บทที่ 40
เรียกตัวเข้าเฝ้า
ในระยะเวลาสองวันที่พำนักอยู่ภายในจวนเหยียนหลงอ๋องไป๋ซือเหนียงและเถาเถายังมิได้ประสบกับความยากลำบากอันใด
ทุกสิ่งทุกอย่างดูราบรื่นเป็นพิเศษ...หรือบางทีอาจเป็นเพราะ "ยังไม่ถึงเวลา"ก็เป็นได้
สายตาของนางทอดมองไปยังเถาเถาเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังวิ่งไล่จับผีเสื้ออยู่ท่ามกลางสวนดอกโบตั๋นอันกว้างใหญ่เสียงหัวเราะใสบริสุทธิ์ทำให้บรรยากาศรอบด้านคล้ายอบอุ่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
ยามนี้เถาเถาได้รับความโปรดปรานจากซูอวิ๋นเจียว ชายาเอกของเหยียนหลงอ๋องผู้มีฐานะเป็นท่านย่าของนางเอง
นี่ถือเป็นเรื่องดี...ในจวนแห่งนี้แม้ว่าเหยียนฉางหลงจะมีอำนาจเด็ดขาด เหนือผู้ใดทั้งสิ้น
ทว่าผู้เดียวที่เขายอมไว้หน้าและมีสิทธิ์ชี้ขาดเรื่องใด ๆ ได้โดยไม่ต้องเอ่ยปากขออนุญาตก่อน ก็คือซูอวิ๋นเจียวชายาเอกผู้สง่างามนั้น
นาง...เป็นสตรีจากตระกูลซูหนึ่งในตระกูลใหญ่ผู้ทรงอิทธิพลในราชวงศ์เหยียน
ตลอดสองวันที่ผ่านมาไป๋ซือเหนียงใช้เวลาศึกษาความสัมพันธ์ในตระกูลนี้ไม่น้อย
ตระกูลซูแห่งนครหลวงเหยียนจิงเป็นเสาหลักสำคัญที่ค้ำจุนอำนาจของเหยียนฉางหลงตั้งแต่ครั้งอดีต
ยามที่เหยียนฉางหลงยังเป็นเพียงองค์ชายสิบไร้ทั้งกำลังคนและอำนาจในราชสำนัก แต่เพราะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลซูทั้งกำลังทหารและกำลังทรัพย์จึงสามารถก้าวขึ้นมาแย่งชิงบัลลังก์ให้แก่พระเชษฐาของตนได้สำเร็จ
กล่าวได้ว่าอำนาจในวันนี้ของเหยียนหลงอ๋อง มิอาจแยกขาดจากตระกูลซูได้เลย
ตำแหน่งชายาเอกของซูอวิ๋นเจียว...จึงมิใช่เพียงคำเรียกขานสำหรับสตรีในจวน
ขณะสายลมอ่อนพัดผ่านแนวกิ่งหลิวเบื้องบนก็ไหวเอน
ไป๋ซือเหนียงก้มลงหยิบถ้วยชาขึ้นจิบเบาๆ ก่อนจะหยุดนิ่ง ทันทีที่สัมผัสได้ถึงพลังปราณอันสงบนิ่ง แต่เย็นเยียบราวกับเงาแผ่วเบาที่แทรกซึมเข้ามา
นางหันศีรษะไปอย่างเชื่องช้ามองร่างสูงในชุดอาภรณ์ขาวที่ก้าวย่างเข้ามาโดยไร้สุ้มเสียง
เหยียนไป๋เฉินหยุดยืนอยู่ข้างโต๊ะน้ำชาใต้เงาหลิวที่พลิ้วไหวแววตาเรียบนิ่งก้มมองไปยังเถาเถาที่ยังคงวิ่งเล่นอย่างสนุกสนานอยู่ไกลออกไป
มุมปากเขายกยิ้มจาง ๆในดวงตาทอดแววอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งนัก
“ข้าเพียงแค่มาดูเท่านั้น เดี๋ยวจะไปแล้ว”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบหากแฝงความอ่อนโยนที่แม้แต่ตัวเขาเองอาจไม่ทันสังเกต
ไป๋ซือเหนียงพยักหน้ารับแต่ก่อนที่เหยียนไป๋เฉินจะหมุนตัวจากไป นางก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่เร่งร้อน
“ยามเย็น...เจ้าไปพบเถาเถาด้วยนางมิได้เห็นหน้าเจ้ามาสองวันแล้ว”
ถ้อยคำนั้นเอ่ยอย่างแผ่วเบาแต่กลับคล้ายมีน้ำหนักที่ไม่อาจปฏิเสธได้
เหยียนไป๋เฉินชะงักเล็กน้อยก่อนจะกระแอมไอเบา ๆ อย่างจนปัญญา และพยักหน้ารับอย่างจำยอม
เขาไม่รู้เพราะเหตุใด เมื่อสตรีผู้นี้พูดออกมาด้วยน้ำเสียงเช่นนั้นมันทำให้เขานั้นรู้สึกเหมือนปฏิเสธไม่ได้
“ข้าไปแล้ว เดี๋ยวจะรีบมาพบเถาเถาในยามเย็น”
