บทที่ 1 ดูเหมือนขาทองคำผู้นี้จะไม่ชอบนางเท่าใดนัก
เสิ่นม่านซูมองก้อนทองคำอันเล็กที่ตนเพิ่งอาเจียนออกมาตรงหน้า
นางนิ่งงันอยู่เช่นนี้มานานพักใหญ่แล้ว!
บ่าวรับใช้ที่อยู่ในห้องต่างไม่กล้าหายใจแรง มีเพียงหลินซื่อที่สวมอาภรณ์ผ้าแพรงดงาม เอ่ยถามชายหนุ่มในอาภรณ์สีขาวด้วยความกังวล
“ท่านหมอเทวดาไป๋ ลูกสาวข้าเป็อะไรหรือไม่”
“คุณหนูสามอาเจียนทองก้อนนี้ออกมาก็นับว่าปลอดภัยแล้ว เพียงแต่นางเพิ่งคิดสั้น อารมณ์แปรปรวนรุนแรงเกินไป จำเป็ต้องพักฟื้นสภาพจิตใจสักระยะหนึ่ง”
เสียงของชายหนุ่มไพเราะยิ่งนัก ดุจสายฝนแรกแห่งหุบเขาว่างเปล่า อีกทั้งยังมีกลิ่นชาเข้มข้นลอยอบอวลไปทั่ว
เสิ่นม่านซูกะพริบตาปริบ หลังจากได้ยินคำพูดนั้น แววตานางจึงค่อยๆ กลับมาแจ่มชัดอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองไปทางต้นเสียง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายพลันปรากฏขึ้นในสายตา
ชายหนุ่มผิวพรรณขาวผ่องดุจหยก รูปโฉมงดงามไร้ที่ติ ผมดำขลับตัดกับอาภรณ์สีขาวราวหิมะ ดวงตาใสราวผลึกแก้วส่องประกายดุจดวงดาว ร่างกายสูงสง่า แผ่กลิ่นอายเย็นเยียบดุจหิมะแห่งเทือกเขาเทียนซาน งดงามจนผู้คนไม่กล้าแม้แต่จะล่วงเกิน
เสิ่นม่านซูกะพริบตาอีกครั้ง เมื่อความทรงจำจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาในหัว นางจึงแน่ใจอย่างยิ่งว่าตนได้ทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายดราม่าที่มีชื่อว่า ‘ฮองเฮาแห่งตำหนักเย็น’ มิหนำซ้ำยังทะลุมิติมาเป็นางเอกของเื่!
ชายหนุ่มผู้มีรูปลักษณ์ราวกับเซียนที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้คือไป๋ซิวจิ่น เป็หนึ่งในสิบบุรุษรูปงามในเื่ และเป็ผู้ที่ภายหลังจะเข้าสู่ด้านมืด กลายเป็บุคคลที่พระเอกอย่างองค์ชายเจ็ดต้องระแวดระวังอย่างยิ่ง
แต่ยามที่จวนแม่ทัพถูกใส่ร้ายจนเกือบถูกล้างตระกูล ก็เป็เขานี่เองที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
บุรุษผู้นี้คือขาทองคำของเื่อย่างแท้จริง มิหนำซ้ำยังเป็รองพระเอกเพียงผู้เดียว!
ไป๋ซิวจิ่นััได้ว่าสายตาของคุณหนูสามจ้องเขาโจ่งแจ้งเกินไป จึงขมวดคิ้วเล็กน้อย พลางซ่อนแววรังเกียจในดวงตาไว้อย่างมิดชิด
เขาลุกขึ้นอย่างแเี ก่อนจะเอ่ยกับหลินซื่อ “ฮูหยินเสิ่น ในเมื่อคุณหนูสามปลอดภัยแล้ว ข้าขอตัวก่อน”
นี่คือห้องหอของกุลสตรี แม้จะมาในฐานะแพทย์ แต่ไป๋ซิวจิ่นก็ไม่คิดอยู่ต่อให้นานเกินจำเป็
หากไม่ใช่เพราะแม่ทัพเสิ่นเคยมีบุญคุณต่อเขา เขาไม่มีวันยื่นมือช่วยสตรีโง่เขลาเช่นนี้!
เพียงเพราะอยากแต่งงานกับองค์ชายเจ็ด ถึงกับคิดสั้น ไม่สนใจความรักใคร่ของบิดามารดา หากไม่เรียกว่าโง่เขลาแล้วจะเรียกว่าอะไร!
