พอสิ้นเสียงจากระบบสภาพโดยรอบวิฬาร์และฑิฆัมพรก็เปลี่ยนเป็นดำมืดในพริบตา ก่อนจะสว่างวาบขึ้นอีกครั้งแล้วทั้งสองคนก็พบว่าถูกพาตัวมาอยู่ในเวิ้งถ้ำปริศนาแห่งเดิมที่พวกเขาเข้าไปในทีแรก
ทั้งสองคนตั้งสติอยู่ครู่หนึ่งเพราะยังย่อยความรู้สึกลึกล้ำจากพิธีส่งศพเมื่อครู่ไม่เสร็จก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย
เกมนี้ชักจะสมจริงเกินไปแล้ว
ฑิฆัมพรนั่งลงบนก้อนหินที่ตั้งอยู่กลางห้องแล้วถอนหายใจเป็นครั้งที่เท่าไหร่ไม่ทราบเธอมองไปยังภาพประตูบนผนังที่ค่อยๆ เลือนหายไปอย่างเลื่อนลอยแล้วเอ่ยปากถามชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างๆ ด้วยคำถามที่เธอก็พอจะคาดเดาคำตอบได้อยู่แล้ว
“นายว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสีดาต่อกันแน่”
วิฬาร์ไม่ต้องคิดเขาก็เดาเรื่องส่วนต่อไปได้
“เธอต้องถูกส่งไปคุมตัวที่ลงกาแน่นอนและจากนั้น ก็จะเกิดสงครามขึ้น”
วงหน้างามส่ายเบาๆคล้ายกับเหน็ดเหนื่อย จนไม่อยากให้มันเกิดขึ้นแต่ว่าแววตาของเธอกลับแฝงแววตื่นเต้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอเองก็คงจะชอบความลุ้นระทึกของสงครามครั้งนี้ไม่น้อยไปกว่าเขา
วินาทีนั้นในห้วงความคิดของวิฬาร์พลันเหมือนเห็นภาพซ้อนฉายทับขึ้นมา
วงหน้าพริ้มเพราแฝงไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์และดวงตาเฉียงอันมีกลิ่นอายคมกริบ ชวนให้รู้สึกถึงความเข้มแข็งและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง
และมันคือแววตาที่เขาเคยมองในครั้งอดีต
เนิ่นนานมาแล้ว
“นายมองอะไร”
วิฬาร์พลันได้สติ
เขายิ้มกลบเกลื่อนทว่าไม่อาจรอดพ้นสายตาของฑิฆัมพรไปได้
“ไม่มีอะไร”
………………..
“มาเถิดเด็กน้อยจงเติบโตและเข้มแข็งขึ้นมากกว่านี้”
สิ้นเสียงทุ้มต่ำระบบก็แจ้งเตือนข่าวอันน่ายินดีให้กับคมวายุ
“ผู้เล่นคมวายุผ่านภารกิจลับพิชิตร่างอวตาร ขั้นที่ 1 ได้รับร่างอวตารของขุนพลยักษ์ วิรุณจำบัง มาครอบครอง”
คมวายุยิ้มจนปากแทบฉีกไปถึงหูไม่นึกไม่ฝันว่าการหลงทางจะพาเขามาถึงจุดนี้ แม้ภารกิจลับนี้จะยากไปหน่อย แต่เขาก็พยายามจนฝ่ามันมาได้ในที่สุด
เสียงของระบบยังดังอยู่ในหัวเขาไม่หยุดรายงานถึงทักษะพิเศษที่ร่างอวตารมอบให้ ชิ้นส่วนเกราะ สิทธิพิเศษ และเบาะแสภารกิจต่อเนื่องส่วนถัดไปอีกเล็กน้อย
ความยินดีแผ่ซ่านจนเอ่อล้นไปท่วมจิตใจ
ไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งตกรอบการคัดเลือกสมาชิกจากกิลด์อนันตนาคราชมา แม้จะรู้สึกว่าการทดสอบนั้นไร้ซึ่งความยุติธรรมแต่เพราะเขาเป็นเพียงผู้เล่นอิสระตัวเล็กๆ จึงไม่อาจตั้งข้อเรียกร้องอะไรได้จึงทำได้แต่เพียงเก็บความแค้นนี้ไว้ในใจเท่านั้น
ทว่าหลังจากที่ได้ครองร่างอวตารของวิรุณจำบังนั้น เรื่องราวหลายๆ ด้านก็เปลี่ยนไปขอเพียงแค่เปิดเผยเรื่องนี้ออกมา ต่อให้เป็นกิลด์ใหญ่ทั้งสี่ก็มิอาจเมินเฉยต่อข้อเรียกร้องของเขาได้อีก
เพียงแต่ว่าเขาไม่คิดเดินย้อนกลับไปหากิลด์ที่ไร้ซึ่งความเท่าเทียมนั้นอีกคมวายุจึงยึดตามแผนเดิม
มุ่งหน้าสู่สุริยาวลัยหนึ่งในเมืองที่มีสาขาของกิลด์ดาร์ค ฮอไรซอนประจำอยู่
……………….
