บทที่ 44 หิมะแรกและการจากลา
หลังจากที่จางหมิงจูจากไป โม่เฟิงก็ยืนอยู่ที่หน้าต่างเพียงลำพัง เขาจุดบุหรี่ขึ้นมาสูบ ควันลอยกรุ่น ภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมาผุดขึ้นมาในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และสิ่งที่เหมือนกันในภาพเหล่านั้นคือมีเงาร่างของใครบางคนอยู่ด้วย เธอคนนั้นก็คือจูลี่
โม่เฟิงรู้สึกผิดต่อผู้หญิงคนนี้อยู่ไม่น้อย เพราะตั้งแต่แรกเริ่ม เขาก็ไม่ได้รักเธออย่างแท้จริง เขาได้เธอมาด้วยวิธีการที่สกปรก เขาแค่อยากจะเล่นสนุกกับหญิงสาวที่ดูอ่อนแอกว่าเท่านั้น แต่ตอนที่กำลังหยอกล้อกัน เขากลับควบคุมตัวเองไม่อยู่ ทั้งตัวและหัวใจต่างก็จมดิ่งลงไป ทำให้ทั้งสองคนต้องมาผูกพันกัน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ในใจของโม่เฟิงไม่มีที่ว่างให้กับจูลี่เลย เพราะสำหรับเขาแล้ว เธอคนนี้ไม่มีอะไรโดดเด่นเลย เธอไม่ได้น่ารักและไร้เดียงสาเหมือนกับหานเซี่ยว ไม่มีออร่าที่ทำให้เขาอยากปกป้องดูแล เธอไม่ได้มีเสน่ห์เย้ายวนใจและเย็นชาจนน่าหลงใหลเหมือนกับติงว่านหรู เธอไม่ได้สูงส่งจนเกินเอื้อม เธอไม่มีอะไรที่ทำให้เขาต้องตกหลุมรักโดยไม่รู้ตัว และทำให้เขาต้องคอยเป็นห่วงเป็นใยเหมือนกับติงหรูจวิน
ถึงแม้ว่าโม่เฟิงจะไม่รู้ว่าสิ่งนี้เรียกว่าความรักหรือเปล่า แต่ถ้าหากเขาไม่ได้ครอบครองติงหรูจวิน ชีวิตนี้เขาคงไม่มีวันสงบสุข ผู้หญิงทั้งสามคนนี้ต่างก็ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ในใจของเขา จนแทบจะไม่มีที่ว่างเหลือไว้ให้กับจูลี่เลย
ทว่าผู้หญิงที่แทบไม่มีความหมายอะไรสำหรับเขากลับทำให้เขาเจ็บปวดอย่างมาก เพราะการจากไปของเธอ ทำให้เขารู้สึกผิด ถึงแม้จะไม่รู้เหตุผลที่แท้จริงว่าทำไมเธอถึงต้องจากไป แต่โม่เฟิงก็รู้ดีว่า เขาทำร้ายจูลี่เข้าแล้ว บางทีที่ผ่านมาเขาอาจจะมองว่าการมีอยู่ของเธอเป็นแค่เรื่องปกติธรรมดา บางทีเขาอาจจะไม่เคยใส่ใจดูแลเธออย่างจริงจัง
ผู้หญิงที่อยู่เคียงข้างเขามาเป็นเวลานานขนาดนี้ แต่เขากลับนึกถึงเรื่องราวดี ๆ ที่น่าจดจำร่วมกันไม่ออกเลยสักเรื่อง โม่เฟิงไม่เคยแม้แต่จะหาเวลาว่างเพื่อคุยกับจูลี่ดี ๆ หรือแม้แต่จะสนใจชีวิตของเธอ
โม่เฟิงรู้ดีในฐานะคนรัก เขาเป็นแฟนที่แย่มาก ๆ เขาล้มเหลวจนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ดังนั้นตอนที่จูหลี่บอกเลิก เขาถึงนึกวิธีรั้งเธอไว้ไม่ออก เพราะ โม่เฟิงเพิ่งมารู้ตัวเอาในวันนี้เองว่า แท้จริงแล้วเขาไม่เคยรู้เลยว่าจูลี่ชอบอะไร ไม่รู้ว่าเธอชอบไปเที่ยวที่ไหน สำหรับตัวตนของเธอ เขารู้จักเธอดีราวกับเป็นตัวเองอีกคน แต่สำหรับจิตใจของเธอ เขากลับไม่เคยเปิดมันออกดูเลยแม้แต่ครั้งเดียว
