เช้าวันรุ่งขึ้นลู่หลินและไฉ่หงลงจากห้องมานั่งในโถงโรงเตี๊ยมบนโต๊ะมีอาหารหลายจานทั้งคู่ดื่มกินไม่พูดจาสิ่งใด
เมื่อคืนในดงหญ้าดำแสงสว่างของดวงจันทร์น้อยนัก ถึงกระนั่นได้จ้องตากับนางในความมืดก็เห็นหน้าตานางใกล้ๆ แววตาสดใสชัดเจนใบหน้าสวยงามราวภาพเขียน ลู่หลินถือโอกาสมองนางชัดๆ ผ่านแสงสว่างเช้านี้ นั่งจ้องมองหน้าไฉ่หงอย่างพินิจพิเคราะห์ นึกเอาเองในใจว่านางผู้นี้ดูอายุไม่มากน่าจะราวๆ สิบเจ็ดถึงสิบแปดปีแต่นางดูมีความกล้าหาญไม่หวาดหวั่น
เช้านี้มองหน้าตานางแล้วเห็นนางสดใสสดชื่นยิ่งนัก นางคงไม่ใช่คนไม่ดีอะไรช่วยเหลือนางเพื่อเอาบุญแล้วกัน
“นายท่านทั้งสองหากท่านยังพักที่นี่ข้าขอเตือนนะค่ำมืดดึกดื่นท่านทั้งสองอย่าได้ออกไปไหนเด็ดขาด.......” เสี่ยวเอ้อโค้งตัวพูดเหมือนกระซิบ
“เมื่อคืน…มีชาวบ้านหายไปสองคน..ไม่เคยเป็เช่นนี้มาสามปีแล้ว..” พูดไปก็เช็ดโต๊ะไปพลาง
“จะหาว่าข้าไม่เตือนพวกท่านไม่ได้นะ” ลู่หลินมองหน้าเสี่ยวเอ้ ดูท่าทางเขาไม่ได้ล้อเล่นไฉ่หงถามกลับอย่างสนใจ
“ที่นี่มีฆาตกรด้วย..หรือเป็พวกจับคนไปขายล่ะ?” เสี่ยวเอ้อกลับไม่ตอบสิ่งใดหลบตาแล้วรีบเดินเลี่ยงออกไปทำเหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไฉ่หงหันหน้ามามองลู่หลิน
“เ้าว่าเขาตั้งใจหลอกให้ข้ากลัว..หรือหลอกเ้ากันแน่..นี่เขาพูดถึงเื่อะไร?” ไฉ่หงยังจ้องตาใส่ลู่หลิน ลู่หลินกลับคิดว่าเสี่ยวเอ้อคงไม่ได้เตือนเล่นๆ
“เ้าก็เชื่อไว้บ้างก็ดีไม่ได้หนักหนาอะไร” ลู่หลินเตือนพูดดังนั้นลู่หลินก็ถือโอกาสถาม
“ไฉ่หง..บ้านเ้าอยู่ไหน? ข้าจะไปส่ง” เขาพูดแล้วก็วางตะเกียบลง
“ข้ามาจากเมืองจงหนาน..เ้ารู้จักหรือ ไม่?” ไฉ่หงรีบพูดแล้วยกน้ำชาขึ้นจิบ
“ข้าเคยได้ยินชื่อมาบ้าง” มือของเขาถูถ้วยชาครุ่นคิด
“เ้าหาทางไปส่งข้ากลับได้ไหม?” ไฉ่หงงง
“ก็พอได้แต่ข้าความจำไม่ดี..จำทางไม่ค่อยได้แล้ว” ลู่หลินตอบพร้อมมองไปทางอื่น
“เ้าความจำเสื่อม?” ไฉ่หงจ้องหน้าเขาใกล้กว่าเดิม
ลู่หลินหลบตาก้มต่ำลงพื้นโต๊ะวางมือจากถ้วยชาหยิบตะเกียบแล้วคีบอาหารใส่ปากไม่พูดสิ่งใด นางยังจ้องหน้าของเขาอยู่แบบสงสัย