เกือบครึ่งเดือนแล้วที่กฤษณะสั่งการให้รวบรวมข้อมูลผู้เล่นหน้าใหม่ที่โดดเด่นที่สุดของกิลด์อนันตนาคราชในช่วงสามเดือนย้อนหลังมาให้
แน่นอนว่าพวกผู้เล่นระดับล่างที่ถูกส่งไปปฏิบัติการรวมถึงสายลับตัวเล็กตัวน้อยไม่รู้ถึงจุดมุ่งหมายที่แท้จริงของการสืบครั้งนี้ข้อมูลที่ได้รับมาจึงสะเปะสะปะมากทั้งกฤษณะและจินมยองจึงต้องเอาข้อมูลทั้งหมดมานั่งดูเอง
ความจริงพวกเขาก็ยังมีผู้เล่นคนอื่นที่ไว้ใจได้อยู่ไม่น้อยทั้งระดับสูงและระดับต่ำ แต่ถ้าบวกเงื่อนไขการตรวจสอบข้อมูลว่า จะต้องเคยเห็นหน้าของอนันต์มาก่อนแล้วก็จะเหลือตัวเลือกให้ใช้ไม่มากนัก
สมัยนั้นทัพทัณฑฆาตหรือกองทัพดำได้ชื่อว่าเป็นทัพที่ลึกลับที่สุดในหมู่ยอดฝีมือผู้เล่นห้าร้อยคนในทัพนั้นคือสุดยอดหัวกะทิที่คัดมาแล้วจากสมาชิกทั้งหมดของอนันตนาคราชและสิ่งที่ลึกลับที่สุดในทัพนี้ คือแม่ทัพของพวกมัน
เดิมทีในตอนนั้นพวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครคือคนนำทัพ แต่เพราะฝีมืออันเฉียบขาดก็ปกปิดความโด่งดังเอาไว้ไม่อยู่ในที่สุดใครสักคนก็มอบฉายาหนึ่งแทนชื่อผู้เล่นที่พวกเขายังไม่รู้ว่า ‘อนันตกาล’ ให้กับแม่ทัพคนนั้น
ชื่อที่ฟังดูทั้งยิ่งใหญ่และเป็นปริศนาที่ไม่รู้ไปขุดมาจากที่ไหนแต่ก็ฟังดูเข้ากับเจ้าตัวไม่น้อย หลังจากนั้น พวกเขาจึงเคยชินกับการเรียกฉายาแทนตัวคนนี้มาตลอดเพราะไม่รู้ชื่อไอดีผู้เล่นคนนั้น
ไม่มีใครรู้ว่าอนันตกาลคือใครบ้างก็ว่าอาจจะเป็นอีกตัวตนหนึ่งของเหล่าเจ็ดเศียร ที่รวมหัวกันควบคุมกองกำลังลับเหล่านี้ผ่านการสลับตัวกันควบคุมกองกำลังนี้เองเพื่อปั่นหัวกิลด์อื่นให้สับสนเพราะคงไม่มีใครยอมให้กองกำลังอันร้ายกาจนี้ถูกผู้เล่นที่ไหนไม่รู้ควบคุมอยู่แล้ว
แม้แต่สายลับระดับสูงที่เขาแอบส่งตัวเขาไปหมกอยู่ในอนันตนาคราชมานานก็ยังสืบหาเรื่องนี้ไม่เจอจนกระทั่งวันหนึ่ง ตัวตนของเขาก็ถูกเปิดเผย
