“เจ้า...เจ้าบอกว่าเจ้าชื่ออะไรนะ!” หยุนเฮ่ามองหน้าหญิงสาวตรงหน้าให้ชัดอีกครั้ง เขาไม่ได้เจอกับคนในครอบครัวมาหลายปีแล้ว และน้องสาวตัวน้อยในความทรงจำของเขาเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กที่ร่างกายผ่ายผอม ผิดกับแม่นางหน้าตาสวยและผิวพรรณดีที่ยืนอยู่ตรงนี้เป็นอย่างมาก
“ข้าชื่อหยุนหนิงเอ๋อเจ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อก็พิจารณาผู้ชายที่ชายอยู่ตรงหน้าเช่นกัน และเห็นเค้าโครงหน้าตาของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน นางยิ้มกว้างอย่างดีใจ “ท่านคือพี่เฮ่าใช่ไหมเจ้าคะ”
“หนิงเอ๋อ! เป็นเจ้าจริงๆ หลังจากวันนั้นเจ้าคงได้รับการดูแลอย่างดีเลยสินะ ดีแล้ว...ดีแล้ว ตั้งแต่ที่ข้าออกจากหมู่บ้านมา ข้าก็เป็นกังวลเกี่ยวกับเจ้ามาตลอด ได้เห็นเจ้ามีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงเช่นนี้ ข้าดีใจจริงๆ ไปเถอะ เราเข้าไปคุยกันในบ้านดีกว่า” หยุนเฮ่ามองไปทางมู่หรงเฉินและยิ้มไม่ถึงดวงตา “เจ้าก็เข้ามาด้วย ข้าอยากทำความรู้จักกับน้องเขยของข้าเหมือนกัน”
“เอ่อ...คือ...เราสองคนยังไม่ได้แต่งงานกัน ท่านยังเรียกเขาว่าน้องเขยไม่ได้เจ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อบอก
“ในเมื่อเขาไม่ใช่น้องเขยของข้า แล้วเจ้าเข้าไปอยู่ในรถม้ากับเขาทำไมเป็นนานสองนาน ทั้งยังพูดจา...เอ่อ...ไม่น่าฟังอีก เจ้าไม่กลัวผู้คนจะครหาหรือไงหนิงเอ๋อ” หยุนเฮ่ามองน้องสาวด้วยสายตาเข้มงวด แม้เขาจะไม่เจอหน้าน้องสาวมาหลายปี แต่ถึงอย่างไรหยุนหนิงเอ๋อก็เป็นน้องสาวคนเดียวในรุ่นของเขา เมื่อนึกไปถึงบทสนทนาของทั้งคู่เมื่อตอนอยู่บนรถม้า หยุนเฮ่าก็อยากจะดุน้องสาวสักหน่อยจริงๆ
หยุนหนิงเอ๋อที่เห็นสีหน้าไม่พอใจของพี่ชายก็รู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย กับหยุนไป๋นั้นนางก็ไม่ได้รู้สึกกลัวเช่นนี้ เพราะหยุนไป๋เป็นคนขี้กลัว ส่วนมากเขามักจะข่มเหงผู้ที่อ่อนแอกว่า และตั้งแต่ที่นางมาอยู่ในร่างนี้ กลับเป็นนางเองต่างหากที่รังแกหยุนไป๋
“ข้าขออภัยที่ทำตัวไม่เหมาะสมเจ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อก้มหน้ารับผิด
