4. โรงพยาบาล
รถตู้โฟล์คคันเก่าๆสีครีมและสีขาวตัดสลับกับฟ้าพลาสเทล ลวดลายด้านนอกของรถนั้นดูโทรมมากกว่าระยะเวลาที่เหมือนจะฝ่าฟันลมฝนมามากกว่าสิบปี รถตู้เต่าคันนี้จอดอยู่กลางป่าที่มีเส้นทางลาดชัน พิศดารจนทุกคนที่เห็นอาจจะต้องตั้งคำถามว่ามันมาอยู่ในที่แบบนี้ได้อย่างไร เพราะเส้นทางแบบนี้ รถโฟล์คเก่าๆไม่สามารถใช้เส้นทางลาดชันแบบนี้ในการเดินทางลงมาได้
ในรถมีเด็กชายผมเข้มคลับเป็สีดำไม้มะเกลือยุ่งเหยิงกระซัดกระเซิงกำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ในรถพร้อมกับหมากฝรั่งในปากที่เคี้ยวไปมาอย่างเอร็ดอร่อย หลังมือทั้งสองข้างของเด็กชายมีตราประทับลวดลายประหลาด คลับคล้ายคลับคลากับรูปวงกลมเต็มฝามือ มีลวดลายที่หมุนวนเป็เกลียวอย่างละเมียดละไม ในช่องแคบระหว่างเส้นเกลียวนั้นมีรูปทรงพิลึก คล้ายคลึงกับเคี้ยวที่เป็ฟันของสิ่งมีชีวิตบางอย่างที่ไม่ได้มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ เป็ภาพรอยแผลเป็ประทับที่ครุ่นมัวและไม่ค่อยชัดเจน เพราะรอยแผลเป็นี้ดูท่าทีแล้วจะถูกประทับบนผิวกายของเด็กชายมานับั้แ่แรกเกิดแล้ว
เด็กชายมีดวงฟ้าสีฟ้าใสที่ใสกริ๊งราวกับลำธารแห่งความบริสุทธิ์ ยิ่งทุกครั้งที่ดวงตาของเด็กชายสะท้อนกับแสงอาทิตย์ยามเช้า ดวงตาสีฟ้าของเด็กชายจะเปล่งประกาย จมูกเป็โด่งเป็สัน และริมฝีปากที่อวบอิ่มสมวัย สีผิวสะอาดสะอ้าน มีกระเล็กน้อยบนใบหน้าพร้อมกับไฝเล็กๆข้างขมับตาขวา เป็เด็กชายที่ดูมีเสน่ห์ก่ำกึ่งกับคำว่าเพอร์เฟค เขาสวมเสื้อในสไตย์ 60s รวมสมัยที่ดูคลาสสิกและไม่ทันสมัยจนเกินไป เข้าธีมด้วยเสื้อและกางเกง รวมกับเท้ารองเท้าสีเข้มทั้งหมด โดดเด่นโดยเฉพาะสีดำ ซึ่งเด็กชายมีชื่อว่า คราเมียร์เรียส อัลเทรียส
“อัลท์ — ฉันได้ยินเสียงกรีดร้องจากอีกฝั่งของแม่น้ำทมิฬสายนี้…” หญิงสาวผมสั้นสีดำทรงเสน่หาคนนี้ได้พูดเสียงดังไปยังรถโฟล์คเก่าๆคันนั้น “ลองออกมาฟังดูว่าใช่เสียงของเทเลอร์ พังค์ รึเปล่า” เธอนั่งอยู่บนเปลที่ไม่ใกลนัก สวมชวมเดรสสีดำบางๆ มีลูกเล่นจากแสงที่ตบกระทบกับแสงแดดแวววับกับรองเท้าบูทสีดำ
“ แป๊ปนะครับ กำลังออกไป” อัลท์เดินออกมาด้วยท่าทางที่นิ่งเฉย ดวงตามุ่งตรงไปยังอีกฟากของแม่น้ำ มือทั้งสองข้างอยู่ใต้กระเป๋ากางเกง “เสียงของยัยดาราร่าครับ” เด็กชายหันไปยังหญิงสาวผมสั้นด้วยดวงตาที่สงบ “ ถามจริงนะรินดา — พี่คงไม่คิดว่าเทเลอร์ยังมีชีวิตอยู่ใช่มั้ย ?”