“นี่เป็เคราะห์กรรมแบบไหนของข้าจะต้องมาเจอชายความจำเสื่อมในเมืองที่ประหลาดนี่กันนะ” ไฉ่หงคิดในใจจ้องตาลู่หลินแบบไม่อยากเชื่อว่าเขาจะความจำเสื่อม ลู่หลินทำไม่รู้ไม่ชี้กินอาหารต่อไป
ยามเซินคือ 15.00 – 16.59 น. เมืองจงหนานทิศเหนือของูเา เมืองนี้ไม่สร้างบ้านเรือนตามไหล่เขาเพราะเ้าเมืองกลัวชาวบ้านจะไม่ปลอดภัยจึงกำหนดห้ามเข้าใกล้เขตป่ามากเกินไป เมืองนี้มีเวรยามทหารมากชาวบ้านเล่าลือว่าเนื่องด้วยเ้าเมืองเคยสูญเสียภรรยามาก่อนจากเหตุสัตว์ป่าเข้ามาทำร้ายในยามวิกาลเมืองนี้ก็เลยเข้มงวดมีทหารตรวจตราอยู่เสมอ
หยูเฟย (หยูเฟย คือขนนกโบยบิน) ชายอายุสี่สิบห้าปีแต่งกายคล้ายนักรบเขาเป็เ้าเมืองนี้ เลี้ยงลูกสาวมาแบบอิสระตามใจนางดูแลตัวเองได้ ั้แ่เล็กจนโตไม่มีใครกล้าทำร้ายนางด้วยสติปัญญาและพลังวิชาที่นางมี หากนางไม่ยอมให้ใครรังแกใครก็ทำร้ายนางไม่ได้ง่ายนัก เขารักลูกสาวคนนี้มากนางหน้าตาสวยเหมือนแม่ของนาง
สิ่งที่เขากลัวไม่ใช่ผู้คนที่จะทำร้ายนางแต่หากเป็สิ่งที่อยู่ในความมืดนั่นที่หยูเฟยเป็กังวลใจมาตลอดเก้าปี หากมีสิ่งใดที่คิดจะทำร้ายนาง เขาเองก็จะต้องพยายามป้องกันให้ถึงที่สุดเพราะเขาเหลือแต่ลูกสาวคนนี้เท่านั้น
เหตุการณ์เมื่อเก้าปีก่อน…
บ่อยครั้งที่หยูเฟยจะคิดถึงจางลี่ภรรยาอันเป็ที่รักของเขา ตอนนี้เขานั่งที่เก้าอี้ตัวเดิมเมื่อเก้าปีที่แล้ว สายตาของเขาเหม่อลอยไปที่หน้าต่างบานนั้น เขาไม่คิดจะเปลี่ยนแปลงห้องนี้เพราะ้าเก็บความทรงจำครั้งเมื่อภรรยาแม่ของไฉ่หงยังมีชีวิตอยู่ เื่ราวเมื่อไฉ่หงอายุได้แปดขวบในวันสิ้นปีที่ไม่คาดคิดวันนั้นในอดีตมันน่าจะเป็วันที่สงบสุขของครอบครัวของเขา
“ถ้าเ้ายังอยู่…ถ้าเ้ายังอยู่…ชีวิตของข้าน่าจะ…” เขารำพึงกับตัวเอง ในแววตามีแต่ความเศร้าสิ่งนี้ไม่เคยให้ไฉ่หงได้เห็นแม้แต่น้อย ต่อหน้าลูกสาวหยูเฟยวางเฉยและราบเรียบไม่มีท่าทีที่จะให้ลูกสาวได้เห็นความปวดร้าวในแววตา อีกทั้งไม่เคยเล่ารายละเอียดในคืนวันนั้นให้ไฉ่หงฟังเลย
หยูเฟยจำคืนวันนั้นได้ดี ครอบครัวของเขากำลังกินอาหารค่ำภายในบ้าน มีตะเกียงส่องสว่างข้างหน้าต่างที่เปิดรับลมเย็นตรงที่เขากำลังนั่งอยู่นี่…ทุกคนกำลังคุยกันสนุกสนาน จางลี่กำลังป้อนข้าวให้ไฉ่หงสาวตัวน้อยอายุแปดขวบ
