ฤทธิ์กระบี่เทพมารราคะสยบปฐพี..!!

    บทที่ 67 บทเรียนราคาแพง

            "ฝีมือของมันพอ ๆ กับหยวนซิงก้านกระนั้นรึ.? " เว่ยเซี่ยที่ได้ยินเสียงของเจ้ากระบี่เทพมารราคะ ในหัวถึงกับพลันตื่นตกใจ และเอ่ยออกมา ก่อนที่มันจะนิ่งเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นจ้ากระบี่เทพมารราคะกลับรู้สึกได้ถึงบางอย่างในตัวของเว่ยเซี่ยแทน


            "นี่เจ้า ไม่เชื่อคำเตือนของข้าเช่นนั้นสินะ.."


            เว่ยเซี่ยพอได้ยินเช่นนั้น มันก็เผยรอยยิ้มที่ดูโอหัง ลำพองขึ้นมาที่มุมปาก ก่อนจะส่งเสียงในหัวตอบกลับไปว่า


            "ใช่แล้ว ข้าไม่เชื่อคำพูดของเจ้าแม้แต่น้อย เจ้ากระบี่มารชั่วช้า คนแบบนั้น มันจะไปมีอยู่ได้เยี่ยงไร หุบปากของเจ้าไปซะ.! อย่าได้มาทำให้ข้าเสียสมาธิอีก…"


            เมื่อเว่ยเซี่ยพูดจบ มันก็ยกนิ้วชี้ไปยัง จอมยุทธ์หนุ่มรูปงามที่อยู่ตรงหน้าก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางหยิ่งผยองว่า "เศษสวะจากไหนโผล่มาอีก หากเจ้าไม่อยากมีสภาพแบบพวกมันสองตัวละก็ จงหลีกทางให้ข้าเข้าไปในสำนักซะ.."


            คำกล่าว และท่าทางของเว่ยเซี่ย ทำเอาชาวยุทธ์ที่เฝ้าดูเหตุการณ์อยู่โดยรอบถึงกับตื่นตกใจเป็นอย่างมาก พวกมันพากันส่งเสียงอืออึ้ง จับใจความได้ประมาณว่า


            "อะ…อวดดีเกินไปแล้ว เจ้าหนุ่มผู้นี้ มันเอาชนะสองพี่น้องคู่นั้นได้ก็จริง ทว่า…ช่างมิรู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำเอาเสียเลย"


            "ดูแล้วมันคงมาจากหลังเขาจริง ๆ จึงมิรู้ว่าคนที่ตนกำลังชี้หน้าอยู่เป็นผู้ใดกัน…"


            เสียงพูดเหล่านั้นทำเอาเว่ยเซี่ยเกิดความสับสนเป็นอย่างมาก ดูแล้วคนคนนี้น่าจะมิใช่คนธรรมดาจริง ทว่า…มันเป็นผู้ใดกันแน่ เหตุใดชาวยุทธ์ถึงได้ดู เคารพยำเกรงมันเยี่ยงนี้ และในยามนั้นเอง เสียงของเจ้า มู่ฮวยฮงก็ได้ร้องดังขึ้น


            "พี่ใหญ่.! ท่านมาแล้ว..! ท่านมาได้ทันเวลาพอดี เจ้าหนุ่มผู้นั้น มันเป็นคนของพรรคมารที่จะมาก่อกวนการชุมนุมของพวกเรา เหล่าชาวยุทธ์ที่นี่ ตัวข้า เจ้าลั่วอิง กับหยิ่งเฉิน ได้เข้าไปขัดขวาง แต่ก็ถูกมันเล่นจนบาดเจ็บสาหัส พี่ใหญ่โปรดจัดการมันด้วยเถิด.." เจ้ามู่ฮวยฮง รีบเข้าหาจอมยุทธ์หนุ่มรูปงามที่มันเรียกว่าพี่ใหญ่ ก่อนจะก้มหัวเอ่ยวาจา ปั้นน้ำเป็นตัว โกหกตอแหลออกมามากมาย


            คำพูดเหล่านั้นทำเอาเว่ยเซี่ย ขมวดมุ่นคิ้ว งง เป็นไก่ตาแตก นี่มัน…ไปทำร้ายชาวยุทธ์คนอื่น กับเจ้าคุณชายลิ้นสองแฉกผู้นี้ตอนไหน…จริงอยู่ที่มันลงมือทำร้ายเจ้าสองพี่น้องผู้คุ้มกันร่างยักษ์แต่นั่นก็เป็นเพียงการทำเพื่อป้องกันตัว แถมพวกมันทั้งคู่ก็แค่สลบไปเฉย ๆ มิได้บาดเจ็บภายในร้ายแรงแต่อย่างใด…


