ลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ]

    บทที่182 สถานการณ์พลิกผัน

    ยามค่ำคืนเต็มไปด้วยความเงียบสงัด หิมะตกโปรยปราย ในกลุ่มอี้เฉินมีจอมยุทธบาดเจ็บหลายคนแม้แต่นายกองซีเอ๋อร์ยังบาดเจ็บหนัก เสียปราณพลังไปมากหากมีศัตรูมาเยือนยามค่ำคืนได้กลายเป็นฉากนองเลือดเป็นแน่ หลายๆ คนไม่พร้อมต่อสู้ในเวลานี้ กองกำลังหลายๆ กลุ่ม แบ่งกันออกไปประจำการตามพื้นที่ต่างๆ รอบๆ ประตูเมือง เฝ้าระวังยามค่ำคืนอันหนาวเหน็บ อาคารที่พักรอบๆ ตัวเมืองพังทลายไม่มีชิ้นดี แต่ก็ยังพออาศัยคลายหนาวได้บ้าง


    อี้เฉิน หลินเหว่ย จางอี้หนาน ถูกส่งออกไปเฝ้าประจำการในเส้นทางที่อันตรายหากมีเหล่าจอมยุทธบุกเข้ามาพวกเขาก็จะเห็นเป็นพวกแรก กลุ่มพวกเขามีเพียง3คน เพียงมาเฝ้าสังเกตการณ์เส้นทางด้านหน้าเท่านั้น


    จางอี้หนานเอ่ยพูดขึ้นมา "ค่ำคืนนี้อากาศหนาวจังเลยเจ้าว่าไหมอี้เฉิน"


    อี้เฉินเขาไม่ได้สนใจคำพูดของนางจ้องมองไปที่ ใจกลางเมืองเพื่อตรวจตราอยู่ตลอดเวลา เขาไม่สามารถประมาทในเขตของศัตรูได้ หาก ละสายตาเพียงเล็กน้อยอาจเกิดหายนะ


    จางอี้หนานที่เห็นอี้เฉินไม่มีท่าทีสนใจตัวนางเดินเข้าไปใกล้ๆ ก่อนจะกอดอี้เฉินไว้แน่น "ข้าหนาวจังเลย เจ้าสนใจข้าหน่อยก็ไม่ได้งั้นหรือ" นางทำปากมุ่ยอย่างไม่พอใจ


    อี้เฉินมีสีหน้าเรียบนิ่งไม่ได้แสดงท่าที อะไรทั้งสิ้นแม้แต่น้อย แต่ตัวหลินเหว่ย กำหมัดแน่นด้วยความเดือดดาล ไม่คิดจางอี้หนานนางจะทำตัวไร้ยางอายมากถึงเพียงนี้ ถึงตัวเขาจะแอบชอบตัวนางมานานก็ไม่เห็น นางทำท่าทีแบบนี้กับตัวเขาเลย


    "จางอี้หนาน หากเจ้าหนาวก็ไปซบไหล่หลินเหว่ย เสียอย่ามากวนข้า ข้าจะเฝ้ายามให้เอง"


    หลินเหว่ย ได้ยินถึงกับหน้าแดง "เจ้าๆ พูดบ้าอะไรออกมา"


    อี้เฉินเอ่ยเสียงเรียบ "หลินเหว่ยอย่าทำอย่างกับข้าไม่รู้นะ เจ้าหวงจางอี้หนาน ข้าเห็นสายตาเจ้าก็รู้แล้ว ข้าว่าพวกเจ้าสองคนคงมีอะไรปิดบังไว้สินะ" ดวงตาของเขามองได้ละเอียดเป็นอย่างมากเพียงมองดวงตาของ จางอี้หนาน ก็ทำให้เขาสังเกตอะไรได้หลายๆ อย่าง นางเองก็คงมีอะไรที่พูดไม่ได้อยู่


    จางอี้หนาน ได้ยินถึงกับหน้าแดงด้วยความเขินอาย ละกายาจากที่พิงหลังอี้เฉินออกโดยไว "เจ้าพูดบ้าอะไร ข้ากับ หลินเหว่ย เป็นเพียงสหายกันเท่านั้น"



    "ข้าไม่รู้พวกเจ้ามีความสัมพันธ์อันใดกันแต่ ข้าเตือนไว้อย่างหนึ่ง เวลานี้เป็นช่วงเวลาสงคราม หากเจ้าอยากพูดอะไรควรรีบพูดออกมา"