“เราสองคนเป็นคู่หมั้นกันขอรับ” มู่หรงเฉินเห็นท่าทางของหยุนหนิงเอ๋อจึงรีบออกหน้าแทนนาง พร้อมกับยกมือขึ้นประสานทำท่าคารวะหยุนเฮ่าอย่างนอบน้อม เพราะคิดว่าหยุนเฮ่าคงได้ยินที่เขากับหยุนหนิงเอ๋อคุยกันหมดแล้วเป็นแน่ ในเมื่อหยุนหนิงเอ๋อเกรงใจพี่ชายคนนี้ เขาก็ต้องทำตัวเป็นว่าที่น้องเขยที่ดีสักหน่อย “ข้ามู่หรงเฉิน เป็นคนรักและกำลังจะเป็นคู่หมั้นของหนิงเอ๋อขอรับ”
“กำลังจะเป็นคู่หมั้นอย่างนั้นหรือ? แต่พวกเจ้าก็เดินทางไกลมาด้วยกันตามลำพังอย่างนี้นะ มู่หรงเฉิน...เจ้าไม่กลัวว่าชื่อเสียงของหนิงเอ๋อจะเสียหายบ้างหรือ หากวันหน้าเจ้าเกิดเปลี่ยนใจขึ้นมา ยังจะมีผู้ชายคนไหนกล้ามาสู่ขอผู้หญิงที่มีชื่อเสียงเสียหายกันล่ะ” หยุนเฮ่าเสียงเข้มขึ้นอีก
“ข้าไม่มีทางเปลี่ยนใจจากหนิงเอ๋อแน่นอนขอรับ และข้าก็จะไม่ยอมให้ใครมาสู่ขอนางเป็นอันขาด เพราะตลอดชีวิตที่เหลือนี้ นางจะเป็นภรรยาของข้าแต่เพียงผู้เดียว” มู่หรงเฉินตอบอย่างจริงจัง “และข้าจะมีนางเป็นภรรยาคนเดียวเช่นกันขอรับ”
หยุนหนิงเอ๋อมองมู่หรงเฉินอย่างคาดไม่ถึง นางกับเขาเพิ่งเปิดเผยความในใจต่อกันวันนี้เอง ส่วนเรื่องอื่นนางกับเขายังไม่ได้คุยกันให้แน่ชัดด้วยซ้ำ แต่เขากลับพูดเรื่องงานแต่งขึ้นมา ทั้งยังพูดเรื่องที่เขาจะไม่รับอนุเข้ามาอีก ในยุคนี้จะมีผู้ชายสักกี่คนที่ปฏิเสธการรับอนุเข้ามาในเรือน
หยุนเฮ่ายิ้มกว้างอย่างพอใจเมื่อได้ยินคำตอบของมู่หรงเฉิน “ข้าก็แค่พูดไปในฐานะพี่ชายที่เป็นห่วงน้องสาว เห็นท่าทางของพวกเจ้าที่ดูรักกันดีแล้วข้าจะไปทำอะไรได้ แต่ที่ข้าถามออกไปเมื่อครู่ก็แค่อยากเห็นความจริงใจของเจ้าที่มีต่อนางเท่านั้น มาเถอะ...วันนี้ข้าจะต้อนรับพวกเจ้าอย่างดี”
คืนนั้นหยุนหนิงเอ๋อและมู่หรงเฉินได้รับการต้อนรับที่ดีจากหยุนเฮ่าจริงๆ แม้อาหารที่หยุนเฮ่านำมาเลี้ยงดูจะไม่ใช่ของดีอะไร แต่หากพูดถึงน้ำใจแล้วมันกลับทำให้อาหารมื้อนั้นอร่อยมากเป็นพิเศษ และเมื่อหยุนเฮ่าดื่มเหล้าจนได้ที่ ทั้งเขายังรู้สึกคุ้นเคยกับหยุนหนิงเอ๋อและมู่หรงเฉินมากขึ้นแล้ว เขาจึงเล่าเรื่องราวชีวิตของเขาตั้งแต่ที่ถูกขับออกมาจากหมู่บ้านสกุลหยุน เรื่อยมาจนกระทั่งเขาได้มาเป็นหมอรักษาคนและอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ ที่อำเภอสือฉีแห่งนี้
ชีวิตของหยุนเฮ่าในช่วงแรกไม่ได้ราบรื่นนัก เขาทำงานรับจ้างทั่วไปอยู่ในอำเภอสือไห่ซึ่งเป็นอำเภอบ้านเกิด โดยอาศัยวัดร้างเป็นที่พักเพื่อประหยัดเงินไว้เป็นค่าอาหาร เมื่อกลุ่มขอทานเห็นว่าเขามีเงิน ขอทานกลุ่มนั้นก็มารุมทำร้ายและแย่งเงินของเขาไปจนหมด เขาพาร่างกายอันบอบช้ำเดินเท้ามายังอำเภอสือฉี ระหว่างทางได้พบเข้ากับหมอชราท่านหนึ่ง หมอชรารักษาอาการบาดเจ็บให้เขาและยังรับเขาเป็นบุตรชายเพราะความสงสารและมองเห็นพรสวรรค์ในวิชาแพทย์ของเขา
