[จบ] ฝ่าลิขิตพิชิตเส้นทางเซียน

    บทที่ 39 หญ้าไผ่เขียว

    บทที่ 39 หญ้าไผ่เขียว


    "นี่คือแดนลับชิงหยางกระนั้นหรือ?"


    หลังจากที่รู้สึกราวกับฟ้าดินพลิกคว่ำอยู่ครู่หนึ่ง ลู่หลีก็มาถึงยังที่อันแปลกตา เมื่อมองเห็นก็ปรากฏเพียงทุ่งหญ้าแห้งสีเหลืองอร่าม หญ้าเหล่านั้นสูงถึงสามฉื่อ มองไปสุดส่ายก็หาจนที่สิ้นสุดไม่ได้ ดูรกร้างแตกต่างจากแดนลับที่เขาเคยจินตนาการ


    ใต้เท้าดูเหมือนจะมีทางเดินหินเขียวเล็ก ๆ ทว่ากลับถูกหญ้าที่ล้มระเนระนาดสองข้างทางกลบไว้จนมิดชิด บนทางเดินเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ บ่งบอกถึงร่องรอยของกาลเวลา


     “ที่นี้เคยมีผู้คนอาศัยอยู่มาก่อนกระนั้นหรือ?"


    ลู่หลีทอดสายตาไปยังเบื้องหน้าด้วยความคิด เขานำกระดาษสีเหลืองที่ประทับตราของโถงการทูตออกมาจากถุงผ้าที่เซียวเจวี๋ยมอบให้ ในนั้นมีอักษรเขียนไว้ด้วยลายมือลวก ๆ ว่า ‘เก็บสมุนไพรวิญญาณระดับหนึ่ง จำนวนสิบต้น’


    "สมุนไพรวิญญาณ?"


    เมื่อมองไปยังหญ้าสีเหลืองเบื้องหน้า ลู่หลีก็ไม่เข้าใจ ที่ที่เปล่าเปลี่ยวเช่นนี้จะมีสมุนไพรวิญญาณได้อย่างไรกัน


    ลู่หลีเก็บกระดาษสีเหลืองที่บันทึกภารกิจกลับเข้าไปในถุงผ้า แล้วหยิบป้ายหยกออกมาดูอีกครั้ง ก่อนจะเก็บมันลงในอกเสื้ออย่างระมัดระวัง ป้ายหยกนี้คือสิ่งที่จะปกป้องชีวิตของเขา เขาจะทำหายไม่ได้


    ในขณะที่กำลังจะก้าวเดินไปข้างหน้า พลันได้ยินเสียงดังมาจากรอบด้าน เมื่อหันไปดูก็พบว่ากลุ่มของฉู่ชิ่งเฟิงเข้ามาแล้ว


    ร่างงามในชุดขาวเดินตรงมาจากระยะไกล ปัดหญ้าแห้งที่ติดตัวออก หลิ่วซินอวี่ก็เอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า "พี่หลู"


    ลู่หลีพยักหน้า แล้วถามด้วยความสงสัย "ภารกิจของเจ้าคือสิ่งใด?"


    เมื่อหลิ่วซินอวี่ได้ยินก็เปิดถุงผ้าดู แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวว่า "สังหารสัตว์วิญญาณขั้นต้นระดับหนึ่ง แล้วนำศพกลับไป


    สังหารสัตว์วิญญาณ?


    ลู่หลีรู้สึกทั้งประหลาดใจและอยากรู้


    น่าประหลาดใจคือ สถานที่แห่งนี้รกร้างมากราวกับไม่มีสิ่งมีชีวิตใดๆ เลย


    สิ่งที่ทำให้เขาอยากรู้คือเขาโตมาจนถึงวันนี้ แม้จะเคยเห็นหมาป่าและกระต่ายป่ามาบ้าง แต่ยังไม่เคยเห็นสัตว์วิญญาณมาก่อนเลย


    "ศิษย์น้องลู่"


