บนยอดกำแพงจินหลิงที่ยังคละคลุ้งด้วยกลิ่นควันดินะเิ เสวี่ยนห้าว ยังคงยืนหยัดอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน ราวกับรูปสลักน้ำแข็งที่ไม่มีวันละลาย สายตาคมกริบของเขาทอดมองลงไปเบื้องล่าง เห็นภาพกู้เทียนอี้ฟุบลงกับแผงคอม้า เห็นอาชาสีนิลกาฬเตลิดหนีเข้าป่า และเห็นคลื่นความปั่นป่วนในทัพข้าศึกที่แตกกระจายราวกับรังมดที่ถูกน้ำร้อนราด
“โดนแล้ว! โดนเต็มแรง!” เสียงเฮลั่นของทหารรอบกายดังกระหึ่ม “แม่ทัพปีศาจนั่นร่วงแล้ว! ์คุ้มครองจินหลิง!”
รอยยิ้มลิงโลดปรากฏบนใบหน้าของทหารทุกนาย... ยกเว้นเพียงผู้เดียว เสวี่ยนห้าวไม่ได้ร่วมยินดีไปกับเสียงสรรเสริญเยินยอนั้น ภายใต้ชายแขนเสื้อยาวที่ปลิวไสว มือขาวผ่องของเขากำเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เล็บจิกเข้าเนื้อเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่กำลังตีตื้นขึ้นมาในอก ความรู้สึกที่เหมือนหัวใจถูกบีบอัด แต่ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงเกิดความรู้สึกเช่นนั้น
“องค์ชายสาม!” แม่ทัพธนูข้างกายก้าวเข้ามาด้วยแววตาอำมหิต “ตอนนี้พวกมันกำลังขวัญเสีย ม้าของกู้เทียนอี้กำลังเตลิด หากเรายิงซ้ำ หรือส่งหน่วยม้าเร็วออกไปตามล่า…”
“พอ!”
คำคำเดียวหลุดออกจากปากเสวี่ยนห้าว แต่หนักแน่นและคมกริบยิ่งกว่าดาบ ตัดบทสนทนาที่กำลังเดือดพล่านให้ขาดสะบั้นทันที
“ปิดแนวธนูชั้นหนึ่ง เปลี่ยนเป็ยิงกดดันให้พวกมันถอยกลับไปเท่านั้น... ห้ามใครไล่ตามม้าตัวนั้นเด็ดขาด”
ทหารรอบตัวชะงักกึก ความเงียบเข้าครอบงำแทนที่เสียงเฮเมื่อครู่ นายทหารหลายคนมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ
“มะ...ไม่ไล่ตามหรือพะย่ะค่ะ? แต่นั่นคือกู้เทียนอี้! ศัตรูตัวฉกาจของแผ่นดิน หากจับตัวได้ หรือเอาหัวมันมาได้ องค์ชายก็จะได้รับความชอบจาก…”
เสวี่ยนห้าวปรายตามองไปที่คนพูด แล้วทอดสายตาไปไกลกว่าคนอื่น สายตาของเขาไม่ได้หยุดอยู่ที่สนามรบตรงหน้า แต่ดูเหมือนจะมองทะลุม่านควันและกาลเวลา ไปยังเงามืดของใครบางคนที่ซ่อนตัวอยู่หลังฉากานี้
“พวกเ้ามองเห็นแต่ชัยชนะตรงหน้า...” เขาเอ่ยช้าๆ น้ำเสียงเรียบเย็นราวกระแสธารในฤดูหนาว เป็คำเตือนสติที่บาดลึก
“แต่ในสนามรบ... บางครั้ง ‘การฆ่า’ ไม่ใช่ชัยชนะเสมอไป แต่มันอาจเป็การ ‘ปิดปากความจริง’ ที่เราสมควรรู้แต่ยังไม่รู้”
แม่ทัพธนูหน้าซีดเผือด เริ่มจับเค้าลางบางอย่างได้ “พระองค์หมายถึง... มีมือที่สาม? ข่าวลือเื่เมืองหมอกน้ำแข็ง...?”