    หลังจากอี้เฉินเอ่ยพูดพวกเขาทั้ง2คนต่างนิ่งเงียบไปพักใหญ่ๆ ไม่เอ่ยพูดคำใดออกมาอีกเลย ยิ่งเวลาผ่านไปพวกเขายิ่งมีท่าที กระอักกระอ่วนไม่พูดจาอะไรกันนานหลายพันลมหายใจ อี้เฉินที่เห็นบรรยากาศที่น่าอึดอัดเขาเลยออกไปด้านนอกคนเดียว มองดูหิมะที่ตกโปรยปรายลงมา เขาไม่ได้สัมผัสหิมะสีขาวมานานร่วมสองปีได้ ไม่คิดช่วงเวลาแบบนี้จะมีสงครามเสียได้


    เวลาไหลผ่านไปหนึ่งก้านธูปใหญ่ ทิศประตูใหญ่ทางเข้าเมืองหลวงหลักแคว้นเล่ย เหมือนถูกจู่โจมเสียงต่อสู้ดังก้อง อี้เฉินที่ได้ยิน เขาลุกยืนก่อนกวาดตามองไปทิศทางนั้นทันที แต่เสียงนั้นไกลเกินไปกว่าที่สายตาของเขาจะมองเห็น ตัวเขาเตรียมออกไปดูภายนอกประเมินสถานการณ์รอบทิศ


    หลินเหว่ยที่เห็นท่าที อี้เฉินจะก้าวเท้าออกไปเขาเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี พวกเขาทุกคนแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อยแล้วไม่อาจปลีกตัวออกไปช่วยกลุ่มจอมยุทธ์ทิศอื่นๆ ได้ หากเกิดปัญหาไม่คาดคิดจะต้องเป็นนายกองที่รับผิดชอบ หากความผิดร้ายแรงอาจถึงขั้นตัดหัวเสียบประจาน

    "เจ้าอย่าคิดออกไปต่อสู้เด็ดขาด ทำหน้าที่ของเจ้าไปเสียอี้เฉิน ข้าเตือนเจ้าด้วยความหวังดีพวกเราไม่อาจปลีกตัวออกไปช่วยได้"



    "เจ้าอยู่ที่นี่กับ จางอี้หนานไปก่อน ข้าออกไปตรวจตราเพียงชั่วครู่เท่านั้น ไม่ได้เอาทหารออกไปเสียหน่อยเจ้าอย่าพูดมากนักเลยหลินเหว่ย"



    หลินเหว่ยได้ยิน เขาเพียงส่ายหัวไม่ได้ห้ามปรามอี้เฉินแต่อย่างใดชายหนุ่มคนนี้ แม้แต่ตัวเขาก็อ่านความคิดของอี้เฉินไม่ออก หากอี้เฉินออกไปตัวคนเดียวไม่ได้นำพาเหล่าจอมยุทธออกไปตาย ก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร "เจ้าระวังตัวด้วย ข้าถือว่าเตือนเจ้าแล้วนะ"


    อี้เฉินพยักหน้ารับ ก่อนพุ่งทะยานไปทิศประตูเมืองหลักแคว้นเล่ยในทันที เหมือนจะมีการต่อสู้ครั้งใหญ่อยู่ ประตูเมืองหลักใช้ถึง 3นายกองเพื่อบุกตะลุยเข้ามายึดครอง หากถูกยึดคืนกลับไปอีกละก็ การยึดเมืองคงกินเวลาเป็นเดือนแน่


    อี้เฉินเองก็เข้าใจที่หลินเหว่ยต้องการสื่อ หากอี้เฉินนำกองกำลังออกมาช่วยทิศอื่นๆ หากทิศของพวกเขาถูกโจมตีจะตกอยู่ในอันตรายทันที เขาไม่คิดโทษใครๆ ล้วนไม่อยากเอาชีวิตมาทิ้งกับสงคราม ที่ไม่รู้จะสิ้นสุดเมื่อใด


    ตัวเขาพุ่งทะยานตามพื้นด้านล่าง เพื่อเลี่ยงการมองเห็นจากศัตรูจากบนท้องฟ้า วิ่งลัดเลาะตามซาก ปรักหักพังไปเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่กี่ร้อยลมหายใจดวงตาของเขาก็เริ่มเห็นฉากการต่อสู้จากด้านหน้า กลุ่มจอมยุทธต่างดินแดนมาไม่น้อยแถมเหมือนจอมยุทธผู้สุงส่งเองก็ ออกมาต่อสู้ด้วยเช่นกัน เขาเห็นชายหนุ่มที่อยู่ไกลๆ ขี่สัตว์อสูร3คน พุ่งโจมตีเหล่าจอมยุทธอย่างบ้าคลั่ง ปราณพลังสีดำพวยพุ่งสู่ท้องฟ้า แม้แต่อากาศรอบๆ ยังแตกร้าวเห็นมิติแตกสลาย


