องครักษ์อ้าปากค้างจ้องมองจนตาแทบถลนไม่เคยเห็นท่านอ๋องยิ้มอ่อนโยนเท่านี้มาก่อน
“เป็นเช่นนั้นก็ดี” ฮุ่ยชินอ๋องระบายยิ้ม“ข้ายังไม่รู้ชื่อเจ้าเลย”
“ไม่ใช่ว่าให้คนไปสืบเรื่องของข้าแล้วหรือ”
“สืบแล้ว แต่ไม่ได้เรื่อง”ไม่ได้เรื่องเลยมาถามนางโดยตรงสินะ
“ข้าซู...เรียกข้าว่าซูซูเถอะ”ใจจริงนางก็อยากจะบอกชื่อจริงกับเขา ทว่าผู้คนหูตามากมายนางกลัวว่าจะไปถึงหูผู้อื่นเข้าแล้วจะเกิดข้อสงสัย
“ได้ ซูเอ๋อร์ ข้าเรียกเจ้าว่าซูเอ๋อร์ได้ใช่หรือไม่?”
ซูเจินเงยหน้ามองอีกฝ่ายตัวเขาสูงเสียจนบังแดดที่เริ่มส่องให้นางได้พอดีจึงเห็นเพียงเงาย้อนแสงไม่เห็นว่าเขาทำสีหน้าแบบไหน แต่ใบหน้านางกลับเริ่มร้อนขึ้น
“ก็แล้วแต่ท่านสิ” ว่าแล้วก็ชักสายตากลับมา
ฮุ่ยชินอ๋องกลับเห็นว่านางช่างน่าเอ็นดูสตรีใจกล้าดุดันที่บ่อน้ำหายไปไหนเสียแล้ว
ทั้งคู่พูดคุยกันเสมือนว่าโลกนี้มีเพียงสองคนไม่สนใจผู้คนรอบข้างเลย จือเหลียงและสองสาวใช้ยังสามารถรักษากิริยาไว้ได้ทว่าคนอื่นๆไม่ใช่
สองพี่น้องสกุลซิ่นและสกุลไห่อ้าปากค้างมองเบื้องหน้าอย่างทำตัวไม่ถูก สตรีสกุลเฉินรู้จักกับชินอ๋องด้วยอย่างนั้นหรือ?ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ใดกันแน่?
ขนาดนางต่อปากต่อคำด้วยถ้อยคำที่ดูสามัญไม่นอบน้อมท่านอ๋องก็ยังทรงยิ้มแย้มพูดคุยกับนางเสียงอ่อนโยนอย่างไม่น่าเชื่อนอกจากพระองค์จะไม่ทรงกริ้วแล้วยังมีท่าทีเอาใจนางอยู่ไม่น้อย
ผู้อาวุโสสกุลใหญ่ต่างลอบมองไม่เคยเห็นชินอ๋องเป็นเช่นนี้มากก่อน ชินอ๋องทรงรำคาญสตรีเป็นอย่างยิ่งไม่ว่าสตรีนางใดล้วนไม่เข้าตามีหลายสกุลมองข้ามความใหญ่โตเกลี้ยกล่อมบุตรสาวให้หว่านเสน่ห์ก็ยังไม่ได้ผล
พยายามส่งเข้าตำหนักก็หลายหนทว่าก็ถูกส่งกลับมาหมดนานวันเข้าชินอ๋องก็รำคาญลงโทษสตรีที่ถูกส่งเข้าไปอย่างรุนแรงจัดการกับครอบครัวพวกนางอย่างไม่ไว้หน้าแม้เป็นขุนนางก็ยังถูกรื้อค้นความผิดมาปาใส่หน้า ถูกโทษทัณฑ์ไปก็ไม่น้อย
ไม่คิดว่าชินอ๋องจะมีสตรีที่พึงใจอยู่แล้วทั้งนางก็ยังมีใบหน้าที่งดงามกลิ่นอายก็ดูสูงส่ง
ไม่น่าเล่า...
“ไม่คิดว่าเจ้าจะมาดูการสอบของสำนักสวรรค์ด้วยหรือตั้งใจมาดูใคร?” ฮุ่ยชินอ๋องถามขึ้น
“เหตุใดจึงถามเช่นนั้นท่านไม่คิดหรือว่าการหลอมโอสถของเหล่ารุ่นเยาว์เป็นที่น่าสนใจข้าอาจจะมาดูด้วยจุดประสงค์ทั่วไปเหมือนคนอื่นๆก็ได้แม้แต่ท่านเองก็ยังมาไม่ใช่หรืออย่างไร?”