“อาจจะ … ฉันจำเสียงของนางแทบไม่ได้เลย — นึกว่าเสียงของไอย่า เทเลอร์ พังก์เสียอีก” รินดาลุกขึ้นจากเปรพลางดึงปมเชือกที่ผูกกับต้นไม้ออก “ สามวันก่อน — ฉันเจอชายคนหนึ่งที่ลานปะากลางเมืองทราบรีเซีย ฉันไม่เคยเห็นเส้นผมสีเงินแบบนั้นมาก่อนเลย สายตาที่เขามองฉันมันเริ่มทำให้ฉันสงสัยในความสามารถตัวเองว่าเราทำได้ดีพอรึยัง”
“ ถ้าเื่นี้เกิดขึ้นจริงกับพี่ ผมก็ขอพูดตามตรงว่าไม่ดีพอแน่นอนครับ — การที่พวกเราจะถูกทุกคนมองมาด้วยสายตาแบบนั้น หมายความว่าเราปกปิดไม่ได้แเี … หรือสอง ผู้ชายคนนั้นอาจะต้องมีอะไรแตกต่าง” เด็กชายล่วงมือขวาออกจากกระเป๋ากางเกงพลางคลายหมากฝรั่งออกมาบนฝามือของตน “ถ้าการคงอยู่ของพวกเราไม่ได้กลายเป็ข่าวลือและความเชื่ออีกแล้ว สิ่งที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่บนโลกใบนี้ก็อาจจะเป็ภัยก็ได้” เด็กชายใช้มือขวาที่จับหมากฝรั่งพุ่งแรงไปที่ต้นไม้ที่มีจิ้งหรีด เขาทุบอย่างแรงจนตัวจิ้งหรีดตายคาต้น ร่างของมันถูกหมากฝรั่งสีฟ้าอ่อนทับตัวมันจนจิ้งหรีดหมดลมภายในหมากฝรั่งของอัลท์
รินดาเก็บเปลจนแล้วเสร็จพลางตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่สุขุม “ ถ้าจะฆ่า ก็ต้องหาตัวเขาให้เจอก่อน — ฉันคิดว่าน่าจะอยู่ไม่ไกลจากเมืองทราบรีเซีย ไปใกลสุดก็เมือง ควีน กริสท์แตนท์ ไม่มีทางขึ้นเหนือถึง นครไวท์พาเลสแน่นอน”
”หมายความว่า ชายคนนี้ไม่ได้เป็พลเมืองของที่นี้ ?” อัลท์ปัดมือขวากับกางเกงเล็กน้อยพลางยัดเข้าไปที่กระเป๋ากางเกงเหมือนเดิม
“ ใช่ สภาพของเขาเหมือนผ่านอะไรหนักๆมา เสื้อผ้าที่ฉีกขาดและสกปรก” เสียงของดาราร่ากรีดร้องดังกังวานข้ามฟากมายังฝั่งของรินดาและอัลท์อีกครั้ง เธอมองบนแบบไม่สบอารมณ์ “ฉันไม่แน่ใจว่าใครกันที่ทำให้นางกรีดร้องได้ดังข้ามฟากมาถึงฝั่งนี้ได้ แถมเสียงนั้นมันดังๆหายๆไปั้แ่เช้ามืด” รินดาเดินกลับไปยังรถโฟล์ค
“ ดาราร่า — นางไม่ใช่เล่นๆนะ…” เธอหันมองไปยังอัลท์ด้วยท่าทีที่จริงจัง
“ แต่ถ้าให้เทียบกับทุกคนที่พวกเรารู้จัก นางก็เป็หนึ่งในคนที่มีสภาพจิตใจย้ำแย่และอ่อนแอที่สุดเหมือนกันนะ” อัลท์แย้งด้วยท่าทีที่ดูเป็ผู้ใหญ่เกินวัยพลางเตะใบไม้บนพื้นไปมาเล็กน้อย
“ ความจริงแล้วนั้นคือเล่ห์เลี่ยมของนางที่้าให้ทุกคนเข้าใจว่านางดูอ่อนที่สุดในกลุ่ม “ รินดาพูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน
“ เราจะแยกกันตามหา — แบบนี้น่าจะไวกว่า “ อัลท์เสนอตัดบทไปดื้อๆพลางเปิดประตูให้รินดา “จับเป็หรือจับตายดีครับ”
“เป็ไปได้จับเป็… “หล่อนขึ้นรถพร้อมคว้ากุญแจออกมาจากใต้กระโปรงราวมายากล “ ทางที่ดีควรเข้นสิ่งที่เขารู้ออกมาให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”
อัลท์เดินอ้อมรถเพื่อจะขึ้นไปนั่งในรถ ซึ่งในขณะนั้นรินดาก็ได้พูดต่อด้วยถ้อยคำที่เสียงดังขึ้นเพื่อให้อัลท์ได้ยิน
“เขาอาจะมีเบาะแสอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ” เธอมองตรงไปยังทางข้างหน้าอย่างแน่วแน่
“ ทางที่ดีผมว่าเราควรมีแผนสำรอง — “ อัลท์ขึ้นรถโดยนั่งข้างคนขับอย่างรินดา “เราไม่ได้มีกันเป็กองทัพอย่างอดีต … ตอนนี้สายเืเรามีกันเพียงเท่านี้ — รินดา พี่กับฉัน” อัลท์หยิบหนังสือสำหรับเด็กที่เป็หนังสือนิทานยอดฮิตปกสีแดงขึ้นมาทำทีว่ากำลังอ่าน
“พวกเราเชิดทั้งโลกมาแล้ว และตอนนี้เราก็กำลังทำ” รินดาตอบกลับด้วยท่าทีที่จริงจังโดยไม่มองอัลท์พลางหยิบแว่นกันแดดสีดำทรงวงรีออกมาพร้อมกับผ้าโพกศรีษะลายจุดดำ-ขาวขึ้นมาโพกหัว “ บทแม่ลูกนะ”รินดามองหน้าอัลท์ด้วยสีหน้าที่เบื่อโลก
เขตยูนิคอร์น ถนนขาวเรือง
