ข้าคือราชันย์สัตว์ป่า (我是百獸之王)

    บทที่ 7 ก้าวแรกของการฝึกพลัง

            หีบที่เสี่ยวหู่ลากออกมานั้นเป็นหีบเหล็กเก่าๆ ใบหนึ่ง ขนาดก็เพียงแค่ใหญ่กว่าย่ามนางเล็กน้อยเท่านั้นชิงชิงเป่าลมออกจากปากอย่างแรงเพื่อเอาเศษฝุ่นที่เกาะอยู่ออกฝุ่นที่ฟุ้งกระจายออกไปทำเอานางไอออกมาเล็กน้อย แต่ก็ทำให้เห็นรายละเอียดของหีบมากขึ้น

            เพราะเป็นหีบเหล็กที่เก็บมาเป็นเวลานานมันจึงไม่ได้เงาใสด้านบนของฝาหีบเหมือนมีการสลักบางอย่างเอาไว้ชิงชิงใช้มือปัดเอาฝุ่นบริเวณนั้นออกจนเกลี้ยงสัญลักษณ์สี่อันจึงปรากฏบนหีบอย่างชัดเจน มือน้อยลูบไล้บนรอยสลักด้วยความสงสัยอันแรกเป็นสี่เหลี่ยมมุมมน ตรงกลางยังมีรูปคล้ายต้นไม้อยู่อันที่สองเป็นรูปคลื่นสามอันเรียงกัน อันที่สามดูเหมือนจะเป็นรูปก้นหอยวนถี่และอันสุดท้ายเป็นเส้นสายคล้ายกองไฟนอกจากนั้นหีบใบนี้ยังไม่ได้ใส่กุญแจเอาไว้แต่อย่างใด

            ชิงชิงบอกตัวเองว่าเมื่อไม่ได้ล็อกเอาไว้ก็เป็นไปได้ว่าจะไม่ใช่ความลับนางจึงตัดสินใจเปิดฝาหีบได้ง่ายยิ่งขึ้นเรี่ยวแรงของเด็กน้อยมีไม่มากแต่ก็ยังสามารถยกฝาหีบเหล็กนี้เปิดได้โดยไม่ลำบากนักทันทีที่ฝาเปิดออกสิ่งที่อยู่ข้างในก็ทะลักออกมาด้านนอก

            ก้อนสีดำกลิ้งออกจากหีบที่อัดแน่นไปกระจายอยู่โดยรอบเห็นได้ชัดว่าเจ้าของยัดมันเอาไว้อย่างหนาแน่นเพียงใดชิงชิงมองประเมินสิ่งที่กองอยู่กับพื้นอย่างพิจารณาเจ้าก้อนที่ว่านั่นใสแวววาวไม่ต่างอะไรกับพลอยนิลที่เคยเห็นเลยสักนิดขนาดเท่ากำปั้นเด็กอย่างนางเท่านั้น หรือจะเป็นพลอยที่ขายได้ราคา? แม้จะบอกว่าเป็นสีดำแต่พวกมันก็ไม่ได้มีระดับความเข้มเท่ากับทุกก้อนส่วนมากค่อนไปทางเทาเสียด้วยซ้ำ

            นอกจากเจ้าพลอยนิลพวกนี้แล้วยังมีหนังสืออีกหลายเล่มนอนแน่นิ่งอยู่ก้นหีบมือน้อยหยิบมันออกมาดูทีละเล่มโดยลืมความรีบร้อนไปจนสิ้น ‘อืม...การฝึกพลังวิญญาณการใช้ธาตุดินเบื้องต้น ยังมีธาตุน้ำ ลม ไฟอีกอย่างละเล่ม เขียนละเอียดมากเสียด้วย’ชิงชิงยกหนังสือทีละเล่มค่อย ๆ ดูอย่างใจเย็นหนังสือในหีบนี่มีห้าเล่ม ทุกเล่มเขียนอธิบายอย่างละเอียดชนิดที่อ่านสอบได้เต็มรู้สึกเหมือนตัวเองได้ชีทเรียนจากสายรหัสที่ส่งมาตั้งแต่รุ่นยายเลยแฮะมีโชคชะมัด...

