ตอนที่ 2
ความเสียหายจากฝีมือสาวใช้
…เวลาผ่านไปกว่าเจ็ดคืน
‘จางฮวา’ แม่บ้านใหญ่ประจำสำนักจิน นางกำลังยืนมองไปยังพื้นครัวที่มีถ้วยชามซึ่งทำมาจากดินเผาและบรรจงวาดลวดลายนกยูงรำแพน สวยงามและคิดค่าราคาไม่ได้ แต่มันก็เป็เพียงทรัพย์สินที่กลายเป็แค่อดีตไป เพราะเมื่อสามอึดใจที่ผ่านมา สาวใช้คนใหม่ของสำนักได้ทำมันแตกกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณเสียแล้ว
เสียงถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากสีแดงสด แม่บ้านจางแสดงสีหน้าอ่อนใจพร้อมๆ กับมองไปยังชุดถ้วยชามชุดที่สาม ซึ่งแตกพังด้วยน้ำมือของไป๋จางลี่ ชุดนี้ถือเป็ชุดที่ห้าแล้ว หากนับจากวันแรกที่สตรีจากสำนักกู้ผู้นี้ได้พลาดพลั้ง
เหล่าพ่อครัวและแม่ครัวต่างก็ส่ายหน้าเอือมระอาไปไม่ต่างจากแม่บ้านจาง แม้คราแรกที่เห็นสาวใช้คนใหม่ทำถ้วยชามมีค่าหลุดมือ พวกเขาจะใอยู่บ้าง หากแต่ครั้งนี้กลับกลายเป็ความเคยชินไปแล้วกระมัง ก็ในเมื่อแม่นางไป๋ผู้นี้สร้างความเสียหายในสำนักมาแล้วจนเกือบนับครั้งไม่ถ้วนอย่างไรเล่า
“จางลี่ เก็บเศษถ้วยชามแล้วตามข้าไปที่เรือนซูผิง” น้ำเสียงราบเรียบของแม่บ้านจางเอ่ยบอกแก่ไป๋จางลี่
ใบหน้าเนียนใสพร้อมแววตาทอประกายรู้สึกผิดฉายชัด ค่อยๆ เงยขึ้นมามองสบกับใบหน้าของหญิงาุโทว่าความงามยังคงไม่คลาย ไป๋จางลี่พยักหน้ารับคำและเอื้อมมือไปเก็บเศษชามที่เกิดจากความซุ่มซ่ามของตน พร้อมๆ กับฝีเท้าของจางฮวาก็สาวเดินออกไปจากโรงครัวอย่างรีบเร่ง ราวกับอยากไปหาที่สงบๆ สยบสติอารมณ์ที่กำลังพวยพุ่งขึ้นมาด้วยความโมโห
“ั้แ่อยู่สำนักนี้มา ข้าก็เพิ่งเคยเห็นสาวใช้ที่ทำตัวเฉกเช่นว่าตนไม่เคยหยิบจับสิ่งใด ราวกับตนนั้นเป็คุณหนูจากตระกูลใหญ่อย่างไรอย่างนั้น”
เสียงหนึ่งดังขึ้นเื้ัไป๋จางลี่ น้ำเสียงนั้นแสดงออกถึงการกระทบกระแทกอย่างไม่ปิดบัง และไม่ต้องหันกลับไปมองไป๋จางลี่ก็พอจะนึกออกว่าผู้ใดที่เอ่ยวาจาเสียดแทงออกมา ‘เสวี่ยเฟย’ สาวใช้อายุอานามไล่เลี่ยกับไป๋จางลี่ หากแต่อาศัยอยู่ที่สำนักจินมาหลายปีกว่าก็เท่านั้น
“หึ” ไป๋จางลี่ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดออกไปตอบโต้ นางทำเพียงส่งเสียงขำขันอยู่ในลำคอ
“เ้าหัวเราะสิ่งใด” แม่นางเสวี่ยเอ่ยถามด้วยความข้องใจ
“หามิได้ๆ ข้าไม่ได้หัวเราะสิ่งใดเลย ข้าเพียงแค่ไม่รู้วิธีเก็บกวาดเศษจานชามล้ำค่าพวกนี้ต่างหาก ก็เลยเผลอส่งเสียงละเหี่ยใจ ที่ตนเองซุ่มซ่ามจนทำข้าวของเสียหายเช่นนี้” ไป๋จางลี่เอ่ยตอบพร้อมใบหน้าใสซื่อ
“ข้าพูดไม่ทันขาดคำ เ้านี่มัน…” น้ำเสียงติดหงุดหงิดเปล่งวาจาออกมาด่าทอสาวใช้คนใหม่ “มานี่ๆ เดี๋ยวข้าจะชี้แนะให้ก็แล้วกัน”
