“คุณหนูฉู่มีเื่ลำบากใจหรือ” เย่อี่เจี้ยนลืมตาแววตาพลันเปลี่ยนเป็แน่วแน่
“จะพูดเช่นนั้นก็ได้”ฉู่จวินหลันลังเลครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เล่าเื่เกี่ยวกับหยวนคังหู่
“คุณหนูฉู่ไม่ต้องกังวลข้าจะช่วยท่านคิดหาหนทาง” เย่อี่เจี้ยนไม่ซักถามเพียงมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนราวกับสัตว์กินหญ้าที่บริสุทธิ์
ฉู่จวินหลันยิ้มบางกล่าว“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณคุณชายเย่ล่วงหน้าแล้ว”
“คุณหนูไม่ต้องเกรงใจข้ายังติดหนี้ชีวิตท่านอยู่ บุญคุณช่วยชีวิตย่อมต้องตอบแทน”
“ไม่จำเป็การได้มารักษาท่านถึงจวนก็นับเป็วาสนาอีกทั้งค่ารักษาที่องค์หญิงใหญ่ประทานมาก็สูงล้ำเื่นี้นับไม่ได้ว่าเป็บุญคุณช่วยชีวิตอะไรกัน” ฉู่จวินหลันโบกมือเบาๆหลังถอนเข็มเรียบร้อยแล้วก็เดินไปยังห้องข้าง
เย่อี่เจี้ยนได้ยินคำนั้นพลันครุ่นคิดกับคำว่า‘วาสนา’ ใบหน้ายิ่งร้อนผ่าวจนไม่อาจควบคุมได้แม้จะลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว บนแก้มก็ยังคงขึ้นสีแดงเรื่อ
เขาเร่งฝีเท้าไปที่โต๊ะลงมือฝนหมึกก่อนใช้พู่กันเขียนจดหมายอย่างรวดเร็วหลังเป่าหมึกแห้งแล้วจึงกดตราประทับส่วนตัว นิ้วเรียวยาวพับกระดาษใบนั้นเก็บใส่ซองก่อนยื่นให้ฉู่จวินหลันด้วยสองมือ
“ใต้เท้าหวังเม่ยรองเ้ากรมอาญาฝ่ายซ้ายเป็สหายสนิทกับข้าหากคุณหนูมีเื่ลำบากใจก็นำจดหมายฉบับนี้ไปยังจวนเขา เพียงเอ่ยชื่อข้าใต้เท้าหวังเม่ยย่อมเห็นแก่ไมตรีเก่า หากคดีมีข้อไม่โปร่งใสอย่างน้อยก็จะช่วยผลักดันให้มีการส่งกลับมาสอบสวนใหม่ หากถ่วงเวลาไว้ได้ย่อมต้องหาหนทางอื่นได้อีกแน่”
รองเ้ากรมอาญาฝ่ายซ้ายเป็ตำแหน่งขุนนางขั้นสามในราชสำนักแม้เย่อี่เจี้ยนจะมีชาติกำเนิดสูงศักดิ์การเอ่ยปากใช้เส้นสายเช่นนี้ดูเหมือนเป็เื่เล็กน้อย แต่หากนางนำไปใช้จริงภาระบุญคุณเื้ัก็ยังต้องให้เย่อี่เจี้ยนเป็ผู้ชดใช้
ฉู่จวินหลันไม่คิดเลยว่าตนเพียงเอ่ยปากลอยๆเย่อี่เจี้ยนจะยินดีช่วยเหลือถึงเพียงนี้
แต่นางไม่ใช่คนเก้อเขินหากเขายอมช่วย นางก็จะจดจำไว้ในใจ แล้วค่อยทดแทนให้มากขึ้นในภายหลังบุญคุณและน้ำใจระหว่างมนุษย์ก็แค่นี้ไม่ใช่หรือ
“เช่นนั้นก็ขอบคุณท่านมาก”ฉู่จวินหลันยิ้มพลางเก็บจดหมายนั้นไว้ในอกเสื้อ
ท่าทีของนางทำให้เขาประหลาดใจทว่าเมื่อครุ่นคิดอีกครั้งก็เห็นว่าหากเป็สตรีทั่วไปคงทำกิริยาเหนียมอายแต่กับสตรีตรงหน้านี้แล้วไม่ได้เหมาะสมเลย
เย่อี่เจี้ยนชื่นชมความเป็ธรรมชาติและความตรงไปตรงมาของนางจึงยิ้มตอบ “ไม่ต้องเกรงใจ แค่เื่เล็กน้อยเท่านั้น หากคุณหนูไม่ช่วยข้าไว้วันนี้ข้าคงยังนอนเป็ศพไร้ิญญา”