“กินสิลูก…ไฉ่หงอย่ากินแต่เนื้อนี่ก็อร่อยนะอิ่มแล้วเ้าจะได้กินลูกพลับที่เ้าชอบไง” จางลี่ใส่ใจลูกสาวตัวน้อยอยู่
ไม่มีใครรู้เลยว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้น…ในความมืดมีบางสิ่งจ้องมองมาที่ครอบครัวนี้ อยู่ๆ ก็มีลมแรงพัดทำเอาตะเกียงดับวูบดีที่ยังมีแสงสลัวจากตะเกียงอีกฟากหนึ่งของห้องจึงยังไม่มืดมากนักอยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นรอบเรือน
“นายท่านเกิดเื่แล้ว!!” บ่าวรับใช้วิ่งอย่างร้อนร้นเข้ามาในห้องยังไม่ทันที่เ้านายจะลุกขึ้นถามไถ่ต่อบ่าวรับใช้ยื่นผ้าเปื้อนเืถึงมือเ้านาย หยูเฟยรีบลุกจากที่นั่งดึงผ้าเอาตัวเบี่ยงหลบบดบังสิ่งที่ถือไม่ให้ลูกสาวได้เห็น
“เ้า…ตามข้ามา..” หยูเฟยเรียกบ่าวรับใช้ออกไป
“พูดมาเกิดสิ่งใดกัน เ้าจึงไม่ทันระวังให้ไฉ่หงเห็นสิ่งนี้ได้ยังไง!!” หยูเฟยดุผู้เป็บ่าวสีหน้าขึงขังจ้องมองหน้าบ่าวรับใช้ จากนั้นก้มมองสิ่งของในมือของบ่าวรับใช้ที่ถือมาด้วยเป็ผ้าสีอ่อนแบบชุดหญิงสาวชาวบ้านเลอะเทอะเปรอะเปื้อนไปด้วยเืกลิ่นคาวยังใหม่
“ข้าขออภัยนายท่านข้า …” บ่าวรับใช้ปาดเหงื่อก้มหัวต่ำแต่เอียงหน้าเงยขึ้นทำตาโตอย่างกระสับกระส่าย
“เอาเถอะรีบว่ามา” หยูเฟยสั่ง
“ห่างไปสามหลังคาเรือนนายท่านเด็กบ้านโหม่วถูกฆ่าตายนอนจมกองเืบนที่นอนอายุเพียง 5 ขวบปี พี่เลี้ยงและแม่นมถูกฆ่าด้วยแถมบ้านใกล้เรือนเคียงบ้านอ้ายกับบ้านกู้ลูกชายตายและลูกสาวหายตัว เหลือไว้เพียงผ้าเปื้อนเืผืนนี้ข้าน้อยจึงรีบมาแจ้งนายท่านก่อน!!!…” บ่าวรับใช้พูดไปก็รีบกลืนน้ำลายตัวเองหายใจติดขัดมือข้างหนึ่งปาดเหงื่อข้างแก้มที่เปื้อนรอยเืเลอะเต็มมือดูน่าสยดสยองยิ่งนัก
หยูเฟยใช้ชีวิตที่เมืองจงหนานั้แ่รับหน้าที่ใหม่เข้ามาดูแลชาวบ้านที่นี่ก็มีเหตุการณ์คนหายไปในป่าสีนิลบ้างแต่ก็ไม่ได้ผิดปกติมากนักไม่เคยมีเหตุร้ายแรงในเมืองมาก่อน
“เ้าเกณฑ์คนในเรือนเฝ้ารอบบ้านให้ดีเอาอาวุธออกมาให้ทุกคนด้วยล่ะ”
“สั่งทหารออกตรวจในเมืองและให้นายกองจัดกลุ่มคนตามหาเด็กตามล่าฆาตกรด้วย ข้าจะ…” ยังไม่ทันจะสั่งการณ์สิ่งใดต่อเสียงดังมาจากห้องเมื่อครู่ที่หยูเฟยกำลังกินข้าวอยู่กับจางลี่และไฉ่หง