เอ่ยจบร่างสูงก็หมุนตัวเดินจากไปทันทีเส้นผมสีดำขลับยาวถึงกลางหลังพลิ้วไหวตามแรงลมขณะก้าวย่างจากไป
ไป๋ซือเหนียงทอดตามองเงาหลังของเขาอย่างเงียบงันแผ่นหลังนั้นยังคงตรงแน่ว ราวกับไม่เคยแบกความเหนื่อยล้าหรือความหนักหน่วงในใจ
นางมองจนกระทั่งเขาลับสายตาก่อนจะหันกลับมา จิบชาต่ออย่างสงบนิ่งรอยยิ้มบางเบาแต้มที่มุมปากคล้ายกับมิได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมเลยแม้แต่น้อย
…
ตำหนักเหยียนหลง…เรือนหลักซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ศูนย์กลางเขตด้านในของจวนเหยียนหลงอ๋อง
ภายในตำหนักนั้นนอกจากจะเป็นที่พำนักของเหยียนฉางหลงแล้วยังมีห้องตำราส่วนตัวที่ผู้คนกล่าวขานว่าเปรียบเสมือนศูนย์บัญชาการทัพรองจากหอหลงอวี่
ห้องตำรานี้ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของตำหนักชั้นในสุด ประตูไม้สักบานใหญ่แกะสลักลวดลายมังกรเพลิงเฝ้ามองลงมาเงียบงันผนังห้องด้านในกรุด้วยไม้หอมไม้โบราณหลายชนิดที่ช่วยเก็บรักษาความเย็นและป้องกันอาคมแฝงเร้น
ภายในห้อง…
ตรงผนังทั้งสี่ด้านเป็นชั้นวางตำราสูงจรดเพดานตำราทั้งเก่าและใหม่วางเรียงเป็นระเบียบ หนังสือบางเล่มหนาจนต้องใช้สองมือรับบางเล่มถูกผูกตรวนด้วยโซ่เหล็กและยันต์สะกด
โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ตรงกลางห้องทำจากไม้หวงฮว่าล้วนขาโต๊ะแกะสลักเป็นรูปกรงเล็บมังกรยึดลูกแก้วเพลิง
แผนที่ทัพและค่ายกลมากมายแผ่กางอยู่บนโต๊ะกล่องเก็บกระดาษและพู่กันเรียงราย ข้างโต๊ะมีแท่นหินหมึกโบราณใบใหญ่ตั้งอยู่ด้านข้างอีกฝั่งหนึ่งเป็นแผงไม้เสียบกระบี่ มีอาวุธหลายชนิดแขวนอยู่เงียบงันราวกับพร้อมชักออกมาได้ทุกเมื่อ
ในส่วนลึกสุดของห้องมีผนังหนึ่งฝังแผ่นป้ายไม้แกะสลักอักษรขนาดใหญ่ว่า
“พิชิตฟ้าด้วยยุทธ์ ครองดินด้วยธรรม”
อักษรเขียนด้วยหมึกโลหิต เส้นพู่กันแกร่งกล้าแต่สงบเย็นเป็นลายมือของเหยียนฉางหลงเอง
บรรยากาศในห้องเงียบสงบเย็นเยียบและหนักแน่น ราวกับว่าที่นี่เป็นโลกอีกใบหนึ่ง
เหยียนฉางหลงนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานใหญ่ร่างสูงในชุดอาภรณ์ทหารขลิบแดงเอนกายพิงพนักเบา ๆ มือข้างหนึ่งถือพัดไม้หอมอีกข้างค่อย ๆ พลิกหน้าตำรากลยุทธ์เก่าด้วยปลายนิ้วอย่างเงียบงัน
ดวงตาคมกริบทอดมองตัวอักษรบรรจงเขียนในหนังสืออย่างละเอียดละเมียดละไม
ข้างกันไม่ไกลชายชราในชุดคลุมเรียบง่ายสีเทาอ่อนกำลังยกถ้วยชาดื่ม ดวงตาเหี่ยวย่นปิดลงเล็กน้อยราวกับหลับตาพักผ่อน แต่ในความเป็นจริง สติของเขายังคงตื่นตัวเฝ้าระวังทุกสรรพสิ่งโดยรอบ
ในขณะที่ความเงียบปกคลุมเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสวรรค์ทั้งสองต่างเงยหน้าขึ้นมองพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ทว่าทันทีที่สายตาพบเห็นร่างสูงสง่าของบุรุษในชุดอาภรณ์สีขาวที่ก้าวเข้ามาสีหน้าของทั้งคู่ยังคงสงบนิ่ง ไม่มีแววแปลกใจใด ๆ
เหยียนไป๋เฉินเดินเข้ามาเงียบ ๆราวกับว่าเขาอยู่ที่นี่มาตลอดเพียงแค่ขยับออกไปด้านนอกชั่วครู่ตามคำสั่งของเหยียนฉางหลงเท่านั้น
ที่แท้...ก็ใช่จริง ๆ
“เป็นอย่างไรบ้าง?”
