเล็กน้อยแล้วพูดออกมาเบา ๆ
"ใกล้จะถึงเวลาแล้ว"
ซูิเจี๋ยวิ่งมาถึงหน้าบ้านและพบว่าประตูเปิดอยู่ แล้วยังเห็นรอยเืนิดหน่อยบนพื้น เขาสังเกตเห็นรถบรรทุกสีแดงคันเดียวกับที่เขาเห็นบนถนนเมื่อสักครู่จอดอยู่ใกล้ ๆ ซึ่งทำให้เขารู้สึกถึงลางไม่ดีทันที จึงรีบวิ่งเข้าไปในบ้าน
แต่พอเข้าไปก็เห็นชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้า ทำร้ายแม่ของเขาจนหมดสติล้มลง เืไหลออกจากหัว
"แม่!"
คนร้ายหลายคนพอเห็นซูิเจี๋ยกลับมา คนที่เป็หัวหน้าก็พูดขึ้น "จับเขาไว้!"
ซูิเจี๋ยไม่รอช้า รีบต่อสู้ขัดขืน เขาหยิบเก้าอี้ไม้ที่อยู่ใกล้ ๆ แล้วฟาดใส่กลุ่มคนร้ายที่วิ่งหา แต่เพราะเขาต้องเจอกับหลายคน เลยถูกต่อยจนล้มลงกับพื้น
"แค่ก ๆ..."
ซูิเจี๋ยถูกต่อยจากหัวหน้าคนร้ายจนล้ม จากนั้นเขาก็ไม่รู้สึกตัวอีก สูญเสียความรู้สึกไปในทันที
เมื่อเขาฟื้นขึ้นมา เขาพบว่าตัวเองอยู่ในความมืด ไม่มีอะไรเลยนอกจากนาฬิกาทรายสีดำอันหนึ่ง ที่ภายในมีเม็ดทรายสีดำไหลลงอย่างช้า ๆ ไม่หยุด เม็ดทรายไหลลงไปจนถึงพื้น แล้วไหลผ่านเท้าของซูิเจี๋ย จนกระทั่งเม็ดทรายเม็ดสุดท้ายไหลลง ในตอนนั้น ซูิเจี๋ยก็เห็นว่ามีกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งอยู่กลางเม็ดทรายสีดำ
เขาหยิบขึ้นมาและอ่านข้อความที่เขียนอยู่บนกระดาษ : ตอนนี้เวลาของเธอคือของฉันแล้ว
ซูิเจี๋ยรู้สึกงุนงงและไม่เข้าใจความหมายของข้อความนั้น เขาพยายามจะลืมตาที่พร่ามัว ก่อนที่ความเ็ปมากมายจะถาโถมเข้ามาในสมองของเขา เวลาของเขาใน่เดิมได้ถูกเปลี่ยนไปแล้ว และความทรงจำของเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงตามเวลา
ตอนนี้ ตัวตนใหม่เริ่มไหลเข้าสู่สมองของซูิเจี๋ย
“อ๊าก! หัวฉัน...”