ฉินหนิงจือเปรยตามองฉินอวี้จือแวบหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างเย้ยหยัน
“เมื่อครู่พี่หญิงรองบอกว่าจะให้หยกแก่เหวินเกอร์ไม่ใช่รึ ข้าตื่นเต้นจริงๆ ว่าจะได้แบบไหน เชื่อว่าต้องสวยกว่าของข้าอย่างแน่นอน เหวินเกอร์จะต้องชอบมากแน่ๆ”
ฉินอวี้จือไม่ได้อยากทำตัวเป็คนดีหรอกหรือ อย่างนั้นก็ให้นางเป็เสีย คำพูดนั้นนางก็เป็คนพูดเองนี่นา เช่นนั้นก็เป็คนดีให้ถึงที่สุดเถอะ!
ฉินอวี้จือจุกจนเกือบหาทางไปต่อไม่ได้ หยกเหอเถียนของฉินหนิงจือชิ้นนี้เป็ของดีหายากเชียวนะ
ที่นางเอ่ยไปเมื่อครู่ก็เพียงแค่จะขุดหลุมพรางไว้ดักฉินหนิงจือก็เท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจจะยกให้เหวินเกอร์จริงๆ เสียหน่อย...เห็นท่าจะไม่ดีแล้ว
ทำให้พี่สาวน้องชายคู่นี้ทะเลาะกันไม่สำเร็จ ซ้ำยังกลับลากตัวเองตกหลุมพรางไปแทนเสียนี่
หากว่านางไม่มีของดีที่เลอค่ากว่าหยกเหอเถียนชิ้นนี้ มีแต่จะทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะว่าไม่รู้จักประมาณตนเอง
ฉินอวี้จือผู้นี้ไม่ได้หน้าหนาไร้ยางอายเฉกเช่นฉินหนิงจือเสียด้วยสิ!
“น้องสี่พูดถูกต้องแล้วละ ถ้าเช่นนั้นก็พักผ่อนเอาแรงก่อนเถิด ข้าจะช่วยน้องสี่อบรมเหวินเกอร์เอง” ในใจฉินอวี้จือนั้นแค้นจนอยากกัดฟัน แต่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้มด้วยความอ่อนโยน
ฉินหนิงจือเหลือบเห็นนางกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อแล้วก็มีความสุขยิ่งนัก
นางนั้นเกลียดเปลือกนอกที่เสแสร้งเป็คนดีของฉินอวี้จือยิ่งนัก แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาลอกเปลือกของนางออก เป็่เวลาที่ต้องใช้ความมีใจเมตตาของนางทำให้นางตกหลุมพรางและได้รับรู้ความเจ็บช้ำลำบาก
ครานี้ต้องให้นางกระอักเืให้ได้ ให้นางไม่อยากแสร้งทำเป็คนดีอีก!
“ถ้าเช่นนั้นน้องสี่พักผ่อนเถอะ ข้าขอตัวก่อน” ฉินอวี้จือทำท่าเศร้าลำบากใจ
ฉินหนิงจือเองก็ไม่ฝืนนางต่อ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “พี่หญิงรองกลับดีๆ นะเ้าคะ ข้าจะดูแลตัวเองเป็อย่างดี”
ฉินอวี้จือนึกถึงคำพูดหมอหลี่ว์เมื่อคืนที่ว่านางรอบรู้วิชาหมอ แล้วก็อยากจะเข่นเขี้ยวไปทั้งปากนัก! ฉินหนิงจือกำลังประชดนางหรือ นี่มันผีหลอกกันชัดๆ!