โม่เฟิงค่อย ๆ พ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นวงกลม น้ำตาของเขาก็ไหลริน เขาแค่อยากจะเป็นผู้ชายธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น เพราะเขาไม่ได้เป็นคนช่างสังเกตและรอบคอบ ถึงขนาดที่เอาทุกอย่างมารวมไว้ในการตัดสินใจ เขาไม่สามารถคาดเดาความคิดที่แท้จริงของคนอื่นได้ แต่ผู้ชายที่แสนจะธรรมดา และไม่มีภูมิคุ้มกันในเรื่องผู้หญิงแบบเขา กลับทำให้ผู้หญิงหลายคนต้องมาหลงรัก
วันนี้โม่เฟิงเพิ่งค้นพบว่า แท้จริงแล้วเขาไม่มีคุณสมบัติที่จะไปรักใครเขาเลย เพราะที่ผ่านมาตัวเขาไม่เคยสนใจใยดีพวกเธออย่างจริงจังเลยแม้แต่คนเดียว
ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงตรงพอดี เขามองลงไปเห็นผู้คนมากมายกำลังเดินขวักไขว่อยู่บนท้องถนน ในวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ก็ยังมีคนที่ต้องทำงาน พวกเขาวิ่งวุ่นเพื่อเลี้ยงชีพ บนใบหน้าของพวกเขาต่างก็มีสีหน้าที่แตกต่างกันออกไป พวกเขามีเรื่องราวชีวิตที่ไม่เหมือนกัน โม่เฟิงในตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองช่างแตกต่างกับคนเหล่านั้นอย่างสิ้นเชิง ราวกับว่าเขาไม่ควรจะมาอยู่ท่ามกลางคนกลุ่มนี้
ความรู้สึกโดดเดี่ยวเข้ามาเกาะกุมหัวใจ โม่เฟิงในตอนนี้ไม่รู้ว่าควรจะไปทางไหนต่อ เพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าตัวเองเปลี่ยนไป เปลี่ยนไปจนเขาเองก็จำตัวเองไม่ได้ รู้สึกเกลียดตัวเองที่เปลี่ยนไปด้วยซ้ำ
ท่ามกลางความเงียบเหงา เสียงผู้คนด้านล่างก็พลุกพล่านขึ้น ตามมาด้วยเสียงอุทานอย่างตื่นตะลึง ทันใดนั้นเกล็ดหิมะสีขาวบริสุทธิ์ก็โปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ฤดูหนาวของเมืองหนานผิงก็ได้ต้อนรับหิมะแรกในที่สุด เกล็ดหิมะไม่ใหญ่ แต่กลับปกคลุมท้องฟ้าไปทั่ว ไหลบ่ามาอย่างบ้าคลั่ง ราวกับจะมอบความอบอุ่นแปลกประหลาด ทำให้โม่เฟิงรู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในช่วงเวลาแห่งความเยาว์วัย ภาพฉากการต่อสู้กับก้อนหิมะกับเพื่อน ๆ ผุดขึ้นมาในความทรงจำอีกครั้ง ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า ช่วงเวลาแห่งความเยาว์วัยช่างงดงามเหลือเกิน
โม่เฟิงค่อย ๆ ผลักหน้าต่างออก ยื่นมือไปสัมผัสเกล็ดหิมะที่ร่วงหล่น เขารู้สึกว่าตัวเองก็เหมือนเกล็ดหิมะเหล่านี้ ล่องลอยไปอย่างไร้จุดหมายอยู่บนท้องฟ้า รอคอยวันที่ตัวเองจะตกลงสู่พื้นดิน ชีวิตคนเรามันถูกกำหนดมาแล้ว แต่โม่เฟิงก็ไม่คิดที่จะเปลี่ยนแปลงมันเลย แม้แต่จะปล่อยให้ตัวเองล่องลอยไปไกลกว่านี้ เขาก็ทำไม่ได้ เพราะเขาเป็นได้แค่เพียงสิ่งของที่ถูกพัดพาไปตามสายลม