เมื่อเสวี่ยเฟยเอ่ยจบ นางก็ก้มลงหยิบผ้าสีขาวมาวางปูแนบลงไปกับพื้นของโรงครัว จากนั้นก็ค่อยๆ ใช้ไม้คีบเอาเศษจานชามที่แตกเกลื่อนขึ้นมาและวางลงไปบนผ้า พร้อมๆ กับพร่ำสอนให้ไป๋จางลี่ดูวิธีที่นางกำลังทำ จำและนำไปใช้
หากแต่…
ผู้ที่ขอให้นางชี้แนะ กลับไม่ขานรับสิ่งใดตอบกลับมาเสียอย่างนั้น เสวี่ยเฟยจึงชะงักมือเอาไว้และค่อยๆ หมุนคอของตนกลับไปดูด้านหลัง
เห็นเพียงความว่างเปล่า ไร้ซึ่งเงาของผู้กระทำความผิดและใช้กลอุบายให้นางเป็คนเก็บกวาดซากจานชามแทนเสียอย่างนั้น
“ไป๋จางลี่!” เสวี่ยเฟยกัดฟันเอ่ยด้วยความเคียดแค้น
.
ณ เรือนซูผิง
แม่บ้านาุโของสำนักจินซึ่งเป็ผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีและมีความหวังดีให้แก่ทุกๆ คน บัดนี้กำลังนั่งทำสมาธิ กำหนดลมหายใจเข้าออกให้ตัวเองผ่อนคลายและไม่เผลอปากดุด่าสตรีที่กระทำความผิด เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ให้อภัยหนนี้ หนหน้าก็ไม่ระวังและพลาดพลั้งอีกจนได้
บรรยากาศค่อนไปทางมืดครึ้มและอึมครึมในตอนที่ฝีเท้าบางเบาหนึ่งคู่ค่อยๆ ย่างกรายผ่านธรณีประตูเข้ามาในเรือนซูผิง ใบหน้างามเคยแสดงออกถึงความรู้สึกผิดอย่างไร ตอนนี้ไป๋จางลี่ก็ยังคงแสดงออกเช่นนั้น...เช่นเดิม
“เ้าจงเอ่ยมาจางลี่ สิ่งที่เ้าสำนักกู้บอกตอนงานประลองกระบี่นั้น เป็ข้อมูลเท็จใช่หรือไม่ เ้าไม่ได้เก่งงานเรือนแต่อย่างใด แต่กลับหยิบจับสิ่งใดไม่เป็เลย ใช่หรือไม่” แม่บ้านาุโแห่งสำนักจินเอ่ยถามหญิงสาวตรงหน้า
กู้ชิงเยี่ยนประกาศต่อหน้าทุกคนในงานประลองกระบี่เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ยกยอว่าของบรรณาการจากสำนักกู้นั้นเยี่ยมยอดในเื่การเป็สาวใช้ เก่งกาจเื่จัดการงานเรือน ทว่าความเป็จริงแล้ว กลับสวนทางอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าขออภัยเ้าค่ะ ข้าไม่ได้ตั้งใจ” ไป๋จางลี่ไม่ได้ตอบคำถามอย่างตรงไปตรงมา หากแต่เอ่ยคำขอโทษออกไปอย่างครั้งที่ผ่านมาที่ตนเคยทำผิดพลาด
“เ้าเคยนับหรือไม่ เคยนับว่าตนนั้นทำชามแตกไปกี่ชาม ทำเสื้อขาดไปแล้วกี่ตัว ทำชั้นหนังสือพังไปแล้วกี่อัน ภายในเวลาเจ็ดวันที่เ้าเข้ามาเป็สาวใช้ของสำนักจิน”
“...” คนถูกถามก้มหน้าและไม่ขยับริมฝีปากเอ่ย
ในใจของไป๋จางลี่นั้นรู้ดี หากนับก็คงไม่ถ้วน หากนับก็คงเสียเวลา เพราะของที่นางได้ทำเสียหายนั้น ถ้านับก็คงไม่หวาดไม่ไหว
“ข้าต้องทำอย่างไรกับเ้าดี” สตรีาุโเอ่ยด้วยเหนื่อยหน่าย
“ไป๋จางลี่ผู้นี้จะปรับปรุงตัวเ้าค่ะ”
“ประโยคนี้ก็เช่นกัน เ้าเคยนับหรือไม่ ตนเอ่ยประโยคนี้มาแล้วกี่หนกัน”
“...” ไป๋จางลี่ชะงักงัน
เพราะไม่ใช่เพียงจำนวนข้าวของที่เสียหายเท่านั้นที่นางไม่ได้นับ แต่คำแก้ตัวของนางก็เช่นกัน มันถูกเอ่ยออกมาจนนับไม่ถ้วน...