ในแววตาเ็าของไป๋ซิวจิ่นแฝงไว้ด้วยความรังเกียจอย่างลึกซึ้ง
หลินซื่อรีบพยักหน้า ก่อนจะเดินไปส่งไป๋ซิวจิ่นด้วยตนเอง
เสิ่นม่านซูมองแผ่นหลังของเขาด้วยความรู้สึกซับซ้อน
ดูเหมือนขาทองคำผู้นี้…จะไม่ชอบนางเอาเสียเลย
เมื่อทุกคนออกไปแล้ว บ่าวรับใช้สองคนจึงกล้าเข้ามาใกล้ หนึ่งในนั้นคือสาวใช้ในชุดสีน้ำเงิน ยามเดินผ่านก้อนทองคำเล็กบนพื้น นางกลับเหยียบมันอย่างแรงโดยไม่ลังเล นางเหยียบก้อนทองคำเล็กนั้นอย่างแรงจนแบนราบไปกับพื้น ทั้งยังบดซ้ำอีกสองสามครั้งด้วยความโมโห ก่อนจะสบถอย่างเคียดแค้น “ทองคำบัดซบ เกือบทำให้คุณหนูของพวกเราต้องสิ้นชีวิตแล้ว!”
สาวใช้อีกคนในชุดสีชมพูเดินไปที่ข้างเตียง ก่อนจะเริ่มร้องไห้สะอื้นเสียงเบาๆ
“คุณหนูของบ่าว เหตุใดท่านถึงได้คิดสั้นเช่นนี้ ท่านก็แค่อยากแต่งงานกับองค์ชายเจ็ดไม่ใช่หรือเ้าคะ จะคิดสั้นอย่างไรก็ยังพอว่าได้ เหตุใดถึงเลือกวิธีที่มีโอกาสสำเร็จเช่นการกลืนทองเล่า โชคดีที่มีท่านหมอเทวดาไป๋อยู่ ไม่เช่นนั้นบ่าวก็คงไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อแล้วเช่นกัน เพียงแต่ว่าบ่าวยากจน กลืนทองไม่ไหว ได้แต่กลืนเหรียญทองแดงแทนเท่านั้น ฮือๆๆ …”
เสียงร้องไห้ของสาวใช้ทำให้ขมับของเสิ่นม่านซูเต้นตุบๆ ไม่หยุด
นางจำได้ว่าในนิยาย สาวใช้ชุดสีน้ำเงินผู้นั้นชื่อเจ๋อหลัน ปกติเป็คนพูดน้อย แต่กลับมีพละกำลังประหลาด สามารถยกวัวได้ด้วยมือเปล่า ส่วนสาวใช้ที่ร้องไห้ไม่หยุดในชุดสีชมพูชื่อป้านเซี่ย เป็คนมีฝีมือ เชี่ยวชาญทั้งการแต่งหน้าและงานเย็บปักถักร้อย ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือแค่มีเื่นิดหน่อยก็หลั่งน้ำตาราวกับไข่มุก
แต่สาวใช้ทั้งสองคนล้วนเป็คนดี และภักดีต่อนางเอกอย่างยิ่ง
เสิ่นม่านซูยกมือขึ้นคลึงขมับพลางเอ่ยถาม “ป้านเซี่ย เ้าจะบอกว่าข้า…คิดสั้นกลืนทองนั่นเพียงเพราะอยากแต่งงานกับองค์ชายเจ็ดอย่างนั้นหรือ”
“ใช่เ้าค่ะ” ป้านเซี่ยพยักหน้าแรงๆ น้ำในดวงตาร่วงหล่นลงมาไม่ขาดสาย นางมองคุณหนูของตนด้วยความกังวล “คุณหนูเป็อะไรไปหรือเ้าคะ หรือว่าความจำเสื่อม? เช่นนั้นท่านยังจำบ่าวกับเจ๋อหลันได้หรือไม่ ท่าน…”
“หยุด!” เสิ่นม่านซูขมวดคิ้ว “หากยังร้องไห้อีกข้าจะให้เจ๋อหลันอุ้มเ้าโยนออกไป!”
เจ๋อหลันที่ยืนอยู่ด้านข้างรีบถกแขนเสื้อขึ้นทันที
ป้านเซี่ยตกตะลึงอย่างยิ่ง
โลกทั้งใบพลันเงียบสงัดลง
เสิ่นม่านซูยกมือขึ้นคลึงขมับอีกครั้ง
ดูเหมือนพล็อตเื่จะไม่เหมือนที่นางเคยอ่านมาเลยสักนิด!