ดาร์คฮอไรซอนยื่นเรื่องตีเมืองในควบคุมของอนันตนาคราชในจังหวะที่ทางนั้นต้องรับมือกับการตีเมืองของโรซาเลียรวมถึงเพิ่งจะได้รับความเสียหายจากกิเลนอัสนีมาหมาดๆแม้ว่าอนันตนาคราชจะยันเอาไว้ได้ แต่ก็บอบช้ำไม่น้อย พวกเขาจึงต้องตามมาซ้ำเพื่อตัดรากถอนโคน
ศึกครั้งนี้ต่างก็มีความสำคัญกับทั้งสองกิลด์เพราะถ้าหากอนันตนาคราชพ่ายแพ้ ก็จะเสียหัวเมืองสำคัญทางภูมิศาสตร์แห่งหนึ่งไปเสียทั้งรายได้จากการเก็บภาษี เส้นทางการค้า พื้นที่ล่าสัตว์อสูร
ส่วนดาร์คฮอไรซอนเองในฐานะผู้ยื่นเรื่องขอตีเมือง ถ้าหากยึดเมืองไม่ได้ก็ต้องเสียค่าปฏิกรรมสงครามจำนวนมาก นอกจากนี้ยังเสียชื่อเสียงอีกชุดใหญ่รวมถึงอาจจะถูกกิลด์อื่นใช้โอกาสนี้ถมหินลงบ่อ ซ้ำเติมจนสาหัส
ทั้งสองกิลด์จึงอยู่ในฐานะที่จะแพ้ไม่ได้
พวกเขาต่างใช้ไม้ตายออกมาในศึกครั้งสำคัญนี้
จอมทัพของอนันตนาคราชคือฮาลอส
จอมทัพของดาร์คฮอไรซอน คือจินมยอง
และเพราะการศึกนี้มีความสำคัญมากบวกกับสายลับระดับสูงของพวกเขาหมดหนทางในการสืบหาตัวตนที่แท้จริงของอนันตกาลออกมาได้แถมยังถูกวางตัวให้เป็นขุนพลคนสำคัญในการป้องกันเมืองนี้ กฤษณะจึงไม่คิดจะให้มีดเล่มนี้หันมาเฉือนเนื้อตัวเองในที่สุดจึงมีคำสั่งเรียกตัวกลับให้สายลับคนนั้นกลับมาช่วยเพิ่มกำลังรบให้กับฝ่ายเขาในคืนสุดท้ายก่อนเริ่มการตีเมือง
และการศึกแค่สองวันแรกก็คับขันมากจนพวกเขาต้องทิ้งไพ่สายลับใบนั้นออกมา
เดิมทีพวกเขามั่นใจเป็นอย่างมากว่าเมื่อทิ้งไพ่ใบนี้ออกมาแล้วการย้ายข้างนี้จะทำให้ขวัญกำลังใจอนันตนาคราชตกฮวบจนแนวป้องกันแตกพ่าย แต่ที่ไหนได้เมื่อฝั่งนั้นรู้ว่าคนทรยศนั้นคือ ออโรร่า ขุนพลแสงเหนือ ที่เพิ่งหนีออกจากกิลด์ไปหมาดๆอนันตกาลผู้ลึกลับก็ลงสนามด้วยตนเอง
และนั่นก็ทำให้ผู้ที่ต้องเสียศูนย์กลับกลายเป็นออโรร่าแทน
เพราะอนันตกาลลงสนามโดยมิได้สวมหน้ากากเช่นครั้งก่อนทำให้เธอได้รู้ว่าตัวตนที่แท้จริงของอนันตกาล คือคนในกิลด์ที่ใกล้ตัวเธอที่สุด!