เมื่อเห็นว่าเวลาล่วงเลยใกล้จะถึงยามเที่ยงฉู่จวินหลันก็ลุกขึ้นเอ่ยร่ำลา “คุณชายเย่พักผ่อนให้ดี อย่าเคลื่อนไหวเร็วนักพรุ่งนี้ข้าต้องไปร่วมงานชุมนุมคงไม่ว่างมาดูท่าน อีกทั้งเพิ่งเปลี่ยนเทียบยาท่านกินสักสองวัน ข้าจะมาตรวจชีพจรใหม่อีกครั้งในวันถัดไป”
เย่อี่เจี้ยนยิ้มพยักหน้าก่อนเอ่ยว่า “ข้าได้สั่งให้จัดโต๊ะอาหารไว้แล้ว คุณหนูอย่าลำบากเลยอยู่กินมื้อกลางวันด้วยกันก่อนเถิด”
“ไม่รบกวนดีกว่าข้ากลัวหากกลับไปช้าพี่ชายใหญ่จะเป็ห่วง” ฉู่จวินหลันตอบอย่างตรงไปตรงมาเพราะนางรู้ดีว่าเย่อี่เจี้ยนกับองค์หญิงใหญ่ย่อมสืบเื่ของนางจนกระจ่างแล้ว
เห็นนางตรงไปตรงมาเช่นนี้เย่อี่เจี้ยนก็ยิ้มรับและไม่ได้รั้งนางไว้ทั้งยังเดินไปส่งฉู่จวินหลันออกจากจวนด้วยตนเอง
ครั้นกลับมาถึงห้องเย่อี่เจี้ยนจึงสั่งผู้ดูแลจวน “เตรียมชุดให้ข้า”
“ขอรับคุณชายจะใส่ไปไหนหรือ”
“ข้าอยากไปร่วมสนุกงานชุมนุมผู้สูงศักดิ์วันพรุ่งด้วย”
ผู้ดูแลจวนประหลาดใจไม่น้อยเพราะเย่อี่เจี้ยนปฏิเสธไม่เข้าร่วมงานเช่นนี้มาสองสามปีแล้วอ้างว่าเสียเวลาไร้สาระ สู้เก็บตัวอ่านหนังสือในจวนดีกว่าองค์หญิงใหญ่เองก็เพียรหาคู่ให้เขา พยายามบังคับให้ไปร่วมงานชุมนุมนี้แต่เขาไม่เคยยอม ครานี้กลับยอมออกไปเองเสียอย่างนั้นเกรงว่าพระอาทิตย์คงขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วกระมัง
ผู้ดูแลจวนรีบนำความนี้ไปแจ้งให้องค์หญิงใหญ่ทราบ
เมื่อองค์หญิงใหญ่ได้ฟังก็หัวเราะ“เจี้ยนเอ๋อร์ไม่เพียงร่างกายแข็งแรงขึ้น ใจก็กลับมามีชีวิตชีวาครานี้เขายอมออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างเป็เื่ดีนักวันหน้าเราคงต้องขอบคุณคุณหนูฉู่เสียแล้ว”
ผู้ดูแลจวนพยักหน้ารัวด้วยความตื่นเต้นใบหน้าชราถึงกับแดงปลั่ง
รุ่งเช้าวันถัดมา ฮูหยินผู้เฒ่าก็สั่งคนไปแจ้งทุกเรือนว่าวันนี้งดคำนับยามเช้าและเย็นเพื่อให้บรรดาคุณชายคุณหนูได้แต่งตัวเตรียมไปงานชุมนุม
บรรดาอนุฐานะต่ำย่อมไม่มีสิทธิ์เข้าร่วมที่จริงแล้ว หากจะพูดให้เคร่งครัดมีเพียงฉู่หวาถิงกับฉู่จวินหลันที่เป็บุตรที่เกิดจากภรรยาเอกและฮูหยินผู้เฒ่าเท่านั้นที่มีสิทธิ์ร่วมงาน แต่เพราะจวนนี้มีอนุเป็ผู้ดูแลจวนอนุหวังย่อม้าให้บุตรของตนได้เข้าร่วมด้วยจึงไม่อาจห้ามบรรดาบุตรชายบุตรสาวอนุคนอื่นได้
เช้าวันออกเดินทางตระกูลฉู่โดยสารรถม้าสามคันโดยมีสาวใช้ติดตามกว่าสิบคนขบวนใหญ่มุ่งหน้าไปยังจวนอันลู่โหว
วันนี้จวนอันลู่โหวเปิดประตูต้อนรับแขกไม่ขาดสายครั้นคนตระกูลฉู่มาถึง ก็มีผู้คนออกมาต้อนรับพวกเขาเข้าไปทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าเดินนำหน้าโดยมีบรรดาหลานตามหลัง
