แสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างลู่เฉินหยุดฝึกแล้วลุกขึ้นยืน ััได้ถึงพลังิญญาภายในร่างที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์รู้สึกแข็งแกร่งกว่าเมื่อวานอย่างเห็นได้ชัด
แม้โอสถกายเบาชั้นเลิศขวดแรกที่กินเข้าไปยังไม่เพียงพอต่อการทะลวงระดับพลัง แต่กระนั้น เด็กหนุ่มก็มั่นใจว่าตนจะก้าวไปถึงขั้นกายเบาตอนปลายได้แน่
หากเป็ผู้ฝึกตนทั่วไปนี่อาจเป็เื่ยาก แต่สำหรับลู่เฉินที่มีผนึกิญญาเอกภพแล้ว ย่อมไม่ต้องกังวล
ทว่าที่เขาหยุดฝึกพลังกลางคันก็เป็เพราะวันนี้ลู่ปิงเยวี่ยจะเดินทางออกจากชิงเฟิง กลับไปยังเมืองตงอันลู่เฉินจึงคิดจะไปส่งนางเสียหน่อย
พอพ้นเขตจวนสกุลลู่เด็กหนุ่มก็ร่ำลาลู่ปิงเยวี่ยตามประสาพี่น้องอยู่นาน
เมื่อแผ่นหลังของลู่ปิงเยวี่ยลับหายไปจากสายตาลู่เฉินก็รีบเดินกลับเข้ามาในเรือนของตน พลางกำชับยามเฝ้าประตู มิให้ใครเข้ามารบกวนจากนั้นก็เริ่มทำสมาธิฝึกพลังต่อ
เขาหยิบยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นเลิศขวดที่สองมากินจากนั้น ขวดที่สามตามมา…
...
ผ่านไปสามวัน
ใน่พลบค่ำ ลู่เฉินที่นั่งขัดสมาธิบนเตียงพลันลืมตาขึ้นด้วยผิวกายร้อนระอุราวกับกำลังอยู่ในกองเพลิง
แต่ไม่นาน ผิวที่แดงก่ำไปทั้งร่างก็จางหายไปอย่างรวดเร็วเพียงอึดใจสีผิวของลู่เฉินก็กลับมาเป็ปกติ
“ฮ่าๆ... ทะลวงผ่านจนได้!”
ลู่เฉินลุกขึ้นยืน ตาเป็ประกายระยิบระยับ
สามวันมานี้ เขากินยาอายุวัฒนะกายเบาชั้นเลิศไปสามขวดจึงเลื่อนระดับพลังจากขั้นกายเบาตอนกลางมาเป็กายเบาตอนปลายได้สำเร็จ
ลู่เฉินจึงลองกำหมัดดู เพียงเท่านั้นพลังิญญาก็พลุ่งพล่านออกจากกำปั้นเสียงดัง ‘ฟึ่บ!’
“น่าทึ่งนัก! แค่เลื่อนจากขั้นกายเบาตอนกลางมาเป็ตอนปลายแต่ความแข็งแกร่งกลับเพิ่มขึ้นเป็สองเท่า หรืออาจจะมากกว่านั้น” ลู่เฉินหรี่ตา พลางพยักหน้าด้วยความพอใจ
“เช่นนี้ข้าคงทะลวงขั้นล้างไขกระดูกได้ภายในหนึ่งเดือน”
“แต่เหลือโอสถล้างไขกระดูกเพียงขวดเดียว คงต้องหลอมไว้เสียแล้ว”
จากนั้น ก็มีเื่อื่นมาเบนความสนใจ...
“หืม?”
ด้วยบัดนี้ ลู่เฉินได้ยินเสียงฝีเท้ามาจากด้านนอกดูเหมือนจะมีคนมากกว่าหนึ่งคนเข้ามาในเรือนของเขา
ลู่เฉินทำหน้านิ่ว... ตนกำชับยามที่เฝ้าอยู่นอกเรือนแล้วว่าห้ามมิให้ผู้ใดมารบกวนมิใช่หรือ? เหตุใดยังมีคนเข้ามาอีก!