“โคร่ม!!!…” “เสียงสิ่งใดกระทบพื้นกัน?!!?” หยูเฟยรีบร้อนก้าวเท้าหันหลังกลับเข้าไปในห้องตามเสียงนั้นทันที
ภาพที่หยูเฟยเห็นกลางห้องภรรยาของเขานอนกองอยู่กับพื้น นางกอดไฉ่หงลูกสาวไว้ในอกแแ่บดบังเกือบมิดตัวที่พื้นนองไปด้วยเื ยังไม่ทันที่หยูเฟยจะคิดสิ่งใดต่อหางตาของเขาเหลือบไปเห็นเงาสีดำทะมึนเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วลับหายไปทางหน้าต่างบานที่ตะเกียงดับบานนั้น เสียงลอยดังมาตามลมคลุ้งกับกลิ่นคาวเืสาบๆ
“แม๊วววววว…แซ๊กกก!!!!..” เสียงนั้นบาดลึกในแก้วหูแหบแห้งเหมือนเสียงแก้วโดนทรายขัด จนต้องเอามือปิดหูไว้หลังทุกอย่างสงบลงหยูเฟยยืนตัวแข็งไม่ทันที่จะคว้าดาบรู้สึกตัวอีกทีน้ำตาของเขาไหลอาบแก้ม..
ภรรยาอันเป็ที่รักและลูกสาวนอนจมกองเืเขาขยับตัวไม่ออกไม่กล้าที่จะทำสิ่งใด กลัวสิ่งที่เห็น..อยากให้เป็เพียงแค่ฝันไป..
ตอนนี้หยูเฟยตื่นจากภวังค์แล้ว..นี่ผ่านมา 9 ปีแล้ว เหมือนพึ่งเป็เมื่อวานไฉ่หงยังเด็กนางเฝ้าถามหาแม่ของนางอยู่ไหนบ่อยๆ เขาไม่ได้บอกความจริงในคืนนั้นได้แต่หลอกนางว่าแม่ของนางเลิกรากันแยกทางกับเขาแล้วจากไป รอสักวันที่ไฉ่หงโตพอและเข้มแข็งมากๆ หรือจนกว่าเขาจะเลี่ยงตอบคำถามลูกสาวไม่ได้….เขาถึงจะเล่าให้นางฟัง
“สักวันพ่อจะบอกเ้าๆ..” หยูเฟยรำพึงกับตัวเอง
“ใครก็ได้ตามไฉ่หงมาหาข้าหน่อย…” หยูเฟยะโลั่นเรือน บ่าวใช้ที่ยืนอยู่ข้างประตูเรือนรีบเข้ามารายงานตัว
“นายท่านคุณหนูออกไปข้างนอกยังไม่กลับมาขอรับ”
“เจียงเจียงล่ะ นางไปกับคุณหนูหรือไม่..ตามนางมาพบข้า” (เจียง หมายถึงแม่น้ำ) บ่าวใช้รีบคำนับเ้านายและออกไปตามสาวรับใช้ที่ชื่อเจียงเจียงทันทีหยูเฟยขมวดคิ้ว
เล่าย้อนความ....สาวรับใช้เสมือนแม่นมชื่อเจียงเจียง หลังจากวันที่ภรรยาของหยูเฟยถูกสังหารพอไฉ่หงอายุสิบปี หยูเฟยจึงรับเจียงเจียงมาดูแลไฉ่หง
“เ้าดูแลไฉ่หงให้ดี” หยูเฟยสั่งเจียงเจียง
“เ้าค่ะนายท่าน” เจียงเจียงรับคำ
“ท่านไม่ต้องห่วงนอกจากจะรับใช้แล้วข้ายังเป็แม่นมให้คุณหนูได้อีกด้วยนายท่านโปรดวางใจ” เจียงเจียงรับคำ
นางเดินกลับห้องพักปิดประตู ทันใดนั้นเองใบหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันทีราวกับเหมือนเป็คนอีกคนแล้วจางหายไปในพริบตาเดียว
