เมื่อชั่วโมงเรียนสิ้นสุดลง บรรยากาศการเรียนรู้อันสงบก็ถูกทำลายด้วยความตื่นเต้นเมื่อประกาศสำคัญถูกนำมาติดที่หน้าหอตำรา "การทดสอบศิลาเบญจธาตุเพื่อจัดลำดับขั้นศิษย์ประจำปี" นี่คือ่เวลาที่ทุกคนรอคอยที่จะอวดอ้างพลังปราณของตน แต่สำหรับเฟยหลง มันคือลานปะาที่เปิดเผยความอ่อนแอของเขาต่อสาธารณชน

ในขณะที่เฟยหลงกำลังเดินเลี่ยงฝูงชนเพื่อไปยังลานประลอง เงาร่างหนึ่งที่สง่างามประดุจเทพธิดาวารีก็ก้าวเข้ามาขวางทางเขา องค์หญิง4 หลี่เหวินฉวี ผู้มีใบหน้าดงามปานล่มเมืองแต่มีดวงตาที่แฝงไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง นางสวมชุดสีฟ้าครามปักลายเกลียวคลื่นที่ดูพลิ้วไหวไปตามการย่างกราย ทุกก้าวของนางแฝงไปด้วยกลิ่นอายของัวารีที่นิ่งลึกทว่าทรงพลัง
"องค์ชายเฟยหลง ท่านจะไปที่ลานประลองด้วยสภาพที่ดูไร้ทางสู้เช่นนี้จริงๆ หรือ?" นางเอ่ยเสียงเบา ทว่าชัดเจนในประสาทััของเขา
"ข้าไม่มีทางเลือกอื่น องค์หญิง" เฟยหลงตอบโดยไม่สบตา พยายามจะเดินเลี่ยงไป
"คนเรามักมีทางเลือกเสมอ หากรู้จักไขว่คว้าและแลกเปลี่ยนอย่างเท่าเทียม" หลี่เหวินฉวีโน้มตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกกล้วยไม้ป่าแผ่ออกมาทำให้จิตใจของคนรอบข้างเคลิบเคลิ้ม "ข้ารู้ว่าจวนอ๋องของท่านกำลังอยู่ในภาวะคับขัน และข้ารู้ว่าบิดาของท่านเก็บ 'ความลับ' บางอย่างเกี่ยวกับคลังสมบัติของปฐมฮ่องเต้ไว้... หากท่านบอกเบาะแสนั้นแก่ข้า ข้ามี 'ยาสลายปราณ' ชนิดพิเศษที่จะช่วยปกปิดควันสีเทาของท่าน ให้มันดูเหมือนปราณธาตุลมที่แปรปรวน ท่านจะผ่านเื่นี้ได้โดยไม่ต้องอับอาย"
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นสบตาองค์หญิงผู้มั่งคั่ง ดวงตาของเขาฉายแววเด็ดเดี่ยว "เกียรติยศที่ได้มาจากการซื้อขาย... พ่อของข้าสอนว่ามันเบาหวิวราวกับฝุ่นผงที่ลมพัดเพียงครั้งก็ปลิวหายไป ขอบพระทัยองค์หญิงที่เมตตา แต่ข้าจะเดินไปยังศิลานั่นด้วยขาของตนเอง แม้ผลลัพธ์จะเป็ความอัปยศก็ตาม"
นางมองตามหลังชายหนุ่มตกอับไปด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากความเวทนาเป็ความสงสัยและขุ่นเคือง "โง่เขลาเสียจริง... แล้วเ้าจะเสียใจ หลี่เฟยหลง ที่ปฏิเสธไมตรีจากข้า"
ทว่าภัยร้ายไม่ได้มีเพียงแค่คำขู่ทางการเมือง หลี่กวงที่ยังคงอาฆาตแค้นจากการปะทะครั้งก่อน ได้แอบสั่งการให้ข้ารับใช้นำ "ผงนำพาอัคคี" ซึ่งเป็สารสกัดพิษจากสัตว์อสูรใต้พิภพ ไปโปรยไว้ที่ฐานศิลาเบญจธาตุอย่างลับๆ ผงชนิดนี้มีคุณสมบัติพิเศษคือมันจะดึงดูดและทวีคูณพลังธาตุไฟให้รุนแรงขึ้นเมื่อัักับปราณที่อ่อนแอเปราะบาง เป้าหมายของพวกเขานั้นชัดเจน... เมื่อเฟยหลงััศิลา ปราณควันของเขาจะทำปฏิกิริยากับผงอัคคีจนเกิดการะเิย้อนกลับ ซึ่งอาจทำให้เขาพิการหรือสูญเสียปราณไปตลอดชีวิต และเขาจะถูกตราหน้าว่าเป็ผู้ที่ลบหลู่ศิลาศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนัก
ณ ลานประลองกลางสำนักเนืองแน่นไปด้วยศิษย์และอาจารย์ที่มารวมตัวกัน ศิลาเบญจธาตุขนาดใหญ่เท่าตัวคนตั้งตระหง่านอยู่บนแท่นหินอ่อนใจกลางลาน มันคือหินหยก5สีที่เรืองแสงระยิบระยับสลับกันไปมาราวกับมีชีวิต เป็ตัวแทนของ ดิน น้ำ ลม ไฟ และทอง ศิษย์พี่หญิงเหม่ยอิง ยืนสงบนิ่งอยู่บนระเบียงไม้ชั้นสูงของหอสังเกตการณ์ ดวงตาคู่งามของนางจ้องมองลงมาที่เฟยหลงด้วยแววตาที่สงบนิ่งทว่าซ่อนความกังวลไว้ลึกๆ นางสังเกตเห็นประกายสีแดงจางๆ ที่ไม่เป็ธรรมชาติรอบฐานศิลา แผนชั่วของหลี่กวงไม่อาจรอดพ้นสายตานาง แต่ด้วยกฎของสำนัก นางไม่อาจเข้าแทรกแซงได้โดยไม่มีเหตุอันควร นางทำได้เพียงกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อไหม “เ้าเฟยหลงมันรนหาที่เอง ข้าไม่กะเอามันตายหรอก แค่สิ้นลมปราณก็พอ ราชวงศ์ของเราไม่มีพวกอ่อนแอและเ้าเล่ห์เช่นนี้” หลี่กวงกล่าว ท่ามกลางพวกของวังบูรพาที่ยืนล้อมรอบเขา
"คนต่อไป... หลี่เฟยหลง แห่งจวนอ๋องหลี่!" เสียงประกาศของอาจารย์ผู้ควบคุมดังก้อง
เสียงโห่ฮาและเสียงผิวปากล้อเลียนดังขึ้นรอบลานประลอง เฟยหลงก้าวออกไปช้าๆ ทุกย่างก้าวดูหนักอึ้งราวกับเขากำลังแบกความคาดหวังและคำสาปของบรรพบุรุษไว้บนบ่า กระบี่นิลกาฬบนหลังของเขาสั่นระริกราวกับมันกำลังตื่นเต้นกับบททดสอบนี้ เขาเดินไปหยุดอยู่หน้าศิลาศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังเปล่งประกายสีสันงดงาม เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ยื่นมือที่พันด้วยผ้าพันแผลสีหม่นซึ่งเปื้อนคราบเืแห้งกรังออกไป
ทันทีที่ปลายนิ้วััผิวศิลาที่เย็นเยียบ ผงนำพาอัคคีที่อยู่เบื้องล่างก็ทำงานทันที! เปลวไฟสีแดงฉานพุ่งม้วนตัวขึ้นมาจากพื้นดินราวกับงูั์ที่โกรธเกี้ยว มันโอบล้อมแขนของเฟยหลงในชั่วพริบตา ความร้อนแรงแผดเผาจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว หลี่กวงและพวกสมุนแสยะยิ้มอย่างพึงพอใจ รอดูภาพองค์ชายตกอับที่จะต้องกรีดร้องด้วยความเ็ป
วูบ...
ในวินาทีที่ทุกคนรอฟังเสียงะเิ กลับเกิดความเงียบงันที่น่าสยดสยองยิ่งกว่า
ปราณควันสีเทาที่ทุกคนเคยมองว่าอ่อนแอและไร้ค่า พลันหมุนวนเป็พายุขนาดเล็กที่ใจกลางฝ่ามือของเฟยหลง แต่มันไม่ได้ผลักดันเปลวไฟออกไป... มันกลับทำหน้าที่เป็ "หลุมที่ไร้ก้นบึ้ง" ดูดกลืนเปลวเพลิงเ่าั้เข้าไปในร่างกายของเขาอย่างตะกระตะกราม แสงสีแดงของไฟดับวูบลงราวกับถูกดับด้วยน้ำสาด ปราณในร่างของเฟยหลงเริ่มหมุนวนรุนแรงจนเส้นเืที่ขมับปูดโปน สีเทาจางๆ เปลี่ยนเป็สีเทาเข้มจัดจนเกือบดำสนิทราวน้ำหมึกที่ตกในน้ำวน
เฟยหลงกัดฟันแน่นจนกรามแทบแหลก ความเ็ปจากการแบกรับพลังอัคคีที่ถูกกลืนกินเข้ามานั้นมหาศาล เขารู้สึกถึงแรงสั่นะเืที่พุ่งผ่านกระดูกแขนพุ่งตรงไปยังกระบี่นิลกาฬที่สะพายอยู่บนหลัง ใบกระบี่ในฝักส่งเสียงหึ่งๆ เหมือนสัตว์ร้ายที่เพิ่งได้รับเครื่องสังเวยและกำลังกระหายเืเพิ่มขึ้น
ทว่าสิ่งที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่าคือปฏิกิริยาของศิลาเบญจธาตุ... แสง5สีที่เคยโชติ่และเป็ระเบียบกลับถูก "กระชาก" เข้าหาฝ่ามือของเฟยหลงราวกับกระแสน้ำที่ไหลลงสู่ความว่างเปล่า พลังธาตุศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกกักเก็บมานับ100ปีถูกดูดหายเข้าไปในกลุ่มควันสีเทาจนศิลาเริ่มหม่นแสงลงอย่างรวดเร็ว สีแดงของไฟ สีเขียวของพฤกษา สีน้ำเงินของวารี ทุกอย่างเลือนหายไปจนศิลาเหลือเพียงก้อนหินสีเทาที่ดูแห้งแล้งและตายซาก
"เปรี๊ยะ!"
เสียงแตกร้าวของหินวิเศษดังก้องลานประลองที่เงียบสนิท รอยแตกยาวเริ่มลามจากจุดที่เฟยหลงัั ขยายตัวออกไปราวกับใยแมงมุมที่ชั่วร้ายลามไปทั่วทั้งศิลา