ตอนที่ 4
ฟุบ!
ปลายดาบคมกริบที่กำลังไหลวูบวาบไปตามท่วงท่าอันแสนงดงามของหญิงสาวผู้หนึ่งสร้างความสนอกสนใจกับสายตาของเหล่าสมาชิกร่วมโรงฝึกเป็อย่างมาก เพราะทุกครั้งที่เธอคนนั้นเริ่มร่ายรำไม่ว่าจะเป็ด้านวิชายุทธหรือในด้านวิจิตรก็ล้วนแล้วแต่น่าชื่นชมทั้งสิ้น ทุกครั้งที่เธอเคลื่อนไหวใบดาบก็กรีดผ่านอากาศไปอย่างรวดเร็วและแม่นยำส่วนร่างกายส่วนต่างๆก็เคลื่อนไหวอย่างสอดคล้องจนไม่เหลือช่องว่างเลยแม้แต่น้อย
“สุดยอดไปเลยค่ะพี่ ครั้งหน้าพี่ช่วยสอนหนูบ้างได้หรือเปล่า” ทันทีที่การฝึกซ้อมสิ้นสุดลงเหล่าสมาชิกในโรงฝึกต่างก็รีบเข้ามาหาหญิงสาวกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาเพื่อจะทักทายทำความรู้จักกับเธอให้ได้ แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำอะไรอยู่ๆหญิงสาวอีกคนหนึ่งก็เข้ามาแทรกกลางระหว่างพวกเขาและตัวฝนไว้เสียก่อน
“เอาล่ะ หยุดแค่นี้ วันนี้พี่จองคิวน้องฝนไว้หมดแล้ว” หญิงสาวร่างสูงผู้มีเส้นผมสีขาวยาวถึงไหล่เดินเข้ามาล็อกแขนของฝนเอาไว้ก่อนจะลากตัวฝนออกไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางท่าทีเสียดายของสมาชิกภายในโรงฝึกที่อยากจะทำความรู้จักกับสมาชิกใหม่เสียหน่อย
“ขอบใจนะเคธ นึกว่าจะวุ่นวายซะแล้ว” ฝนยิ้มออกมาอย่างโล่งอกเพราะเธอก็ไม่คิดเหมือนกันว่าการมาขอใช้โรงฝึกที่เคธใช้เป็ประจำจะทำให้เกิดเื่วุ่นวายเสียได้
“ก็ถ้าปล่อยเธอไว้พวกเราก็กลับบ้านมืดกันพอดีสิ แถมตรงนั้นยังมีคนมานั่งรออยู่ด้วย” เคธยิ้มกว้างอย่างร่าเริงก่อนจะชี้ไปทางห้องรับรองที่อยู่ระหว่างโรงฝึกและทางออก ซึ่งภายในห้องกระจกนั้นก็มีร่างของหญิงสาวอีกคนหนึ่งกำลังนั่งรอใครสักคนอยู่จริงๆเสียด้วย
“จูน กลับบ้านกันเถอะ” ทันทีที่เห็นว่าใครกำลังนั่งรออยู่ฝนก็รีบเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว และทันทีที่คำชวนกลับบ้านถูกพูดออกไปใบหน้าที่กำลังก้มอ่านหนังสืออยู่คนเดียวก็เงยขึ้นมายิ้มหวานให้กับฝนอย่างยินดี
“แหม่ ห่างกันแค่ไม่กี่ชั่วโมงเอง แค่นี้ก็ทนไม่ไหวแล้วเหรอ” เห็นสองสาวยิ้มหวานให้กันก็ทำให้เคธที่อยู่ด้านหลังอดที่จะแซวออกมาไม่ได้ ั้แ่รู้จักกันจูนกับฝนก็ตัวติดกันเสมออย่างกับพี่น้องคลานตามกันมาไม่มีผิด ไม่สิต้องบอกว่าตอนนี้น่ะดีขึ้นมากแล้วเพราะก่อนหน้านี้จูนเอาแต่ตามอ้อนฝนไม่ยอมห่างเลย เหมือนกับเธอกำลังกลัวว่าฝนจะหายไปไหนอย่างนั้นแหล่ะ