และเพราะพรสวรรค์ที่เป็นเลิศ หยุนเฮ่าใช้เวลาแค่ห้าปีก็เรียนวิชาสมุนไพรและวิชาฝังเข็มจากหมอชราจนสำเร็จ แต่ยังไม่ทันที่เขาได้ตอบแทนพระคุณบิดาบุญธรรม ท่านหมอชราก็มาเสียชีวิตด้วยโรคชราไปเมื่อปีที่แล้ว เขาจึงตัดสินใจว่าจะอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ต่ออีกสักปี และรับรักษาอาการป่วยให้ชาวบ้านโดยไม่คิดเงิน เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้กับบิดาบุญธรรมเสียก่อน จากนั้นเขาก็จะออกไปหาประสบการณ์ด้านนอก หรือหาโอกาสที่จะเปิดโรงหมอตามความฝันของตนเอง
“เป็นยังไง ฟังเรื่องของข้าแล้วทำให้พวกเจ้าพูดกันไม่ออกเลยหรือ” หยุนเฮ่ายิ้มแล้วยกเหล้าขึ้นดื่มอีกครั้ง “ข้าใช้ชีวิตลำบากในช่วงแรกเท่านั้น แต่พอได้มาอยู่กับท่านพ่อ ชีวิตของข้าก็สบายขึ้นมาก หลังจากที่ท่านพ่อรับข้ามาเป็นบุตรบุญธรรม ข้าก็เปลี่ยนมาใช้แซ่หลินเพื่อรับสืบทอดวิชาแพทย์ตระกูลหลินต่อจากเขา”
“มิน่า...พี่หงเอ๋อถึงเรียกท่านว่าหมอหลิน แล้วท่านกับพี่หงเอ๋อรู้จักกันได้ยังไงหรือเจ้าคะ ทำไมนางถึงเรียกท่านว่าผู้มีพระคุณ”
“ข้าเคยรักษาอาการป่วยให้ท่านแม่ของนาง เป็นเพราะข้าต้องรักษาอาการป่วยให้ท่านป้าเป็นเวลานาน บางครั้งข้าก็มักจะเล่าเรื่องราวในอดีตของข้าให้นางฟัง และบ่อยครั้งที่ข้าพูดถึงเจ้า”
“เป็นอย่างนี้นี่เอง เมื่อนางได้ยินชื่อข้า นางคงเดาว่าข้าเป็นน้องสาวของท่าน ยิ่งพอรู้ว่ามีคนจ้องจะทำร้ายข้า นางถึงอยากมาเตือนข้าให้ระวังตัวเจ้าค่ะ”
“มีคนอยากทำร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ เป็นใครกัน? คงไม่ใช่...” หยุนเฮ่าหยุดคิดและไม่อาจปิดบังความเสียใจ “คงไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านใช่ไหม”
หยุนหนิงเอ๋อเข้าใจความรู้สึกของหยุนเฮ่าดีที่อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเรียกชื่อของบิดา เพราะความผิดหวังและความเสียใจในอดีตคงฝังลงไปในจิตใจส่วนลึกของเขาจนไม่อาจลบได้แล้ว
“ป้าสะใภ้ใหญ่ดีกับข้ามากเจ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อเลี่ยงไม่พูดถึงลุงใหญ่