“เฮ้อ ข้าจะคิดเสียว่ากำลังเผชิญเคราะห์กรรมก็แล้วกัน”
แม่บ้านใหญ่เอ่ยอย่างปลงตก จากนั้นก็ทำท่าครุ่นคิดอยู่เพียงครู่ คำกล่าวสุดท้ายจึงได้เอ่ยออกมา
“ท่านจะให้ข้าทำงานนี้จริงหรือเ้าคะ” ไป๋จางลี่เอ่ยถามแม่บ้านาุโ หลังจากได้รับฟังหน้าที่ใหม่ของนาง
“ใช่” แม่บ้านใหญ่ยืนยัน “แต่เ้าจงรู้เอาไว้ เ้าสำนักไม่ชอบคนี้เี และเกลียดคนโกหกเป็ที่สุด พึงระวังตนไม่ให้เป็คนเช่นนี้”
“เ้าค่ะ” ไป๋จางลี่รับคำ
ก่อนจะลุกขึ้นและก้าวย่างออกจากเรือนซูผิง ซึ่งเป็เรือนที่บ่าวทุกคนใช้หลับนอนและพักผ่อนในยามราตรี เดินไปยังเรือนส่วนหน้าซึ่งเป็สถานที่รับใช้ใหม่ของนางที่แม่บ้านาุโเพิ่งมอบหมายงานให้
‘ดูแลหอคัมภีร์’ หน้าที่ใหม่ของไป๋จางลี่
นางจะต้องตรวจสอบและตรวจตราจำนวนตำราทั้งหมดของสำนัก จัดเรียงให้เป็หมวดหมู่ รวมไปถึงปัดกวาดเช็ดถูสถานที่ให้ดูดีและสะอาดอยู่เสมอ
หอคัมภีร์แห่งนี้ เป็ที่ที่จินเลี่ยงหรงมักเข้ามาขลุกตัวและกินนอนอยู่เป็ประจำ หรืออาจกล่าวได้ว่าบุรุษผู้เป็เ้าสำนักจินนั้น ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ที่หอคัมภีร์มากกว่า ‘เรือนไท่จง’ ซึ่งเป็เรือนหลักของเขาเลยก็ว่าได้
แต่แล้ว...
อยู่ๆ ฝีเท้าของไป๋จางลี่ก็ต้องหยุดชะงักขณะที่กำลังเดินไปยังส่วนหลังของหอคัมภีร์ สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างที่ทำเอาใจดวงน้อยไหวสั่น ใบหน้างามขึ้นสีแดงระเรื่อราวกับผลท้อสุกยามวสันตฤดู ผ้าสีน้ำตาลที่ถือมาเช็ดชั้นวางหนังสือ ถึงกับร่วงหล่นลงจากมือเรียวตกสู่พื้นไม้ นับว่าเป็เื่ดีที่นางไม่ได้กำลังถือไม้ปัดฝุ่นอยู่ ไม่เช่นนั้นเสียงของมันคงดังก้อง
หากแต่...