            เพราะแต่เดิมก็สงสัยเรื่องการฝึกพลังพิเศษอยู่แล้วเด็กหญิงจึงนั่งขัดสมาธิอ่านหนังสือเล่มแรกอย่างจริงจังลืมเรื่องที่ต้องกลับบ้านไปเสียสนิท...

            ยังไม่ทันจะเริ่มอ่านกระดาษแผ่นหนึ่งก็ร่วงลงมาจากหนังสือการฝึกพลังวิญญาณก่อน ‘เหลียนขอมอบทุกสิ่งให้ผู้ที่ถูกเลือก’มอบให้ผู้ที่ถูกเลือก? นางที่โผล่เข้ามาเปิดอ่านแล้วนับเป็นผู้ที่ถูกเลือกหรือเปล่านะ?อืม...คิดว่าคงใช่

            สรุปเองเสร็จสรรพในใจนางก็พลิกหนังสืออ่านต่อ

            ‘การฝึกพลังวิญญาณ คือ การซึมซับพลังจากธรรมชาติมากรุยทางชีพจรผู้ที่ถูกเลือกเท่านั้นจึงจะสามารถดูดซับพลังนี้ได้ มนุษย์นั้นเกิดจากธาตุทั้ง 4อันได้แก่ดิน น้ำ ลม และไฟ เช่นเดียวกับธรรมชาติเมื่อดูดซับพลังได้ก็จะสามารถยืมเอาพลังของธรรมชาติมาใช้ได้

            การฝึกพลังวิญญาณแบ่งออกเป็น10 ระดับยิ่งระดับสูงความสามารถในการดูดซับและใช้พลังก็จะยิ่งมีมากขึ้น พ้นจากระดับ 10ขึ้นไปเรียกระดับหลุดพ้น เป็นระดับที่สามารถบรรลุเป็นเซียนได้ข้อควรระวัง ยิ่งระดับสูงก็ยิ่งเกิดจิตมารได้ง่ายหากระหว่างเลื่อนขั้นไม่ระวังก็อาจเกิดธาตุแตกได้เช่นกัน’ แหม่...มีเน้นตัวแดงข้อควรระวังให้ด้วยเป็นสายรหัสระดับพรีเมียมจริง ๆ

            ‘แม้มนุษย์จะเกิดจาก 4 ธาตุแต่ก็ไม่สามารถดูดซับได้ทั้งหมด ผู้ถูกเลือกทั่วไปใช้ได้เพียงธาตุเดียวเท่านั้นน้อยมากที่จะสามารถใช้สองธาตุในคนเดียว มากกว่านั้นยังไม่เคยมีการบันทึก

            ไม่ได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่สามารถดูดซับพลังจากธรรมชาติได้สัตว์ก็สามารถทำได้เช่นกัน สัตว์ที่มีความสามารถในการดูดซับเรียกว่าสัตว์อสูรแบ่งระดับขั้นเป็น 10 ระดับ หากบรรลุระดับสูงสุดแล้วจะเรียกว่าสัตว์เทวะ สามารถจำแลงกายได้เมื่อตายสัตว์อสูรจะทิ้งหินวิญญาณเอาไว้...’ หินวิญญาณ?ก้อนดำ ๆ นี่หรือเปล่านะ?

            ด้วยความสงสัยชิงชิงจึงยื่นมือไปหยิบก้อนสีดำแวววาวโดยเลือกเอาก้อนที่ใกล้ตัวที่สุดก้อนที่ว่านั่นเป็นสีเทาเช่นเดียวกับส่วนใหญ่ที่กลิ้งอยู่ทันทีที่มือน้อยกำมันเอาไว้ ขุมพลังภายในก็วิ่งจากมือตรงเข้าสู่ท้องน้อยอย่างรวดเร็ว

            ความอุ่นร้อนที่พุ่งเข้ามาไม่ทันตั้งตัวสร้างความเจ็บปวดไปตลอดทางที่มันแล่นผ่านสมองสั่งนางให้ปล่อยมือออกเสียแต่ร่างกายกลับไม่ฟังมือน้อยกำแน่นกว่าเดิมจากความเจ็บปวดที่ได้รับ นรกไม่ได้จบเพียงเท่านั้นเมื่อขุมพลังที่แล่นรวมกันอยู่ที่ท้องน้อยได้ถึงจุดหนึ่งแล้วมันก็พุ่งไปทั่วร่างของชิงชิงด้วยความเร็วยิ่งกว่าเดิมความเจ็บปวดระลอกที่สองมากกว่าตอนแรกที่ได้รับนางรู้สึกเหมือนเส้นเลือดกำลังถูกฉีกออกทีละเส้น ๆ จนทั่วทั้งตัว

