บทที่ 15
ความจริงคมกว่าคำพูด
ฉันยังจำสายตาของผู้คนในมหาวิทยาลัยแพทย์ได้ชัดเจน สายตาที่มองมาพร้อมเสียงซุบซิบแ่เบา “ซ่งหว่านอิงสอบได้อันดับหนึ่งเพราะมีเส้นสาย” “ได้เข้าฝึกงานแผนกใหญ่เร็วกว่าคนอื่นก็เพราะมีคนหนุนหลัง” เสียงพวกนั้นแทรกอยู่ทุกมุมราวกับหมอกควัน แม้ฉันจะแสร้งทำเป็ไม่ใส่ใจ แต่ลึก ๆ ก็รู้ว่ามันคือการท้าทายที่ฉันต้องตอบกลับ
ฉันเลือกไม่เถียง ไม่เสียเวลาชี้แจง เพราะในชาติก่อนฉันเคยพยายามอธิบาย แต่ไม่มีใครฟัง ไม่มีใครเชื่อ การพูดเปล่า ๆ ไม่ต่างจากโยนหินลงบ่อน้ำลึก เงียบหายไร้ค่า... ครั้งนี้ฉันตั้งใจแล้วว่าจะใช้เพียง “ผลงานจริง” เป็คำตอบเดียว
♦ เหตุการณ์ไม่คาดฝัน
วันหนึ่งระหว่างการฝึกงาน แพทย์เวรพาฉันและนักศึกษาอีกสองคนไปที่หอผู้ป่วย มีชายวัยกลางคนถูกส่งตัวมาด้วยอาการปวดท้องรุนแรง สลับกับเวียนศีรษะและอาเจียนตลอดทั้งคืน คุณหมอรุ่นพี่ตรวจคร่าว ๆ แล้วสรุปว่าเป็โรคกระเพาะรุนแรง พร้อมสั่งยาแก้ปวดกับน้ำเกลือ
ฉันก้าวถอยหนึ่งก้าว ใจเต้นแรง...เพราะอาการแบบนี้ฉันเคยเห็นในชาติก่อน ไม่ใช่แค่โรคกระเพาะ แต่เป็ “พิษโลหะหนักสะสม” จากการทำงานในโรงงานเก่า หากปล่อยไว้นานจะลามไปทำลายระบบประสาทและตับ
“อาการคล้ายกระเพาะจริงค่ะ แต่...ิัรอบเล็บเขาออกสีคล้ำ และม่านตาดูไม่ปกติ” ฉันเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ ทุกสายตามองมาอย่างสงสัย
แพทย์พี่เลี้ยงขมวดคิ้ว “เธอคิดว่าเป็อะไร”
“ฉันสงสัยว่าเขาได้รับสารพิษโลหะหนักสะสมค่ะ ควรตรวจเืกับตับด่วน”
ห้องทั้งห้องเงียบลงชั่วอึดใจ ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบา ๆ จากนักศึกษาคนหนึ่ง “จะจริงเหรอ ซ่งหว่านอิง เธอเพิ่งมาฝึกงานได้ไม่กี่วันนะ จะไปคิดซับซ้อนเกินไปหรือเปล่า”
แต่ฉันไม่หวั่นไหว สายตาจับจ้องคนไข้ที่นอนเ็ปอยู่ตรงหน้า “ถ้าฉันเดาผิดก็ถือว่าได้ลองเรียนรู้ แต่ถ้าเดาถูก...ชีวิตของเขาจะไม่ต้องเสียไปเพราะการวินิจฉัยผิดพลาด”
คำพูดนั้นทำให้แพทย์พี่เลี้ยงนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วสั่งตรวจตามข้อเสนอของฉันทันที
♦ ผลลัพธ์ที่เปลี่ยนทุกอย่าง
ตอนบ่าย ผลตรวจออกมา...ค่าโลหะหนักในเืสูงผิดปกติ ตับเริ่มถูกทำลายจริง ๆ ทุกคนในทีมชะงัก สีหน้าของแพทย์พี่เลี้ยงเปลี่ยนไปทันที เขาหันมามองฉันด้วยแววตาที่ฉันไม่เคยได้รับจากใครมาก่อนในชาตินี้—แววตาของ “การยอมรับ”
“เธอมองออกได้ยังไง” เขาถามอย่างจริงจัง
ฉันยิ้มบาง ๆ “ฉันสังเกตจากเล็บและดวงตา คนไข้ทำงานโรงงานแบตเตอรี่ค่ะ อาการแบบนี้ไม่ได้เกิดจากแค่กระเพาะ”
เสียงซุบซิบที่เคยดังในทางลบพลันเงียบลงราวกับถูกตัดขาด ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นเริ่มกระซิบในอีกทิศทาง “เธอมองออกได้ยังไงกันนะ” “ไม่ธรรมดาจริง ๆ”
ฉันไม่ได้ตอบใคร นอกจากโน้มตัวลงบอกกับคนไข้เบา ๆ ว่า “ไม่ต้องห่วงนะคะ ตอนนี้รู้สาเหตุแล้ว คุณจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง”
♦ ข่าวลือที่พังทลาย
ไม่กี่วันต่อมา เื่ราวนี้แพร่ไปทั่วทั้งคณะ แพทย์พี่เลี้ยงเอ่ยชมฉันต่อหน้าอาจารย์ใหญ่ ว่าฉันมีสายตาเฉียบคมเกินกว่านักศึกษาทั่วไป แม้แต่หมอรุ่นพี่หลายคนยังพลาด แต่นักศึกษาปีสองอย่างฉันกลับชี้ขาดได้ถูกต้อง
เสียงซุบซิบเดิมที่เคยบอกว่าฉันมีเส้นสาย...กลายเป็เสียงกระซิบอีกแบบ “จริง ๆ แล้วเธอเก่งเองต่างหาก” “คงอ่านหนังสือเยอะมากแน่ ๆ” “อันดับหนึ่งของประเทศ ไม่ใช่ได้มาเพราะโชค”
ซ่งหว่านหลินยืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าซีดลงเรื่อย ๆ ฉันเห็นเธอกำมือแน่น ความโกรธแทบพุ่งออกจากดวงตา แต่ต่อให้เธอจะก่อข่าวลือใหม่อีกกี่ครั้ง ฉันก็ไม่จำเป็ต้องเอ่ยปากเถียงเลย เพราะความจริงกำลังตอกกลับเธอแรงกว่าคำพูดใด ๆ
♦ ความมั่นคงในหัวใจ
คืนนั้นฉันเดินกลับหอพักเพียงลำพัง แสงไฟริมถนนส่องเงาฉันทอดยาวบนพื้น ใจฉันกลับสงบและหนักแน่นกว่าที่เคยเป็มา
“ชาตินี้...ฉันจะไม่เสียเวลาแก้ตัวกับใครอีกต่อไป” ฉันพูดกับตัวเองเบา ๆ “มีเพียงผลงานเท่านั้น ที่จะเป็เกราะและดาบในเวลาเดียวกัน”
ฉันเงยหน้ามองท้องฟ้ายามค่ำ เสี้ยวจันทร์โค้งบางเหมือนรอยยิ้มเย็นที่มุมปากของฉันเอง ทุกย่างก้าวของฉันในเมืองหลวงนี้ จะเป็การสลั
กชื่อ ซ่งหว่านอิง ลงไปในเส้นทางที่ไม่มีใครลบเลือน