บทที่ 2 พระเอกเลว นางเอกโง่ นักเขียนก็ชุ่ย
องค์ชายเจ็ดซึ่งเป็พระเอกในนิยายแอบนัดพบกับซูฉินซึ่งเป็ญาติผู้น้องของนางเอก เมื่อนางเอกเห็นเข้าก็พลาดท่าพลัดตกน้ำ องค์ชายเจ็ดจึงะโลงไปช่วยจนเสื้อผ้าทั้งสองเปียกชุ่ม
แต่องค์ชายเจ็ดกล่าวว่าหากเื่นี้แพร่งพรายออกไปจะทำลายชื่อเสียงของนางเอก จึงถือโอกาสอ้างว่าซูฉินเป็คนช่วยนางขึ้นมา
นางเอกนึกถึงภาพที่เห็นก่อนหน้านั้น ใจก็เ็ปราวกับถูกมีดกรีด ทว่าองค์ชายเจ็ดพูดเพียงไม่กี่คำ นางก็ให้อภัยเขา อีกทั้งยังคิดว่าตนเข้าใจซูฉินผิดไปเอง
จากนั้นซูฉินที่ช่วยนางเอกไว้ก็กลายเป็ที่รักของจวนแม่ทัพในทันที ส่วนนางเอกก็ยังคงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะแต่งงานกับองค์ชายเจ็ด
แม้ฮ่องเต้หย่งอันจะเห็นชอบการหมั้นหมายครั้งนี้ และเตรียมจะพระราชทานสมรสอยู่แล้ว แต่สองสามีภรรยาจวนแม่ทัพเสิ่นกลับไม่เห็นด้วยเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นนางเอกจึงตัดสินใจใช้การฆ่าตัวตายมาบีบบังคับบิดามารดาให้ยอมรับการแต่งงานครั้งนี้
ตอนที่อ่านถึงตรงนี้ เสิ่นม่านซูอดที่จะบ่นในใจไม่ได้
ตอนตกน้ำคงจะน้ำเข้าหัว[1]มากไปแน่ๆ
โง่ถึงเพียงนี้ แม่ทัพเสิ่นกับภรรยาไม่จับนางโยนกลับไปหลอมใหม่ก็นับว่าเป็บิดามารดาที่ประเสริฐยิ่งแล้ว
เมื่อได้สติกลับมา เสิ่นม่านซูก็ก้มมองก้อนทองคำที่ถูกเจ๋อหลันเหยียบจนแบนราบไปกับพื้น ก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
นางจำได้ดีว่าในต้นฉบับเดิม นางเอกใช้ผ้าแพรขาวผูกคอตาย ไม่ใช่กลืนทอง!
อย่างที่เจ๋อหลันกล่าว หากตั้งใจจะข่มขู่ใคร ใครกันจะเลือกวิธีที่มีโอกาสสำเร็จสูงและช่วยชีวิตได้ยากเช่นนี้
หากไม่ใช่เพราะหมอเทวดาไป๋ซิวจิ่นยื่นมือเข้ามาช่วยไว้ ตอนนี้นางคงตายไปแล้วกระมัง
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ เพราะในต้นฉบับเดิมไม่เคยมีเหตุการณ์นี้
เมื่อนึกถึงใบหน้าหล่อเหลาเกินมนุษย์ของไป๋ซิวจิ่น เสิ่นม่านซูก็เม้มปาก
หากการช่วยชีวิตนางในครั้งนี้ เท่ากับเป็การชดใช้บุญคุณที่ไป๋ซิวจิ่นเคยติดค้างแม่ทัพเสิ่น แล้วภายหน้าหากจวนแม่ทัพเกิดเื่ขึ้น เขายังจะยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออีกหรือไม่
เมื่อนึกถึงสายตารังเกียจในแววตาของอีกฝ่าย เสิ่นม่านซูก็รู้สึกห่อเหี่ยวลงเล็กน้อย
ต้องทำอย่างไรถึงจะไม่ทำให้ขาทองคำผู้นี้รังเกียจข้ากันนะ
ขณะนั้นเอง หลินซื่อก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง
นางเช็ดน้ำตาพลางปลอบโยนบุตรสาว “ม่านซู เ้าห้ามทำเื่โง่เขลาเช่นนี้อีกเด็ดขาด รอให้พ่อเ้ากลับมา แม่จะพูดให้เขายอมรับการแต่งงานครั้งนี้เอง”
แม้องค์ชายเจ็ดจะดูทะเยอทะยาน ใจคอซับซ้อนราวกับรังผึ้ง แต่ขอเพียงบุตรสาวของนางยังมีชีวิตอยู่ก็พอ เพราะนั่นสำคัญกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น อย่างมากก็ให้ท่านแม่ทัพคอยดูแลและประคับประคองให้มากขึ้นในภายหลัง
ใจของบิดามารดาทั่วหล้าล้วนเป็เช่นนี้
ทว่าเมื่อเสิ่นม่านซูได้ยินคำพูดของมารดา ก็สะดุ้งจนเกือบจะเด้งตัวลุกจากเตียง
นางรีบเอ่ยด้วยความร้อนรน “ท่านแม่ ไม่ได้เด็ดขาด! ห้ามยอมรับการแต่งงานนี้นะเ้าคะ!”