            ไม่รู้ว่ายาวนานเท่าไหร่กว่าทุกอย่างจะคลายลงร่างเล็กที่นั่งตัวเกร็งจากความเจ็บในตอนแรกถึงได้ทรุดตัวลงนอนราบกับพื้นอย่างสิ้นเรี่ยวแรงทั้งร่างของนางเต็มไปด้วยเหงื่อที่ไหลดั่งสายน้ำชุ่มโชก สองมือเด็กหญิงสั่นเบา ๆไม่ยอมหยุด ขณะที่เจ้าตัวก็พยายามหายใจเข้าทั้งทางจมูกทางปากแต่ก็ยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้องอยู่ดี จนกระทั่งความรู้สึกบางอย่างมาถึง...

            ชิงชิงกระตุกตัวลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิหลังตรงโดยไม่รู้ตัวริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่นจากการข่มความเจ็บปวดกระนั้นก็ยังมีเสียงครางลอดออกมาอยู่ดี เพียงครู่เดียวหลังจากนั้นนางก็รับรู้ถึงมวลอันหนาแน่นของบางสิ่งแทรกเข้ามาในตัวจากทุกรู้ขุมขน เพียงแต่ครั้งมันไม่ทรมานอีกแล้วกลับเป็นความรู้สึกสบายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสคล้ายถูกห่อหุ้มด้วยผ้าเนื้อดีที่ทั้งอุ่นและเบาความเจ็บปวดในตอนแรกคลายลงจนหายไปอย่างรวดเร็วแทนที่ด้วยความรู้สึกเบาสบายพร้อมกับขนที่ลุกชันทั้งล่างชิงชิงหลับตาซึมซับความรู้สึกนั้นอย่างละโมบ

            ร่างของเด็กหญิงคล้ายถูกห่อหุ้มด้วยม่านพลังบางๆ สีทองประกาย ข้างกายมีเสือนั่งมองอย่างสุขุมภายในดวงตาสีทองของมันเป็นประกายด้วยความหวังมันเดินออกห่างร่างเจ้านายไปนั่งเฝ้าหน้าโพรงราวกับจะประกาศการอารักขา ‘ก้าวแรกเริ่มต้นแล้วแม้หนทางข้างหน้ายังอีกยาวไกล แต่อย่างน้อยก็เริ่มก้าวแรกแล้ว...’

            เวลาผ่านไปนานเพียงใดไม่อาจรู้ในที่สุดคลื่นไอที่ไหลเวียนอยู่รอบตัวก็ค่อย ๆ สงบลงสิ่งที่ไหลวนในร่างกายก็เช่นกัน รอบตัวนางกลับเข้าสู่สภาพปกติอย่างช้า ๆเมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างสงบดีแล้ว ชิงชิงก็ลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่ได้เห็นคือแววตาเป็นห่วงจากเสี่ยวหู่ที่ยืนประจันหน้ามองมาอย่างเป็นกังวล

            “เสี่ยวหู่” สิ้นเสียงเรียกเจ้าเสือสีทองก็ใช้หัวของมันถูกไถกับใบหน้านางไปมา “ข้าไม่เป็นไรแล้ว”มือเล็กยกขึ้นลูบมันราวกับลูบลูกแมวทั้งสองถูไถลูบไล้กับอยู่พักใหญ่กว่าจะแยกจาก

            ชิงชิงลุกขึ้นอย่างช้าๆ ขณะเดียวกันก็สำรวจร่างกายของตัวเองไปด้วย ‘เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น? เหมือนตัวจะเบาขึ้นนิดๆ ไม่เจ็บตรงไหนแล้วด้วย’ นางไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นางแค่กำหินสีดำนั่นขึ้นมาก จากนั้นก็ปวดเหมือนมีอะไรมาทะลวงเส้นเลือดไปทั่วตัวจากนั้นก็เป็นความอุ่นสบาย และตอนนี้นางก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาก เกิดอะไรขึ้น?