วันนั้นฉู่เมิ่งอิ๋งสวมชุดอ่าวฉวิน[1]สีชมพูอ่อนทรงผมมวยคู่ แต่งหน้าอย่างประณีต ประดับปิ่นอย่างเรียบง่ายประกอบกับดวงตากลมโตเหมือนกวางที่ถอดแบบมาจากอนุหวังทำให้ดูน่าเอ็นดูและเป็กันเองยิ่งนัก
ฉู่อวิ๋นเจียวสวมเสื้อคลุมแขนแคบสีเงินแดงด้วยรูปร่างเพิ่งแตกเนื้อสาว จึงเผยความงามเย้ายวนตามวัย ส่วนฉู่เพ่ยซานสวมชุดอ่าวฉวินสีเหลืองอ่อนดูน่าเอ็นดูไปอีกแบบ
พวกนางล้วนสวมชุดใหม่กระโปรงพลิ้วไหว พูดหยอกล้อกันไปมา เต็มไปด้วยบรรยากาศร่าเริงครั้นหันไปดูฉู่จวินหลัน นางกลับสวมเพียงเสื้อคลุมเรียบง่ายสีงาช้างลายดอกบัวดูสุภาพสมถะกว่าพี่น้องคนอื่นมาก
“อนุหวังเคยให้ชุดเ้าไม่ใช่หรือเหตุใดถึงยังแต่งตัวเช่นนี้อีก” ฉู่เมิ่งอิ๋งก้าวเข้ามาใกล้ทำท่าทางห่วงใยพลางเอ่ยเสียงอ่อนหวาน “หากมีคนเอาไปพูดพวกเราตระกูลฉู่คงกลายเป็ที่หัวเราะเยาะไม่ใช่หรือ”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินก็ขมวดคิ้วหันมามองทันที
ฉู่จวินหลันทำเป็ไม่สนใจสีหน้าล้อเลียนนั่น“สมองเป็ของจำเป็ ออกจากจวนคราวหน้าก็ควรพกติดตัวมาด้วย”
“เ้า!ข้าเจตนาดีแท้ๆ เหตุใดเ้าพูดเช่นนี้!” ฉู่เมิ่งอิ๋งน้ำตาคลอ
“อย่าเชียวนะหากร้องจนใบหน้าเปรอะเปื้อน ครานั้นแหละจะเป็ที่หัวเราะเยาะจริงๆ”
ฉู่เมิ่งอิ๋งถึงกับอึ้งแทบสิ้นสติ
ฉู่จวินหลันเพียงยิ้มบางเอ่ยเสียงเรียบ “งานชุมนุมจัดวันที่แปด อนุหวังส่งผ้ามาให้ข้าวันที่เจ็ดข้าอยากถามนัก ว่ามีช่างตัดเสื้อที่ใดสามารถทำชุดได้เสร็จภายในคืนเดียวได้บ้างหรือว่าอนุหวังอยากให้ข้าคลุมผ้าออกมาทั้งอย่างนั้น?”
“เ้า…”ฉู่เมิ่งอิ๋งกำผ้าเช็ดหน้าแน่น กัดฟันแน่นเพื่อเก็บสีหน้า
ฉู่อวิ๋นเจียวกับฉู่เพ่ยซานต่างก้มหน้ากลั้นหัวเราะ
ฮูหยินผู้เฒ่าถลึงตามองฉู่เมิ่งอิ๋งกับฉู่จวินหลันก่อนจะตำหนิเบาๆ “นี่เป็งานสำคัญ จะเถียงกันก็ควรรู้กาลเทศะหน่อย!”
ฉู่จวินหลันรีบเอ่ยเสียงอ่อนน้อม“เ้าค่ะ ท่านย่าอย่าโกรธ หลานเพียงพูดเล่นเท่านั้น”
ฮูหยินผู้เฒ่าได้ยินแล้วคลายโทสะพาหญิงสูงศักดิ์ทั้งหลายที่รวมกลุ่มกันอยู่เข้าไปทักทายอย่างกระตือรือร้น
ฉู่เมิ่งอิ๋งที่เถียงไม่ออกโกรธจนหน้าแดงแต่ไม่อาจทำลายภาพลักษณ์ต่อหน้าผู้คนได้โชคดีที่พอหันไปทางศาลาแปดเหลี่ยมริมทางมีหญิงสาวรวมกลุ่มอยู่และหนึ่งในนั้นคือสหายสนิทของนาง ซูอิ้งเส่ว์ในชุดสีเหลืองอ่อน จึงรีบเดินไปหา
“อิ้งเส่ว์”
“เมิ่งอิ๋ง”
ทั้งสองคนทักทายกันอย่างสนิทสนมจับมือพลางหัวเราะร่า
ซูอิ้งเส่ว์เหลือบไปเห็นฉู่จวินหลันฉู่เพ่ยซาน และฉู่อวิ๋นเจียวที่ยืนไม่ไกลนัก จึงยิ้มแล้วว่า “เมิ่งอิ๋งไม่คิดจะแนะนำให้ข้ารู้จักหน่อยหรือ”
[1] อ่าวฉวิน หมายถึง ชุดของผู้หญิงในยุคโบราณเสื้อชั้นนอกแขนยาวสวมคู่กับกระโปรงจีบรอบ