ประโยคนี้ของจ้าวซื่อทำให้หมอไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรเลยหันไปทางคุณสกุลกู้เพื่อขอความเห็น
“เขียนเทียบยามาเถิด”กู้อวี้กล่าวคำ เจินเจินอุตส่าห์ช่วยคนผู้นี้ไว้ จะไม่ช่วยชีวิต ล้มเลิกกลางคันได้อย่างไร
“แต่ทำเช่นนี้จะไม่เป็นการเปลืองเงินหรือ”จ้าวซื่อเอ่ยอย่างปวดใจกับเงินที่ต้องเสียไป
กู่ซื่อลากจ้าวซื่อออกจากห้อง“ฉินเจียมู่ ไปช่วยข้าหน่อยเถิด ได้เวลากินข้าวแล้ว พวกเราไปตระเตรียมข้าวปลาอาหารกันดีกว่า”
จ้าวซื่อถึงค่อยนึกขึ้นได้ว่านางยังต้องมาขอข้าวกินที่บ้านสกุลกู้จึงโยนเรื่องชายชราทิ้งออกจากสมอง เดินตามกู่ซื่อเข้าไปในห้องครัว
หมอเขียนเทียบยาเสร็จกู้อวี้หันไปกล่าวกับบิดา “ท่านพ่อ พรุ่งนี้ข้าต้องการเดินทางไปรักษาขาที่ในเมืองจะได้พาชายชราผู้นี้ไปหาหมอที่นั่นด้วย”
กู้ซิ่วไฉหันไปถามหมอ“ชายชราผู้นี้สามารถเดินทางได้หรือไม่”
“ด้วยอาการของเขาในเวลานี้ระหว่างเดินทางไปในเมืองแล้วได้รับความกระทบกระเทือนกับนอนรอความตายอยู่ที่นี่ข้าคิดว่าพาเขาไปด้วยน่าจะมีโอกาสหายมากกว่าพวกท่านจะได้นำเรื่องนี้ไปแจ้งต่อทางการให้ตรวจดูด้วยว่า มีชายชราบ้านใดหายตัวไปหรือไม่” หมอกล่าวตอบ
กู้ซิ่วไฉคิดตามพบว่าจริงดังว่าจากนั้นเดินไปส่งหมอและนำยาจากบ้านหมอกลับมา
“พี่ชาย พรุ่งนี้ท่านจะไปในเมืองหรือพาข้าไปด้วยได้หรือไม่” เจินเจินที่เนื้อตัวมอมแมมเลอะเปื้อนดินมีใบไม้ใบหญ้าติดเต็มไปหมดเงยหน้าถามอย่างรอคอยคำตอบ
“บ่ายนี้ข้าจะสอนเจ้าคัดตัวอักษรสิบตัวหากทำสำเร็จข้าถึงจะพาเจ้าไปด้วย” กู้อวี้ตอบคำเสียงเรียบ
เจินเจิน “…”
“ไม่คัดได้หรือไม่” เด็กหญิงพยายามทำหน้าตาให้ดูน่าสงสาร
ทว่ากู้อวี้กลับส่ายหน้าเป็นการปฏิเสธด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
“พี่ชาย หากท่านให้ข้าคัดอักษรข้าจะร้องไห้!” เจินเจินข่มขู่ด้วยสีหน้าขึงตึง
กู้อวี้โน้มตัวเข้าไปใกล้ ใช้มือปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่บนผมออกจากนั้นกล่าวว่า “เช่นนั้นก็ร้องเถิด”
เจินเจินเบะปากทำท่าจะร้องไห้ออกมาจริงๆ“ข้าไม่สนใจท่านแล้ว!” พลันหันกายวิ่งออกไปอย่างแง่งอน
สามพี่น้องกู้เห็นแล้วให้รู้สึกยินดีปรีดายิ่งสวรรค์ช่างมีเมตตาโดยแท้ ท่านพี่ยังคงเป็นพี่ชายผู้เย็นชาไร้น้ำใจคนเดิม!