            มือน้อยที่ยังคงกำหินเอาไว้ยกมันขึ้นมาดูอย่างพิจารณาหินที่เคยเป็นสีเท่าอ่อนเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่เหลือความเทาแวววาวอีกกลายสภาพเป็นหินธรรมดาก้อนหนึ่งเท่านั้นมองดูแล้วก็ไม่ต่างจากหินที่อยู่ตามพื้นทั่วไป

            แม้ในท้องจะเต็มไปด้วยความสงสัยกระนั้นชิงชิงก็คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เป็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัวเสียด้วยแย่แล้ว แย่แล้วจริง ๆ นาง...ลืมกลับบ้านแล้ว!!!

            คิดได้ดังนั้นเด็กหญิงก็ไม่รอช้าละทิ้งสิ่งที่เกิดขึ้นเอาไว้ก่อน คว้าของที่เอามาแล้วออกวิ่งทันที “เสี่ยวหู่กลับบ้านเร็ว!”จากนั้นทั้งสองก็ใช้พลังทั้งหมดที่มีไปกับการวิ่งในผืนป่ากว้างใหญ่ตอนที่ออกมาจากโพรงท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อน ๆ พระอาทิตย์กำลังจะตกดินถ้าอิงจากเวลาที่ใช้ตอนมา นางน่าจะกลับถึงบ้านตอนดึกอย่างน้อยก็น่าจะโดนบ่นไม่มากเท่าไหร่...มั้ง

            เรื่องน่าแปลกใจเกิดขึ้นอีกครั้งออกวิ่งมานานขนาดนี้แต่เด็กน้อยกลับไม่รู้สึกเหนื่อยทั้งยังรู้สึกว่าตนเองเคลื่อนที่ได้ไวกว่าปกติมากทิวทัศน์รอบด้านเบลอไปเล็กน้อยจากความเร็วของตัวนางนางถึงขั้นที่สามารถวิ่งทันเสี่ยวหู่ด้วยซ้ำ นี่มันเรื่องอะไรกัน? หรือว่านางกลายเป็นผู้วิเศษไปแล้ว?ช่างเถอะ! ตอนนี้กลับบ้านก่อนค่อยว่ากัน

            ใช้เวลาไวกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ชิงชิงกลับมาถึงหน้าบ้านตอนค่ำพร้อมอาการหอบเหนื่อยเพียงเล็กน้อยยังถือว่าไม่ได้กลับช้าเท่าไหร่ น่าจะโทษไม่หนักมากเด็กหญิงเขย่งเท้าชะโงกหน้ามองผ่านกำแพงดินเตี้ยเข้าไปในตัวบ้านด้วยความเสียวสันหลัง ‘ความกลัวนี่มันอะไรกันทำไมถึงรู้สึกขนหัวลุกแปลก ๆ’

            ระหว่างที่นางกำลังตัดสินใจจะเข้าหรือไม่เข้าไปในบ้านอยู่นั้นเสียงร่ำไห้ของสตรีก็ดังออกมาจากด้านใน ‘เสียงท่านแม่กำลังร้องไห้? เกิดอะไรขึ้น?’ หรือว่าระหว่างที่นางไม่อยู่เกิดเรื่องร้ายขึ้นกับบุพการีทั้งสองไม่ต้องลังเลใจอีกต่อไป สองขาเล็กสั้นวิ่งเข้าไปในบ้านทันที

            หยางเซิงกอดไป๋ฮวาที่กำลังร้องไห้ไว้ในอ้อมแขนทั้งที่ตัวเองก็น้ำตานองหน้าในยามนี้ทั้งสองไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้ว ชิงชิงหายเข้าป่าไปถึงสามวันทั้งเขาและชาวบ้านที่คุ้นเคยกันหลายคนต่างก็ร่วมมือกันออกค้นหาแต่จนบัดนี้ก็ยังไม่พบลูกสาวตัวน้อยแม้ปากเขาจะพยายามปลอบเมียรักให้นางวางใจว่าชิงชิงต้องไม่เป็นอะไรแต่ในหัวเขากลับเต็มไปด้วยภาพลูกน้อยในสภาพเลวร้ายไม่ว่าพยายามห้ามอย่างไรก็หยุดคิดไม่ได้ หากจะโทษก็ต้องโทษที่เขาสอนลูกให้เข้าป่าทั้งที่รู้ว่ามันอันตรายแต่เขาก็ยังพานางไป เขามันเป็นพ่อที่ไม่ได้เรื่อง!!