อนันต์
การรบครั้งนั้นว่ากันว่าเป็นการรบที่ดุเดือดที่สุดในช่วงเบต้าเทสต์ ทัพผู้เล่นเกือบหกหมื่นคนโรมรันกันหกวันหกคืนอย่างต่อเนื่องความรุนแรงของการรบครั้งนั้น มีข่าวลือว่าระบบถึงกับแบกรับไม่ไหวทำให้ผู้เล่นบางคนถูกบังคับออฟไลน์เพื่อระบายภาระของเซิร์ฟเวอร์
อนันตกาลต่อสู้กับออโรร่าอย่างดุเดือดทั้งสองต่อสู้ราวคู่รักที่รู้ใจกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อนรุกรับด้วยความเร็วประหนึ่งภูตเทพสอดประสาน ผู้เล่นทั้งสองฝั่งล้มตายราวใบไม้ร่วงเมืองพังพินาศย่อยยับ
ก่อนที่สุดท้ายอนันตกาลจะปิดฉากการต่อสู้ด้วยการร่ายมหาเวทชุดหนึ่งที่พวกเขาไม่รู้จัก ล้างสนามรบทิ้งไปในเวลาอันสั้นจากนั้นก็สิ้นใจตายเพราะบาดเจ็บสาหัสแต่ก็ส่งมอบความพ่ายแพ้อันยิ่งใหญ่ให้กับดาร์ค ฮอไรซอนผู้เกรียงไกรในเวลาเดียวกัน
แม้จะพ่ายแพ้แต่การได้รู้โฉมหน้าที่แท้จริงของอนันตกาลก็ทำให้พวกเขาพอใจกับผลลัพธ์ครั้งนี้มาก ออโรร่าที่แฝงตัวเข้าไปในอนันตนาคราชรู้จักผู้เล่นที่ชื่ออนันต์เป็นอย่างดีและนั่นก็ทำให้พวกเขาเป็นกิลด์แรกที่รู้หน้าค่าตาของอนันต์ สายพลังที่เขาถนัดรูปแบบการต่อสู้ รวมไปถึงแนวคิดการทำสงคราม ทำให้การรับมือทัพดำของเขาหลังจากนั้นเบาแรงลงไปไม่น้อย
แต่เพราะพวกเขาเป็นกลุ่มแรกที่รู้หน้าของอนันต์จึงคิดปกปิดเอาไว้ ไม่ให้กิลด์อื่นสืบรู้ ไปๆ มาๆ ใบหน้าของอนันต์จึงเป็นที่รู้จักเฉพาะในกลุ่มผู้เล่นระดับสูงไม่กี่คนในกิลด์เท่านั้นมีเพียงชื่อเสียงที่แพร่ออกไปราวไฟลามทุ่งแทน
ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีตัวเลือกไม่มากนักที่จะช่วยคัดกรองผู้เล่นนับร้อยที่สายลับของพวกเขาส่งชื่อและหน้ามาให้ดูจะไหว้วานคนอื่นในกิลด์ สุดท้ายเจอไม่เจออะไร เขาก็ต้องตัดสินใจต่ออยู่ดี ไม่สู้ทำเองแต่แรกเริ่มเองจบเองจะสะดวกกว่า
สุดท้ายสองคนจึงนั่งจ๋องกันอยู่ในห้องทำงานเปิดหน้าต่างของระบบขึ้นมาไล่ดูหน้าสมาชิกกิลด์ของอนันตนาคราชราวกับเตรียมทำความรู้จักนักเรียนในห้องที่ตัวเองกำลังจะเข้าสอนซ้ำไปซ้ำมา
………………..