ถนนสายนี้ทอดยาวไปตามเชิงเขา ล้อมรอบด้วยป่าทึบที่อุดมไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่พันปี เถาวัลย์สีเขียวเข้มเลื้อยคลุมไหล่หินธรรมชาติ บนพื้นถนนโรยด้วยหินสีขาวนวลที่แวววาวในยามต้องแสงอาทิตย์และแสงจันทร์ — ราวกับว่ามันมีประกายเรืองแสงอ่อนๆลอยอยู่เหนือผิวทางตลอดวันคืน
สองข้างทางคือแนวต้นเอลม์และไม้เกรซศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจถูกโค่นด้วยเลื่อยของมนุษย์ หรือเครื่องมือเทคโนโลยีทันสมัยได้ บาง่มีม่านหมอกบางลอยคลุมยอดไม้ แม้ในเวลากลางวันนั้นจะมีบรรกาศที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินผ่านปราสาทของเทพนิยายมากกว่าจะเป็ถนนของโลกจริงก็ตาม
ยูนิคอร์นเผือกมากมายที่อาศัยอยู่ในป่าและริมถนนอันสุกสกาวขาวนวลบริสุทธิ์ สัตว์อนุรักษ์ระดับสูงสุดของดินแดน ถูกเลี้ยงและฝึกให้เดินอย่างสง่างามอยู่ใกล้ชายป่าและถนนสายนี้ บ้างก็กินน้ำจากธารสายเล็กใสราวคริสตัล บ้างก็ก้มลงเล็มหญ้าที่ปลูกเฉพาะใต้ร่มไม้ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
ในทุกระยะสิบเส้น จะมีพลทหารพิทักษ์แห่งยูนิคอร์นยืนประจำจุด หมุนเวียนกันเป็เวรยาม พวกเขาสวมเกราะสีงาช้างขัดเงามีสัญลักษณ์รูปดาวแปดแฉกสีทองอร่ามอยู่กลางอก ดาบยาวที่คาดอยู่ข้างเอวไม่มีคราบเืแม้แต่น้อย แต่กลับให้ความรู้สึกเย็นะเืเหมือนเคยลิ้มรสิญญามาแล้วนักต่อนัก ทหารบางนายก็พกคันธนูสีเงินพร้อมกับลูกศรสีมุกอยู่ด้านหลัง ซึ่งบางอาวุธของเหล่าพลทหารจะดูร่วมสมัยอย่างเห็นได้ชัดแต่ก็คงความคลาสสิกอยู่เช่นเคย
แม้ผู้ผ่านทางจะไม่ถูกขัดขวางหากมีตราผ่านที่ถูกต้อง แต่ทุกก้าวบนถนนนี้ก็คือ การเดินอยู่ในสายตาของอำนาจ
ชาวเมืองเรียกที่นี่ว่า
ถนนแห่งผู้บริสุทธิ์ผู้ถูกจับจ้อง”
ขณะที่ผู้ลี้ภัยเรียกมันว่า
“ปากของงูใหญ่”
“ถนนแห่งผู้บริสุทธิ์ผู้ถูก
และสำหรับรินดา…ถนนขาวเรืองคือ “อดีต” ที่ไม่อาจปล่อยไป
แต่สำหรับอัลเทรียส…มันคือ “รอยต่อแห่งาครั้งใหม่”
“ถนนขาวเรือง ?” อัลท์ถามด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย
“พวกนี้มันโง่ — ไม่ต้องกังวลหรอก” รินดาที่ตอนนี้สวมถุงมือและแว่นกันแดดสีดำบวกกับสีลิปสติกที่แดงฉานราวกรีบกุหลาบในฤดูที่บานสะพรั่งที่สุด
พวกเขาทั้งสองพุ่งเข้าสู่เส้นทางของถนนขาวเรือง ขึ้นชื่อว่าเป็ถนนอนุรักษ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยยูนิคอร์น สัตว์พวกนี้ภายนอกดูนิ่งสงบและสง่าผ่าเผย แต่ความจริงแล้ว พวกมันป่าเถื่อนและโหดร้ายมากกว่าที่มนุษย์จะจินตการได้
ในขณะที่รถโฟล์คคันเก่ามุ่งหน้าไปสู่จุดที่มีพลทหารตั้งด่านตรวจตรา รินดาได้เห็นกับภาพที่หล่อนต้องบังคับให้เธอหยุดกระพริบตาไม่ได้ ซึ่งนั้นก็คือภาพของยูนิคอร์นสีขาวตัวใหญ่ที่กำลังถูกเหล่าทหารล่ามมันกับโซ่ตรวนอย่างหนาแน่น ข้างละ 4 เส้น ล็อคด้วยแม่กุจแจที่มีทั้งโลหะและทองคำ ซึ่งเหล่าพลทหาร 10 กว่านายกำลังชลมุนกับการนำร่างไร้ิญญาของกวางขาวตัวผู้ที่มีเขายูนิคอร์นทิ่มทะลุกลางอกออกจากกัน
“เฮ้…มาดาม —“ พลทหารนายหนึ่งที่ไว้ผมทรงเกรียนสะอาดสะอ้าน ดวงตาสองชั้นโดดเด่น ได้โบกมือพลางเรียกรินดา ซึ่งเขาคนนี้ก็คือพลทหารที่มียศใหญ่ที่สุด หรือก็คือ แมทธิวนั้นเอง
อัลท์ดึงชายเสื้อของรินดาให้เธอกลับสู่ห่วงเวลาแห่งคววามจริงพลางวิตกกังวลอย่างอธิบายไม่ถูก “แม่ครับ…”เสียงของเด็กน้อยดูอ่อนเยาว์และอ่อนโอน ทำได้เพียงแต่แสดงต่อไป
“ อ่า— คะ คะ — ว่าไงคะ” รินดาตอบกลับด้วยรอยยิ้มจากสติที่เพิ่งจะดึงกลับมาได้