            “ท่านพ่อท่านแม่เกิดเรื่องอะไรขึ้นเจ้าคะ?” ก่อนที่ตัวจะเข้าไปถึงบุรุษสตรีที่นั่งร้องไห้อยู่ที่หน้าบ้านชิงชิงก็ส่งเสียงร้องตะโกนเข้าไปก่อนแล้วตอนแรกได้ยินเสียงท่านแม่ร้องไห้นางก็กังวลใจอยู่แล้วพอเดินเข้ามาจึงพบว่าท่านพ่อเองก็ร้องไห้ไปด้วย ดูเหมือนจะเกิดเรื่องร้ายขึ้นจริงๆ

            ดุจได้ยินเสียงสวรรค์สองสามีภรรยาหันไปทางหน้าบ้านพร้อมกัน ทันทีที่ได้เห็นร่างเล็กของเด็กหญิงน้ำตาที่เดิมเอ่อล้นอยู่แล้วก็ยิ่งไหลออกมาเป็นสาย ไป๋ฮวาตะโกนเรียกเด็กน้อยเสียงดัง“ชิงชิง!!!”

            “ชิงชิงเป็นลูกจริง ๆ ใช่ไหม ลูกกลับมาแล้ว ชิงชิงของแม่กลับบ้านแล้ว”ไป๋ฮวาแทบคุมสติของตัวเองเอาไว้ไม่อยู่นางพุ่งเข้ากอดลูกสาวแนบกับอกแน่น ปากก็พร่ำถามพร่ำเรียกไปมาไม่ยอมหยุดน้ำตาที่ยังคงไหลอย่างต่อเนื่องทำให้ตัวนางมองไม่ชัดนัก จึงได้แต่อาศัยสองแขนกักตัวลูกเอาไว้ไม่ให้หายไปไหน

            “ท่านแม่ท่านเป็นอะไรไป? ข้ากลับมาบ้านแล้ว ปลอดภัยดีท่านแม่ร้องไห้ทำไมหรือเจ้าคะ?” ชิงชิงมองพ่อกับแม่สลับกันไปมาอย่างสับสน

            หลังจากมองสำรวจลูกสาวจนแน่ใจแล้วความเป็นห่วงในใจของหยางเซิงก็คลายลง นางกลับมาอย่างปลอดภัยจริง ๆ ไม่มีบาดแผลไม่มีอาการเหนื่อยอ่อนนอกจากเนื้อตัวที่มอมแมมแล้วก็ไม่มีอะไรต่างไปจากเมื่อสามวันก่อนตอนออกไปจากบ้าน

            “ชิงชิงลูกไปอยู่ที่ไหนมา? หายไปตั้งสามวันพ่อกับแม่เป็นห่วงรู้บ้างหรือไม่!!”นี่เป็นครั้งแรกที่หยางเซิงตำหนิชิงชิง ตั้งแต่นางเกิดไม่ว่าอะไรเขาก็ตามใจนางเสมอมีเพียงครั้งนี้ที่เขาจะไม่มีทางยอมเด็ดขาด

            “สามวัน!!!!” ‘บ้าไปแล้ว นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?ข้าอยู่ในโพรงนั่นถึงสามวันเลยหรือนี่’ “ข้าหายออกจากบ้านไปถึงสามวันเลยหรือเจ้าคะท่านพ่อ?”ท่าทางสับสนของชิงชิงทำให้หยางเซิงแปลกใจ ลูกคนนี้ไปอยู่ที่ไหนมา?กระทั่งวันคืนก็ไม่เห็น

            “มีอะไรค่อยคุยเถิดเจ้าคะท่านพี่ ให้ลูกไปพักก่อน ชิงชิงคงเหนื่อยมากแล้ว”หลังจากเช็ดหน้าเช็ดตาเรียบร้อยแล้วไป๋ฮวาก็เป็นฝ่ายห้ามการสนทนาระหว่างพ่อลูกความเป็นห่วงของคนเป็นแม่ตีตื้นให้นางหันมาดูแลลูกสาวพักผ่อนก่อนตอนนี้ชิงชิงกลับมาถึงบ้านแล้ว เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคุยกันก็ยังไม่สาย