“ท่านพี่วันพรุ่งท่านพาพวกเราเข้าเมืองด้วยได้หรือไม่” เอ้อร์หลางกล่าวถามซานหลางและซื่อหลางที่ยืนอยู่ด้านข้างมองไปยังกู้อวี้อย่างคาดหวังรอคอยเช่นกัน
กู้อวี้กลับตอบอย่างเย็นชาไร้น้ำใจว่า“ไม่ได้!”
สามพี่น้องสกุลกู้ได้แต่หน้าม่อยคอตกอย่างเศร้าสลด
ก่อนกินข้าวกู่ซื่อได้พาเจินเจินไปอาบน้ำชำระกายผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าระหว่างกินข้าวเจินเจินเอาแต่ตัวติดกับกู้อวี้ พร้อมกับร้องบอกว่า นางอยากคัดอักษรลืมคำพูดก่อนหน้านี้ไปเสียสิ้น
สามพี่น้องกู้เห็นแล้วในใจคิดว่าแม่เสือช่างเป็นคนลืมง่ายเสียนี่กระไร
ครั้งนี้กู้อวี้ไม่ให้เจินเจินแตะต้องแท่นฝนหมึกและน้ำหมึกอีกเขาหยิบแผ่นไม้แผ่นหนึ่งออกมา โดยให้นางใช้พู่กันจุ่มน้ำแล้วเขียนลงบนแผ่นไม้นี้แทนไม่ว่าตัวเปียกอย่างไรก็ดีกว่าเปื้อนน้ำหมึก ด้วยกังวลว่าหากเสื้อผ้าเลอะน้ำหมึกจะซักออกยาก
ช่วงบ่ายหยวนเหล่าเอ้อร์ก็กลับมาที่หมู่บ้านพร้อมกับรถเทียมล่อชาวบ้านในหมู่บ้านเห็นแล้วต่างเข้าไปรุมล้อมอย่างตื่นตะลึงอีกฝ่ายเพิ่งจะแยกบ้านออกมาก็มีเงินเพียงพอไปซื้อรถเทียมล่อแล้วหรือนี่หยวนเหล่าเอ้อร์ผู้นี้นับว่าใช้ได้!
“ข้าหรือจะมีเงินเป็นฉินเจียกงให้เงินข้ายืมต่างหาก ฉินเจียกงเห็นข้าแยกบ้านออกมาตัวเปล่าสกุลหยวนมิได้ให้อะไรติดตัวมาแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะให้ที่นาสักหนึ่งหมู่ ด้วยสกุลกู้กลัวว่าข้ากับภรรยาที่เป็นบิดามารดาแท้ๆของเจินเจินจะอดตาย จึงให้ข้ายืมเงินไปซื้อบ้านตรงท้ายหมู่บ้านและรถเทียมล่อนี้ทั้งยังให้ใช้รถเทียมล่อรับจ้างคนที่อยากเข้าไปในอำเภอในตำบลถึงแม้เงินค่าจ้างจะไม่ได้มากมาย แต่ก็เพียงพอเลี้ยงชีพได้”
ทุกคนได้ยินเช่นนี้ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากู้ซิ่วไฉช่างเป็นคนดีเหลือเกิน และบอกว่าหยวนเหล่าเอ้อร์กับภรรยาช่างโชคดียิ่งที่ได้เจอฉินเจียกงและฉินเจียมู่ที่ดีเช่นนี้
เวลานี้เองได้ชาวบ้านคนหนึ่งเอ่ยออกมาว่า“ตอนที่เจ้าไม่อยู่ วันนี้หญิงม่ายสกุลหลิ่วได้พาแม่สื่อไปบ้านสกุลหยวนทั้งยังนำของไปด้วยเยอะแยะมากมาย”
“ใช่หญิงม่ายสกุลหลิ่วพาแม่สื่อไปสู่ขอเจ้าใหญ่ที่บ้านพร้อมกับสินสอดบอกว่าเจ้าใหญ่อายุครบสิบสี่เมื่อใดจะรับนางเข้าสกุลทันที”
“อีกไม่นานเจ้าใหญ่ก็จะเต็มสิบสามแล้วเช่นนั้นก็เหลือเวลาเตรียมตัวอีกแค่ปีเดียวน่ะสิ”
“วันนี้เจียงซื่อกับหวางซื่อยังมาพูดอวดคนในหมู่บ้านอยู่เลยว่าสกุลหลิ่วให้สินสอดถึงยี่สิบตำลึง!”
