ห้องขัง เมืองหนานจิง (อิ้งเทียนฟู่) อาณาจักรต้าฉิน
หลี่อี้เฉินลืมตาขึ้นช้าๆ ััได้ถึงความชื้นและกลิ่นเหม็นเน่าจากอากาศ ชวนให้รู้สึกไม่สบายตัว ท้องไส้ปั่นป่วน
กลิ่นเหม็นที่เข้ามาคืออะไร หรือเ้าโกเด้นที่บ้านวิ่งมาฉี่รดหัวอีกแล้ว จากระดับความเหม็นคาดว่ามันจะขี้รดหัวซะมากกว่า
บ้านของหลี่อี้เฉินเลี้ยงสุขักไว้ตัวหนึ่ง มาทำงานที่ปักกิ่งเกือบ 5 ปีใช้ชีวิตอยู่ลำพัง เมื่อรู้สึกโดเดี่ยวนานวันเข้า ก็อยากเลี่ยงสุนักไว้สักตัวเพื่อปลอบโยนความเหงส
เมื่อลืมตาตื่นขึ้น เหลียวมองไปรอบด้าน หลี่อี้เฉินพลันตกตะลึง ก้อนหินทับซ้อนบนกำแพง หน้าต่างกว้างเพียงแต่ 45 เซ็นติเมตร เขานอนอยู่บนเสื่อเก่าขาด แสงตะวันลอดผ่านหน้าต่างสี่เหลี่ยมต้องกลางอกของเขา ท่ามกลางแสงนั้นมีฝุ่นลอยคลุ้ง
“เราอยู่ที่ไหน?”
หลี่อี้เฉิน จมอยู่ในห้วงความคิดอันเลือนลางด้วยความสงสัยในชีวิต จากนั้นก็ยิ่งบังเกิดความสงสัย ‘เราทะลุมิติมาแล้ว’ ความทรงจำในสมองถาโถมเข้ามา ราวกับคลื่นคุ้มคลั่ง ไม่ปล่อยให้เขามีโอกาสทำสิ่งใด พุ่งตรงเข้าสู่สมองอย่างรวดเร็ว
หลี่อี้เฉิน เป็มือปราบ ในอำเภอเหียนหู่ เมืองหนานจิง แห่งอาณาจักรต้าฉิน
“นึกไม่ถึงว่า จะมีชีวิตใหม่อีกครั้ง แต่ก็ยังหนีไม่พ้นการเป็ตำรวจ แต่ทำไมถึงมาอยู่ในคุกได้?”
เขาพยายามด้วยความทรงจำที่เข้ามา ไม่นานก็เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า 3 วันก่อนอารองที่เป็ขุนนางชั้นที่ 7 สังกัดหน่วยองครักษ์ดาบ ได้คุ้มกันเงินภาษีนำไปส่งยังกรมคลัง ระหว่างทางเกิดอุบัติเหตุ เงินภาษีสูญหายไป มากถึง หนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึง
ทำให้ราชสำนักสั่นะเื ฮ่องเต้ทรงกริ้วอย่างหนัก มีพระราชโองการให้ปะา หลี่เสียน ภายใน 5 วัน ส่งญาติพี่น้อง 3 ชั่วโคตรเข้าคุก จากนั้นเนรเทศบุรุษไปชายแดน ส่งสตรีเข้าเรือนร้อยบุปผา ( หน่วยงานสังกัดกรมพิธีการ รับผิดชอบด้านการร้องรำต้อนรับแขก อีกทั้งยังเป็หอกคณิกาของทางการ) ในฐานะลูกชายของหลี่เสียน เขาถูกปลดจากตำแหน่งมือปราบส่งตัวเข้าคุกหลวง
2 วัน อีก 2 วันเขาจะถูกเนรเทศไปชายแดนอันรกร้าง “เปิดฉากมาก็เข้าด่านนรกกันเลย…” หลี่อี้เฉิน รู้สึกเสียวสันหลังวาบหัวใจเย็นเฉียบไปครึ่งซีก
“ระบบ ?” เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งภายในคุกกันเงียบสงบ “ระบบ..ผู้ควบคุมระบบ เ้าออกมา” น้ำเสียงแฝงความร้อนรน
เงียบกริบ ไม่มีระบบ อีก 2 วันเขาจะต้องถูกตีตรวนส่งตัวไปชายแดน ด้วยสภาพร่างกายของเขา คาดว่าคงไม่ถึงกับตายระหว่างทาง แต่นั่นกลับไม่ใช่ข้อดี เพราะต้องไปใช้รายงานอย่างเหนื่อยยากกลายเป็เครื่องมือทำงานไปตลอดชีวิตที่เหลือก่อนจะตายไปในที่สุด
“ ถ้าต้องหาทางช่วยตัวเองให้รอด จะตายแบบนี้ไม่ได้เป็อันขาด”
ตระกูลหลี่เป็ตระกูลที่ใหญ่มาก คนภายในตระกูลกระจายไปแต่ละท้องที่ แต่เมื่อเงินภาษี หนึ่งแสนห้าหมื่นตำลึงถูกปล้น ใน่คับขันเช่นนี้จะมีใครกล้าไปร้องเรียนแทน
ตามกฎหมายต้าฉินมีแต่ทำคุณไถ่โทษจึงจะสามารถยกเว้นโทษตายได้ เว้นแต่จะตามหาเงินกลับมาได้
ดวงตาของหลี่อี้เฉิน เป็ประกาย คล้ายคนที่กำลังจะจมน้ำตายเกิดความฟางช่วยชีวิตไว้ได้ เขาจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ มีความรู้และทฤษฎีในหัวมากมาย ทั้งเชียวชาญการคาดคะเนตามข้อมูลหลักฐาน แต่แล้วประกายในดวงตาพลันหมองลง ้าจะไขคดีก่อนอื่นต้องได้อ่านบันทึกคดี บัดนี้เขาอยู่ในคุก อีก 2 วันจะถูกส่งไปชายแดนแล้ว หมดหนทางแล้ว!