เสวี่ยนห้าวไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เขาเพียงเบนสายตากลับมามองลูกน้องคนสนิท แล้วย้อนถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงแรงกดดันมหาศาล
“เ้าอยู่กับข้ามากี่ปี? เ้าคิดว่าฝีมือระดับข้า... ยิงพลาดหัวใจเป้าหมายนิ่งๆ อย่างนั้นหรือ?”
คำถามนั้นทำให้คนทั้งแนวรบนิ่งงันราวกับถูกสาป! ความจริงข้อหนึ่งกระแทกหน้าพวกเขา... หากองค์ชายสาม “พลาด” แปลว่าเทพธนูผู้ไร้พ่ายมีตำหนิ ซึ่งเป็ไปไม่ได้ แต่ถ้าองค์ชายสาม “ไม่พลาด”... นั่นหมายความว่าแม่ทัพศัตรูผู้นั้น “ต้องไม่ตาย” เพราะพระองค์จงใจไว้ชีวิต!
บรรยากาศบนกำแพงอึดอัดขึ้นมาถนัดตา เสวี่ยนห้าวเบือนหน้าหนีจากสายตาสงสัยเ่าั้ เขาเหม่อมองท้องฟ้าสีเทาหม่นที่เริ่มมีละอองเม็ดฝนโปรยปรายลงมา สายลมแรงพัดกระพือชายเสื้อเกราะและผ้าคลุมไหล่ให้สะบัดไหว
‘แววตาของเขา...’ เสวี่ยนห้าวพึมพำกับตัวเองในใจ ภาพดวงตาคู่นั้นของกู้เทียนอี้ก่อนที่จะถูกศรปักยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงคำนึง
‘แววตาที่มองมา... มันไม่ใช่ความโกรธเกลียด แต่มันเหมือนคนรู้จักที่กำลังตัดพ้อ... เหมือนคนที่ผูกพันกันมานานแสนนาน ทั้งที่เราเป็ศัตรูคู่อาฆาต ทั้งที่ข้าไม่เคยพบหน้าเขาแบบใกล้ชิดมาก่อน’
ความรู้สึกคุ้นเคยประหลาดแล่นวาบเข้ามาวูบหนึ่ง... ‘หรือว่า... ข้าเคยพบเขา? ใน่เวลาที่ความทรงจำของข้าขาดหายไป?’
แต่แล้วเขาก็รีบกดความรู้สึกนั้นลงไปในส่วนลึกที่สุดทันที ในวังหลวงแห่งจินหลิง... คนที่ปล่อยให้ความรู้สึกครอบงำ มักจะมีอายุขัยสั้นกว่าคนที่พ่ายแพ้ในสนามรบเสียอีก
เขาหันกลับมาเผชิญหน้ากับเหล่าทหารอีกครั้ง แววตาสับสนเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความเด็ดขาดของผู้นำทัพ
“มีคนอื่นที่มีหน้าที่ต้องติดตามเื่นี้... หน้าที่ของพวกเ้ามีเพียงเท่านี้ ดูแลกำแพงเมืองและรักษาแนวป้องกันไว้ให้ดีที่สุด”
เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายด้วยน้ำเสียงแ่เบาแต่กังวานในความรู้สึกของคนฟัง
“ส่วนเื่ติดตามไปดูศพ... หรือดู ‘ความจริง’ นั้น... ข้าจะจัดการเอง”
ไม่มีใครกล้าแย้ง ไม่มีใครกล้าถาม เสวี่ยนห้าวสะบัดผ้าคลุมเดินลงจากเชิงเทิน ทิ้งปริศนาและความหวาดหวั่นไว้เื้ั พร้อมกับสายฝนที่เริ่มตกลงมาชำระล้างคราบเืบนแผ่นดิน