“ผมถามว่าคุณกับลูกจะไปไหนครับมาดาม” พลทหารรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อยแต่น้ำเสียงยังคงสุขุมนุ่มลึก แมทธิวหันหลังกลับ มองดูพลทหารที่ค่อยๆดึงร่างของกวางเผือกออกจากเขายูนิคอร์น “เฮ้! ช่วยเบามือกันหน่อย … อย่าให้เืกระเซ็นใส่พื้นนะ วันนี้มีขบวนราชพิธิของาาฟาร์เรียสกับราชินีซาร่า เฟียร์” หลังจากนั้น เขาก็หันกลับมาหารินดาที่เหมือนกำลังรอตอบ
“ไปตกปลากับพ่อแกที่ทราบรีเซียค่ะ … ่นี้สามีฉันงานหนัก ไม่ค่อยได้กลับบ้านเลย — วันหยุดนี้ ฉันเลยว่าจะพาลูกไปหาแกน่ะค่ะ” รินดาตอบกลับน้ำเสียงและท่าทางที่ไหลลื่นและเป็กันเอง
“แต่ฉันไม่เห็นอุปกรณ์ตกปลาในรถเลย…” พลทหารยิ้มอ่อนๆและมองไปยังอัลท์ในขณะที่พูด “พวกเธอดูขาวบริสุทธิ์มากเลยนะ ทั้งเส้นผมและสีเสื้อที่สวม ถือเป็การให้เกียรติสถานบันกษัตริย์” พลทหารเห็นเส้นผมสีดำคลับราวขนอีงาของทั้งสองเป็สีบรอนด์สว่างขาว เห็นเสื้อสีเข้มและเสื้อสีดำเป็สีขาวโทนสว่างเช่นกัน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า” รินดาหัวเราะกลบเกลื่อน ”พอดีว่าเบ็ดตกปลาอยู่ที่พ่อเขานะคะ เราไม่เอาติดรถมาด้วยหรอกนะคะ — ขอบคุณมากๆนะคะที่ชื่นชม ความจริงแล้วก็ไม่ขนาดนั้นหรอกค่ะ” รินดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงร่าเริงแกมเขอะเขินเล็กน้อย
“ตามหลักแล้ว ทางผ่านคุณต้องแสดงการ์ดไอดี” แมทธิวมองตาขวางไปยังทั้งคู่เพื่อจับพิรุธว่าทั้งสองเป็พวกผู้ร้ายข้ามเมืองหรือเปล่า
แต่ในขณะเดียวกัน รินดาก็หยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาทำทีท่าว่า ‘ฉันมีแน่นอน’ จากการกระทำที่มั่นใจขนาดนี้ทำให้แมทธิวเชื่อสนิทใจเลยว่าหล่อนมีไอดีการ์ดสำหรับการยืนยันว่าเป็พลเมืองจริง
แมทธิวถอยห่างจากรถอย่างค่อยๆ “ เดินทางโดยสวัสดิภาพครับมาดาม” เขายิ้มตอบและเดินหันหลังให้กับทั้งสอง จากนั้นก็เข้าไปตวาดเหล่าพลทหารที่ทำถนนเปื้อนคราบเืระหว่างการดึงศพกวางออกจากเขายูนิคอร์น
“ดูสิ — พวกมันโง่สิ้นดี… ฉันหล่ะแปลกใจจริงว่าทำไมพวกมันไม่เอาผ้าขาวมารองพื้นก่อนเพื่อซับเื ” รินดาพูดพลางดึงผ้าโพกศรีษะลง
“อาจจะเป็ขนบทำเนียบอะไรบางอย่างจากพวกโคลนบริสุทธ์ก็ได้” น้ำเสียงของอัลท์กลับมานิ่งเฉยอีกครั้ง เขาล่วงมือเข้ากระเป๋ากลางเกงพลางหยิบลูกกวาดออกมาอมเข้าปากระหว่างที่นั่งฟังรินดาพล่าม
“พิธีรีตองเยอะเหลือเกิน— นายเห็นเืที่ไหลออกจากเขาของยูนิคอร์นไหม ?” รินดาถามด้วยถ้วยคำพูดที่อยากรู้อยากเห็น ในขณะเดียวกัน อัลท์ผลักหนังสือนิทานสีแดงเข้าที่ให้เรียบร้อยกว่าเดิม “ที่ฉันเห็นมันคือสีม่วงชัดๆ — แต่ในตำรามันบอกว่าสีฟ้า คือเืของผู้บริสุทธิ์”
“เอาจริงฉันก็งงอยู่เหมือนกันว่ามันเป็ไปได้ยังไง” รินดาถอดแว่นกันแดดออก ทำให้เห็นแววตาแห่งคความสงสัย
”บางครั้งในตำราอาจจะบอกไม่หมดเราร้อยเปอร์เซ็นต์ … เราต้องเพิ่งประสบการณ์ด้วย” อัลท์ตอบแบบเรียบเฉย
“ฉันเคยอ่านเจอกับหนังสือประวัติศาสตร์ที่หอสมุดเมือง ฌองแยงค์เซเร่ว่ามันมีตะกูลหนึ่งที่ขึ้นต้นด้วยตัว เอส ถูกลบออกจากหน้าประวัติศาสต์ — ว่ากันว่าเป็พวก’วิทโทเปีย’
“ห้ะ ?” อัลท์หันหน้าควับกลับมามองรินดาด้วยสีหน้าที่งงงวย “อะไรคือวิทโทเปีย ไม่เห็นเคยได้ยินมาก่อน”
“ในภาษาละตินมันแปลว่ากระจกสะท้อนหรืออะไรสักอย่างทำนองนี้ ฉันก็ไม่ค่อยแน่ใจ” รินดาพูดด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยมั่นใจ
“ละตินไม่ได้อยู่บนคลังข้อมูลในอดีตกับตอนนี้นะรินดา” อัลท์แย้งด้วยตะกระที่มีเหตุผล