    ฉู่ชิ่งเฟิงก็เดินเข้ามา แล้วทักทายเขา


    ลู่หลีก็ยิ้มตอบเช่นกัน เมื่อถามไถ่ก็รู้ว่าภารกิจของฉู่ชิ่งเฟิงก็คือสังหารสัตว์วิญญาณเช่นกัน แต่ต้องสังหารถึงสองตัว


    ไกลออกไป


    หลวนซินอัน, สวีอวี้เฉิง, เซี่ยจื่อสือ และสือเหยียนเจ๋ออ ทั้งสี่คนก็รวมกลุ่มกันอยู่แล้วกำลังพูดคุยอะไรบางอย่างด้วยเสียงเบา


    ศิษย์สี่คนที่เหลือก็เหมือนจะไม่ต้องการใกล้ชิดกับลู่หลีและคนอื่น ๆ ทั้งยังมิได้ร่วมกลุ่มกับหลวนซินอัน แต่รวมตัวกันเป็นทีมเล็ก ๆ อีกทีม


    เมื่อเห็นดังนั้น ลู่หลีครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า "ภารกิจของข้าไม่เหมือนกับพวกเจ้า เช่นนั้นทำแบบนี้ดีหรือไม่ พวกเรารวมกลุ่มกัน ข้าช่วยพวกเจ้าสังหารสัตว์วิญญาณ หากพวกเจ้าพบสมุนไพรวิญญาณก็มอบให้ข้า เช่นนี้จักทำภารกิจได้โดยง่าย"


    "ที่จริงข้าก็คิดเช่นนั้น" ฉู่ชิ่งเฟิงเห็นด้วยในทันที


    หลิ่วซินอวี๋ก็ไม่มีความคิดเห็นใดๆ เช่นกัน พยักหน้ารับ


    ดังนั้นทั้งสามจึงรวมตัวกันเป็นกลุ่ม พูดคุยกันเล็กน้อย จากนั้นลู่หลีก็พาคนทั้งสองเดินไปตามทางหินเขียว


    หญ้าที่อยู่ข้างทางนั้นสูงเกินไป แม้มีสมุนไพรวิญญาณก็ยากจะมองเห็นด้วยตาเปล่า ตอนแรกลู่หลียังปล่อยจิตสัมผัสเพื่อสำรวจ หากแต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาก็รู้สึกเหนื่อยล้าอย่างมากจนต้องเก็บจิตสัมผัสกลับ


    เดินไปนานเท่าใดก็มิอาจรู้


    หญ้าที่อยู่สองข้างทางกลับเริ่มเตี้ยลง ทั้งยังเริ่มมีสีเขียวปรากฏให้เห็น ลู่หลีมีสีหน้ายินดี กล่าวว่า "ดูเหมือนว่ายิ่งลึกเข้าไป พลังชีวติก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น พวกเรารีบไปกันเถิด"


    กล่าวแล้วก็เริ่มเร่งฝีเท้าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว


    คนอื่น ๆ เมื่อเห็นดังนั้น ก็คิดว่าลู่หลีพบของล้ำค่าเข้าให้แล้ว จึงรีบวิ่งตามไป


    หลังจากนั้นประมาณหนึ่งเค่อ ลู่หลีก็หยุดลงที่ริมป่าไผ่เขียว


    หญ้าแห้งที่นี่หายไปจนสิ้นแล้ว ป่าไผ่ที่อยู่ตรงหน้าเขียวชอุ่ม แตกต่างจากภาพที่รกร้างเมื่อก่อนราวฟ้ากับดิน


    ผู้คนที่ตามมาเหนื่อยล้า หอบหายใจจนแทบขาดใจ พอถึงที่หมายกลับพบว่าลู่หลีมิได้พบสมุนไพรวิญญาณดั่งที่หวัง


    แต่เมื่อเห็นว่าที่นี่มีพลังชีวิต หลวนซินอันก็ขี้เกียจจะกล่าววาจาไร้สาระกับลู่หลี เหลือบมองหลิ่วซินอวี่แวบหนึ่ง แล้วโบกมือกล่าวว่า