            เมื่อสตรีหมายเลขหนึ่งของบ้านพูดแล้วชิงชิงจึงถูกท่านแม่ดูแลชนิดไม่ให้ห่างตัว ตั้งแต่จับอาบน้ำอาบท่าจัดการเรื่องปากท้อง แม้กระทั่งตอนนอนก็ยังยืนกรานให้นางเข้าไปนอนด้วยทิ้งเสี่ยวหู่ให้นอนห้องเล็กตัวเดียว บนเตียงดินในห้องใหญ่ชิงชิงนอนตรงกลางระหว่างพ่อกับแม่ท่านแม่ไม่ยอมหลับตาจนกว่านางจะหลับก่อนความอบอุ่นทำให้ตัวชิงชิงเองผ่อนคลายจนสุดท้ายก็หลับไป

            “ลูกกลับมาแล้ว เจ้าก็นอนเถอะไป๋ฮวา” หยางเซิงรู้ว่าเมียรักไม่อยากคลาดสายตาจากลูกมือหยาบกร้านจึงตบลงบนไหล่นางเบา ๆ เหมือนที่นางกล่อมลูกนอน

            “พี่หยางเซิง” ในความมืดไป๋ฮวาก็น้ำตาไหลออกมาอีกครั้ง“ข้านึกว่าจะเสียชิงชิงไปแล้ว” ครั้งนี้นางไม่ได้ร้องไห้สะอึกสะอื้นเพียงแต่ปล่อยน้ำตาให้ไหลอย่างเงียบเชียบ

            “ไม่หรอก ชิงชิงไม่มีทางทิ้งพวกเราไปไหน” คำตอบที่หยางเซิงตอบออกไปนั้นเขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงได้แน่ใจในเรื่องนี้นัก แต่หลังจากเห็นลูกกลับมาในวันนี้ความแน่ใจเกิดขึ้นในส่วนลึกของจิตใจเขา ‘ไม่ว่าเมื่อไหร่ชิงชิงก็จะหาทางกลับมาหาพวกเขาเสมอ’

             

            เช้าวันต่อมาหลังจากทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วชิงชิงก็ถูกพ่อกับแม่ที่รักยิ่งลากตัวเข้าห้องดำทำการซักนางจนสะอาดไร้รอยเปื้อนนางเองก็ไม่กล้าโกหกแม้แต่คำเดียวบอกเล่าทุกอย่างที่ได้เจอไปตามความเป็นจริงทั้งหมดตั้งแต่เรื่องที่เสี่ยวหู่พานางไปเจอโพรงลับ ไปจนถึงเหตุการณ์ภายในโพรงนั้นแน่นอนว่าเพื่อป้องกันตัวนางย้ำไปถึงสามครั้งว่าตนไม่รู้เลยว่าเวลาข้างนอกนั้นผ่านไปถึงสามวันแล้วทันทีที่ทุกอย่างกลับมาเป็นปกตินางก็วิ่งตรงกลับบ้านโดยไม่ได้แวะที่ใดเลยประโยคท้ายนี้ชิงชิงก็ย้ำไปอีกห้าครั้ง

            แรกทีเดียวชิงชิงนึกว่าบรรยากาศทุกอย่างจะเป็นเหมือนเช่นเคยคือท่านแม่บ่นนางชนิดน้ำไหลไฟดับ โดยมีท่านพ่อคอยห้ามทัพแต่ทุกสิ่งกลับไม่เป็นเช่นนั้น กลายเป็นว่าท่านแม่ดันหลังนางออกมาจากห้องใหญ่ก่อนจะปิดประตูลงกลอนอยู่ในนั้นกับท่านพ่อเพียงสองคน ทิ้งลูกสาวตาดำ ๆเอาไว้ข้างนอกคนเดียวกลางความหนาวเย็น

            “ท่านพ่อกับท่านแม่จะไล่ข้าออกจากบ้านแน่เลยเสี่ยวหู่ต่อไปเจ้ากับข้าคงต้องเป็นขอทานน้อยแล้ว” เพื่อหลบความหนาวเย็นชิงชิงจึงเดินเข้าไปในห้องเล็กที่มีเจ้าเสือต้นเรื่องนอนเอาพุงนาบเตียงอันแสนอบอุ่นที่จุดไฟใต้ดินเอาไว้หลังจากสะบัดรองเท้าออกเรียบร้อย นางเองก็ทิ้งตัวหนุนพุงเสือต่างหมอนเช่นกัน