“ใช่ — ฉันถึงบอกไงว่ามันไม่แปลกเลยที่เทคโนโลยี ณ ตอนนี้กำลังบดบังความขลังของความเชื่อ” น้ำเสียงที่หมดหวังเล็กน้อยได้แสดงออกมาผ่านการตอบกลับอัลท์ รินดาหักเลี้ยวพวงมาลัยรถอย่างชำนาญพลางอธิบายต่อด้วยความเข้าใจ “โลกเราที่นำวิทยาการทางเทคโนโลยีจากอนาคตมาปรับใช้กับยุคนี้เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับจักวรรดิใหม่จากตะกูลโคลนบริสุทธิ์นี้ — ก็เห็นๆกันอยู่ว่ามีอะไรบ้าง ทั้งรูปแบบการแต่งกาย แฟชั่น รวมไปสิ่งปลูกสร้าง ไม่แปลกที่ชื่อเรียกของตะกูลกลุ่มคนเหล่านี้ที่หายไปจากคลังประวัติศาสตร์และคลังข้อมูลทุกอย่างบนโลกใบนี้ ซึ่งไม่มีใครรู้จักหรือสนใจ”
“แล้วมันห่างจากยุคของเรามากไหม?” อัลท์ถามด้วยความอยากรู้อีกครั้ง
“ไม่ไกลเท่าเทคโนโลยีของ แฟชั่นและสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้าง แล้วก็พวกศิลปะ การจิตกรรม … ถ้านับจากยุคจักรวรรดิโรมัน — พวกลาตินที่ตั้งชื่อเรียกตะกูลนี้ก็ห่างกันประมาณ 180 ปี และยุคสมัยนี้ แน่นอนว่าเป็่เวลาที่จักววรดิโรมันเรืองอำนาจที่สุด” รินดาอธิบาย
“หมายความว่าเคยพลาดสินะ ถึงได้มีจักวรรดิใหม่เกิดขึ้นในอนาคต” อัลท์ขัดขึ้นมาด้วยความคิดเห็นส่วนตัว
“ไม่เสมอไปหรอก เพราะในจักวรรดิโรมัน ไปจนถึงจักวรรดิไบแซนไทน์ ยุคกลาง และยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการในอิตาลี ยุคที่โคลัมบัสเริ่มสำรวจโลก ไปจนถึงยุคแห่งการปฏิรูปศาสดา มีเชื้อสายพวกเราแฝงอยู่และคอยเชิดให้เป็ไปตามทิศทางที่เรายึดมั่น ฉันถึงบอกไงว่าเราเชิดทั้งโลกมาแล้ว ไม่ว่าอดีต หรืออนาคต ฉะนั้น ไม่ว่าจะพวกเราจะอยู่ใน่เวลาไหน ไม่ว่าจะเหลือกันแค่สองคนหรือกองทัพนับแสน เราก็จะทำตามเจตจำนงของเราต่อไป — แต่ทว่า… มันจะไม่เื่ง่ายขนาดนั้นสักเท่าไหร่ เพราะเราไม่สามารถกำจัดภัยที่เราไม่รู้ …” รินดาพูดด้วยความเข้าอกเข้าใจอย่างลึกซึ้งในน้ำเสียงที่หนักแน่น
“ ไม่ยักรู้ว่ามันจะมีสิ่งที่เราไม่รู้ เราอยู่บนโลกนี้มานานขนาดนี้…” อัลท์พูดด้วยถ้อยคำที่ประชดประชันเล็กน้อย “เรายังต้องเรียนรู้อะไรอีกเยอะจากโลกใบนี้สินะครับ — ประสบการณ์เท่านี้ กับความรู้ที่เรามี พิสูจน์ให้เราเห็นแล้วมันยังไม่พอ”
ท้องฟ้าปลอดโปร่ง มีเมฆประปรายลอยล่องอยู่ท่ามกลางสีฟ้าครามที่สนใสงดงาม นกนางนวลบินว่อนอย่างอิสระและฉากหลังที่เป็ดวงดาวใน่กลางวันอันพิศมัยแต่น่าจดจำไปมากว่านั้นคือพระจันทร์เสี้ยวสีขาวนวลอันยิ่งใหญ่ประดับอยู่ในทิวทัศน์ที่ทุกคนสามารถมองเห็นได้แบบไม่ต้องหรี่ตามอง
ทั้งสองจอดรถโฟล์คที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่งชานเมืองที่อยู่กึ่งกลางระหว่างสองเมือง ควีน กริสท์แตนท์ และ ทราบรีเซีย อัลท์เงยหน้ามองท้องฟ้าอันงดงามนั้นด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย เบะปากเล็กน้อย
“ ทั้งๆที่อยู่กับสิ่งเหนือธรรมชาติ แต่มนุษย์ก็ไม่เคยยอมรับว่าอยู่กับมัน— มักหาเหตุผลมาอธิบายให้มันดูเที่ยงธรรมจนแปลกประหลาดไปหมด” อัลท์ก้มหน้ามองรองเท้าตัวเองด้วยท่าทีที่ไม่พอใจ
“ ถ้าเธอหัดทำความเข้าใจมนุษย์ได้อีกนิดแล้วละก็ — เธอจะขจัดความหงุดหงิดออกจากหัวได้” รินดาแนะนำพร้อมถอดถุงมืออก “แยกกันตรงนี้นะ … ฉันจะไปทราบรีเซีย”
”แล้วแผนสำรองว่าไง?” อัลท์ถามพลางหยิบหมากฝรั่งขึ้นมา
“ถ้าสถานการณ์แย่ค่อยติดต่อกันอีกที ทำอย่างที่เคยทำ จับเป็คงไม่อยากมากสักเท่าไหร่” หล่อนเช็กหน้าผมที่กระจกหน้ารถ
“ ถ้างั้นผมจะไปในเส้นทางทะเลแล้วกันนะ” อัลท์ลงจากรถโฟล์คโดยไม่หันหลังกลับมองรินดาเลยแม้แต่น้อยนิด