“เงินยี่สิบตำลึงนับเป็นอะไรได้ไม่เพียงพอให้ซื้อรถเทียมล่อด้วยซ้ำ”
“จริงหรือ เช่นนั้นข้าก็ต้องแสดงความยินดีกับเจ้าใหญ่ด้วย”หยวนเหล่าเอ้อร์แสดงความยินดีออกมา ก่อนจะกล่าวว่า “เพียงแต่เงินสินสอดยี่สิบตำลึงมากกว่าครึ่งน่าจะต้องนำไปเป็นสินเดิมตอนที่เจ้าใหญ่แต่งออกไปหญิงม่ายสกุลหลิ่วขี้งกถึงเพียงนั้น มีหรือจะยอมทำการค้าขายที่เสียเปรียบไม่เหมือนข้ากับภรรยา โชคดียิ่งแล้วที่มีฉินเจียกงฉินเจียมู่เป็นคนสกุลกู้หากเปลี่ยนเป็นสกุลหลิ่วแล้วละก็ ต้องไม่สนแน่ว่าข้าจะอดตายหรือไม่หญิงม่ายสกุลหลิ่วตระหนี่ยิ่งนักมีหรือจะยินยอมให้ข้าหยิบยืมเงิน
“เป็นซิ่วไฉแล้วอย่างไร เป็นขุนนางใหญ่แล้วอย่างไรเจ้าใหญ่แต่งเข้าสกุลหลิ่วก็นับว่าเป็นคนของสกุลหลิ่วภายภาคหน้าต่อให้หลิ่วเหวินไฉได้เป็นขุนนางใหญ่ก็ไม่มีทางได้กลับมารับตำแหน่งที่นี่เมื่อเป็นเช่นนั้นคนสกุลหยวนมีหรือจะได้ตามไปใช้ชีวิตสุขสบายกับเจ้าใหญ่”
ชาวบ้านทุกคนคิดตามพบว่าจริงดังที่ว่าไม่เคยมีสกุลเดิมของสตรีคนใดที่หลังบุตรสาวแต่งออกไปแล้วได้ดิบได้ดีหรือสามารถตามไปร่วมเสพสุขด้วยได้
“ทุกวันนี้ข้ารู้สึกดีใจอย่างยิ่งที่ยามนั้นเจ้าใหญ่รังเกียจกู้อวี้หาไม่แล้วชีวิตของข้ากับภรรยาในเวลานี้คงจะอเนจอนาถมากไม่แน่ว่าอาจจะต้องออกจากหมู่บ้านไปขอข้าวคนหมู่บ้านอื่นกินก็เป็นได้!”
ชาวบ้านทุกคนคิดตามก่อนจะพยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วยและพอคิดถึงสิ่งที่หลิ่วซิ่วไฉกระทำกับกู้อวี้ในวันนั้น…
สกุลหลิ่วมิใช่คนดี
ถึงแม้กู้อวี้จะขาพิการ ทว่าครอบครัวของเขาเป็นคนดีอย่างมากยื่นมือช่วยเหลือบ้านเดิมของสะใภ้ครอบครัวบุตรเขยที่ดีเช่นนี้ไม่อาจหาจากที่ใดได้อีกแล้ว
สิ่งที่ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปต้องการคือคืนวันอันสงบสุขส่วนชีวิตที่รุ่งเรืองรุ่งโรจน์นับว่าเป็นความฝันที่เกินตัวอีกทั้งหลิ่วเหวินไฉอายุเยอะป่านนี้เพิ่งจะสอบได้เป็นซิ่วไฉต่อไปภายภาคหน้าไม่แน่ว่าจะสอบได้เป็นจวี่เหริน[1] หรือจิ้นซื่อ[2]