“ชิงเหยาเอาหยกไปเก็บเสียเถิด แพงมากนะนั่น เดี๋ยวพวกเราค่อยเอาให้เหวินเกอร์ทีหลัง” หลังจากส่งฉินอวี้จือ ฉินหนิงจือก็เดินเล่นรอบหนึ่งอย่างสบายใจ “ข้าจะไปนอนต่อสักงีบ”
ชิงเหยามองรอยยิ้มบนใบหน้าฉินหนิงจือ แม้จะยังสับสนกับเื่ที่เกิดขึ้น แต่ครานี้คุณหนูกับคุณชายน้อยไม่ได้ทะเลาะกัน และท่าทางคุณหนูก็ดูมีความสุข จึงได้วางใจแล้วเอ่ยด้วยความยินดี “เ้าค่ะ ข้าน้อยทราบแล้ว”
่ค่ำฟางซื่อก็รู้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นางกำลังคำนวณตรวจสอบรายได้่นี้จากร้านค้าทางด้านตะวันตกของเมือง พอได้ฟังเื่ราว มือที่กำลังดีดลูกคิดหยกอยู่นั้นก็ชะงักไปทันที
“เ้าบอกว่านอกจากคุณหนูจะไม่โกรธแล้ว ยังจะเอาหยกของตัวเองให้เหวินเกอร์ด้วยเช่นนั้นรึ”
กู้มามาสาวใช้คนสนิทของฟางซื่อพยักหน้าหงึกๆ “เ้าค่ะ ชิงเหยาเล่าอย่างละเอียดโดยไม่มีผิดเพี้ยนเป็แน่ ภายหลังคุณหนูก็เก็บหยกไว้ บอกว่าคราวหน้าค่อยเอาให้คุณชายเ้าค่ะ!”
ฟางซื่อวางบัญชีในมือลง พยักหน้ารับด้วยความปลื้มใจ “หนิงจือคิดเช่นนี้ช่างดียิ่งนัก พวกเขาเป็พี่น้องแท้ๆ ต้องคอยดูแลช่วยเหลือกันถึงจะถูก ไม่ใช่เจอหน้ากันทีไรก็ทำตัวเหมือนเป็ศัตรูคู่อริ”
คำพูดที่เอ่ยนั้นเปี่ยมไปด้วยความชื่นชมและปลื้มปีติกับการเปลี่ยนแปลงของฉินหนิงจือ และไม่มีข้อกังขาว่าฉินหนิงจือจะมีแผนการอื่นแต่อย่างใด
มีแต่คนที่เป็แม่เท่านั้นที่จะเชื่อลูกได้อย่างหมดใจ และชื่นชมในความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยของลูกราวกับคนเพี้ยน
“คุณหนูแค่เป็คนใจร้อนไปหน่อย แต่เนื้อแท้แล้วนางเป็คนดีนะเ้าคะ คุณชายน้อยยังเด็กจึงยังไม่รู้ความเท่าไร ขอเพียงไท่ไท่อบรมพร่ำสอนให้ดี พี่สาวน้องชายจะไปโกรธกันข้ามวันข้ามคืนได้อย่างไร”
ฟางซื่อพยักหน้าพลางไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “ไปดุเหวินเกอร์หน่อย เด็กคนนี้ไม่เห็นพี่สาวอยู่ในสายตาแล้ว”
กู้มามารับคำ
ฟางซื่อจดบัญชีอย่างละเอียดแล้วเก็บสมุดบัญชีไว้ พอลุกขึ้น หมายจะไปหาเหวินเกอร์ ข้างนอกกลับมีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังขึ้น แล้วก็ได้ยินเสียงเซียงฉินบ่าวรับใช้ของนางเอ่ย “ไท่ไท่สามอย่าได้ร้องไห้เลยเ้าค่ะ มีอะไรค่อยๆ พูดกันนะเ้าคะ”
ฟางซื่อขมวดคิ้วส่งสัญญาณให้กู้มามาออกไปดู กู้มามาพยักหน้าแล้วออกนอกห้องไป ไม่นานก็รีบเข้ามารายงาน
“ไท่ไท่! ไท่ไท่สาม! เกิดเื่แล้วเ้าค่ะ”