หากมองด้วยสายตาของทหารเลวทั่วไป ศรที่ปักเข้าเต็ม “อกซ้าย” ย่อมมีความหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ... ศรสังหารที่มุ่งหมายเอาชีวิต
แต่ทว่า... ในสายตาของผู้บรรลุวิชา “จิตเกาทัณฑ์” ที่สามารถสั่งลูกศรได้ดั่งใจนึก ในระยะห่างร้อยก้าวท่ามกลางความวุ่นวาย ศรหนึ่งดอกสามารถกำหนดชะตากรรมได้ละเอียดอ่อนกว่านั้นมากนัก
ตำราลับของนักธนูชั้นสูงในสำนักเขา์ไร้สิ้น (無極山宗 – อู๋จี๋ซานจง)ที่เสวี่ยนห้าวร่ำเรียนมาได้บันทึกบัญญัติการสังหารไว้ว่า หากประสงค์จะ “ดับลมหายใจ” ให้ได้อย่างแน่นอน ต้องเล็งที่ “กึ่งกลางอก” (จุดถานจง) หรือ “ลำคอ” เพื่อตัดหลอดลม หากประสงค์จะ “ตรึงร่าง” ต้องเล็งที่ “หัวไหล่” หรือ “หน้าขา” แต่หากประสงค์จะ “ทำให้ล้มแต่ไม่ตาย”... ต้องเล็งที่ “ขอบอกซ้าย” ในมุมเฉียง!
ให้หัวลูกศรเฉือนผ่านแผ่นเกราะ เข้าไปติดขัดอยู่ที่กล้ามเนื้อและกระดูกอ่อนซี่โครง โดยเบี่ยงวิถีให้ห่างจากหัวใจเพียงหนึ่งชุ่น ความเ็ปจะแสนสาหัส เืจะไหลทะลักจนดูน่ากลัว แต่ลมหายใจจะไม่ขาดห้วง และกลิ่นคาวเืที่พุ่งออกมาอย่างรุนแรงนั้น มีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นสัญชาตญาณสัตว์ป่า…
ใช่แล้ว... เสวี่ยนห้าว้าทำให้ “ม้าตื่น” พร้อมกับทำให้ “คนไปตาย” และเขาก็ทำครบทุกเงื่อนไขในศรชุดเดียวอย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อเสวี่ยนห้าวเดินลงมาจากกำแพงเมืองด้วยท่วงท่าสง่างาม ทหารองครักษ์ต่างก้มหัวทำความเคารพด้วยความยำเกรง ทว่าที่ตีนกำแพงนั้น กลับมีบุรุษร่างใหญ่ในชุดเกราะหรูหรายืนรออยู่
เขาคือ แม่ทัพจ้าวจิน แม่ทัพหลวงคนสนิทของ องค์ชายใหญ่ ผู้เป็ไม้เบื่อไม้เมาในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ใบหน้าของแม่ทัพจ้าวเปื้อนยิ้ม แต่ดวงตากลับหรี่ลงจับผิด
“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมจริงๆ!” แม่ทัพจ้าวปรบมือเสียงดัง เดินเข้ามาใกล้ “ฝีมือธนูขององค์ชายสามช่างไร้เทียมทานสมคำร่ำลือ ปล่อยศรชุดเดียวขับไล่ทัพปีศาจดาราเหล็กจนกระเจิง ช่างเป็บุญตาของข้าน้อยนัก!”
เสวี่ยนห้าวเพียงพยักหน้าเล็กน้อย ไม่แสดงอาการยินดียินร้าย
“แต่ว่า...” แม่ทัพจ้าวลากเสียงยาว แสร้งทำสีหน้าฉงน “ข้าน้อยสงสัยนิดหน่อย... ด้วยฝีมือระดับพระองค์ เหตุใดจึงไม่ปักเข้าที่ ‘คอหอย’ หรือ ‘กลางศรีษะ’ ของกู้เทียนอี้ให้สิ้นเื่สิ้นราวไป? หากมันรอดไปได้ มิเท่ากับปล่อยเสือเข้าป่าหรือพะย่ะค่ะ?”