“ก็หนูเป็ห่วงพี่ฝนนี่นา แล้วเป็ยังไงบ้างคะมาโรงฝึกครั้งแรก” จูนทำหน้ามุ่ยใส่เคธเล็กน้อยก่อนจะกลับไปถามพี่ฝนถึงประสบการณ์มาโรงฝึกครั้งแรกหลังจากที่ไม่ได้ออกมาฝึกฝีมือเสียนาน
“ก็ยังไม่ได้ฝึกซ้อมกับใครหรอก พี่แค่ลองทบทวนวิชาเฉยๆ” ฝนตอบด้วยท่าทีสบายๆก็จริง แต่การฝึกกระบวนท่าก่อนหน้านี้ทำให้ฝนตระหนักถึงอะไรหลายๆอย่าง ดูเหมือนตอนนี้ร่างกายของเธอจะมีกำลังมากกว่าปกติมาก การออกกระบวนท่ารุนแรงและรวดเร็วกว่าแต่ก่อนมาก แต่สิ่งที่ทำให้ฝนติดขัดก็คือเธอไม่สามารถเรียกใช้สกิลอะไรได้เลย แถมาแที่ท้องก็ทำให้เธอเคลื่อนไหวไม่สะดวกนักแม้จะเย็บปิดปากแผลเอาไว้อย่างดีแล้วก็ตาม
“ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวได้ขยับร่างกายสักหน่อยก็กลับมาคล่องเหมือนเดิมแหล่ะ จริงสิร้านคาเฟ่ตรงหน้าปากซอยกลับมาเปิดแล้วนะ พวกเราแวะไปกินกันเถอะ” เคธเก็บดาบไม้ของตัวเองก่อนจะรีบเปลี่ยนรองเท้าออกจากโรงฝึกอย่างรวดเร็วเหมือนอยากจะรีบไปที่คาเฟ่เร็วๆ ไม่รู้ทำไมอยู่ๆร้านค้าในเมืองก็พากันปิดปรับปรุงกันหมดจนแทบจะไม่เหลือร้านอะไรให้เข้าเลย
“ก็ดีนะ พวกเรามาอยู่ที่นี่ตั้งหกเดือนแล้วยังไม่เคยแวะร้านข้างทางเลย ถ้าจำไม่ผิดจูนชอบกินมอคค่าใช่ไหม” เป็อย่างที่ฝนพูดจริงๆ ั้แ่ที่จูนและฝนเข้ามาพักในโฮมสเตย์ที่มีคุณยายของเคธเป็เ้าของมันก็ผ่านไป 6 เดือนแล้ว แต่ใน่ 6 เดือนนี้จูนกับฝนเหมือนไม่ค่อยได้ออกไปไหนเท่าไหร่ นานๆทีจะแวะข้างทางบ้างก็น่าสนใจดีไม่ใช่หรือไง
.
.
.
“โอ๊ะ รอบๆบ้านเรานี่เปลี่ยนไปเยอะเลยนี่นา ก่อนหน้านี้ยังดูเก่าอย่างกับถูกทิ้งร้างมาเป็ร้อยปีอยู่เลย” หลังจากออกมาจากคาเฟ่พร้อมเครื่องดื่มคนละแก้ว เหล่าสาวๆก็ตัดสินใจเดินแวะสวนสาธารณะที่เริ่มจะมีต้นไม้สีเขียวงอกขึ้นมาให้เห็นบ้างเล็กน้อย เช่นเดียวกับสภาพบ้านเมืองรอบๆที่เริ่มทำการซ่อมแซมใหม่หมดไม่ว่าจะปรับแต่งโครงสร้างให้กลับมาแข็งแรงและการตกแต่งภายนอกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“ก่อนหน้านี้ทั้งไฟฟ้าก็ไม่มี น้ำประปาก็ไม่ไหล แต่พอพวกจูนเข้ามาพักทุกอย่างก็เริ่มดีขึ้นเฉยเลย หรือทั้งหมดนี่จะเป็เพราะพวกเธอนำพาโชคมากันนะ” เคธพูดจาล้อเล่นพร้อมหัวเราะออกมาอย่างสดใส แต่คำพูดของเธอกลับไม่ผิดเสียทีเดียว เพราะคนที่สั่งให้คนในเมืองเริ่มซ่อมแซมสภาพบ้านเมืองรวมไปถึงแก้ไขปัญหาพลังงานก็คือจูนนี่เอง ตลอด 6 เดือนที่ผ่านมาจูนพยายามซ่อมแซมชุมชนแห่งนี้ให้กลับมาดูปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะมีทรัพยากรหลายอย่างที่ไม่เพียงพอต่อความ้าและต้องเริ่มผลิตใหม่ั้แ่ต้นก็ตาม
ติ๊ง!!
[ ราชินีซอมบี้ จูน ได้รับความชำนาญสกิลครบถ้วน สกิลควบคุมฝูงซอมบี้ เลื่อนระดับเป็ระดับ 8 ]
“...” การสั่งการซอมบี้แต่ละคนให้แสดงท่าทีอย่างเป็ธรรมชาตินั้นจำเป็ต้องใช้คำสั่งจากสกิลควบคุมฝูงซอมบี้หลายต่อหลายครั้ง ยิ่งจำนวนซอมบี้ที่ควบคุมมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งใช้งานมานาของจูนมากขึ้นเท่านั้น แต่มานาของจูนมีถึง 6 หลักแถมอัตราการฟื้นฟูยังน่ากลัวมากทำให้จูนสามารถใช้สกิลได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องสนเลยว่ามานาจะลดไปเท่าไหร่ และผลของการใช้สกิลควบคุมฝูงซอมบี้ควบคุมซอมบี้ภายในชุมชนนี้ทั้งหมดก็คือค่าความชำนาญที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนั่นเอง
ตอนที่สกิลควบคุมฝูงซอมบี้ยังเป็เลเวล 1 อยู่นั้นจูนจำเป็ต้องสั่งการซอมบี้แต่ละคนไปทีละขั้น ทำให้่นั้นจูนต้องอยู่เฝ้าดูการซ่อมแซมเมืองด้วยตัวเองเพราะเธอต้องสั่งการซอมบี้ผ่านสกิลทุกขั้นตอน แต่เพราะการใช้งานอย่างต่อเนื่องก็ทำให้จูนค้นพบเื่น่าสนใจซึ่งนั่นก็คือ การใช้งานคำสั่งนั้นจะอ้างอิงจากข้อมูลในสมองของซอมบี้คนนั้นๆด้วย อย่างเช่นการสั่งให้ซอมบี้สักตัวบอกสูตรอาหารออกมาหนึ่งสูตร หากซอมบี้คนนั้นเคยทำหรือรู้สูตรก็จะบอกออกมาตามนั้น แต่ถ้าเขาหรือเธอไม่เคยทำอาหารที่จูนถามมาก่อนสกิลก็จะแจ้งว่าคำสั่งผิดพลาดทันที
นอกจากนี้สกิลควบคุมฝูงซอมบี้ยังทำให้จูนสื่อสารกับซอมบี้ของโลกนี้ได้ง่ายขึ้นด้วยเพราะโลกใบนี้ใช้ภาษาต่างออกไปจากภาษาไทยที่จูนใช้ ไม่ว่าพวกซอมบี้จะตอบอะไรก็แปลงเป็ภาษาไทยก่อนแล้วค่อยตอบออกมาทุกครั้งทำให้จูนสามารถพูดคุยกับพี่เคธได้อย่างเป็ธรรมชาติอย่างกับคุยกับคนไทยด้วยกันไม่มีผิด แต่ความสามารถของสกิลควบคุมฝูงซอมบี้ยังไม่ได้หมดแค่นั้น
ยิ่งเลเวลของสกิลเพิ่มขึ้นเท่าไหร่การสั่งการก็ง่ายขึ้น และเหล่าซอมบี้ก็ยิ่งแสดงความเป็อัตลักษณ์ออกมาทีละน้อย เหล่าซอมบี้ที่เคยเป็ช่างก่อสร้างก็สามารถซ่อมแซมเมืองได้อย่างรวดเร็วทั้งยังช่วยอธิบายขั้นตอนการซ่อมแซมและความจำเป็ต่างๆให้จูนเข้าใจได้เป็อย่างดีอีกต่างหาก พอเลเวลสกิลเพิ่มก็เลยซ่อมแซมเมืองได้รวดเร็วขึ้น ยิ่งสกิลมาถึงเลเวล 5 ยิ่งทำให้งานของจูนง่ายขึ้นไปอีก หลังจากสกิลเลเวล 5 แล้วจูนก็สามารถสร้างชุดคำสั่งให้กับซอมบี้แต่ละคนได้ ทำให้พวกเขาเปลี่ยนจากหุ่นเชิดที่จูนต้องบังคับตลอดเวลาให้กลายเป็ระบบสมองกลที่สามารถทำงานด้วยตัวเองได้ระดับหนึ่งและคอยรับคำสั่งจากจูนเป็ครั้งคราวเท่านั้นทำให้ตอนนี้ภายในชุมชนถึงมีซอมบี้ที่กำลังใช้ชีวิตเหมือนคนปกติอยู่เต็มไปหมด ขอแค่หลอกตัวเองว่าพวกเขาเป็มนุษย์มันก็เหมือนจูนกำลังใช้ชีวิตอยู่ในต่างเมืองเลย
“จูน เป็อะไรไปเหรอ ทำไมหยุดเดินซะล่ะ” พี่เคธที่เห็นจูนมีท่าทีแปลกๆก็รีบหันมาถามทันทีด้วยความเป็ห่วง ก็แน่ล่ะ… จูนตั้งโปรแกรมให้พี่เคธเป็หลานสาวเ้าของโฮมสเตย์ที่นิสัยดีและคอยดูแลคนอื่นอยู่เสมอนี่นา แถมสกิลตอนนี้ก็เลเวล 8 แล้วทำให้ชุดคำสั่งทำงานได้ดีขึ้นมากจริงๆ
“ไม่มีอะไรค่ะ” จูนยิ้มเจื่อนๆออกมาก่อนจะเดินตามพี่เคธและพี่ฝนไปอย่างช้าๆเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บอกตามตรงว่า่หลังพวกซอมบี้ที่อยู่ภายใต้การควบคุมดูเป็ธรรมชาติขึ้นมากจนจูนเกือบจะลืมไปแล้วว่ากำลังอยู่ในเมืองจอมปลอมที่เธอสร้างขึ้นมาเอง เรียกได้ว่าเสียงแจ้งเตือนจากระบบว่าเลเวลสกิลของเธอเพิ่มขึ้นแทบจะเป็อย่างเดียวเลยที่ย้ำเตือนว่าความจริงมันเป็อย่างไร ไม่ว่าจะเป็แก้วน้ำในมือที่มันไม่เคยใส่อะไรมาแต่แรกหรือแม้แต่ร่างของพี่สาวทั้งสองคนที่กำลังเดินคุยกันอยู่ข้างหน้าเธอก็ตาม
ติ๊ง!!
[ ทำการค้นหาสำเร็จ กำลังทำการสร้างประตูมิติเพื่อเชื่อมต่อระหว่างดวงดาว ขอให้เหล่าผู้อยู่อาศัยเตรียมตัวให้พร้อม ]
“เอ๊ะ…” เพราะอยู่อย่างสงบมา 6 เดือนทำให้จูนแทบจะลืมไปแล้วว่าแต่เดิมโลกแห่งนี้ก็คือโลกที่อยู่ภายในเกทที่เคยเชื่อมต่อกับโลกของเธอมาก่อน ความจริงมันก็ไม่แปลกหรอกที่จะมีเกทปรากฏขึ้นอีกครั้ง เพราะถ้าโลกใบนี้จะหยุดนิ่งไปเฉยๆโดยไม่เปิดเกทขึ้นอีก ระบบก็ไม่มีความจำเป็ต้องเลือกบอสคนใหม่อย่างจูนขึ้นมาเลยนี่นา แต่ถึงจะรู้แบบนั้นแต่จูนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับระบบของโลกฝั่งนี้เลยนี่นา ประตูมิตินั่นกำลังเชื่อมต่อกับที่ไหนแล้วจะมีอะไรโผล่ออกมาจากประตูมิตินั่นกันแน่ แล้วเธอควรจะทำอย่างไร
“จูน… ไม่เป็ไรนะ พวกเราไม่เป็ไรหรอก” พี่ฝนเดินเข้ามาหาจูนก่อนจะโอบกอดจูนเอาไว้อย่างอ่อนโยน ดูเหมือนพี่ฝนเองก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนเหมือนกันกับทุกๆคน และพี่ฝนก็รู้ทันทีว่าจูนกำลังกังวลอยู่แน่นอน
“ก่อนอื่นพวกเราไปตรวจสอบที่เกทกันก่อน พวกเราไม่รู้เลยว่าเกทตอนนี้เชื่อมกับโลกแบบไหน” พี่ฝนพูดจบก็ทำให้จูนใจเย็นลงมาหน่อย วิชาสำรวจเกทที่เคยเรียนจากศูนย์ฝึกก็บอกเอาไว้เสมอว่าเกทนั้นมีความเปลี่ยนแปลงได้เสมอ หากพบเจอสถานการณ์ไม่คาดฝันและตกอยู่ในความสับสน สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือรวบรวมข้อมูล
“ค่ะ…” จูนหายใจเข้าลึกๆก่อนจะบอกให้พี่เคธกลับบ้านไปก่อน แม้เคธจะเป็นักกีฬาฟันดาบเมืองนี้แต่ร่างกายของพี่เคธก็เป็แค่ร่างกายของมนุษย์ปกติไม่ใช่ร่างของผู้ปลุกพลังเหมือนของจูนและพี่ฝน หากเกิดอะไรขึ้นพี่เคธอาจจะได้รับาเ็ได้
ตุบ…
หลังจากประกาศแจ้งเตือนดังขึ้นประตูมิติก็ปรากฏที่มุมหนึ่งของเมืองทันทีโดยตำแหน่งนั้นห่างไปจากจุดเดิมที่พวกจูนเคยเข้ามาพอสมควร แต่เพราะเกทมีขนาดใหญ่ทำให้สามารถมองเห็นได้ไม่ยากนัก
“น่าจะยังไม่มีใครเข้ามานะ” พี่ฝนที่มาถึงก่อนมองประตูมิติสีขาวที่เปิดค้างเอาไว้อยู่ตรงสวนสาธารณะแห่งหนึ่งที่สภาพพื้นที่แทบจะกลายเป็กระบะทรายไปทั้งสวน หากเทียบกับสวนที่จูนพยายามปรับปรุงแล้วที่นี่เหมือนทะเลทรายเลย
“พี่คิดว่ามันเป็ไปได้ไหมที่ประตูบานนั้นจะเชื่อมต่อกับโลกของเรา” จูนมองเข้าไปในประตูมิติสีขาวอันแสนคุ้นเคย ประตูมิติบานนี้เหมือนกับบานที่พาเธอมายังโลกนี้ไม่มีผิด แม้จะมีโอกาสเพียงเล็กน้อยแต่มันจะเป็ไปได้หรือเปล่าที่ประตูบานนี้จะเชื่อมต่อกับโลกของเธออีกครั้ง
วูบ…
ท่าทางคำถามของจูนจะไม่จำเป็ต้องตอบเสียแล้ว เพราะชั่วอึดใจหลังจากจูนถาม อยู่ๆประตูมิติก็มีปฏิกิริยาพร้อมๆกับร่างของคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากประตูมิติ แถมร่างกายของคนเ่าั้ยังดูสะดุดตามากทีเดียว
“ลิซาร์ดแมน?” ร่างที่เดินออกมาจากประตูทำให้ความหวังของจูนปลิวหายไปทันที หากไม่ใช่เพราะโลกของเธอโดนมนุษย์กิ้งก่ายึดครองก็มีแค่ความหมายเดียวนั่นคือโลกที่เชื่อมต่อกับเกทเมืองรกร้างแห่งนี้คือโลกของพวกลิซาร์ดแมนอย่างแน่นอน แถมเหล่าลิซาร์ดแมนที่เข้ามายังต่างจากลิซาร์ดแมนที่จูนเคยเห็นอยู่บ้างเพราะพวกมันมีชุดเกราะสวมเอาไว้กับตัวแถมยังถือหอกและมีการจัดตำแหน่งในปาร์ตี้ด้วย
วูบ!!
“ซ่า…!!” อยู่ๆเสียงของลิซาร์ดแมนตัวหนึ่งก็เอะอะโวยวายขึ้นมาด้วยความใ แม้จูนจะไม่เข้าใจภาษาของพวกมันจูนก็เข้าใจทันทีว่าพวกมันกำลังใเื่อะไร นั่นเพราะพวกจูนก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเหมือนกัน เหตุการณ์ที่ประตูมิติเื้ัเปลี่ยนเป็สีแดงสดพร้อมคำประกาศแจ้งเตือนที่บอกว่าเกทแห่งนี้ได้กลายเป็เรดเกทแล้วนั่นเอง ซึ่งเงื่อนไขการออกจากเรดเกทก็เหมือนกับที่พวกจูนเจอแน่ๆ นั่นคือการเอาชีวิตรอดให้ได้ 14 วัน หรือฆ่าบอสของเกทให้ได้…
“อ๊ะ…” เหมือนจูนเพิ่งจะจำเื่สำคัญขึ้นมาได้ ตอนนี้เธอเป็บอสของเกทนี้นี่นา แบบนั้นก็หมายความว่า…