หลังจากหัวเราะกันจนพอหอมปากหอมคอวิฬาร์ก็เปิดหน้าต่างระบบขึ้นมาดูส่วนของภารกิจที่ระบบแจ้งว่ามีรายละเอียดอื่นเพิ่มเติม
แม้จะรู้ตั้งแต่ตอนก่อนเริ่มภารกิจว่านี่เป็นหนึ่งในเนื้อเรื่องหลักของเกมแต่เขาก็ไม่นึกว่าแค่ภารกิจขึ้นที่หนึ่ง ก็ยังแบ่งออกเป็นขั้นย่อยๆอีกหลายช่วงขนาดนี้ ทำให้เขาอดจินตนาการต่ออย่างหวาดผวาไม่ได้ว่าหากเขายังทำภารกิจนี้ต่อไป ดีไม่ดีคงต้องลากยาวไปเป็นปีๆ แน่
ส่วนแรกสุดคือรางวัลของภารกิจพวกเขาได้ค่าประสบการณ์กันจำนวนมาก เยอะพอให้เลเวลวิฬาร์พุ่งขึ้นมาห้าเลเวลในทันที
นอกจากนั้นก็เป็นเหรียญทองอีกสิบเหรียญกับผลึกเวทมนตร์ระดับ Bหนึ่งชิ้น
ของรางวัลนับว่าเกินความคาดหมายของเขาไม่น้อยแม้ตัวภารกิจจะยากระดับหนึ่งแต่วิฬาร์ก็คิดว่าไม่ถึงกับยากทัดเทียมกับมูลค่าของผลึกเวทมนตร์ระดับ B หนึ่งชิ้น
ผลึกเวทมนตร์ในเกมนี้มีค่ามหาศาลต่อให้เป็นผลึกระดับ Fก็มีตลาดรองรับอยู่เสมอ มันเป็นเหมือนกับแบตเตอรี่ในโลกแห่งความเป็นจริงแถมยังใช้งานได้หลากหลายกว่ามาก
ผลึกเวทมนตร์มีหลากหลายชนิดแต่ละแบบสามารถปลดปล่อยพลังงานต่างชนิดกัน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสง พลังงานสายฟ้าพลังงานความร้อน หรือพลังเวทมนตร์บริสุทธิ์ แต่ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหนมันก็ได้รับความนิยมอยู่เสมอ โดยเฉพาะยิ่งระดับสูง ก็ยิ่งหายากและมีราคาแพง
ตลาดกลางที่ผู้เล่นทั่วไปซื้อขายไอเทมกันอยู่นั้นมีผลึกเวทมนตร์ขายอย่างมากก็ระดับ C เท่านั้น ความจริงแค่ Cก็นับว่าหากยากมากแล้ว ส่วนระดับ B นานทีปีหนถึงจะหลุดรอดเข้ามาสักครั้ง เพราะว่าของแรร์ระดับนี้ จะมีตลาดชั้นสูงที่รับซื้ออยู่ตลอดเวลาซึ่งให้ราคาเกินกว่าที่ผู้เล่นทั่วไปจะให้ได้
แต่เขายังไม่ทันให้ความสนใจผลึกเวทมนตร์ที่อยู่ในหน้าต่างระบบว่ามันเป็นผลึกเวทมนตร์ชนิดไหน ก็ถูกรายงานภารกิจบรรทัดถัดไปดึงดูดสายตาไปก่อนแล้ว
ไอเทมพิเศษอีกชิ้นหนึ่ง
กุญแจภารกิจ
วิฬาร์ที่เห็นชื่อไอเทมนี้ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจนักนี่เป็นไอเทมที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน จึงรีบอ่านเนื้อหาดูต่อ
ระบบแจ้งว่าหลังจากทำภารกิจเสร็จสิ้นในแต่ละช่วงระบบจะประเมินคะแนนความร่วมมือของผู้เล่นต่อภารกิจทั้งหมดและเรียงลำดับจากผู้ที่มีส่วนร่วมมากที่สุดไล่ลงไปเรื่อยๆโดยผู้ที่อยู่ในอันดับแรกๆ จะได้รับอภิสิทธิ์ในการถือครองกุญแจแห่งภารกิจเอาไว้