“หรือพระองค์... ตั้งใจให้แม่ทัพใหญ่หายไป เพียงเพื่อให้ทัพหลงเฉิงเสียขวัญ... ใช่หรือไม่?”
คำถามนั้นอาบด้วยยาพิษ หากตอบผิด อาจกลายเป็ข้อหา ‘สมรู้ร่วมคิดกับศัตรู’ หรือ ‘ไร้ความสามารถ’ ได้ในทันที
เสวี่ยนห้าวปรายตามองแม่ทัพร่างใหญ่ด้วยแววตาเรียบเฉย ก่อนจะเอ่ยตอบเพียงประโยคเดียวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ถอนเสือออกจากูเา (调虎离山 - เตี้ยว หู่ หลี ซาน)... บางครั้งก็ง่ายกว่าการฆ่าเสือในถ้ำ”
แม่ทัพจ้าวชะงักไปเล็กน้อย พยายามตีความหมาย
“หากข้าฆ่ากู้เทียนอี้ตายคาที่หน้ากำแพง...” เสวี่ยนห้าวขยายความต่อ พลางเช็ดคราบเขม่าออกจากคันธนู “ทหารดาราเหล็กจะกลายเป็ ‘กองทัพไว้อาลัย’ (哀兵 - อายปิง) ความโศกเศร้าจะเปลี่ยนเป็ความแค้น พวกมันจะบ้าคลั่งและสู้จนตัวตายเพื่อล้างแค้นให้นายของพวกเขา จินหลิงก็จะเสียหายหนัก”
เขาเว้นจังหวะ แล้วหันมาสบตาคู่สนทนาตรงๆ “แต่หากแม่ทัพหายสาบสูญ... ความแค้นจะถูกแทนที่ด้วย ‘ความตื่นตระหนก’ และ ‘ความหวัง’ ที่จะตามหานาย... กองทัพที่ไร้หัวย่อมแตกพ่ายได้ง่ายดายกว่ากองทัพที่บ้าเื... ท่านแม่ทัพจ้าว ท่านอ่านพิชัยาบทนี้ไม่แตกฉานหรือ?”
แม่ทัพจ้าวหน้าชาเหมือนถูกตบ รอยยิ้มจางหายไปทันที รีบประสานมือโค้งคำนับแก้เก้อ “อะ... อ้อ! ข้าน้อยโง่เขลาเอง พระองค์ช่างล้ำลึกยิ่งนัก! ล้ำลึกจริงๆ!”
เสวี่ยนห้าวเดินผ่านร่างนั้นไปโดยไม่หันกลับมามองอีก คำคมและเหตุผลทางยุทธวิธีนั้น... คือเกราะป้องกันชั้นดีที่เขาใช้ปิดปากคนช่างสงสัย
และเป็หลักฐานชั้นดีว่า ศรดอกนี้มี “เหตุผล” ซ่อนอยู่มากกว่าความแค้น... แต่เหตุผลที่แท้จริงในใจลึกๆ นั้นคืออะไร นอกจาก์และตัวเขาเองแล้ว... ก็ยังไม่มีใครล่วงรู้
“ส่วนศรของข้า จะสามารถปักเข้าที่ ‘คอหอย’ หรือ ‘กลางศรีษะ’ ใครได้หรือไม่นั้น สักวันเ้าอาจได้เห็นมันกับตาเ้าเอง” เสวี่ยนห้าวมองไปที่ดวงตาของจ้าวจินแล้วยิ้มเบาๆที่มุมปาก เป็รอยยิ้มที่ทำให้แม่ทัพจ้าวจิน แม่ทัพหลวงคนสนิทขององค์ชายใหญ่ ไม่มีปากอีกต่อไป