    เสียง "ตูม"ดังก้องไม่ขาดสาย ปะปนมากับเสียงร้องโหยหวนของเหล่าจอมยุทธ


    อี้เฉินกำหมัดแน่นเหมือนจอมยุทธดินแดนร้อยแคว้นจะเสียเปรียบ ต่างดินแดนมีมากเกินไป ทั้ง3นายกองเองก็ปะทะกับจอมยุทธผู้สูงส่งของฝั่งตรงข้ามอย่างบ้าคลั่ง ไม่อาจละออกมาจากการต่อสู้ได้แม้แต่น้อย


    อี้เฉินที่เห็นนายกองเขาเอ่ยพูดพึมพำ "ซีเผิงกับ จางเล่ย ไม่ใช่หรือ เหมือนพวกเขาจะเจอการต่อสู้ที่ยากลำบาก" เขาไม่รอช้าระยะนี้ตัวเขาสามารถมองเห็นได้ก็สามารถโจมตีจากระยะไกลได้ เขาระเบิดปราณพลังออกมาสร้างคันศรขนาดใหญ่จากปราณพลังขึ้นมา เพ่งดวงตามองออกไปไกล จนดวงตาเจ็บปวดมีเลือดไหลซึมออกมาจากเบ้าตา เขาเพ่งมองเป้าหมายโดยไม่สนใจความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ง้างคันศรปราณพลังเต็มกำลัง ปล่อยลูกศรออกอย่างแรงลูกศรปราณพลังขนาดเท่าหอกเล่มหนึ่งพุ่งออกไปดั่งสายแสง อากาศรอบๆ หัวลูกศรถึงกับแหลกลาญ ศรก่อรูปเป็นมังกรคาบศรออกไปโจมตี


    เสียง"ตูม"ดังก้อง กลุ่มจอมยุทธที่ตะลุมบอนกันอยู่ต่างเบิกตากว้าง พริบตาจอมยุทธที่ไม่ทันระวัง2คนตายตกลงในทันที ในอีกเสี้ยววิ ธนูอีกหลาย10ลูกพุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่งดั่งห่าฝน เสียงฟึบๆ ดังไม่ขาดสาย หัวลูกศรก่อรูปเป็นมังกรสีแดงฉานพุ่งทะยานเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง รอบๆ เต็มไปด้วยแสงสีแดงพร่างพราว


    "หรือจะเป็น กำลังเสริมมาช่วยพวกเรา" กลุ่มจอมยุทธดินแดนร้อยแคว้นต่างพากัน ฮึกเหิม พุ่งเข้าโจมตีอย่างบ้าคลั่งคิดว่า มีกำลังเสริมมาช่วยพวกเขา แต่ก็มีบางคนแปลกใจ กลุ่มจอมยุทธทิศไหนถึงกับกล้าขัดคำสั่ง มาช่วยพวกเขากัน พวกเขาต่างพากันแปลกใจ


    ต่างดินแดนเริ่มเสียขวัญแต่ก็ไม่ถอยหนี สั่งฆ่าสังหารศัตรูให้สิ้น ต่างฝ่ายต่างไม่ถอยหนีปะทะกันอย่างบ้าคลั่ง เศษหินเศษฝุ่นลอยคลุ้ง รอบๆ อาบย้อมไปด้วยเลือดเป็นสายธาร
    เพียงในเวลาหนึ่งก้านธูปใหญ่ ก็มีจอมยุทธตายตกไปร่วม 50คน กลุ่มจอมยุทธที่บาดเจ็บเองก็มีไม่น้อย มีหลายๆ คนตายตกจากการโจมตีระยะไกล ของอี้เฉิน

    พวกต่างดินแดนเองก็แปลกใจ พวกเขายังไม่เห็นแม้แต่คนที่ยิงธนูมาเป็นใครกันแน่ คนที่ยิงมาต้องยิงมาจากระยะที่ไกลอย่างมากเป็นแน่ แม้แต่กำลังเสริมเองก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา



    ชายหนุ่มที่ขี่สัตว์อสูรผีเสื้อสวรรค์สั่งการออกมา "ฆ่าพวกมันเสีย พวกมันไม่มีกองกำลังเสริม อย่าไปหลงกลพวกมัน"



    ทันใดที่พวกต่างดินแดนได้ยินถึงกับเดือดดาลบ้าคลั่ง ปราณพลังสีดำพวยพุ่งอย่างรุนแรง พุ่งเข้าสังหารเหล่าศัตรูอย่างบ้าคลั่ง "พวกเจ้ากล้าหลอก พวกข้างั้นหรือ เห็นพวกข้า เป็นเด็กงั้นหรือคิดจะหลอกก็หลอกได้ง่ายๆ"