และหลังจากไขปริศนาส่วนที่เหลือในช่วงของภารกิจย่อยทั้งหมดเสร็จสิ้นแล้วผู้ครองกุญแจจะสามารถเลือกเริ่มภารกิจขั้นถัดไปได้ตามใจได้ทุกเวลาและนั่นทำให้พวกเขาได้เปรียบอย่างมาก
พอเขาเปิดดูตารางความคืบหน้าของภารกิจก็พบว่าคะแนนของเขาและฑิฆัมพรนำโด่ง ฉีกขาดทิ้งท้ายอันดับสามและคนที่เหลือไปแบบไม่เห็นฝุ่น
ความคืบหน้ารวมของภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์3.5%
อันดับ1 วิฬาร์ คะแนนสะสมของผู้เล่น 955
อันดับ2 ฑิฆัมพร คะแนนสะสมของผู้เล่น : 615
อันดับ3XXX คะแนนสะสมของผู้เล่น : 110
อันดับ4 XXX…
ตอนนี้คงเพราะวิฬาร์และฑิฆัมพรยังอยู่ในปาร์ตี้เดียวกันระบบจึงแสดงชื่อเธอพร้อมกับคะแนนมาให้ด้วย แต่ของคนอื่นๆ กลับไม่มีชื่อบนกระดานคะแนน
ตัวเลข3.5%ที่แสดงหราอยู่ทำให้เขาเริ่มสงสัยจำนวนภารกิจทั้งหมดทุกขั้นของเควสนี้ขึ้นมาตงิดๆนี่เขาเพิ่งผ่านมาสองช่วงย่อยในขั้นที่ 1 ยังดึงความคืบหน้าผ่านมาจนถึง 3.5%เท่านั้นเอง ถ้าตีมั่วๆ ว่าแต่ละขั้น มีความคืบหน้าซัก 6-7% แล้วละก็ ถ้าจะทำให้ครบร้อย พวกเขาต้องทำกันอีกอย่างน้อยสิบสี่ขั้น
แค่คิดก็ขนลุก!
ตอนนี้ชื่อของเขาและฑิฆัมพรนำโดดอยู่บนกระดานภารกิจชื่อทั้งสองคนและลำดับที่สามส่องแสงสีเหลืองทองวิบวับเป็นเครื่องหมายแสดงว่าตอนนี้พวกเขาทั้งสามคนเป็นผู้ถือครองกุญแจสำหรับเปิดภารกิจขั้นถัดไป
กุญแจภารกิจนั้นระบบมอบให้เอาไว้สำหรับการเปิดเพื่อเริ่มทำภารกิจ เป็นหนึ่งในไอเทมที่จะมีมอบให้เฉพาะภารกิจระดับสูงเท่านั้นมันเป็นเสมือนกุญแจบ้านที่มีแต่เจ้าของเท่านั้นที่จะมีสิทธิ์ใช้เพราะถ้าหากเจ้าของบ้านไม่คิดเปิดประตู คนอื่นก็ไม่มาทางเข้ามาแอบทำภารกิจได้เลย
แต่กุญแจภารกิจนี้มีถึงสามดอกนั่นก็แปลว่าทั้งเขา เธอ และผู้เล่นลำดับสามอาจจะต้องตกลงกันเลือกว่าจะทำภารกิจเมื่อไหร่นับเป็นการคานอำนาจกันแบบหนึ่ง ไม่อย่างนั้นถ้าเกิดผิดใจกันขึ้นมาเรื่องของรางวัลเอย อะไรเอย ก็กลายเป็นปุยเมฆทั้งสิ้น
รายละเอียดของกุญแจบอกไว้ว่าเมื่อภารกิจเริ่มต้นแล้ว ผู้มีรายชื่อบนกระดานตอนนี้ทั้งหมดจะถูกนับเป็นผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมภารกิจและจะต้องลงชื่อในบอร์ดภารกิจเพื่อเข้าร่วม นี่คล้ายกับว่าภารกิจนี้เป็นบ้านแห่งหนึ่งที่มีสมาชิกจำกัดโดยมีผู้ครองกุญแจเป็นเจ้าบ้าน จะทำกิจกรรมอะไรก็ต้องตกลงกันก่อนเริ่ม