ฮุ่ยชินอ๋องเห็นนางบ่ายเบี่ยงใบหน้าเริ่มตึงเล็กน้อยน้ำเสียงจึงฟังดูเรียบเฉย “มาดูใครจริงๆสินะ”
ซูเจินมองคนใบหน้าบูดบึ้งกะพริบตาสองทีก่อนจะคลี่ยิ้ม อะไรกัน คนผู้นี้แสดงอาการหึงหวงนางหรือนี่ตัวก็ออกใหญ่โตไม่คิดว่าจะขี้น้อยใจถึงเพียงนี้
“ข้ามาดูสหาย สหายของข้าเป็นนักปรุงโอสถฝีมือไม่เลวทั้งยังอยากมาดูการหลอมโอสถน้ำของตระกูลน่าหลัน ได้ยินชื่อเสียงมานานวันนี้มีโอกาสจะพลาดได้อย่างไร” น้ำเสียงอ่อนลงเอาใจคนฟังอยู่ไม่น้อย
ฮุ่ยชินอ๋องพลันสีหน้าดีขึ้นก่อนหน้าได้ยินว่ากลุ่มของนางมีบุรุษหลายคน บุรุษคนหนึ่งดูมีสถานะต่างจากคนอื่นจิ้งจอกน้อยปฏิบัติด้วยอย่างดี
“ท่านคงมาดูคนแคว้นโจวสินะ”ในสาขาปรุงโอสถทั้งห้าคนที่ผ่านเข้ารอบมีคนแคว้นโจวอยู่หนึ่งคน เป็นที่น่าแปลกใจแคว้นโจวแต่ไหนก็ไม่มีตระกูลนักปรุงโอสถที่โดดเด่นในช่วงที่ตกต่ำแม้จะมีฝีมือในการต่อสู้จะพัฒนาไปไกล แต่นักปรุงยาก็น่าจะยังไม่เก่งกาจแม้แต่ชีวิตก่อนของนางก็ยังไม่มี
“ไม่ว่าใครก็ให้ความสนใจทั้งนั้น”ฮุ่ยชินอ๋องพูดเสียงเย้ยหยัน มองไปยังเก้าอี้หลายตัวที่อยู่ในตำแหน่งไม่สะดุดตาคนพวกนั้นล้วนเป็นคนของแคว้นอื่นที่เข้ามาสอดแนมที่ด้านหลังปะปนกับฝูงชนก็ยังมีอีกมาก เรื่องของแคว้นโจวช่างเป็นประเด็ดร้อนเสียจริง
“คารวะท่านแม่ทัพใหญ่”ชายร่างกายบึกบึนทางท่าดุดันผู้หนึ่งเข้ามาทำความเคารพตรงหน้าเขามีสีผิวดำคล้ำจากการตากแดดเป็นเวลานาน ทว่าใบหน้าดูทรงภูมิน่านับถือ
มีไม่กี่คนที่เรียกชินอ๋องว่าแม่ทัพใหญ่คนผู้นี้ก็คือแม่ทัพโม่ โม่เฉิง
“ตามสบายเถอะท่านแม่ทัพ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
ซูเจินมองอีกฝ่ายชัดๆ ให้ความสนใจไม่น้อยเพราะไม่นานมานี้พวกนางเพิ่งไปมีเรื่องกับบุตรชายของเขามาบุตรชายผู้นั้นยังยืนอยู่ด้านหลังเขาอยู่เลย
ซูเจินยกยิ้มให้คนที่ตัวแข็งทื่อแววตาตกตะลึงอย่างยิ่ง สายตาวูบไหวไปมาก่อนจะก้มหน้าลง
“แล้วคุณหนูผู้นี่คือ?...”