            "นี่เจ้า….จะพูด จะจาอันใดก็ให้มีขอบเขตหน่อยข้าไปทำร้ายเจ้า…"


            "บัดซบ…!! นอกเจ้าจะยังกล้ามาก่อกวน แถมยังทำร้ายผู้คนด้วยรึ ช่างชั่วช้าสามานย์เสียจริง เห็นทีข้าคงต้อง ลงมือสั่งสอนเจ้าให้รู้สำนึกเสียแล้ว รับมือ…!!"


            เว่ยเซี่ยกำลังจะเอ่ยปากแก้ตัว ทว่า…ยังมิทัน ที่มันจะพูดจบ เสียงของ มู่เทียนหยง หรือก็คือจอมยุทธ์หนุ่มรูปงามผู้นั้น ได้พลันตวาดเสียงดังขึ้นมาขัด แถมมันยังชักกระบี่ออกมา ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เว่ยเซี่ยด้วยความรวดเร็ว


            "ไร้เหตุผลสิ้นดี…ไม่ฟังสิ่งที่ข้าจะอธิบายสักนิด งั้นก็ย่อมได้ หากเจ้าอยากจะเจ็บตัวมากนักเช่นนั้นข้าก็จะ…!!" เมื่ออีกฝ่ายไม่ฟังอีร้าค่าอีรมใด ๆ เว่ยเซี่ยจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้ป้องกันตัว ทว่า…ยังมิทัน ที่มันจะได้โคจรลมปราณ ร่างของมู่เทียนหยงก็หายวับไปราวกับล่องหน ก่อนที่เว่ยเซี่ยจะพลันเสียวสันหลังเย็นวาบ เมื่อพบว่าคู่ต่อสู้ผู้นั้นได้มาโผล่อยู่ที่ด้านหลังเป็นที่เรียบร้อย…


            "เจ้าจะทำอันใดข้ารึ…? " มู่เทียนหยงเอ่ยเสียงราบเรียบ แค่แฝงไปด้วยความอันตราย จนเว่ยเซี่ยถึงกับขนลุกซู่ ก่อนที่มันจะพลันหันกลับมา ทว่า…ร่างของ มู่เทียนหยงก็หายไปอีกครั้ง..


            "คะ…ความเร็วอันใดกันนี่ มันเร็วเสียยิ่งกว่าวิชา ฝ่าเท้ามารราคะท่องวายุของข้าเสียอีก" เว่ยเซี่ยเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าหวั่นวิตก ยามนี้มันเริ่มเข้าใจในสิ่งที่เจ้ากระบี่เทพมารราคะเตือนแล้ว ว่าคนผู้นี้มีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า หยวนซิงก้านจริง ๆ "


            สิ่งที่เว่ยเซี่ยเห็นรอบตัวในยามนี้ก็คือเงาร่างสีดำของมู่เทียนหยงที่วูบไหวไปมาด้วยความรวดเร็ว นับสิบ ๆ ร่าง มิรู้ร่างไหนเป็นร่างจริง ร่างไหนเป็นร่างลวง และมิอาจคาดเดาได้ว่ามันจะลงมือจู่โจมเมื่อใด


            "อ้าว ๆ เป็นอันใดไปเล่าเจ้าหนู ท่าทางอวดดี กับวาจาโอ้อวดก่อนหน้านี้หายไปหมดแล้ว มองตามการเคลื่อนไหวของข้ามิทันรึไรน้องชาย นึกแล้วไม่มีผิด ว่าเจ้าก็เป็นแค่เศษสวะของพวกพรรคมาร เช่นนั้นข้าก็จะไม่เสียเวลาเล่นด้วยอีกแล้ว…ตายซะ.!!"