เกล็ดหิมะโปรยปรายลงบนใบหน้า ทำให้โม่เฟิงรู้สึกเย็นยะเยือก ก่อนจะถูกน้ำตาที่ไหลรินไม่หยุดละลาย ไหลลงมาตามกรอบหน้าอย่างช้า ๆ ราวกับต้องการจะแทรกซึมเข้าสู่หัวใจ เยียวยาหัวใจที่บอบช้ำ โม่เฟิงถอนหายใจออกมาเบา ๆ รู้สึกอึดอัดใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาอยากจะตะโกนขึ้นไปบนท้องฟ้า แต่กลับพบว่าไม่รู้จะตะโกนอะไรออกมา เพราะเขาไม่มีแม้แต่ความกล้าที่จะเอ่ยมันออกมา
เกล็ดหิมะยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง ในชั่วพริบตาก็ทำให้พื้นดินกลายเป็นสีขาวโพลน บนทางเดินเล็ก ๆ เธอดูเหมือนดอกลิลลี่ที่โดดเดี่ยว เบ่งบานอยู่เพียงลำพังในมุมที่ไม่มีใครสังเกตเห็น เธอสวมเสื้อโค้ทขนเป็ดสีขาว บนใบหน้ายังคงมีร่องรอยของคราบน้ำตา ใบหน้าเล็ก ๆ ยังคงแดงก่ำ แต่ก็ยังคงสวยงาม แน่นอนว่าเธอคนั้นคือจูลี่
จูลี่มองไปยังตำแหน่งที่โม่เฟิงอยู่ มองไปยังทิศทางของห้องนั้น ในใจของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกสูญเสียที่อธิบายไม่ได้ เธอค่อย ๆ กางมือทั้งสองข้างออก ปล่อยให้เกล็ดหิมะร่วงหล่นลงมาตามง่ามนิ้ว ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการจะคว้าเกล็ดหิมะที่เป็นของตัวเองสักเกล็ด
ความรักก็เหมือนกับยาพิษ แม้ว่าจะรู้ว่ามียาแก้พิษ สามารถลืมความเจ็บปวดนั้นได้ แต่ร่องรอยเหล่านั้นยังคงอยู่ และทุกครั้งที่นึกถึง มันก็ยังคงฝังลึกอยู่ในใจ เพราะสำหรับความรัก แต่ละคนย่อมมีความเข้าใจที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ความเจ็บปวด เจ็บปวดจนต้องหลอกตัวเอง บอกตัวเองว่าลืมเรื่องราวที่คุ้นเคยเหล่านั้นไปแล้ว
จูลี่เผยรอยยิ้มออกมา พ่นลมหายใจออกมาเบา ๆ วันนี้เธอเพิ่งรู้ตัวว่า ที่แท้แล้วเธอแอบรักโม่เฟิงโดยไม่รู้ตัว บางทีนี่อาจเป็นความรัก มักจะมาแบบกะทันหันเสมอ มักจะค้นพบตอนที่ต้องแยกจากกันว่า ที่แท้แล้วการจากลาเป็นเรื่องที่เจ็บปวด เธอพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ว่า…
“ที่แท้แล้วความรักก็เหมือนกับเกล็ดหิมะ มักจะร่วงหล่นลงมาในสภาพแวดล้อมและช่วงเวลาที่เฉพาะเจาะจง ไม่ว่าเราจะหลบเลี่ยงอย่างไร ไม่อยากจะยอมรับมากแค่ไหน แต่ก็ต้องเปื้อนไปด้วยกลิ่นอายเหล่านั้นอยู่ดี…”