    เสียงฝูงชนตะโกน"ฆ่า"ดังไม่ขาดสาย


    กลุ่มจอมยุทธดินแดนร้อยแคว้นเริ่มกลับมาเสียเปรียบอีกครั้งพวกเขานึกว่ามี กำลังเสริมมาช่วยที่ไหนได้เป็นเพียงความเข้าใจผิด จอมยุทธเริ่มทยอยตายตกลงไปทีละน้อย เสียงร้องโหยหวนดังก้อง


    อี้เฉินที่กำลังจะมาถึง เขามองไปที่ชายหนุ่มที่ขี่สัตว์อสูรชายคนนั้น น่าจะเป็นนายกองใหญ่เป็นแน่ เหล่าจอมยุทธต่างดินแดนถึงให้ความสำคัญกับตัวเขา ตัวของเขาเพียงสั่งการโจมตี มีองครักษ์ส่วนตัว อารักขาทั้ง4ทิศ


    ทันใดหลายๆ คนก็ต้องเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น เด็กหนุ่มผมขาวพุ่งเข้าไปด้านหลัง ชายหนุ่มที่ขี่สัตว์อสูรผีเสื้อสวรรค์ อย่างฉับพลัน ก่อนจะง้างหอกเลือดในมือทิ่มแทงไปที่หน้าอกของอีกฝ่ายที่ไม่ได้ตั้งตัวจนทะลุ ชายหนุ่มร้อง "อ๊าก" ด้วยความเจ็บปวดปากกระอักเลือดออกมาไม่หยุด


    "เจ้าๆ เป็นใครกันถึงกับกล้าลอบสังหารข้า"


    ฝูงชนที่อยู่รอบๆ ต่างใจสั่นสะท้านอยู่ๆ เด็กหนุ่มผมขาวก็โผล่เข้ามาอย่างฉับพลันแถมเกือบสังหาร นายกองของอีกฝ่ายได้ มีบางคนถึงกับโหร้องดีใจ ไม่คิดจะมีคนกล้าลอบสังหารแม่ทัพของอีกฝ่าย


    พวกเขากลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง "ไล่ฆ่าพวกมันอย่าให้เหลือรอดกลับไป"


    อี้เฉินกวาดตามองไปที่ชายหนุ่มด้วยความแปลกใจ เหตุใดชายหนุ่มที่โดนโจมตีจุดตายร่างถึงไม่แตกสลายหายไป ราวกับว่าชายหนุ่มมีของบางอย่างป้องกันกายาไว้ เขาเพียงบาดเจ็บหนักเท่านั้นแต่ก็ไร้แรงต่อต้าน


    กลุ่มจอมยุทธต่างดินแดนคำรามออกมาอย่างบ้าคลั่ง "คุ้มกันนายน้อยเยี่ยหลี่เร็วเข้า อย่าให้นายน้อยเยี่ยหลี่ตายเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นหัวพวกเราได้หลุดออกจากบ่าเป็นแน่ รีบถอยทัพคุ้มกันนายน้อยออกไปเร็วเข้า"


    อี้เฉินเองก็ไม่คิดปล่อยชายหนุ่มไป แต่ตัวเขาถูกองครักษ์ ของเยี่ยหลี่ขวางกั้นไว้ไม่อาจฝ่าเข้าไปปลิดชีพ เยี่ยหลี่ได้


    เยี่ยหลี่ที่ยันร่างขึ้นมาได้เขา คำรามก้อง ไม่คิดว่าตัวเขาจะโดนลอบโจมตีแบบนี้ "เจ้าๆ ข้าฝากไว้ก่อนหากเจอกันคราวหน้า วันนั้นจะเป็นวันตายของเจ้า" ก่อนเขาจะกระอักเลือดออกมาอีกคำใหญ่ สั่งถอนกำลังกลับไปทันที


    กลุ่มจอมยุทธ ดินแดนร้อยแคว้นเองก็ไม่ปล่อยโอกาสนี้ไป บุกฆ่าฟันศัตรูอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่นายกองจะสั่งหยุดไล่ล่า

    ฝูงชนต่างโหร้องด้วยความยินดีไม่คิด เพียงชายหนุ่มผมขาวคนเดียว จะสามารถ ทำให้ศัตรูถอยร่นกลับไปได้ หลายๆ คนต่างพากันพูดคุยแต่ก็มีหลายๆ คนคุ้นหน้าชายหนุ่มที่มีผ้าขาวปิดตาอยู่ไม่น้อย


    พวกเขาไม่คิดการต่อสู้จะกลับตาลปัตร ได้ถึงเพียงนี้พวกเขาหลายคนทำใจไว้แล้วจะต่อสู้จนตัวตาย ไม่คิดเพียงชายหนุ่มผมขาวโผล่มาสถานการณ์จะพลิกผันได้ถึงเพียงนี้

    คล้ายกับเรื่องลวงสวรรค์สู่วิถียุทธคลั่ง [จบ] ที่คุณอ่าน