เส้นทางที่คดเคี้ยวตัดสลับการท้องฟ้าที่สดใสเป็ใจ ทุกอย่างดูดีไปหมด กระทั้งเวลาผ่านไปราว3ชั่วโมง รินดาจอดรถโฟล์คที่ลานจอดรถของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งกลางเมืองทราบีเซีย เธอบ่นพึมพำในใจว่าถ้าเธอไม่เจอเบาะแสที่นี้ เธอจะหาโรงแรมเพื่อทำการพักฟื้นสภาพร่างกายที่เดินทางมาทั้งวัน
โรงพยาบาลเซเรฟีน่า พาวีเลียน (Seraphina Pavilion)
ภายใต้เมฆขาวและท้องฟ้าที่มีสีครามอันงดงาม ปกคลุมด้วยตะวันของเมืองทราบีเซีย ร่างของอาคารสูงระฟ้า มีเส้นสายเรียบคมและอ่อนโค้งปรากฏขึ้นอย่างเงียบงัน — โรงพยาบาลเซเรฟีน่า ยืนตระหง่านอยู่กลางเนิเนินเขาของหินอ่อนสีทรายซีดของเมือง ล้อมรอบด้วยแนวต้นไซเปรสที่ตัดแต่งอย่างวิจิตร บนผืนดินซึ่งไม่มีที่ยืนของผู้ยากไร้แต่ล้อมรอบด้วยอาคารบ้านเรือนและตึกราบ้าน่ที่ดูร่วมสมัย
ตัวอาคารภายนอกถูกออกแบบในสไตล์ Neo-Primordial Modernism นีโอ-ไพโมเดียล โมเดิร์นนิซึม— รูปแบบที่หยิบยืมเส้นสายจากวิหารยุคเมโสโปเตเมียตอนปลาย เสาสูงเรียวรับน้ำหนักอาคารเหมือนปีกของเทพโบราณ หน้าต่างทรงตั้งสลักกรอบด้วยหินูเาไฟสีเทานวลผสมทองคำขาวแบบโบราณ ไล่เฉดกับผนังหินปูนเรียบเกลี้ยงที่ย้อมด้วยสีขาวงาช้าง ผสานกับโทนน้ำตาลเหลือบหม่นทองแดง และสีเหลืองอำพันควันบุหรี่ที่ซ้อนกันจนดูราวกับแสงแดดอาบผ่านพีระมิดแก้วสมัยก่อนประวัติศาสตร์
ประตูทางเข้าหลัก — เป็ประตูกระจกฝังลายโลหะเงินสลักเป็ลวดลายของสายน้ำที่ไหลย้อนทวนกระแส พื้นหินอ่อนด้านในเป็ลวดลายสลับลายคลื่นกับเส้นเรขาคณิต ที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนกาลเวลา ทุกการก้าวล้วนเป็ความเงียบที่มีเสียงสะท้อนของอำนาจ
เมื่อก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ — กลิ่นหอมจางของเรซินจากต้นสนขาวคลุกเคล้าอบเชยเผาโบราณลอยอ้อยอิ่งอยู่ในอากาศ หลอดไฟถูกฝังในแผ่นอัญมณีขัดเรียบ ทอดแสงเป็สีทองขุ่นราวหมอกแดดยามรุ่งที่ผิวโลกยุคก่อนยุคเหล็ก ทุกแสงสะท้อนผ่านผนังโค้งด้วยวัสดุเงากึ่งโปร่งแสงอย่างลาเวนเดอร์มูนควอตซ์ ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในครรภ์ของพระเ้าแห่งการเยียวยา
ผู้ป่วยของที่นี่ไม่ใช่แค่คนที่มารักษา แต่เป็ชนชั้นที่ถูกเลือกให้รับการถนอมมากกว่าชีวิต
พวกเขาสวมเสื้อคลุมผ้าไหมสีขาวงาช้าง ขอบปักด้วยด้ายเงินแท้และตราประจำตระกูล บุคลากรทางการแพทย์แต่งกายด้วยชุดแพทย์ทรงโบราณที่ตัดเย็บใหม่แบบสมัยนิยม — เส้นเรียบ ทรงตรง และติดกระดุมทองคำหยกเงา สวมเข็มกลัดปีกเงินที่เป็สัญลักษณ์แห่งการข้ามขีดจำกัดของมนุษย์
ภายในห้องพักผู้ป่วย — ไม่ต่างจากห้องพักใน วิหารแสงนิรันดร์
แต่ละห้องออกแบบเฉพาะบุคคล ผนังหุ้มด้วยผ้าไหมทอมือ โซฟาและเตียงทำจากไม้โบราณหายากที่เคลือบด้วยเรซินอำพัน พื้นปูด้วยพรมขนสัตว์ประดิษฐ์ที่ลวดลายบันทึกบทกวีของแพทย์หลวงยุคก่อนอารยธรรมตะวันตกกำเนิด
และที่พิเศษสุด — ห้องผ่าตัดถูกสร้างในทรงเป็โดมหกเหลี่ยม เส้นสายเป็เรขาคณิตศักดิ์สิทธิ์ ห้องทุกห้องปลอดเชื้อด้วยการกรองอากาศด้วยเทคโนโลยีโบราณแบบ “เกลียวทอง” ที่ผสานเครื่องมือแพทย์เข้ากับศาสตร์ของพลังจักรวาลในรูปแบบสมัยใหม่
ในเมืองที่ชนชั้นกำหนดชะตา… โรงพยาบาลเซเรฟีน่า คือสถานที่ที่ความป่วยไข้ไม่ใช่ภาระของโชคชะตา แต่คือโอกาสแสดงสถานะของผู้ถูกเลือก
เพราะแม้แต่ความเจ็บป่วย…ก็ยังถูกออกแบบให้ “หรูหราอย่างมีระบบ”
ไม่มีเสียงกรีดร้อง มีแต่เสียงแ่เบาของเครื่องเล่นเปียโนในโถงกลาง ที่บรรเลงด้วยมือของชายผู้ไม่เคยต้องถือบัตรประจำตัวประชาชน
กอร์ดอนสวมเสื้อคลุมผ้าลินินฟอกซีดสีเทากระดูก ที่ไม่มีกระดุม ไม่มีตรา ไม่มียศตำแหน่ง
มีเพียงป้ายชื่อ ฌองเคิว์ตท