            เสียงของมู่เทียนหยงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบาในสายลมที่เคลื่อนไปมารอบกายของเว่ยเซี่ย ยามนั้นเว่ยเซี่ยรู้สึกทั้งหวาดกลัว และเจ็บใจเป็นอย่างยิ่ง มันตระหนักดีแล้วว่าตนเองกับ ชายผู้นี้ มีวรยุทธ์ห่างชั้นกันเกินไป


            "บ้าที่สุด…แต่ข้าก็ยังไม่ยอมแพ้หรอก วิชาฝ่ามือมังกรตาเดียว สิบแปดกระบวนท่า กระบวนท่าที่ เก้า แปดมังกรตาเดียวคำรามคลั่ง..!!" เว่ยเซี่ยตะโกนลั่น ก่อนที่มันจะโคจรลมปราณไปที่สองฝ่ามือจากนั้นจึงพลิกม้วนไปมา และสะบัดแขนออกไปด้านข้าง เมื่อนั้นก็พลันบังเกิด ภาพของมังกรสีดำตาเดียวแปดตัวปรากฏร่างออกมา


            พวกมันอ้าปาก กางกรงเล็บ พุ่งตรงเข้าใส่เงาร่างของมู่เทียนหยงที่เคลื่อนไหวไปมาอยู่รอบ ๆ จนเกิดระเบิดดังสนั่นไปไกลหลายสิบลี้ พร้อมฝุ่นควันฟุ้งกระจาย เหล่าชาวยุทธ์ที่เฝ้าดูต้องรีบถอยออกห่าง เพราะเกรงจะโดนลูกหลงไปด้วย..


            และ หลังจากสิ้นเสียงระเบิด เสียงของเจ้ากระบี่เทพมารราคะในหัวของเว่ยเซี่ยก็พลันกล่าวขึ้นอีกครั้ง


            "ช่างเป็นการโจมตีที่โง่เขลา และสูญเปล่ายิ่งนัก…จำใสกะลาหัวไว้เถิดเด็กน้อย สิ่งที่ทำลงไปครั้งนี้มีราคาแสนแพงที่เจ้าต้องจ่าย…"


            เมื่อสิ้นเสียงของกระบี่เทพมารราคะ สิ่งที่เว่ยเซี่ยรู้สึกก็คือความเจ็บปวดตรงหน้าอกของมันที่เริ่มแผ่ซ่านออกมาเรื่อย ๆ เว่ยเซี่ยค่อย ๆ ก้มหน้าลงมามอง ก่อนจะพบว่ามีกระบี่เล่มยาวเล่นหนึ่งแทงทะลุหน้าอก ของมันออกมาจากทางด้านหลัง โลหิตสีแดงฉานเริ่มปรากฏชัดขึ้นบนเสื้อ และไหลออกมาจากมุมปาก


            จากนั้นผู้ที่แทงจึงดึงกระบี่ออกอย่างไร้ความปรานี และเอ่ยเสียงเรียบขึ้นเบา ๆ ว่า


            "เพลงกระบี่เก้าเทวฤทธิ์ กระบวนท่าที่ แปด ทะลวงใจมารดับสูญ.." ซึ่งมันก็มิใช่ใครอื่น มู่เทียนหยง ผู้นั้นนั่นเอง…


            เมื่อกระบี่ถูกดึงออกจากร่าง เว่ยเซี่ยทรุดก็เข่าลงกับพื้น ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ สติเริ่มเลือนราง ดวงตาเริ่มพร่ามัว ทว่า….ในยามนั้นเอง สายตาของมันก็ได้เห็นเข้ากับ ภาพของสตรีผู้งดงามนางสองคนที่มีใบหน้าอันคุ้นเคย นางหนึ่งสวมใส่อาภรณ์สีขาว อีกนางสวมใส่อาภรณ์สีม่วง พวกนางกำลังวิ่งตรงเข้ามามันด้วยความตื่นตกใจ พร้อมกับตะโกนร้องเรียกชื่อของเว่ยเซี่ยสุดเสียง


            "เว่ยเซี่ยลูกแม่…!!"


            "ทะ…ท่านแม่…กระ….นั้น..รึ…." เว่ยเซี่ยเอ่ยออกมาอย่างแผ่วเบาเป็นถ้อยคำสุดท้าย ก่อนที่ทุกอย่างรอบตัวของมันพลันมืดมิดลง....


            อวสาน...


            ..


            ..


            ..


            ..


            ..


            ..


            ..


            ..


            ..


            ..


            ..


            ซะที่ไหนเล่า...ติดตามต่อไปสิ ใกล้จะถึงช่วงสุดท้ายของนิยายแล้ว ครานี้แหละท่านแม่ ท่านแม่เลี้ยง น้องสาวต่างมารดาก็จะกลับมามีบทบาทให้ได้เสียวซ่านกันอีกครั้ง....


            จบบทที่ 66

    คล้ายกับเรื่องฤทธิ์กระบี่เทพมารราคะสยบปฐพี..!! ที่คุณอ่าน