เสียงทุ้มหนักของเหยียนฉางหลงเอ่ยถามขึ้นขณะวางตำราลงบนโต๊ะมือหนึ่งวางทับหน้าปกหนังสัตว์หนา
ดวงตาคมของเขามองบุตรชายโดยตรงรอคำตอบอย่างเงียบงัน
เหยียนไป๋เฉินพยักหน้าเล็กน้อยมุมปากประดับรอยยิ้มบางเบา
“กำลังวิ่งเล่นกันสนุกอยู่ในสวนดอกไม้” เขาตอบอย่างเรียบง่าย
เหยียนฉางหลงเอนกายพิงพนักเก้าอี้พัดในมือค่อย ๆ โบกช้า ๆ ดวงตาทอดมองขึ้นไปยังเพดานไม้เหนือศีรษะ
“ดีแล้ว...” เขาพยักหน้าเสียงทุ้มต่ำคล้ายกล่าวกับตนเองมากกว่าผู้ใด
“หลังจากที่หลงเอ๋อร์จากไป...สภาพจิตใจของนางก็แย่ลงเรื่อยๆ มีเด็กน้อยเข้ามา อย่างน้อยก็ทำให้นางร่าเริงขึ้นได้บ้าง”
เหยียนไป๋เฉินยืนสงบนิ่งเขาเข้าใจชัดเจนว่า"นาง" ในคำพูดของบิดาย่อมหมายถึงซูอวิ๋นเจียว ชายาเอกของเหยียนหลงอ๋อง
หลังจากที่เหยียนเจิ้งหลงพี่ชายผู้เป็นที่รักของพวกเขาตกตายไป หัวใจของหญิงผู้นั้นก็แทบจะสูญสิ้นเรี่ยวแรงใดๆ
ยามนี้มีเถาเถาเข้ามาในจวนรอยยิ้มของซูอวิ๋นเจียวจึงได้กลับคืนมา แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
สำหรับเหยียนไป๋เฉินแล้วชายาเอกผู้นั้นหาใช่เพียงแม่เลี้ยง แต่กลับเปรียบเสมือนมารดาแท้ ๆ ของเขา
นางเป็นผู้ที่ประคับประคองเขาในวัยเยาว์ดูแลไม่ต่างจากสายเลือดเดียวกัน
จวบจนยามนี้...นางยังคงห่วงใยเขาเสมอมา
ทว่าในขณะนั้นเอง..
เสียงเอ่ยเรียบต่ำของชายชราที่นั่งดื่มชาอยู่เงียบๆ ก็ดังขึ้น ทำลายความสงบในห้องตำรา
“นายท่าน… ได้เวลาแล้วขอรับ”
เหยียนฉางหลงละสายตาจากบุตรชายทันทีเขาไม่กล่าวคำใดอีก แต่กลับลุกขึ้นยืนด้วยท่วงท่าที่สง่างามและมั่นคงในทุกอิริยาบถ
มือขวายกขึ้นไปยังราวแขวนเสื้อผ้าข้างโต๊ะก่อนจะหยิบชุดคลุมลายมังกรขึ้นมาสะบัดคลี่ออกเบา ๆแล้วสวมใส่ด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว เงียบขรึม
ชุดคลุมของอ๋องเหยียนหลงไม่เหมือนชุดคลุมของขุนนางใดในนครหลวง
มันเป็นชุดคลุมยาวถึงข้อเท้าตัดเย็บจากผ้าไหมสีดำสนิท ขลิบขอบด้วยด้ายแดงเข้มดั่งเปลวเพลิงเส้นไหมที่ใช้ทอเสื้อคลุมนี้เป็นไหมหลอมปราณผ่านวิชาลับเฉพาะของตระกูลเหยียนเมื่อสะท้อนแสงแดดยามเช้าหรือยามพลบค่ำ จะมีประกายสีเพลิงแฝงเร้นอยู่ทุกฝีก้าว
ลวดลายมังกรห้ากรงเล็บพันเกี่ยวกับเปลวไฟปักไว้เต็มแผ่นหลังหัวมังกรแหงนหน้าคำราม ราวกับมีชีวิตจริง
ที่ปกคอประดับด้วยกระดุมหยกแดงเม็ดเล็กสามเม็ดตรงอกขวาเย็บสัญลักษณ์ตราอ๋อง “เหยียนหลง” ด้วยไหมทองคำพื้นที่ชายเสื้อปักยันต์คุ้มกันและค่ายกลซ่อนไว้โดยไม่เปิดเผยต่อสายตาคนทั่วไป
เมื่อเหยียนฉางหลงสวมชุดคลุมเสร็จสิ้นร่างสูงใหญ่ของเขายิ่งแลดูสง่าผ่าเผยคล้ายเทพมังกรเหยียบเปลวเพลิงที่พร้อมบัญชาสงครามได้ทุกเมื่อ
“ข้าจะเข้าวัง ฝ่าบาทเรียกข้าเข้าพบแล้ว”
น้ำเสียงเหยียนฉางหลงเรียบง่ายทว่ายังทรงอำนาจเช่นเดิม ไม่มีแววเร่งรีบ