     "พวกเราไปกัน!" จากนั้นก็รีบร้อนวิ่งเข้าไปในป่าไผ่ 


    พวกสือเยี่ยนเจ๋ออีกสามคนได้ยินเช่นนั้นก็รีบตามไป


    "ศิษย์น้อง พวกเราก็ไปกันเถิด" ฉู่ชิ่งเฟิงเกรงว่าผู้อื่นจะชิงไปเสียก่อนจึงรีบบอก


    ลู่หลีพยักหน้า เดินตามเข้าไปอย่างเชื่องช้า หากแต่จงใจเดินให้ช้าลง ในเมื่อพวกเขาชอบเป็นแนวหน้า ก็ให้พวกเขาไปก่อนก็แล้วกัน


    ป่าไผ่แห่งนี้ดูไม่เหมือนป่าไผ่ที่อยู่ในที่รกร้าง กลางป่ามีทางหินเขียวที่สลับซับซ้อนอยู่มากมาย ลู่หลีเริ่มรู้สึกว่าแดนลับชิงหยางแห่งนี้ก็เคยมีผู้คนอาศัยอยู่จริง ๆ 


    "ศิษย์น้อง เหตุใดจึงไม่เดินนำหน้าเล่า?" เมื่อเห็นว่าหลวนซินอันกับพรรคพวกทั้งสี่ห่างออกไปจนแทบจะลับสายตา ฉู่ชิ่งเฟิงก็อดเป็นห่วงมิได้


    "ศิษย์พี่มิต้องกังวล ภารกิจนี้มิใช่เรื่องง่ายดายเช่นนั้น หากยังมิถึงตอนจบ ผู้ใดจะรู้ว่าสิ่งที่ได้มานั้นอาจมิใช่ของตนก็เป็นได้"


    "ที่ศิษย์น้องหมายถึงคือสิ่งใด?"


    "มิมีสิ่งใด พวกเราตามหาของพวกเราก็พอ ป่าไผ่แห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล มิต้องตามพวกเขาไป" เมื่อลู่หลีกล่าวจบ ก็มิได้ตามหลวนซินอันไป หากแต่เดินไปยังทางแยกเล็ก ๆ ทางซ้ายแทน


    เมื่อเดินไปได้มินาน ลู่หลีก็หันไปมองยังกอไผ่เขียวที่ขึ้นรวมกันอยู่ทางขวา กอไผ่เขียวที่อื่นต่างก็ขึ้นต้นเดียว ๆ ห่างกันหลายฉื่อ มีเพียงกอไผ่กอนี้ที่มีไผ่ขึ้นรวมกันอยู่หลายสิบต้น


    นี่ทำให้เขานึกถึงบันทึกในตำราโอสถทิพย์ขึ้นมา มีสมุนไพรวิญญาณหนึ่งชนิดหนึ่งชื่อว่า ‘หญ้าไผ่เขียว’ ชอบขึ้นในสภาพแวดล้อมเช่นนี้


    ที่สำคัญกว่านั้น หญ้าไผ่เขียวเป็นหนึ่งในสี่ของสมุนไพรวิญญาณที่ใช้ในกลั่นยาทะลวงปราณ หากได้มันมาก็เท่ากับว่าเข้าใกล้การกลั่นยาทะลวงปราณเข้าไปอีกขั้น


    ด้วยความหวัง ลู่หลีจึงก้าวเดินเข้าไป


    ฉู่ชิ่งเฟิงและหลิ่วซินอวี่มองหน้ากัน ด้วยความไม่เข้าใจ เพราะทั้งสองมิรู้สึกถึงกลิ่นอายของสมุนไพรวิญญาณเลยแม้แต่น้อย


    หากแต่ลู่หลีก็เริ่มหาบางอย่างในกอไผ่เขียวเสียแล้ว กอไผ่นี้ขึ้นอย่างหนาแน่น มองไม่เห็นด้านใน ลู่หลีขมวดคิ้วแล้วเรียกขวานสีดำจากวิหารเอกภพ