“ผู้ใดอยู่ตรงนั้น” เสียงทุ้มเอ่ยถาม
ความซุ่มซ่ามของตัวไป๋จางลี่เองทำให้เื่ดีๆ ที่เพิ่งเบาใจเมื่อครู่ กลับกลายเป็หนักใจในเวลาต่อมา นั่นก็เพราะเท้าของนางดันไปชนเข้ากับกองตำราที่วางอยู่บนพื้นก่อเกิดเสียงดังจนทำให้คนผู้นั้นรู้ตัว เอ่ยถามออกมาพร้อมๆ กับสาวเท้าเดินตรงเข้าหาต้นเหตุอย่างเร็วรี่
“เ้าเป็ใคร” ประโยคแรกยังไม่ได้รับคำตอบ คำถามที่สองก็ถูกเปล่งออกมา
ไป๋จางลี่ก้มหน้างุด ก้อนเนื้อในอกก็เต้นถี่เสียจนไม่รู้จะควบคุมอย่างไรให้กลับมาเต้นเป็จังหวะปกติได้ดังเดิม และยิ่งเท้าหนาเริ่มเคลื่อนเข้ามาใกล้มากเท่าไหร่ จังหวะการเต้นของหัวใจก็ยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้น
“เ้าไร้ปากเช่นนั้นหรือ เหตุใดข้าถามถึงไม่ตอบ” ประโยคคำถามจากคนคนเดิม ดังขึ้นอีกครั้งในเวลาไม่ถึงหนึ่งเค่อ
“ข้ามีนามว่าไป๋จางลี่เ้าค่ะ เป็สาวใช้ที่จะมาดูแลหอคัมภีร์แห่งนี้เ้าค่ะ” เสียงสั่นเอ่ยตอบ ใบหน้ายังคงก้มและไม่กล้าแม้แต่จะเงยขึ้นมองสูงไปกว่า่ขาของบุรุษตรงหน้า
“อ้อ” คนถามเปล่งเสียงคล้ายกำลังนึกสิ่งใดออก “เ้าก็คือของบรรณาการจากสำนักกู้นี่เอง”
“เ้าค่ะ” ไป๋จางลี่ตอบรับ
“ของบรรณาการที่ข้าไม่อยากได้!”
วาจาของจินเลี่ยงหรงทำให้ใบหน้างามที่ก้มงุดอยู่นั้น ค่อยๆ เงยขึ้นมามองเขาด้วยสายตาที่แสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ ประโยคเช่นนี้ไม่ใช่ว่าไป๋จางลี่จะได้ยินมันเป็ครั้งแรก แต่ได้ยินมาั้แ่นางจำความได้ บิดาของนางเอ่ยบอกเช่นนี้ทุกครั้งที่เห็นหน้าของนาง
แต่มันก็อดที่จะรู้สึกน้อยใจไม่ได้ เมื่อบุรุษที่ไป๋จางลี่ได้มอบความประทับใจให้ั้แ่ครั้งแรกที่เห็น เปล่งวาจาเชือดเฉือนออกมาทำร้ายจิตใจของสตรีั้แ่ครั้งแรกที่ได้สนทนากัน
ดวงตาคมจ้องมองใบหน้าจืดเจื่อนของสาวใช้ที่ได้มาจากสำนักกู้ ทั้งคู่สบตากันอย่างไม่มีใครยอมใคร แม้ไป๋จางลี่จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจในหนแรก แต่ต่อมาความรู้สึกของนางก็แปรเปลี่ยนเป็โกรธขึ้งที่โดนต่อว่าและดูถูก ส่วนสายตาที่จินเลี่ยงหรงใช้มองสตรีตัวเล็กตรงหน้า จากแข็งกร้าวก็พลันเปลี่ยนเป็วูบไหว จากนั้นก็ว่างเปล่าราวกับ้าเก็บซ่อนบางสิ่งเอาไว้...ไม่ให้เปิดเผยผ่านดวงตา
“เ้าจะไปที่ใด”
ไม่เพียงแค่เอ่ยถามและรั้งเอาไว้ด้วยวาจา มือหนาที่เคยไขว้หลังก็เอื้อมไปคว้าท่อนแขนเรียวเอาไว้ จับตรึงไม่ให้คนที่คิดที่จะก้าวขาไปที่ใดสักที่ เคลื่อนไหวออกไปได้
“ท่านเ้าสำนัก ได้โปรดปล่อยมือออกจากข้าด้วยเ้าค่ะ” ไป๋จางลี่เอ่ยบอก หากแต่ร่างกายของนางก็ไม่ได้หันกลับไปประจันหน้ากับเขา ดังเช่นคราแรกที่สนทนากันเมื่อครู่
“เหตุใดข้าต้องทำตามคำสั่งของเ้า”
แต่จินเลี่ยงหรงผู้ที่ไม่เคยฟังคำสั่งจากใคร ก็ไม่ได้ปล่อยมือออกไปจากท่อนแขนของนางเลย แต่กลับกระชับให้แน่นขึ้น แถมยังรั้งและพยายามสั่งกลายๆ ให้ไป๋จางลี่หันกลับมามองตน
“ถ้าท่านไม่ปล่อยข้า แล้วข้าจะกลับไปยังสำนักกู้ได้อย่างไร ในเมื่อท่านไม่้าข้า ข้าก็ไม่ขออยู่ให้เป็ที่ระคายเคืองสายตาเ้าค่ะ”