เขาเป็เพียง “แคร์เลอร์” คนหนึ่ง — หน้าที่ของเขาคือรับเอาความสกปรกออกจากร่างของผู้ป่วยสูงศักดิ์ที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ โดยไม่ส่งกลิ่นออกมาปะปนกับกลิ่นหอมของสนขาวและอบเชยเผา
“ เฮ้… เด็กใหม่ วันนี้เช็ดอึไปกี่คนแล้ว” ชายร่างผอมที่อยู่ในชุดเสื้อกาวผมหยิกสีบรอนด์ขาวทักทายด้วยสีหน้าที่ร่าเริง “มื้อเที่ยงนี้ขอให้อร่อยนะ” เขาเดินควับไปอย่างไม่รู้สึกรู้สาอะไรราวกับว่าการทักทายนี้เป็เื่ปกติ
กอร์ดอนยิ้มตอบแบบขอไปทีพลางเข็นรถอุปกรณ์และยาต่อไปอย่างนิ่งสงบ
ชั้นบนสุดของโรงพยาบาลเซเรฟีน่าไม่เหมือนชั้นอื่น แสงไฟถูกหรี่ให้เรืองรองราวกับอยู่ในมดลูกของพระเ้า ความเงียบไม่ใช่เพียงความสงบ แต่มันคือคำสั่ง แม้เสียง “ครืด” ของล้อรถเข็นอุปกรณ์ก็ถือเป็การละเมิดอย่างมีชั้นเชิง
กอร์ดอนเดินเข้าไปในห้อง #E77
เตียงผู้ป่วยกลางห้องวางร่างของชายชราในชุดคลุมไหมลื่นไหลลายก้านทองคำ สายต่างๆ แทงเข้าร่างอย่างนิ่มนวลราวจะถักทอเขาไว้กับเตียง เขาป้อนยาเข้าไปยังปากของผู้ป่วยตรงหน้า ซึ่งนั้นก็คือ ท่านเซอร์เอลิน คาร์ลไฮม์ — หนึ่งในเ้าของเหมืองแร่แห่งแสงใตู้เาอามาเรน
“ นี้เป็ยาที่เภสัชคนใหม่ไฟแรงที่เพิ่งจบจากวิทยาลัยชื่อดังจัดให้ เขาชื่อเควินครับ” กอร์ดอนรินน้ำให้เซอร์เอลิน คาร์ไฮม์ เขาไม่สามารถขยับร่างได้ แต่ตาทั้งสองยังคงเฉียบคมมองมายังกอร์ดอนด้วยท่าทีที่ไม่ไว้ใจ
และที่สำคัญไปกว่านั้นคือ เขายังไม่รู้ว่า…เสียงบางอย่างกำลังจะเข้าไปกัดกินเขาจากภายใน
กอร์ดอนเริ่มภารกิจปกติ — เช็ดร่าง และของเสียที่เป็อุจจาระของผู้ป่วย มือที่ไม่สั่นสะท้าน ลูบผ่านิัราวกับไม่มีความรู้สึก สายตาที่นิ่งเหมือนลำธารที่ล้อมรอบด้วยธรรมชาติ กอร์แสดงออกมาว่าเหมือนสิ่งที่เขากำลังทำนั้นไม่มีกลิ่นเหม็นเลยสักนิเดียว ทั้งที่ควมจริงแล้ว กลิ่นเหม็นรุนแรงมาก
ไม่นานเสียงของกอร์ดอนที่แทรกแซงเข้าไปยังเซลล์สมองส่วนอะมิกดาลาของท่านเอลินนั้น…ก็คืออาวุธที่แท้จริง
“ท่านรู้ไหมว่าเืที่ไหลออกมาตามรูเล็กๆ พวกนี้ มันไม่เคยหยุดร้องขอ… มันแค่เงียบเพื่อไม่ให้ท่านได้ยิน” กอร์ดอนไม่ได้เปล่งเสียงหรือขยับปากเลยแม้แต่นิด “ลูกสาวท่านเคยมากอดท่านไหม? ตอนที่ท่านยังเดินได้? หรือเธอแค่ส่งของขวัญกับคนขับรถเหมือนส่งของขวัญให้รูปปั้น?” ขณะเดียวกันภาพทุกอย่างที่เซอร์เอลินเห็นมันแฟลชแบ็กเป็สถานที่ขาวโพลนแห่งหนึ่งที่กว้างขวางไร้ที่สิ้นสุด เขาเห็นก้อนเนื้อสีเทารูปร่างคล้ายอัลมอนด์ ซึ่งก็คือก้อนเนื้อสมองอะมิกดาราของเขา ค่อยๆมีหนามสีขาวนวลที่แหลมคมทิ่มแทงไปยังร่องของรอยหยักบนนั้น
“ผมแค่อยากให้ท่านรู้…ว่าโลกไม่ได้ลืมท่านหรอก
มันแค่ปล่อยให้ท่านเน่าในช้าๆ ทีละนิด ทีละนิด โดยไม่กล้าทำให้เสื้อคลุมของท่านเปื้อนเลยสักหยดเดียว”
เซอร์เอลินน้ำตาไหล — ไม่ใช่เพราะความเ็ปทางกายแต่เพราะ มันคือคำพูดที่ทำร้ายจิตใจ…เสมือนจริง… และไม่มีใครเคยพูดถึง
เสียงเครื่องวัดชีพจรดังแ่เป็จังหวะ…
เบา… ช้า… และขาดห้วงเหมือนจิตที่ถูกทิ่มแทงด้วยคำพูดจนไม่เหลือช่องว่างให้หายใจ ถึงกระนั้น เซอร์เอลินก็ยังไม่ขาดใจตายในทีเดียว
กอร์รู้ดีว่าเวรการทำงานจะต้องวนกันไปเรื่อยๆ กว่าเขาจะได้เข้ามาดูแลเซอร์เอลินอีกครั้ง ก็ต้องรออีกสามวัน กอร์ได้ทำการสะกดจิตให้ท่านเซอร์เอลินมีลมหายใจต่อไปจนกว่าจะมีแคร์เลอร์อีกคนจะมาดูแลเซอร์เอลิน ซึ่งผู้โชคร้ายคนนั้นก็จะต้องมีเป็ผู้รับบาป รับความผิดเต็มๆจากการเสียชีวิตแบบผิดธรรมชาติอย่างแเีของกอร์ดอน