“เ้ากล้าหยุดข้าหรืออย่ามาสอด ไปให้พ้น!”น้ำเสียงเย่อหยิ่งของสตรีผู้หนึ่ง เล็ดลอดเข้ามาในหูของลู่เฉิน
“คุณหนูลู่เสวี่ย ข้ามิได้มีเจตนาเช่นนั้นนะขอรับเพียงแต่ขอเข้าไปรายงานคุณชายลู่เฉินก่อน” ประโยคที่ดังขึ้นในภายหลังนี้ ลู่เฉินจำได้ว่าเป็เสียงของยามที่เฝ้าอยู่นอกเรือนเขา
“ลู่เสวี่ย?” พอได้ยินชื่อนี้แล้วเด็กหนุ่มก็ยกยิ้มมุมปาก ด้วยพอจะรู้แล้ว ว่าผู้ที่กล้าบุกเข้ามาในบ้านของตนคือใคร
บิดาของลู่เสวี่ยผู้นี้มีนามว่าลู่โหย่วไฉ เป็พ่อบ้านผู้ดูแลตระกูล ซึ่งมีหน้าที่ดูแลจัดการหอสมบัติสกุลลู่จึงมีอิทธิพลไม่น้อย
แม้หอสมบัติสกุลลู่จะขึ้นตรงต่อผู้าุโใหญ่แต่ในทางปฏิบัติแล้ว ลู่หย่งฟางเป็เพียงผู้ควบคุมชี้แนะ โดยมีลู่โหย่วไฉเป็ผู้ดูแลต่ออีกทอดหนึ่ง
กล่าวได้ว่า ในเบื้องต้นแล้วบรรดาทายาทของสกุลลู่ทั้งหลาย ย่อมผูกมิตรกับลู่โหย่วไฉ เพราะการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับเขาจะทำให้มีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรในหอสมบัติได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
หรือต่อให้ไม่เข้าหา ก็ไม่มีผู้ใดอยากมีปัญหากับลู่โหย่วไฉแน่นอนมิฉะนั้น คงยากที่จะได้รับทรัพยากรจากหอสมบัติ
ปึง!
ลู่เฉินเปิดประตู แล้วเดินออกไป
พบว่าในลานหน้าเรือนของเขามีคนอยู่สามคน นอกจากยามเฝ้าประตูแล้ว ก็เป็ลู่โหย่วไฉและบุตรสาว
ทันทีที่เห็นลู่เฉิน ลู่โหย่วไฉก็ตาเป็ประกายก่อนเปล่งเสียงหัวเราะ
“ลู่เฉินข้ารู้ว่าเ้ายุ่งอยู่ แต่ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพราะมีเื่สำคัญ หวังว่าจะไม่ถือสา!” ลู่โหย่วไฉกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ปากก็บอกอีกฝ่าย ว่าอย่าได้ถือสาแต่น้ำเสียงและท่าทีกลับมิได้เป็เช่นนั้น
“คุณชายลู่… นี่…”ยามเฝ้าประตูเหลือบมองลู่เฉินด้วยความประหม่า
หากเป็คนธรรมดา เขาคงกล้ายับยั้งั้แ่นอกเรือนเพราะท่านประมุขส่งตนให้มาคุ้มกันคุณชายเป็การเฉพาะ คำพูดของคุณชายจึงเป็สิ่งที่เขาต้องปฏิบัติตามทว่าตอนนี้ คนตรงหน้าคือลู่โหย่วไฉ ที่มีสถานะเป็รองเพียงเหล่าผู้าุโทั้งเก้าเท่านั้น
“ไม่เป็ไร เ้าออกไปเถอะ”ลู่เฉินคลี่ยิ้ม พลางโบกมือให้อีกฝ่าย
เขามิใช่คนโหดร้าย ที่จะไปตำหนิยามเฝ้าประตูซึ่งพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังแล้ว
“ท่านอาโหย่วไฉมีธุระอันใดกับข้าหรือขอรับ?”
พอคล้อยหลัง เด็กหนุ่มจึงหันมาสนใจลู่โหย่วไฉพลางเอ่ยปากถามไถ่
สำหรับลู่โหย่วไฉลู่เฉินมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขามากนัก เพราะก่อนหน้านี้ ตนแทบไม่เคยได้รับทรัพยากรสนับสนุนใดๆจากหอสมบัติสกุลลู่เลย อีกทั้งในยามนั้น ตอนลู่โหย่วไฉเห็นเขา ก็ไม่แม้แต่จะปรายตามองเสียด้วยซ้ำ
เรียกได้ว่า ความประทับใจแทบเป็ศูนย์!