            “แต่ก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ยังมีเจ้าหากเอาเสือออกมาแสดงปาหี่ต้องได้เงินเยอะแน่” เพราะกังวลเรื่องที่พ่อแม่ปิดห้องคุยกันเด็กหญิงจึงกลายร่างเป็นเด็กพูดมากและฟุ้งซ่านไปในทันใด เรียกง่าย ๆก็คือบ่นกลบความว้าวุ่นในใจ

            ไม่รู้ว่าเพราะนางพูดไร้สาระมากเกินไปหรือไม่เสี่ยวหู่ถึงได้เอาขาหลังดีดหัวนางจนตกพุงไปหนึ่งที

            “แม้แต่เจ้าก็ไม่เอาข้าแล้ว ข้ากลายเป็นหัวผักกาดขาวถูกทิ้งเสียแล้ว”แต่คนเพ้อเจ้อก็ยังเป็นคนเพ้อเจ้อ…

             

            หลังจากไล่ชิงชิงออกไปจากห้องแล้วไป๋ฮวาก็ทำท่าทางลังเลจะพูดไม่พูดอยู่หลายครั้ง เรื่องที่คิดเป็นแผลใหญ่ในใจนางจะพูดออกไปต่อหน้าสามีก็ลำบากใจเหลือเกิน

            “เจ้าพูดเถอะไป๋ฮวา” เห็นนางเป็นเช่นนั้นหยางเซิงจึงเป็นฝ่ายเปิดปากขึ้นมาแทน

            “พี่หยางเซิงข้ากำลังคิดว่า...ข้ากำลังคิดว่าชิงชิงอาจสามารถฝึกพลังวิญญาณได้” ในที่สุดไป๋ฮวาก็พูดสิ่งที่คิดออกไปจนได้ “คนทั่วไปในสามแคว้นไม่มีพลังก็จริงแต่ตระกูลพวกขุนนางใหญ่บางคนก็สามารถฝึกพลังได้ ท่านก็รู้ว่าชิงชิงนาง...” ไป๋ฮวาไม่ได้พูดต่อ นางละอายเกินกว่าจะพูดออกไป

            “นางมีสายเลือดของขุนนาง” หยางเซิงเป็นคนเติมประโยคนั้นเขามีความรู้เรื่องการฝึกพลังเพียงแค่เล็กน้อยจากการฟังคนเขาพูดกันเท่านั้นจากคำพูดของภรรยา แม้ไม่อาจบอกได้ว่ามั่นใจ แต่ก็มีความเป็นไปได้อยู่หลายส่วน

            “ทำอย่างไรดีพี่หยางเซิง” ไป๋ฮวาไม่อยากให้ลูกสาวมีพลังอะไรทั้งนั้นนางเพียงหวังให้ลูกอยู่อย่างสงบสุขไปชั่วชีวิต หากชิงชิงมีความสามารถนั้นจริงควรต้องทำอย่างไรดี?

            “เราทำร้ายลูกไม่ได้นะไป๋ฮวา” หยางเซิงดึงนางเข้ามาในอ้อมกอด“หากชิงชิงทำได้จริง ลูกก็จะไปได้ไกลกว่าที่เราจะคิดได้แต่ถ้าห้ามไม่ให้นางทำ ก็ไม่ต่างอะไรกับฝังลูกเอาไว้ในดินที่ไม่อาจเติบโตเมื่อลิขิตของชิงชิงเป็นเช่นนี้ เราก็อย่าห้ามนางเลย” เขาเองก็เป็นห่วงลูกน้อยชิงชิงเป็นลูกสาวคนเดียวของเขานางเป็นเช่นนั้นมาสิบปีและจะเป็นตลอดไปไม่มีทางเป็นอื่นการฝึกพลังวิญญาณเป็นเช่นไรหยางเซิงก็ไม่รู้ แต่ถ้าชิงชิงอยากทำ...นางก็ต้องได้ทำ

            …..

            อ่านจบตอนแล้วอย่าลืมคอมเมนต์นะคะ

            หอมราตรีกาล

    คล้ายกับเรื่องข้าคือราชันย์สัตว์ป่า (我是百獸之王) ที่คุณอ่าน