“เกิดอะไรขึ้น” ฟางซื่อเอ่ยถาม
จวนตระกูลฉินมีทั้งหมดสามบ้าน บ้านใหญ่และบ้านรองเป็สายตรง ส่วนบ้านสามเป็สายรอง ตอนนี้คนที่ดูแลจวนคือไท่ไท่ใหญ่เฉินซื่อ แต่เนื่องจากฟางซื่อมีนิสัยอ่อนโยนและใจกว้าง ดังนั้นหากหยวนซื่อไท่ไท่สามมีเื่อะไรก็จะมาปรึกษาฟางซื่อเสมอ
กู้มามาส่ายหน้าไปมา สีหน้าค่อนข้างเป็กังวล “ไท่ไท่สามไม่ได้เอ่ยอันใด แต่ดูท่าทางนางแล้ว เกรงว่าเป็เื่ร้ายเ้าค่ะ”
ฟางซื่อได้แต่เก็บเื่ตักเตือนลูกชายไว้ก่อน เอ่ยกับกู้มามา “เชิญไท่ไท่สามไปที่ห้องซีเซา ระวังสายตาคนด้วย”
หยวนซื่อไท่ไท่สามเกิดในครอบครัวเล็กๆ เนื่องจากมีหน้าตาที่สะสวย เลยทำให้นายท่านสามฉินเหม่าหลงรัก จากนั้นก็ไปสู่ขอ หลังจากอยู่ด้วยกันก็เป็คู่สามีภรรยาที่รักใคร่ปรองดอง ดูแลเอาใจใส่กันอยู่ตลอด
นางมีนิสัยที่ไม่เป็พิษเป็ภัย แต่บางครั้งก็มีเื่ให้ไม่สบายใจอยู่เล็กน้อยบ้าง เช่น บุตรสาวมีเื่ในใจแต่ไม่ยอมเอ่ยกับนาง เหมือนจะเริ่มตีตัวออกห่างแล้ว หรือไม่ก็บุตรชายไม่ยอมกินข้าวอยู่หลายวัน ตลอดจนเื่ป่วยไข้ เป็ต้น แต่ทุกครั้งที่ฟางซื่อเจอนางมักจะมีใบหน้ายิ้มแย้ม ท่าทางมีความสุขเสมอ รอยยิ้มบนใบหน้านั้นเผยออกมาจากใจจริง เป็ที่อิจฉาของผู้พบเห็นยิ่งนัก
มาครานี้ ฟางซื่อที่เพิ่งก้าวเข้าสู่ห้องซีเซาเห็นหยวนซื่อที่ร้องไห้จนมองสีหน้าไม่ชัดวิ่งเข้ามาหานางและร้องถาม
“พี่สะใภ้รอง! พี่สะใภ้รอง ข้าจะทำเช่นไรดี!”
ผ่านไปสี่ห้าวัน ร่างกายของฉินหนิงจือก็หายเป็ปกติ นางไม่อยากขดตัวอยู่แต่ในห้องอีกต่อไป
เช้าตรู่ ฟางซื่อก็สั่งเด็กรับใช้ไปบอกฉินหนิงจือมาร่วมกินอาหารเช้ากับนาง
นางชวนไปอย่างนั้นเอง ความจริงแล้วหมายจะพาอีกฝ่ายไปรับโทษกับไท่ไท่ผู้เฒ่าฉิน
ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินที่เคยเอ่ยไว้ว่ารอให้ฉินหนิงจือหายดีก่อนค่อยลงโทษนั้นหาได้ล้อเล่นไม่ ถึงแม้ว่าจวนตระกูลฉินจะไม่ใช่ครอบครัวตระกูลใหญ่ แต่ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินนั้นเอ่ยคำไหนย่อมเป็คำนั้น ไม่เคยเปลี่ยนคำพูด ทั้งจวนมีแต่ฉินหนิงจือคนเดียวที่กล้าต่อปากต่อคำกับนาง
ไท่ไท่ผู้เฒ่าฉินจึงไม่ชอบฉินหนิงจือเป็อย่างมาก แต่ก็ทำอะไรนางไม่ได้ ทำได้เพียงหาข้ออ้างมาลงโทษนาง
หากจะถามว่าเพราะเหตุใด คงต้องย้อนไปยังประวัติเริ่มแรกของจวนตระกูลฉินแล้วละ!
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/e8c39af2eb995c5d8c97da730cbb055e