ไม่นานกอร์ดอนออกจากห้องโดยไม่หันกลับ รถเข็นอุปกรณ์ที่เขาดันออกไปนั้น — มีกลิ่นของ “ชัยชนะ” ที่ไม่มีใครได้กลิ่น มันคือชัยชนะของการทำลายศักดิ์ศรีโดยไม่มีใครสามารถกล่าวโทษเขาได้
ระหว่างที่เขากำลังเช็ดซี่ล้อรถเข็นด้วยผ้าขาวที่เปื้อนน้ำยาเรซินเงาที่ชั้นล่างสุดของโรงพยาบาลริมโถงใกล้ๆหน้าเคาน์เตอร์
เขาเงยหน้าขึ้น แล้วสบตากับ “รินดา”
เธอที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์รับแจ้งผู้ป่วยใน — หญิงสาวที่ดวงตาของเธอไม่เคยหลับใหล เธอไม่ได้สวมชุดขาวบริสุทธิ์แบบใครอื่น เธอสวมสีเงินจางที่เหมือนละอองฝนที่กลั่นตัวจากหมอก และที่สำคัญที่สุด…เธอเห็นเขา
“แคร์เลอร์ ? ” เธอพูดเรียบ
เสียงของเธอเบาราวกับใบไม้ล่วง แต่ในนั้นเต็มไปด้วย แรงโน้มถ่วง
กอร์ดอนไม่ตอบ และเขายังคงคุกเข่าเช็ดรอยหยดน้ำใต้ล้อ รินดาโน้มตัวลง ยื่นผ้าแห้งผืนหนึ่งให้เขา และพูดคำหนึ่งที่ทำให้เขาเงยหน้าขึ้น
“คนที่เช็ดคราบได้เก่ง…คือคนที่เคยเปื้อนคราบมาก่อน”นั่นคือคำพูดธรรมดา แต่สำหรับกอร์ดอน…มันคือการ “เห็น” อะไรบางอย่าง และนั่นคือครั้งแรกที่เขารู้สึก ไม่พอใจกับความพูดของคนที่เขาไม่รู้จัก
กอร์ดอนเงยหน้ามองรินดาตาขวาง สายตาที่บ่งบอกว่าไม่เป็มิตรได้ทำการประกาศผ่านม่านตาทั้งสองดวง “ ฉันอาจเก่งเื่เช็ดคราบจนสะอาดหมดจด… แต่ลืมไปว่าคราบบางอย่างมันไม่ได้อยู่บนพื้น — แต่มันซึมอยู่ในสายตาคนทั้งเมือง” กอร์ดอนเข็นรถเดินหน้าต่อไป แต่ในขณะนั้นเขาได้ทำการพูดกับรินดาด้วยน้ำเสียงที่เย็นเฉียบ “ อย่าคิดว่านะว่าตอนนี้ ฉันจะไม่รู้ว่าเธอเป็ใคร …”
รินดามองกอร์ดอนด้วยสายตาที่หล่อนก็คาดไม่ถึงเหมือนกันว่ากอร์ดอนจะพูดคำนี้ออกมา หล่อนรู้สึกสับสน โทสะและความอยากรู้ในจิตใจจวนจะไม่ไหวอยู่แล้ว
หล่อนจึงเดินประกบกอร์ดอนเพื่อจะพูดต่อประโยคนึงขึ้นมาแต่กระนั้นมันก็ทำให้เธอหยุดชะงัก
‘จิตใจที่สกปรกโสมมช่างไม่ต่างอะไรกับเส้นผมที่ดำคลับราวขนอีกา’ กอร์ดอนยิ้มแสยะบางๆด้วยสายตาที่เป็ชัยชนะครั้งรอบสองพลางหันไปมองรินดาด้วยสายตาที่น่าสมเพศหล่อน
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หล่อนก็ได้วางนามบัตรสีดำของหล่อนเข้าที่ไปรถเข็นพลางพูดด้วยน้ำเสียงที่แ่เบา
“ เวลาหกนาฬิกาของเย็นวันนี้”
“ ฉันไม่ได้มีเวลาว่างจะไปนั่งจิบกาแฟนามเย็นกับใครหรอกนะ “ กอร์เบี่ยงรถเข็นเข้าไปอีกทางของโถง ซึ่งนั้นคือโถงที่มีห้องเก็บศพ
“ งั้นเวลาที่เธอสะดวก — ฉันแค่้าที่เจรจา ถ้าเป้าหมายตรงกัน เราก็รุกฆาตได้ “ หล่อนตื้อด้วยน้ำเสียงที่มีเหตุผล
“ฉัน คนละอุดมการณ์กับพวกเธอสองคน”กอร์ดอนตัดบทด้วยความเบื่อหน่าย
คำตอบนี้ยิ่งทำให้รินดาสงสัยเข้าไปใหญ่ว่าเขารู้มากขนาดนี้ได้อย่างไร “ลองคิดดูก่อน แล้วเจอกัน ห้าทุ่มของคืนนี้ ที่อยู่ตามนามบัตร” รินดาทนไม่ไหวกับความไคร่รู้ของตัวเองแต่ก็มิอาจจะแสดงความอยากรู้ได้มากกว่านี้นัก หล่อนจึงตัดสินใจจบบทสนธนาและปล่อยให้กอร์ดอนเดินจากไป
ผู้คนในโรงพยาบาลยังคงดูปกติทุกอย่าง ทั้งความหรูหรา แสง สี เสียง บรรยกาศทุกอย่างยังคงดูสวยงามตะกรานตา
แต่ภายในจิตใจของรินดามีแต่คำถามมากมายวนเวียนอยู่บนหัว หล่อนตั้งคำถามมากมาย ‘เพียงแค่สามวัน — ชายธรรมดาคนหนึ่งที่เหมือนกำลังจะตายและมองมายังเธอในสีหน้าที่สงสัย กลับกลายเป็บุคคลในโรงพยาบาลสุดหรูกลางเมือง ชายที่ดูแตกต่างแต่ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนคนธรรมดา กล้าพูดคำว่า ล่วงรู้ตัวตนที่แท้จริงของนาง เขาเป็ใครกันนะ ซึ่งนี้เป็คำถามที่วนไปวนมาตลอดเวลาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดของรินดาหลังจากที่หล่อนได้ก้าวออกจากโรงพยาบาลเซเรฟีน่า พาวีเลียน