“ข้าเฉินซูซู ได้ยินเรื่องชื่อเสียงของท่านมานานวันนี้ได้เจอท่านช่างเป็นวาสนา” ซูเจินไม่รอให้ฮุ่ยอ๋องเป็นคนกล่าวนางลุกขึ้นแนะนำตัวเองเสร็จสรรพ คำนับให้อีกฝ่ายเช่นชาวยุทธ์ทั่วไป
“เยินยอเกินไปแล้วๆ ข้าโม่เฉิงยินดีที่ได้รู้จักส่วนนี่บุตรชายข้า โม่ฉิน” แม่ทัพโม่หัวเราะชอบใจรู้สึกถูกชะตากับดรุณีน้อยมากทีเดียว ทั้งยังแนะนำบุตรชายอย่างภาคภูมิแม้เขาจะเกเรและสอบไม่ผ่านก็ตาม
“ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะแม่ทัพโม่ยินดีที่ได้รู้จักเจ้าค่ะคุณชายโม่” ซูเจินเอ่ยเสียงหวาน ทว่าบาดใจใครบางคนยิ่งนัก
โม่ฉินก้มหน้าลงต่ำยิ่งกว่าเดิมถูกบิดาตำหนิว่าเสียมารยาทจึงค่อยเงยหน้าขึ้นเห็นสายตาของสตรีที่เคยประมือด้วยอยู่ด้านหลังก็ขมวดคิ้วนางมองเขาราวกับของสิ่งหนึ่งที่ดูสกปรก ไม่ใช่สายตาที่ใช้มองคุณชายผู้หนึ่งเป็นสายตาดูถูกอย่างยิ่ง
แม้ไม่พอใจแต่เมื่อบิดาอยู่ด้วยเขาก็ไม่กล้าเปล่งคำพูดออกไปใครจะรู้ว่าพวกนางจะรู้จักกับชินอ๋องเล่าหากเขาไม่เห็นกับตาว่าสตรีชุดแดงที่ข่มขู่เขาวันนั้นกำลังพูดคุยกับท่านอ๋องอย่างสนิทสนมอยู่เขาคงไม่เชื่อแน่อีกทั้งนางยังพูดคุยกับบิดาน่ากลัวของเขาด้วยท่าทีสบายๆ
ซูเจินเลิกคิ้วดูท่าว่าท่านแม่ทัพจะยังไม่รู้เรื่องที่พวกนางมีเรื่องกับบุตรชายเขาหรือไม่โม่ฉินก็คงไม่กล้าบอกกับผู้เป็นบิดา
ซูเจินนั่งลงเมื่อฮุ่ยอ๋องและแม่ทัพโม่นั่งลงโดยที่แม่ทัพโม่นั่งลงยังเก้าอี้ด้านข้างฮุ่ยอ๋อง โม่ฉินยืนอยู่หลังบิดา ถูกพวกหนิงจูเย้าแหย่อยู่นาน
“ท่านแม่ทัพสนใจการหลอมโอสถด้วยหรือเจ้าคะ?”เขาดูเป็นพวกชอบการต่อสู้มากกว่าจะชื่นชอบดูเรื่องพวกนี้
“สนใจมากทีเดียวได้ยินว่าผู้ผ่านการสอบของสำนักสวรรค์ล้วนเป็นผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศบุตรชายของข้าไม่เอาไหนเข้าร่วมสอบทว่าก็สอบตก ได้ยินว่าการสอบหลอมยาครั้งนี้มีผู้คนให้ความสนใจไม่น้อยข้าจึงอยากมาดูก็เท่านั้น” แม่ทัพโม่พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ไม่มีถือตัว
“ท่านแม่ทัพคงยังไม่รู้พวกนางล้วนสอบผ่านทั้งนั้น อีกคนกำลังจะสอบอยู่ด้วย” ฮุ่ยชินอ๋องเอ่ยขึ้นขณะเอ่ยยังยืดอกขึ้นเล็กน้อย
“โอ้ ยินดีด้วยๆ พวกเจ้าล้วนเก่งกาจจริงๆหากบุตรชายข้าเป็นเช่นนี้บ้างก็คงดี” ว่าแล้วก็ถอนหายใจ
“ขอบคุณเจ้าค่ะ ทว่าคนเราถนัดไม่เหมือนกันไม่แน่คุณชายโม่อาจจะมีพรสวรรค์ด้านการทหารเช่นท่านก็ได้นะเจ้าคะ”
แม่ทัพโม่สีหน้าดีขึ้น “ถูกต้องๆคนเราถนัดไม่เหมือนกันจริงๆ”