    ขวานเล่มนี้เขาได้มาจากโถงเบ็ดเตล็ด เพื่อใช้ในยามจำเป็น


    เขายกขวานขึ้นฟันลงไปสามสองที ก็โค่นไผ่เขียวลงมาได้ต้นหนึ่ง และฟันต่อเนื่องอีกเจ็ดแปดต้น ลู่หลีก็มองเห็นด้านใน ในนั้นเต็มไปด้วยใบไผ่ที่เน่าเปื่อย


    ลู่หลีหยุดไปเล็กน้อย แล้วก็เริ่มโกยใบไผ่ที่เน่าเปื่อยเหล่านั้นออกมาด้านนอก ใบไผ่ที่ชื้นแฉะพร้อมด้วยกลิ่นอับชื้นไม่น่าดมเท่าใดนัก หากแต่เขาก็มิได้สนใจ


    จนเมื่อใบไม้เน่าที่อยู่ด้านนอกกองสูงขึ้นถึงสามฉื่อแล้ว ลู่หลีก็หยุด แล้วรีบเข้าไปด้านใน คว้าต้นกล้าเล็ก ๆ ที่สูงครึ่งฉื่อขึ้นมา


    ต้นกล้าเล็กมีสีเขียวมรกตทั้งต้น มีข้อเหมือนกับไผ่ และมีใบเหมือนกับไผ่เขียวที่อยู่ด้านนอก แต่มีกิ่งก้านมากกว่าและยังมีหมอกขาวจาง ๆ พันรอบอยู่


    "นี่คือ... สมุนไพรวิญญาณ!" ฉู่ชิ่งเฟิงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ "เหตุใดศิษย์น้องจึงพบมันได้?"


    ลู่หลียิ้ม "นี่เรียกว่าหญ้าไผ่เขียว ชอบขึ้นอยู่ตรงกลางกอไผ่ที่อับชื้น พลังวิญญาณของมันจะถูกไผ่เขียวที่อยู่ข้าง ๆ กลบไว้ คนทั่วไปจึงพบมันได้ยาก ที่จริงข้าก็มิได้ตั้งใจจะหา หากแต่เพียงลองเสี่ยงดูเท่านั้น"


    "ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง" ฉู่ชิ่งเฟิงเข้าใจในทันที "ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็รีบหากอไผ่เช่นนี้กันเถิด"


    "อืม" ลู่หลีพยักหน้า แล้วเก็บหญ้าไผ่เขียว จากนั้นก็ก้าวเดินหน้าต่อไป


    การที่หาหญ้าไผ่เขียวได้หนึ่งต้นก็ทำให้เขามีความสุขมาก ป่าไผ่แห่งนี้ดูเหมือนกว้างใหญ่ไร้ขอบเขต น่าจะมีอีก หากได้มาแล้วก็จะไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป เมื่อเทียบกับสิ่งที่ไม่แน่นอนอื่น ๆ แล้วการกลั่นยาทะลวงปราณสำคัญกว่าโดยมิต้องสงสัย


    ไกลออกไป บุรุษสามและสตรีหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ที่เข้ารับการทดสอบ ได้เห็นเหตุการณ์นี้เข้า พอเห็นก็อดพูดไม่ได้บุรุษคนหนึ่งเอ่ยด้วยแววตาประกาย "เด็กนั่นดวงดียิ่งนัก... ไม่คิดว่าจะได้พบสมุนไพรวิญญาณในเร็วเช่นนี้"


    สตรีในกลุ่มหัวเราะเบา ๆ เผยแววตาเย็นชา "มิต้องรีบร้อน... เจ้าพวกนั้นมีเพียงสามคน เมื่อถึงครานั้นแล้วไม่ได้จริง ๆ พวกเราก็..."



    คล้ายกับเรื่อง[จบ] ฝ่าลิขิตพิชิตเส้นทางเซียน ที่คุณอ่าน