“ลู่เฉิน ข้าได้ยินว่าเ้าเป็หมอยาระดับสูงสามารถหลอมโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีได้ จริงหรือไม่?” ก่อนที่ลู่โหย่วไฉจะตอบ บุตรสาวของเขา ลู่เสวี่ย กลับถามแทรกขึ้นมา
ปีนี้นางอายุยี่สิบ มีระดับพลังอยู่ในขั้นล้างไขกระดูกแล้วจึงเป็หนึ่งในอนุชนที่ทางตระกูลให้ความสนใจ แต่สตรีผู้นี้มีความหยิ่งทะนงสูงในสกุลลู่มีเพียงไม่กี่คนที่นางคบหา ส่วนลู่เฉินไม่ต้องพูดถึง นางไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา
“ถูกต้องขอรับ!” สายตาของลู่เฉินแข็งกร้าว แต่ยังคงพยักหน้ารับ
“ข้าเพิ่งออกจากการกักตนฝึกวิชาก็ได้ยินผู้คนในตระกูลพูดถึงเ้า ว่าในงานชุมนุมใหญ่ เ้าสามารถหลอมยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกได้”พอได้ยินคำตอบจากปากลู่เฉิน ลู่เสวี่ยก็ตาเป็ประกายวาววับ
“ถูกต้อง!” ลู่เฉินพยักหน้าอีกครั้ง
“ลู่เฉิน ข้าอยากได้โอสถล้างไขกระดูกเ้าทำให้ข้าได้หรือไม่?” ลู่เสวี่ยถามทันที
น้ำเสียงของนางราวกับออกคำสั่งคล้ายว่าการที่อีกฝ่ายหลอมยาให้นางนั้น ถือเป็เื่ธรรมดา ลู่เฉินมีโอกาสช่วยนางเช่นนี้ถือเป็ความโชคดีเสียด้วยซ้ำ
หากเทียบกับลู่ปิงเยวี่ยหรือลู่เหยียนหรานแล้วรูปลักษณ์ของนางนับว่าด้อยกว่า ทว่าผู้คนในจวน หรือแม้แต่ชาวเมืองชิงเฟิง คงพร้อมที่จะพลีกายช่วยทันทีที่ลู่เสวี่ยร้องขอ
นางคงมั่นใจในตัวเองมากจึงคิดว่าจะใช้ความงามหลอกล่อลู่เฉิน ให้ตกเป็เบี้ยล่างยอมตามใจตน
“ลู่เฉิน เ้าก็รู้ ว่าบุตรสาวของข้าเพิ่งทะลวงผ่านระดับล้างไขกระดูกมาได้ไม่นานนางย่อม้ายาอายุวัฒนะมากมายเพื่อฝึกพลัง ข้าจึงอยากให้เ้าช่วย” ลู่โหย่วไฉกล่าวสำทับ
ยาอายุวัฒนะที่เขาพูด หมายถึงโอสถล้างไขกระดูกชั้นดีเพราะหากเป็โอสถขั้นสามัญ ใช่ว่าคนอย่างเขาจะหาซื้อมิได้
“เ้าวางใจได้ พวกเราจะจัดเตรียมวัตถุดิบในการหลอมโอสถไว้มิให้เ้าต้องลำบาก” ลู่โหย่วไฉพูดต่อ “ลู่เฉิน หากเ้าหลอมยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกให้ลู่เสวี่ยข้าจะมอบวัตถุดิบหลอมยาเป็การตอบแทน”
ทันทีที่ได้ยิน ลู่เฉินก็ยิ้มหยันในใจ...ทนความหน้าด้านของสองพ่อลูกคู่นี้มิได้จริงๆ
พวกเขาอยากได้โอสถล้างไขกระดูกชั้นดีแล้วมาเกี่ยวอันใดกับตน?
เขาต้องหลอมยาให้อีกฝ่ายเพียงเพราะเห็นแก่รางวัลเพียงเท่านี้น่ะหรือ!
ยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีมีราคาตั้งเท่าใด?
อย่างที่รู้กันดี ว่าในงานประมูลย่อยที่หอว่านเป่าจัดขึ้นเมื่อไม่กี่วันก่อนหวังเสี้ยวเทียน บุตรชายของประมุขสกุลหวัง ก็ยังใช้เงินตั้งเจ็ดหมื่นเหรียญทองเพื่อประมูลโอสถเหล่านี้ไปห้าขวดฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า ยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีหนึ่งขวด มีค่ามากกว่าหนึ่งหมื่นสี่พันเหรียญทองเสียอีก
แม้กระทั่งซ่งอวี้หลางก็ยังต้องเสียเงินประมูลโอสถไปถึงหกหมื่นเหรียญทองเช่นกัน!
แต่สองพ่อลูกคู่นี้ กลับให้เขาหลอมยาอายุวัฒนะชั้นดีให้ เพื่อแลกกับวัตถุดิบปรุงยา?
... คิดว่าลู่เฉินโง่หรือ!?