แต่เรื่องที่วิฬาร์จะต้องปวดหัวต่อยังไม่จบเพราะพออ่านไอเทมเอย กระดานคะแนนเอย กุญแจภารกิจจนครบก็เจอคำอธิบายถึงภารกิจช่วงที่สามต่อทันที
ภารกิจแห่งเผ่าพันธุ์ยักษ์ขั้นที่1 ช่วงที่ 3
นคราแดนลับแล
ดุจดั่งดวงแข
เพียงมองมิสมใจหมาย
ไตรมาสวนเปลี่ยนเวียนว่าย
หรุ่บหรู่เร้นหาย
เลื่อมพรายหลบเหลี่ยมเขา
คือหนึ่งด้าวแผ่นดินเรา
ซุกซ่อนใต้เงา
เงียบเหงาโดดเดี่ยวเอกา
ณแดนดินเหนือแผ่นผา
ไร้หมู่พนา
คือยอดมหาธานี
จงกอบกู้ศักดิ์และศรี
กลับคืนบุรี
ปิตุภูมิเมืองลงกา
[แข=ดวงจันทร์, มาส=เดือนไตรมาสจึงแปลว่าสามเดือน, ด้าว=แดน, พนา=ป่าไม้, ปิตุภูมิ=บ้านเกิดเมืองนอน]
พออ่านจบวิฬาร์ก็อ้าปากค้างทันที
เขายืนนิ่งราวรูปปั้นหินในท่าเปิดหน้าต่างระบบค้างอยู่อย่างนั้นหัวสมองว่างเปล่าล่อนจ้อนราวถูกล้างมาหมาดๆ
ให้ตามหาเมืองลงกา?
เมืองที่ผู้เล่นทั้งเกมหากันมาตั้งแต่เริ่มแต่ยังไม่เจอเนี่ยนะ?ภารกิจเชี่ยไรเนี๊ย
สาวสวยข้างๆที่เปิดเนื้อหาภารกิจขึ้นมาอ่านก็ตะลึงค้างไปเช่นกันเธอกวาดสายตาอ่านขึ้นลงอีกสี่ห้ารอบเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ตาฝาด
ทั้งสองคนยิ่งอ่านก็ยิ่งขมวดคิ้วในหัวคิดสะระตะไปต่างๆ นานา แต่สุดท้ายกลับยังคิดอะไรไม่ออกไม่รู้ว่าเป็นเพราะความตกตะลึงหรือว่าความเหนื่อยอ่อนจากการทำภารกิจ แต่สุดท้ายกลับเป็นฑิฆัมพรที่ทำใจได้ก่อน เธอจึงขอแอดเพื่อนวิฬาร์เอาไว้เผื่อติดต่อกันทีหลังหากเจอเบาะแสภารกิจเพิ่มเติม
“งั้นเอาเป็นว่าแอดเพื่อนไว้กันก่อนเถอะ”
พอได้ยินคำว่าเพิ่มเพื่อนวิฬาร์ก็ชะงักไปเล็กน้อยทันที
ตัวตนของเขานับว่าเป็นความลับของอนันตนาคราชทำให้การเพิ่มเพื่อนกับคนที่ไม่สนิทนับเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่เขาต้องพยายามหลีกเลี่ยงวิฬาร์จึงเกิดอาการลังเลอย่างที่ไม่เคยเป็นบ่อยนักขึ้นมาทันที
ไอ้จะไม่เพิ่มก็ไม่ได้ไม่อย่างนั้นภารกิจช่วงถัดไปก็ไม่ต้องทำกันแล้ว
แต่ถ้าจะเพิ่มมันก็พูดยากซะเหลือเกิน
แต่เพราะตอนนี้เธอคืออีกคนที่ครองกุญแจภารกิจอยู่การที่เขาจะตัดการติดต่อจึงเป็นเรื่องงี่เง่าที่สุด และสถานการณ์แบบนี้เขาไม่สามารถหาทางปฏิเสธเธอได้จึงต้องกัดฟันตอบตกลงไป
แม้จะเป็นเวลาเพียงชั่วพริบตาที่วิฬาร์แสดงอาการไม่อยากแอดเธอเป็นเพื่อน แต่เจ้าของวงหน้าเรียวสวยกลับจับสังเกตได้อย่างแม่นยำ