หลินซื่อมองบุตรสาวอย่างใ ก่อนจะยื่นมือไปแตะหน้าผากของนาง
ตัวก็ไม่ร้อนนี่นา
นางรีบกล่าวอย่างตื่นตระหนก “ม่านซู เ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง อย่าทำให้แม่ใเช่นนี้สิ”
ก่อนหน้านี้ยังอยากแต่งงานกับองค์ชายเจ็ดจะเป็จะตายอยู่แท้ๆ ตอนนี้กลับบอกไม่ให้ยอมรับงานแต่งงานนี้แล้วเสียอย่างนั้น…
เสิ่นม่านซูเม้มปาก ก่อนจะคว้ามือของหลินซื่อมาจับไว้แน่น แล้วเอ่ยอย่างจริงใจ “ท่านแม่ หลังจากที่ลูกเดินผ่านประตูผีมาแล้ว ลูกก็เข้าใจเสียที สิ่งที่ท่านกับท่านพ่อพูดมาล้วนถูกต้อง องค์ชายเจ็ดไม่เหมาะกับลูกเลย ดังนั้นการแต่งงานครั้งนี้…ขอจบลงแค่นี้เถิดเ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ดวงตาของหลินซื่อก็สั่นไหวด้วยความตื้นตัน “ม่านซู เ้าคิดเช่นนี้จริงหรือ”
สีหน้าของเสิ่นม่านซูเคร่งขรึมอย่างยิ่ง นางพยักหน้าช้าๆ อย่างหนักแน่น
แน่นอนว่านางคิดเช่นนี้ เพราะนางรู้ดีว่าองค์ชายเจ็ดคือพระเอกของนิยายดราม่าเื่นี้ ผู้ซึ่งทรมานนางเอกจนบ้านแตกสาแหรกขาด และสุดท้ายยังปล่อยให้นางเอกตายอย่างน่าเวทนาในตำหนักเย็น
ยิ่งไปกว่านั้น นางเอกในนิยายยังหลงรักเขาจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต
ส่วนพระเอก…กลับเพิ่งตระหนักถึง ‘รักแท้’ ของตนในวันที่นางเอกสิ้นใจ
รักแท้อะไรกัน! นิยายเื่นี้พระเอกเลว นางเอกโง่ นักเขียนก็ชุ่ยชัดๆ!
ในเมื่อบัดนี้นางกลายเป็เสิ่นม่านซู นางย่อมไม่เดินซ้ำรอยความโง่เขลาของนางเอกเดิมเด็ดขาด
ข้อแรกคือ ต้องพาครอบครัวจวนแม่ทัพหนีให้ไกลจากองค์ชายเจ็ดให้มากที่สุด ไกล! ไกล! ต้องไกลที่สุด!
หลินซื่อได้ยินแล้วทั้งโล่งใจและสะท้อนใจ
คนทั้งจวนแม่ทัพเมื่อได้ข่าวว่าเสิ่นม่านซูปลอดภัยดี ต่างก็ถอนหายใจโล่งอก แล้วพากันมาเยี่ยมนางไม่ขาดสาย
ทว่าซูฉินซึ่งเอนกายพิงอยู่บนตั่งนุ่มในห้องหอกลับหรี่ตา
เหตุใดเสิ่นม่านซูถึงยังไม่ตาย
[1] น้ำเข้าหัว หมายถึง โง่เขลา