หลี่อี้เฉิน ทิ้งก้นนั่งลงกับพื้น ดวงตาทั้งคู่เหม่อลอย
ในเวลานี้มุมสลัวของทางเดิน มีเสียงโซ่เคลื่อนไหว คาดว่าประตูคงเปิดออก ผู้คุมคุกคนหนึ่งนำพาบัณฑิตหล่อเหลา เดินมาหยุดหน้าห้องขังของหลี่อี้เฉิน สมองของหลี่อี้เฉิน การปรากฏความทรงจำเกี่ยวกับคนผู้นี้ คุณชายรองตระกูลหลี่ ‘หลี่เหยา’ เป็น้องชายคนละแม่ของ หลี่อี้เฉิน สอบบัณฑิตได้ในฤดูร้อนปีนี้
หลี่เหยา มองดูเขาอย่างสงบกล่าวว่า “ผู้คุมคุกที่จะคุมตัวเ้าไปชายแดน รับเงินจากข้าไป 300 ตำลึง นี่เป็เงินที่เหลืออยู่ของบ้านเรา เ้าเดินทางอย่างแรงใจ ระหว่างทางจะไม่เกิดอุบัติเหตุอันใดทั้งสิ้น”
“ตัวเ้าเล่า?” หลี่อี้เฉิน เอ่ยประโยคนี้ออกมาอย่างประหลาด ในความทรงจำของเ้าของร่าง ความสัมพันธ์กับน้องชายต่างมารดาผู้นี้ ไม่ดีนัก
หลี่เหยา กล่าวอย่างรำคาญว่า “ข้าถูกถอดออกจากตำแหน่ง แต่เพราะอาจารย์ที่สำนักศึกษาช่วยปกป้อง จึงไม่ถูกเนรเทศ เ้าดูแลตัวเองให้ดีเถอะ ไปถึงชายแดนแล้วให้เลิกนิสัยเ้าอารมณ์ มีชีวิตอยู่เท่าใดก็เท่านั้น”
หลี่เหยา อยู่สถานศึกษาไป๋ลู่ อันโด่งดังในเมืองหลวง ได้รับความสำคัญไม่น้อย ทั้งยังเพิ่งสอบได้เป็ ‘จวี่เหริน’ ( ชื่อตำแหน่งของผู้ที่สอบเข้ารับราชการในระดับกลาง) ด้วยเหตุนี้เมื่อเกิดเื่กับบิดา เขาจึงไม่ถูกขัง แต่ก็ไม่อนุญาตให้ออกจากเมืองหลวง หลายวันที่ผ่านมาก็พยายามวิ่งเต้นกับฝ่ายต่างๆ
หลี่อี้เฉิน นิ่งเงียบไว้ เขาไม่คิดว่าหลี่เหยา จะมีสภาพดีกว่าตนเอง เกรงว่านอกจากจะถูกปลดแล้ว ยังถูกลดระดับไปอยู่ในทะเบียนชนชั้นต่ำ ลูกหลานไม่อาจ เข้ารับราชการ หลี่เหยา เป็บัณฑิต เขาจะมีหน้ามีชีวิตอยู่ในเมืองหลวงต่อไปได้อย่างไร บางทีการถูกเนรเทศไปชายแดนยังเป็ทางเลือกที่ดีกว่า
หัวใจหลี่อี้เฉินพลันกระตุก เดินหน้าไป ใช้มือจับราวลูกกรงกล่าวว่า “เ้าคิดจะฆ่าตัวตาย?”
หลี่เหยา สะบัดแขนเสื้อ กล่าวด้วยเสียงเรียบเฉยว่า “เกี่ยวข้องอันใดกับเ้า”
เขาลังเลครู่หนึ่ง ลูกตาลงเล็กน้อย ไม่ยอมจ้องหน้าพี่ชายคนนี้โดยตรง กล่าวด้วยเสียงอ่อนโยนว่า “มีชีวิตอยู่ต่อไป” กล่าวจบก็สาวเท้าเดินจากไป
“ช้าก่อน” หลี่อี้เฉิน ยื่นมือออกจากลูกกรง คว้าแขนเสื้อเขาเอาไว้
หลี่เหยาชะงักฝีเท้า จ้องมองเขาอย่างเงียบกัน
“เ้าสามารถหาบันทึกคดีมาได้หรือไม่ บันทึกคดีเงินภาษีสูญหาย”
ผิดพลาดตรงไหน ติ ชม ได้นะ จะได้พัฒนาฝีมือตัวเองต่อไป