เขาไหนเลยจะมองไม่เห็น ว่าอีกฝ่ายลอบสบตากันอย่างมีเลศนัย...
ลู่โหย่วไฉย่อมมีอำนาจในขอบเขตความรับผิดชอบของตนนั่นก็คือการดูแลทรัพยากรในการฝึกพลัง ซึ่งเป็สิ่งที่ลู่เฉินขาดแคลนเป็ที่สุด
แม้ลู่โหย่วไฉจะมีอิทธิพลไม่น้อยแต่ท่านปู่ของลู่เฉินก็เป็ถึงผู้าุโสาม
เหตุใดเขาต้องไว้หน้าสองพ่อลูกน่ารำคาญคู่นี้ด้วย?
หากลู่โหย่วไฉกับลู่เสวี่ยมาหาเขาด้วยความจริงใจเขาไหนเลยจะปฏิเสธ เพราะถึงอย่างไร ก็หลอมยาอายุวัฒนะล้างไขกระดูกชั้นดีออกมาได้ง่ายๆอยู่แล้ว
แต่ดูจากความคิดของคนทั้งสองหากครั้งนี้ลู่เฉินยอมช่วย ต่อไปคงยากจะหลุดพ้นจากการรังควาน
“ต้องขออภัยด้วย ข้ามีเื่ยุ่งจริงๆคงช่วยหลอมโอสถให้พวกท่านมิได้หรอก” มุมปากของลู่เฉิน ลอบหยักโค้งเป็รอยยิ้มซุกซน
“เ้าว่าอะไรนะ?”
ได้ยินคำพูดเขาสายตาของลู่เสวี่ยพลันเปลี่ยนไปเป็แข็งกร้าว พลางย้อนถามเสียงดุดันทันที ด้วยไม่คิดว่าเด็กหนุ่มผู้นี้จะกล้าปฏิเสธตน“ลู่เฉิน ข้าอุตส่าห์มาขอร้อง เื่เล็กน้อยแค่นี้ เ้าจะทำให้มิได้เชียวหรือ?”
สตรีผู้นี้จะหลงตัวเองเกินไปแล้วลู่เฉินกับนางมิได้รู้จักคุ้นเคยกัน ยังกล้ามาออกคำสั่งเช่นนี้ ซ้ำยังบอกว่าเป็การขอความช่วยเหลืออีกแล้วทำไมเขาต้องช่วยด้วยเล่า?
ด้านลู่โหย่วไฉ ก็มีสีหน้ามืดครึ้มไปเช่นกัน
ตามความเห็นของเขา การที่พวกตนมาเยือนถึงเรือนเล็กแห่งนี้ลู่เฉินควรจะดีใจ แต่ดูเหมือนจะมิได้เป็เช่นนั้น
เด็กหนุ่มไม่ใส่ใจว่าสองพ่อลูกคู่นี้จะขุ่นเคืองหรือไม่ต่อให้คนในตระกูลจะคิดเช่นเดียวกับพวกเขา ลู่เฉินก็ไม่สนใจ เพราะเมื่อเขาแข็งแกร่งจนก้าวเข้าสู่ขั้นก่อ์แล้วถึงตอนนั้น ใครยังจะกล้าพูดจาว่าร้ายเขาอีก?
“ลู่เฉิน เ้าแน่ใจหรือ?” ลู่เสวี่ยไม่เคยถูกปฏิเสธมาก่อนนางจึงรู้สึกไม่พอใจเป็อย่างยิ่ง
“แน่ใจ!” ลู่เฉินพยักหน้าด้วยความเคร่งขรึม
“ลู่เฉิน เ้ายังเด็กจึงไม่รู้เื่อันใดหากไม่เข้าใจ ข้าจะพูดให้ชัดเจน วันนี้ถ้าเ้ายอมหลอมยาให้ลู่เสวี่ย วันหน้าย่อมได้ประโยชน์หาไม่แล้ว เ้าจะต้องเสียใจ!” คำพูดของลู่โหย่วไฉส่อเจตนาข่มขู่อย่างชัดเจน
“เช่นนั้น ข้าจะรอวันที่ตัวเองต้องเสียใจนะขอรับ”ลู่เฉินตอบอย่างไม่แยแส
“เอาละ ข้ายังต้องฝึกพลังต่อหากพวกท่านไม่มีอันใดแล้ว เชิญกลับไปเถอะ!” ลู่เฉินโบกมือเป็เชิงไล่
“หึ!” ลู่เสวี่ยแค่นเสียงเ็า ก่อนหันหลังเดินจากไป