หลังพูดเปรียบเทียบจนทำให้ชาวบ้านทุกคนเห็นว่าสกุลกู้เป็นคนดีและสกุลหลิ่วเป็นคนเลวจนพอใจแล้วหยวนเหล่าเอ้อร์จึงค่อยขอตัวลากับทุกคนกลับไปบ้านสกุลกู้เขายังต้องไปขอข้าวกินที่บ้านนั้นอยู่
กินข้าวเสร็จกู้ซิ่วไฉเอ่ยถามหยวนเหล่าเอ้อร์ว่าได้ไปสอบถามราคาค่าจ้างรถเทียมล่อมาแล้วหรือไม่หยวนเหล่าเอ้อร์เอ่ยตอบว่าเรียบร้อยแล้ว
กู้ซิ่วไฉยื่นเงินพร้อมกับกล่าวว่า“พรุ่งนี้พวกข้าอยากจะขอเหมารถเทียมล่อให้ไปส่งในเมืองต้าหลางต้องการไปรักษาขาที่นั่น”
“ต้าหลางต้องการใช้รถเทียมล่อ ข้าที่เป็นพ่อตาจะกล้ารับเงินได้อย่างไรท่านทำเช่นนี้เท่ากับเห็นข้าเป็นคนนอก เดี๋ยววันพรุ่งข้าจะพาไปโดยไม่คิดเงิน!”หยวนเหล่าเอ้อร์กล่าวด้วยสีหน้าหนักแน่น
“ท่านอารองหยวน ท่านรับเอาไว้เถิด ไม่อย่างนั้นพวกเราคงเกรงใจไม่กล้านั่งรถเทียมล่อของท่านอีกอย่างมีคำกล่าวว่า แม้แต่พี่น้องแท้ๆ ยังคำนวณเรื่องเงินอย่างชัดเจนฉะนั้นจะไม่พูดถึงเรื่องเงินมิได้เป็นอันขาด” กู้อวี้กล่าวคำ
เดิมทีหยวนเหล่าเอ้อร์แค่พูดไปอย่างนั้นเองในเมื่ออีกฝ่ายยื่นทางลงมาให้เขาจึงรีบรับเอาไว้ “ในเมื่อต้าหลางพูดเช่นนี้เช่นนั้นข้าก็จะยอมรับไว้”
หลังจากหยวนเหล่าเอ้อร์รับเงินไปกู้ซิ่วไฉได้เชิญให้ไปพูดคุยกันที่ห้องหนังสือ
คหบดีจางรับปากว่าจะให้งานทำบอกว่าพอถึงช่วงฤดูใบไม้ผลิให้หยวนเหล่าเอ้อร์เดินทางไปที่หมู่บ้านได้เลยงานที่ทำเป็นงานผู้ช่วย คอยช่วยพ่อบ้านดูแลผู้ที่มาเช่าที่นาค่าตอบแทนเดือนละหนึ่งตำลึง พอถึงเทศกาลจะมีเงินพิเศษให้เรื่องเสื้อผ้าก็ไม่ต้องเป็นห่วงทางนั้นจะช่วยดูแลให้เช่นกัน ยามที่ไปทำงานเก็บค่าเช่าก็จะได้ส่วนแบ่งหากเก็บหนี้เก่ามาได้ก็จะได้ส่วนแบ่งเท่ากับคนอื่นๆ
หยวนเหล่าเอ้อร์ฟังแล้วรู้สึกว่างานนี้ช่างเหมาะสมกับตนเองเหลือเกิน
กู้ซิ่วไฉกล่าวต่อ“ทว่าคหบดีจางบอกว่ามีข้อแม้หนึ่งข้อ นั่นคือท่านต้องรู้หนังสืออย่างน้อยต้องรู้ตัวอักษรที่ใช้บ่อยๆ และต้องทำบัญชีเป็นเขามิได้เรียกร้องอันใดมากแค่ดูบัญชีเป็นไม่ให้ถูกหลอกพอ”
หยวนเหล่าเอ้อร์ “…”
[1] จวี่เหรินชื่อเรียกผู้ที่สอบผ่านการสอบเข้ารับราชการในระดับมณฑล
[2] จิ้นซื่อ ชื่อเรียกผู้ที่สอบผ่านการสอบเข้ารับราชการในระดับราชสำนัก