ตัวเธอเองประสบพบเจอผู้คนมามากโดยเฉพาะเหล่าผู้ชายที่เข้าหาเธอเพราะรูปโฉมอันงดงามแต่แม้ว่าจะรู้ถึงเจตนาอันไม่บริสุทธิ์เหล่านั้นเธอก็ยังยิ้มแย้มต้อนรับเอาไว้เพื่อคงสภาพความเป็นกลางของเธอต่อไปทำให้เมื่อเห็นสีหน้าของวิฬาร์ที่ไม่อยากแอดเธอเป็นเพื่อนก็ทำให้เธออดรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้
แต่ไม่ว่าจะยังไงทั้งสองก็แอดเป็นเพื่อนของกันและกันเรียบร้อย
“เดี๋ยวผมคงกลับเมืองเลยเธอล่ะ?” วิฬาร์หันมาถาม
“ไม่ล่ะฉันมีธุระทางอื่น” ไม่รู้ว่าธุระที่เธอว่าหมายถึงอะไร แต่วิฬาร์สะกิดใจว่าเธอคงมีความลับอะไรบางอย่างมากกว่าจึงคิดจะแยกตัวออกไปก่อน แต่เขาก็ยินดีจะแยกทางเหมือนกัน วิฬาร์เองก็ไม่อยากเดินเท้ากลับเมืองด้วยความเร็วเดียวกับเธอนักการที่เธอขอแยกทางไปเลยยิ่งทำให้เขาสะดวกใหญ่
“งั้นผมไปก่อนนะไว้มีอะไรจะติดต่อมา”
“ค่ะโชคดีค่ะ”
วิฬาร์ยิ้มให้แล้วโบกมือลาแต่พอเดินออกไปได้สองสามก้าว เขากลับชะงักแล้วเดินย้อนกลับมาหาเธอ
“ผมเกือบลืมไปว่าคุณไม่มีเครื่องป้องกันความหนาวติดมาด้วยงั้นเอานี่ติดตัวไว้ จะได้เดินทางได้ง่ายหน่อย” พูดจบเขาก็ยื่นมณีเวทไฟก้อนหนึ่งให้เธอ
มณีเวทก้อนนั้นมีลักษณะต่างครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัดรูปทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดเรียบง่าย แต่ตัวมณีเวทกลับแฝงความเงางามดั่งคริสตัลสีแดงดุจเพลิงบ่งบอกถึงพลังที่มันมีได้อย่างชัดเจนไม่ต้องบอกก็รู้ได้อย่างชัดเจนว่ามันมีอานุภาพมากกว่าชิ้นก่อนอย่างเทียบไม่ติด
“ขะ…ขอบคุณค่ะ”เธอถึงกับตั้งตัวไม่ทัน เมื่อได้รับความใส่ใจอันเล็กน้อยเช่นนี้ขนาดตัวเธอเองยังลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่าการเดินทางท่ามกลางหิมะอันหนาวเหน็บนั้นยากลำบากเพียงไหนแต่เขากลับจดจำได้ เหตุการณ์นี้ทำให้เธออต้องมองเขาใหม่อีกครั้ง
“ครับ”วิฬาร์พยักหน้าให้ ก่อนหันหลังกลับแล้วเดินออกไปที่ปากถ้ำมองซ้ายมองขวาหาที่วางเท้าเหมาะๆ แล้วกระโดดหวือลงไปตรงๆ
ส่วนสาวเจ้ายังถือมณีเวทค้างอยู่ในมือกะพริบตาปริบๆ ใจนึงก็ถามตัวเองว่าที่เขาใส่ใจเธอขนาดนี้เพราะกำลังแอบจีบเธออยู่หรือเปล่าแต่ไอ้ท่าทีปฏิเสธพลางบอกลาอย่างธรรมดาเมื่อครู่ก็ทำให้เธอไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน