ยามราตรีแสงจันทร์ถักทอเป็ผืนแพ สะท้อนแสงดวงดาราประกายเต็มฟ้า ที่หน้าห้องประชุมพรรคเลี่ยงหรง ชายหนุ่มที่เพิ่งมาถึงถูกต้อนรับและเปิดบานเลื่อนให้
“เรียกข้ามาเวลานี้ คงจะเป็เื่สำคัญมิใช่น้อย”
“นั่งก่อนสิ เหิงเยว่” เหิงเยว่ทำตามชายตรงหน้าบอก ซึ่งระหว่างนั้นผู้ติดตามก็เข้ามาช่วยถอดเสื้อคลุมชั้นนอกออกไป
“ไม่ต้องสุภาพกับข้าขนาดนั้น ยังไงเราก็เป็สหายร่วมรบในการกวาดล้างพวกอสูรครั้งใหญ่มิใช่หรือ จิ่นเลี่ยน”
“เหิงเยว่ ถ้าหากว่ามีโอกาสที่จะเพิ่มเงินตรา อำนาจ พลังและระดับชั้นยศ เ้าคิดว่าคนทั่วไปจะคว้าโอกาสนั้นไว้หรือไม่”
“เหตุใดท่านถึงถามอะไรแบบนี้ออกมา มีหรือที่คนทั่วไปจะพลาดโอกาสนั้น ถ้าหากเป็ข้าก็ไม่อยากพลาดเช่นกัน แต่ระดับชั้นยศที่สูงกว่าเ้าสำนักยังมีอยู่อีกงั้นหรือ”
“มีสิ เ้าอยากจะรู้ไหมล่ะ ว่าจะต้องทำเช่นไร” เหิงเยว่ไม่ตอบอะไรกลับไป ที่ทำก็มีเพียงสบตาจิ่นเลี่ยนอย่างตั้งใจ “ขึ้นรับตำแหน่งประมุขพรรคเลี่ยงหรง ยังไงล่ะ”
เหิงเยว่เบิกตากว้างด้วยความสงสัย เพราะตำแหน่งประมุขพรรคเลี่ยงหรงจะสืบทอดต่อ ๆ กันในตระกูลหวังเท่านั้น ไม่เคยมีครั้งไหนที่ตำแหน่งนี้จะเป็คนนอกตระกูล ซึ่งมันเป็ไปไม่ได้เลยที่คนทั่วไปจะได้รับตำแหน่งนั้น
สำหรับพรรคที่จิ่นเลี่ยนดูแลคือพรรคจิ่นจ้ง ส่วนพรรคที่เหิงเยว่ดูแลคือพรรคหลิ่งเหอ ทั้งสองพรรคนี้เป็พรรคสาขาของพรรคเลี่ยงหรง
“ท่านคงจะล้อข้าเล่นเป็แน่ จิ่นเลี่ยน” เหิงเยว่หัวเราะออกมากับคำล้อเล่นที่ไม่คิดเลยว่ามันจะถูกเปล่งออกมาจากปากของจิ่นเลี่ยน
“ถ้าหากยังไม่รีบเข้าเื่ เห็นทีข้าคงจะต้องขอลากลับก่อน” เ้าตัวทำถ้าจะลุกขึ้นยืน อีกฝ่ายก็เรียกขัดในทันที
“เหิงเยว่ ท่านคงจะคิดว่าสิ่งที่ข้าพูดไปเป็เื่ล้อเล่นสินะ ถ้าเช่นนั้นข้าจะไม่อ้อมค้อม… ข้าอยากได้ท่านมาเข้าร่วมแผนการในครั้งนี้”
“แผนการ?” จิ่นเลี่ยนกวักมือส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามนำห่อผ้าขาวมาวางด้านหน้าเหิงเยว่
“ข้าไม่ได้ให้ท่านเข้าร่วมฟรี ๆ หรอกนะ ภายในห่อผ้านั่นเป็โอสถบ่มเพาะระดับสูง ข้าคิดว่ามันจะช่วยให้คนในสำนักของท่านแกร่งขึ้นไม่น้อย”
ถึงแม้เหิงเยว่จะยิ้มให้ แต่ก็ไม่ปักใจรับของตรงหน้ามา เพราะมันช่างแปลกและขัดกับนิสัยโดยทั่วไปของจิ่นเลี่ยน ถ้าหากมันเป็ตามที่ว่าจริงจิ่นเลี่ยนคงจะนำของพวกนี้ไปใช้กับพรรคตัวเองและไม่นำมาแบ่งปันหรอก
“คงจะถึงเวลาที่เ้าต้องบอกมาได้แล้วว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงสำหรับราตรีนี้คือสิ่งใด สิ่งที่พูดมาข้ายังไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อย”
“ข้าจิ่นเลี่ยน จะนำพรรคจิ่นจ้งเข้าโจมตีพรรคเลี่ยงหรงเพื่อสังหารท่านประมุขพรรคคนปัจจุบัน แต่กำลังทัพเพียงแค่นี้มิอาจจะกวาดล้างได้ ข้าจึงอยากขอความร่วมมือจากท่านเหิงเยว่ ถ้าหากท่านเข้าร่วมแผนการในครั้งนี้ ชัยชนะของพวกเราคงจะไม่หนีหายไปไหน”
เหิงเยว่ขมวดคิ้วย่นเข้ากลางหน้าผากในทันทีที่ได้ยินจนจบประโยค แท้จริงแล้วจิ่นเลี่ยน้าจะปั่นหัวเขาเล่นงั้นหรือ
“เ้าจะล้อข้าเล่นแรงเกินไปแล้ว นี่เ้าคิดว่าข้าถูกปั่นหัวได้ง่ายอย่างงั้นหรือ ถ้าธุระที่เรียกข้ามานั้นมีแค่เื่ล้อเล่นพวกนี้ เห็นทีข้าคงจะต้องกลับสำนักแล้วล่ะ”
“ถ้าที่ข้ากล่าวมานั้นเป็เื่ล้อเล่น ข้าคงไม่นำโอสถบ่มเพาะพวกนี้มามอบให้ท่านหรอก”
เหิงเยว่พยักหน้าตอบรับราวกับเชื่อแล้วว่าที่กล่าวมาก่อนหน้าเป็เื่จริง และถ้าหากลองคิดตามที่จิ่นเลี่ยนพูดแล้วล่ะก็ เื่ที่ว่ามาก่อนหน้านี้คงจะมิใช่เื่ล้อเล่น แล้วมันมีเหตุผลอันใดกันที่จะต้องวางแผนก่อฏเช่นนี้ เขาจะต้องรีบปฏิเสธและนำเื่นี้ไปบอกท่านประมุขโดยเร็ว
“ถ้าเช่นนั้น ท่านมีเหตุอันใดถึงต้องวางแผนเช่นนี้ด้วย”
“เื่นั้นคงจะบอกเ้าตอนนี้ไม่ได้ แต่หลังจากที่ตอบตกลงข้าสัญญาว่าจะบอกเ้าอย่างแน่นอน”
“ข้าจะนำคำตอบมาให้ภายหลัง ส่วนโอสถพวกนี้ข้าไม่ขอรับไว้” เหิงเยว่ลุกขึ้นพลางมองหาผู้ติดตาม ไม่นานเขาก็นำเสื้อตัวนอกมาช่วยสวมคืนให้
“หวังว่าเ้าจะฉลาดพอที่จะเก็บเื่นี้ไว้เป็ความลับและไม่นำไปบอกท่านประมุขเสียก่อน”
เหิงเยว่ไม่ตอบกลับ เพียงแต่ยกยิ้มที่มุมปากขึ้นเล็กน้อยก่อนจะออกไปยังระเบียงทางเดินหน้าห้องประชุมพรรค
ปลายเท้าซ้ายสลับขวาสาวไปเบื้องหน้าเพื่อเร่งรุดตรงไปยังพำนักของท่านประมุขท่ามกลางแสงเทียนสลัวตามเสาไม้ผนวกกับแสงจันทร์ หวังเพียงหนึ่งเดียวคือแจ้งเื่ที่ได้ยินมาให้ท่านประมุขทราบในทันที แม้ในใจจะรู้ดีว่ามันอาจจะเกิดการเข้าใจผิด แต่ถ้าหากเป็ท่านประมุขล่ะก็คงจะต้องเข้าใจเขาเป็แน่
ใช้เวลาไม่นานจากห้องประชุมพรรคมายังเบื้องหน้าพำนักนี้ มือขวายกขึ้นผลักประตูไม้อย่างเร่งรีบจนลืมเคาะประตู
“ท่านประมุข” เหิงเยว่ส่งเสียงเรียกหา ขณะก้าวเท้าเข้าไปส่วนลึกของพำนัก ภายในมีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาเสียเท่าไหร่
ขณะที่เหิงเยว่รีบตรงดิ่งไปยังห้องนอนในพำนักแห่งนี้ก็ได้ยินเสียงทุ้มต่ำตอบรับกลับมา
“นั่นใคร”
“ข้าเอง เหิงเยว่” เมื่อเหิงเยว่ตอบกลับไป ก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่พุ่งเข้ามาปักอยู่บริเวณท้ายทอย สายตาที่คราแรกเห็นเพียงแสงสลัวก็ค่อย ๆ พร่ามัวไปเรื่อย ๆ พละกำลังเองก็ลดลงอย่างกะทันหันจนมิอาจทรงตัวยืนอยู่ได้ จากนั้นก็มีใครบางคนมาจับกุมตัวเขาและถอดเสื้อคลุมนอกออกเพื่อตรวจสอบ
“ท่านประมุข นี่ท่าน... ทำอะไร” เข่าซ้ายทรุดแนบลงกับพื้น สิ่งที่ปักอยู่คงจะไม่พ้นอาวุธลับเข็มยาสลบที่มีฤทธิ์รุนแรงเป็แน่ แล้วใครกันที่เป็คนลอบทำร้าย
“ข้าเจอนี่เ้าค่ะ ท่านประมุข ข้าคิดว่าคงจะเป็เข็มอาบยาพิศ” เสียงสูงของผู้หญิงที่น่าจะเป็เ้าของเข็มยาสลบพูดขัดขึ้นมา
เหิงเยว่กัดฟันแน่นและใช้นิ้วหยิกไปที่ต้นขาเพื่อประครองสติ
“ขอบใจเ้ามาก” เสียงของท่านประมุขเปล่งออกมาพร้อมปรากฏร่างให้เหิงเยว่เห็น ถึงแม้จะเห็นเพียงเงาก็รู้ได้ทันทีว่าคนตรงหน้าคือท่านประมุขพรรค
“ด้วยความยินดีเ้าค่ะ” เสียงแหลมตอบกลับในทันทีที่ท่านประมุขพูดจบ
“เป็ไปตามที่จิ่นเลี่ยนบอกจริง ๆ ข้าก็แปลกใจไม่น้อยเลยว่าคนอย่างท่านเหิงเยว่คิดทำเช่นนี้ในยามวิการ เสียดายที่ข้าเคยไว้ใจเ้า... เหิงเยว่”
“ข้า...เพียงแค่จะมาบอกท่าน...”
“พาตัวเขาไปที่คุก” นั่นเป็ประโยคสุดท้ายที่เหิงเยว่ได้ยินก่อนจะนอนราบลงกับพื้นห้องและหมดสติไป
เมื่อเหิงเยว่รู้สึกตัวอีกทีก็ถูกจองจำในคุกของพรรคเรียบร้อย ข้อมือทั้งสองถูกกุญแจมือตรวนและมีโซ่รั้งเอาไว้กับกำแพง เขาอยู่ในสภาพคุกเข่าและค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นจากนั้นกวาดสายตามองไปทั่วบริเวณ
เพราะเหตุใดเื่ราวถึงได้กลับตาลปัตรเช่นนี้ ทำไมท่านประมุขพรรคถึงเชื่อคำพูดของจิ่นเลี่ยน ท่านประมุขที่ฉลาดปราดเปรื่องไม่ควรจะปักใจเชื่อคำพูดที่ไร้หลักฐาน
หรือว่ามันผิดที่ไม่ยอมระวังตัว... มันแปลก แปลกั้แ่ที่จิ่นเลี่ยนนัดมาประชุมที่พรรคเลี่ยงหรงยามราตรี และเมื่อไปยังพำนักของท่านประมุขก็ถูกลอบโจมตีจากหน่วยลับ
ทุกอย่างมันพอดีเกินไป มีเพียงสิ่งเดียวเท่านั้นที่จะตอบคำถามนี้ได้ ทั้งหมดนี่เป็แผนการของจิ่นเลี่ยน แต่มันทำแบบนี้ทำไม
หลังจากนั้นไม่นานก็มีเสียงฝีเท้าเข้าใกล้มาทางนี้เรื่อย ๆ ก็ปรากฏร่างของจิ่นเลี่ยนอยู่เบื้องหน้า
“ไม่คิดว่าเ้าจะไร้สมองถึงขั้นเมินเฉยต่อคำเตือนของข้าเช่นนี้” จิ่นเลี่ยนส่ายศีรษะเล็กน้อย “เห็นทีข้าจะต้องเล่นไม้แข็งกับท่านเสียแล้ว” เขางอแขนเข้าหาตัวจากนั้นผายมือไปด้านหลังเพื่อรับกระบี่จากผู้ติดตาม
“ทำไมท่านประมุขถึงเชื่อคำพูดของเ้า!” เหิงเยว่ถามสิ่งที่คาใจที่สุดออกไปเต็มเสียง
“เหอะ...” จิ่นเลี่ยนเผยยิ้มออกมา จากนั้นพยักหน้าเพื่อเป็สัญญาณบางอย่างให้กับผู้ติดตามของเขา เมื่อนำกระบี่มาเหน็บบริเวณเอวจนเสร็จ เขาก็คว้าเสื้อตัวนอกของเหิงเยว่ที่ถูกถอดและวางไว้บนโต๊ะไม้ด้านข้างที่ไม่ห่างจากตัวเขามากนัก
“เพราะสิ่งนี้ไงล่ะ” จิ่นเลี่ยนล้วงกระเป๋าด้านในเสื้อคลุม และหยิบเข็มออกมาชูให้เหิงเยว่เห็น “ที่ทำให้ท่านประมุขพรรคที่เ้าเคารพนักหนาเชื่อคำพูดของข้าอย่างสนิทใจ”
“นั่นไม่ใช่ของข้า... ั้แ่เมื่อไหร่” เหิงเยว่เบิกตากว้างเมื่อฉุกคิดขึ้นได้ว่า ก่อนที่จะพูดคุยกับจิ่นเลี่ยน ผู้ติดตามคนนั้นมาช่วยถอดเสื้อตัวนอกของเขาออกไป ทั้ง ๆ ที่ไม่จำเป็
“เหมือนจะนึกออกแล้วสินะ เหิงเยว่... เพื่อความสมจริงไปอีกขั้น ข้าได้เคลือบเข็มเล่มนี้ด้วยพิษที่มีฤทธิ์กัดกร่อนพลังปราณ ไม่ว่าใครหน้าไหนที่เห็นเ้าพกเข็มนี่ไปมา ก็คงจะคิดได้อยู่อย่างเดียวนั่นแหละว่าเ้าจะต้องเป็นักลอบสังหารอย่างแน่นอน”
“ถ้าหากข้าหลุดออกไปจากตรงนี้ ข้าจะเอาคืนเ้าให้สาสม” เมื่อจิ่นเลี่ยนได้ยินคำพูดของเหิงเยว่ เขาปักเข็มเล่มนี้เข้าที่หัวไหล่ขวาของเหิงเยว่ในทันที
“เมื่อกี้เ้าว่าอะไรนะ”
เสียงโอดครวญถูกส่งออกมาถึงแม้จะน้อยนิดก็ตามที พิษของเข็มพุ่งตรงเข้าสู่กระแสเื มันเริ่มทำให้พลังปราณในร่างของเหิงเยว่ปั่นป่วน
โทษะที่มีอยู่เดิม ตอนนี้ทวีคูณขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว ในคราแรกเหิงเยว่คิดเพียงแค่จะสั่งสอน แต่ครานี้ความคิดนั้นถูกกลบไปด้วยความโกรธ จากสั่งสอนมันเปลี่ยนเป็ความอาฆาตแค้นและประสงค์ที่จะทำให้ศีรษะของมันหลุดออกจากบ่าให้จงได้
“แล้วเ้าจะต้องเสียใจ” หลังกล่าวจบ เหิงเยว่กระชับหมัดแน่นเพื่อโคจรพลังลมปราณในร่างให้ขับสารพิษออกและใช้แรงเฮือกนั้นในการกระชากโซ่ให้ขาดในคราวเดียวกัน
ทว่าจิ่นเลี่ยนไม่ปล่อยให้การกระทำนี้สำเร็จ มันใช้ฝามือตบเข้าที่เข็มจนทำให้มันจมลงในกล้ามเนื้อจนมิด
นั่นทำให้การไหลเวียนของพลังปราณยิ่งปั่นป่วนเข้าไปใหญ่ การโคจรพลังปราณเพื่อขับพิษนั้นล้มเหลว ผลของมันทำให้เหิงเยว่กระอักเืออกมาพร้อมกับเสียงกระอักกระอวนที่อั้นเอาไว้
“ข้าไม่อยากทำแบบนี้หรอก แต่เ้ารู้ไหมว่าการกำจัดเสี้ยนหนามที่คอยบั่นทอนนั้นเป็สิ่งแรกที่ควรทำ เ้านั่นแหละที่เป็คนทำให้ข้าไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากกำจัดให้พ้นไปเสีย มิเช่นนั้นแผนการของข้าในอนาคตคงจะถูกขัดขวางเป็แน่” จิ่นเลี่ยนชักกระบี่คู่ใจออกจากฝัก
“ถ้าหากมีเป้าหมายจะจัดการกับข้าแต่แรก ทำไมเ้าถึงไม่ดวลกันอย่างซึ่ง ๆ หน้าแทนการตรึงร่างของข้าเอาไว้แบบนี้ล่ะ หรือ-” เหิงเยว่กระอักเืออกมาขณะพูด “เ้ากลัวที่จะพ่ายแพ้ต่อข้า” ของเหลวสีชาดที่สำลักออกมาเมื่อครู่ไหลเป็คราบติดอยู่บริเวณมุมปาก
“ฮะฮ่า...” จิ่นเลี่ยนปล่อยเสียงหัวเราะขบขันออกมา “เ้าก็รู้ว่าทำไมข้าถึงต้องทำแบบนี้ นั่นก็เพราะระดับพลังปราณของเราไม่ต่างกัน หากปะทะกันซึ่งหน้าคงจะเกิดหายนะต่อลานประลองเป็แน่”
เหิงเยว่กระชับหมัดทั้งสองแน่นจนจิกลงไปที่ฝ่ามือ พร้อมกับขบฟัน… เื่ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะความไม่ระวังตัว ความไว้ใจที่มอบให้ผิดคนนั้นเหมือนกับดาบสองคม เื่นี้ที่เคยได้ยินมาในคราแรกก็ไม่เชื่อจนกระทั่งได้มาเจอกับตัวเองในตอนนี้
“เอาล่ะ หมดเวลาสำหรับการพูดคุย ลาก่อน เหิงเยว่” จิ่นเลี่ยนง้างกระบี่ขึ้นเหนือศรีษะเล็งไปยังแขนของเหิงเยว่
“นิ... เ้าจะทำอะไรของเ้ากันแน่!”
เหิงเยว่เบิกตากว้างทันทีที่เห็นภาพเบื้องหน้า กระบี่เรียวที่เห็นจนคุ้นตาวาดลงตั้งฉากผ่านเนื้อหนัง กระดูกจรดกล้ามเนื้ออีกด้าน แขนของเขาถูกตัดขาดออกจากร่างและห้อยไปมากับกุญแจมือที่ตรึงเอาไว้
“อ้ากกกกกกก!!”
สายธารโลหิตพวยพุ่งออกจากแขนจนนองไปทั่วทั้งพื้น เสียงร้องโอดครวญออกมาดังลั่นไม่ขาดสาย ความเ็ปวิ่งแล่นยิ่งกว่าเมื่อครู่นับร้อยเท่า สติที่พยายามประครองเอาไว้ก็เกือบจะหลุด สายตาเริ่มพร่ามั่ว เปลือกตาเริ่มหนักอึ้งจนมิอาจฝืน พร้อมกับเสียงหอบที่ค่อย ๆ ช้าลง
“ข้าจะให้เวลาพวกเ้าหนึ่งเค่อ[1] พาตัวมันไปทิ้งที่ป่านอกเมือง ห้ามมิให้ผู้ใดเห็นเด็ดขาด ยิ่งเป็คนของสำนักหลิ่งเหอยิ่งห้ามให้คนพวกนั้นเห็นเป็อันขาด” ถึงแม้จะไม่ต้องปิดชีพ ณ ตอนนี้ ยังไงก็ต้องสิ้นชีพเพราะเสียเืมากหรือไม่ก็ถูกอสูรนอกเมืองกัดกินอยู่ดี
“ขอรับท่านจิ่นเลี่ยน” ผู้ติดตามทั้งสองปลดกุญแจมือและรีบพยุงร่างที่เต็มไปด้วยโลหิตออกจากคุกในทันที
ถ้าหากว่าข้าสามารถรอดไปได้ ข้าจะเอาคืนเ้าเป็พันเท่า
นั่นเป็ความคิดสุดท้ายก่อนที่เหิงเยว่จะหมดสติไป
[1]เค่อ เป็มาตรวัดเวลาของจีนซึ่ง 1 เค่อเท่ากับ15 นาที