“และเมื่อเกล็ดหิมะละลาย เราก็จะค้นพบว่า ที่แท้แล้วเกล็ดหิมะนั้นเคยร่วงหล่นลงบนบ่าของคุณ ทำให้หัวใจของคุณเย็นชาลงโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อคุณค้นพบว่าตัวเองอยากจะคว้ามันเอาไว้ กลับพบว่ามันหายไปแล้ว คุณไม่สามารถควบคุมมันได้ ที่แท้แล้วความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับโม่เฟิงก็เป็นแบบนี้ เริ่มต้นโดยไม่รู้ตัว และแยกจากกันเมื่อเวลาผ่านไป บางทีเราต่างก็หลอกตัวเอง ครั้งแรกที่ยอมมอบตัวเองให้เขา จริง ๆ แล้วในใจของฉันไม่มีเขาเลยจริง ๆ เหรอ?! ฉันถึงได้ยอมให้เขาล่วงเกินฉัน แบบนี้ในใจของเขาฉันไม่มีค่าเลยจริง ๆ เหรอ? ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ฉันไม่เคยรู้มาก่อน”
“ถ้าฉันรู้… ฉันคิดว่าตอนที่เราเลิกกัน ฉันคงไม่เสียใจขนาดนี้ เพราะความรักของเรามันมีอยู่จริง แต่เป็นความรักที่ไม่อาจอยู่ด้วยกันได้ ที่แท้แล้วความรักมันเรียบง่าย แค่เพียงคุณยอมที่จะยอมแพ้แม้เพียงเล็กน้อย คุณก็จะจมดิ่งลงไป!”
หลังจากที่จูลี่คิดทุกอย่างได้ เธอก็วิ่งอย่างมีความสุขไปยังสุดปลายทาง เพราะนั่นคือการเริ่มต้นใหม่ของเธอ ชีวิตของเธอได้เปิดกว้างมากขึ้นเพราะมีเขา เธอเติบโตขึ้นเพราะเขา ตัวเธอในตอนนี้ สามารถเผชิญหน้ากับชีวิตได้อย่างเต็มที่แล้ว
ภายในห้องที่เงียบเหงา เกล็ดหิมะปลิวมาตามลม ทำให้ภายในห้องมีความชื้น ตอนนี้โม่เฟิงมีเกล็ดหิมะเกาะอยู่เต็มตัว นี่เป็นหิมะแรกของฤดูหนาว และเป็นหิมะที่เมืองหนานผิงไม่ได้เห็นมานาน เพราะอยู่ใกล้ทะเล ดังนั้นจึงไม่ค่อยมีหิมะตก โม่เฟิงจึงรู้สึกว่าอารมณ์ของเขาไม่หดหู่เหมือนเดิม ราวกับว่าความหนาวเย็นนี้ทำให้เขาได้สติ
โม่เฟิงไม่ได้ปิดหน้าต่าง เขาชอบความรู้สึกที่ถูกเกล็ดหิมะปะทะเช่นนี้ เขาหยิบโทรศัพท์ออกมา โทรหาหลิวหลิน ท้ายที่สุดแล้ว ห้องนี้เป็นห้องที่เขาได้เสียกับจางหมิงจู แม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายคิดอย่างไร แต่บ้านหลังนี้เขาจำเป็นต้องซื้อ เพราะแบบนี้อาจจะทำให้จางหมิงจูรู้สึกว่าตัวเองมีค่าขึ้นมาบ้าง
โม่เฟิงบอกหมายเลขห้องกับหลิวหลิน หลิวหลินยืนกรานที่จะลดราคาให้ครึ่งหนึ่ง เหลือเพียง 650,000 หยวน ในตอนนั้นเอง โม่เฟิงก็แกล้งเอ่ยชื่อของจางหมิงจูขึ้นมา
หลิวหลินรู้ดีว่าโม่เฟิงหมายความว่าอย่างไร หลังจากเกิดเรื่องที่คลับเถิงหลงเมื่อคืนนี้ แน่นอนว่าเขาต้องพยายามเอาใจโม่เฟิง ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายจึงตกลงกันโดยปริยาย โดยที่ไม่พูดอะไรมาก นอกจากนี้ หลิวหลินยังขออาสาเลี้ยงฉลองการบ้ายบ้านใหม่ให้โม่เฟิงด้วย โม่เฟิงก็ตอบตกลง บอกว่าหลังจากตกแต่งห้องเสร็จแล้วจะเชิญเขามาร่วมงาน
โม่เฟิงมองบ้านหลังใหม่ในอนาคต มือลูบไล้ไปตามผนังอย่างเบามือ เขารู้ดีว่านี่คือสิ่งเดียวที่เขาทำถูกต้องที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา นั่นคือการเลือกบ้านหลังนี้เป็นของตัวเอง เขาปิดหน้าต่างลง ก่อนจะเดินลงบันไดไปด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
ในตอนนี้รถของเขาถูกปกคลุมไปด้วยหิมะ แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ รีบขึ้นรถแล้วขับตรงกลับบ้าน ตอนนี้เขารู้สึกเหนื่อยล้ามาก อยากกลับไปนอนหลับพักผ่อนให้เต็มอิ่ม
ณ สำนักงานขายของโครงการฮุ่ยหวง หลิวหลินผลักประตูเข้าไป พร้อมกับถอดเสื้อโค้ทตัวนอกออก เขาปัดเกล็ดหิมะที่เกาะอยู่บนเสื้อ ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องทำงานของผู้จัดการทั่วไป เขาคุ้นเคยกับบริษัทแห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ทำกำไรได้มากในช่วงหลายปีมานี้
ดังนั้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับอสังหาริมทรัพย์ทุกแห่งเป็นอย่างมาก ประกอบกับหลิวหลินเองก็เป็นผู้รับผิดชอบด้านการลงทุน เขาจึงมาที่นี่อยู่บ่อยครั้ง พนักงานทุกคนจึงรู้จักเขาเป็นอย่างดี จึงพากันทักทายเขาอย่างสุภาพ
ตอนนี้จางหมิงจูเพิ่งกลับมาจากข้างนอก แม้ว่าเธอจะเพิ่งเผชิญกับเรื่องเลวร้ายมา แต่จางหมิงจูผู้แข็งแกร่งก็ยังคงเลือกที่จะยืนหยัดต่อไป ในตอนนี้ ใจของเธอเต็มไปด้วยความเกลียดชังผู้ชายที่ชื่อโม่เฟิง เกลียดที่อีกฝ่ายไม่สนใจเธอ ในขณะที่จางหมิงจูกำลังจินตนาการถึงการหั่นโม่เฟิงออกเป็นชิ้น ๆ ก็มีเพื่อนร่วมงานมาตามเธอ บอกว่าผู้จัดการทั่วไปต้องการพบ…
เมื่อได้พบกับหลิวหลิน อารมณ์ของจางหมิงจูก็เริ่มวิตกกังวล ท้ายที่สุดแล้ว พนักงานธรรมดา ๆ คนหนึ่ง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบุคคลระดับหัวหน้า ย่อมควบคุมท่าทีให้เป็นปกติได้ยาก เมื่อได้ยินหลิวหลินบอกว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้ เธอเกือบจะสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า จนกระทั่งหลิวหลินพูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง เธอถึงได้รู้ว่าเป็นเรื่องจริง
จางหมิงจูไม่ใช่คนโง่ เธอรู้ดีว่าเรื่องทั้งหมดนี้อาจเกี่ยวข้องกับโม่เฟิง เธอเริ่มคาดเดาถึงภูมิหลังของเขา แต่ก็ไม่พบเบาะแสใดใด เพราะในบรรดาผู้บริหารสูงที่เธอรู้จัก ไม่มีใครสกุลโม่เลย เธอจึงคิดว่าพ่อของโม่เฟิงน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับหลิวหลิน
หลิวหลินหยิบกุญแจบ้านที่โม่เฟิงซื้อไปและจ่ายเงินล่วงหน้าให้ก่อน เขาไม่กังวลว่าโม่เฟิงจะเอาเปรียบเขา เพราะถ้าเงินจำนวนนี้ สามารถทำให้โม่เฟิงซาบซึ้งได้ เขาก็ยินดี เพราะอย่างน้อยเขาก็ได้ใช้เงินเพื่อทดสอบจิตใจของคน