“ยังดีที่เขารักษาสัญญาที่ให้ไว้กับข้า” หยุนเฮ่าถอนหายใจเล็กน้อยก่อนจะมองหน้าน้องสาว “ตั้งแต่มาถึง ข้ายังไม่ได้ยินเจ้าพูดถึงอาไป๋หรือท่านอาหยุนซานสักคำ มีเรื่องอะไรระหว่างพวกเจ้าหรือเปล่า”
หยุนหนิงเอ๋อเล่าเรื่องของบิดาและครอบครัวให้หยุนเฮ่าฟังทั้งหมด “แต่ท่านไม่ต้องคิดมากนะเจ้าคะ ตอนนี้ข้า ท่านพ่อ ท่านแม่ แล้วก็พี่ใหญ่ปรับความเข้าใจกันได้แล้ว”
“เป็นเช่นนั้นก็ดี ท่านอาหยุนซานถูกพี่ชายเอาเปรียบมามาก ทั้งเรื่องโกงที่ดิน ทั้งเรื่องที่ใส่ร้ายเจ้าว่าเจ้าเป็นตัวซวย ส่วนอาสะใภ้ก็คงไม่รู้เรื่องนี้ แต่ไหนแต่ไรนางก็ไม่เคยสงสัยในคำพูดของสามีอยู่แล้ว อีกทั้งเรื่องที่เจ้าถูกกล่าวหาว่าเป็นตัวซวย ท่านอาหยุนซานก็ตั้งใจจะปิดบังความจริง หากอาสะใภ้จะเชื่อคำพูดของสามีจนปฏิบัติกับเจ้าไม่ดี มันก็ไม่น่าแปลกใจ ส่วนอาไป๋...” หยุนเฮ่ามองหยุนหนิงเอ๋อ
“เมื่อก่อนอาไป๋ไม่ใช่คนขี้ขลาดอย่างนี้หรอกนะ เขาเป็นคนกล้าหาญและรักเจ้ามาก ตอนที่ข้ายังอยู่ที่หมู่บ้าน เราสองคนมักจะขึ้นเขาไปเก็บฟืนและหาของป่าด้วยกัน เขาจะเลือกเก็บดอกไม้สวยๆ และผลไม้ป่ากลับไปฝากเจ้าอยู่ตลอด มีวันหนึ่งที่เขาเห็นดอกไม้สีแดงสวยสดอยู่ตรงชะง่อนหินที่ยื่นออกไปตรงแม่น้ำ เขาคิดว่าจะเก็บมันไปปักผมให้กับเจ้า แต่เขาเดินลื่นจนเกือบจะตกลงไปในแม่น้ำที่เชี่ยวกรากนั้น ยังดีที่ข้าคว้ามือเขาไว้ได้ทัน แต่กว่าที่ข้าจะช่วยเขาขึ้นมาได้ เขาก็ต้องห้อยอยู่กลางอากาศเป็นเวลานาน
ตั้งแต่นั้นมาอาไป๋ก็กลัวการลงน้ำและการปีนขึ้นที่สูง เมื่อเด็กเกเรในหมู่บ้านรู้เข้าก็เริ่มรังแกเขา จากนั้นเขาก็ถูกเรียกว่าเป็นไอ้คนขี้ขลาดมาตลอด ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยโทษว่าเป็นความผิดของเจ้า ทั้งยังปกป้องเจ้ามากกว่าเดิมเสียอีก ที่ข้าเล่าเรื่องนี้ให้เจ้าฟังก็เพราะอยากให้เจ้ารู้จักนิสัยที่แท้จริงของอาไป๋เท่านั้น”
“แม้ข้าจะจำเรื่องในวัยเด็กไม่ค่อยได้ แต่ตอนนี้ข้ากับพี่ใหญ่ปรับความเข้าใจกันได้แล้วจริงๆ เจ้าค่ะ ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่คิดที่จะให้เขาหย่ากับภรรยาใจร้ายอย่างหม่าหลงเป็นแน่”
“อะไรนะ! อาไป๋แต่งงานกับลูกสาวของอันธพาลสกุลหม่าอย่างนั้นหรือ ทำไมเขาไม่ได้แต่งกับเฉาหลัน” หยุนเฮ่าทำหน้าตกใจ
หยุนหนิงเอ๋อเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หยุนเฮ่าฟังอีกครั้ง คราวนี้หยุนเฮ่าไม่นั่งฟังเปล่า เขาโมโหจนอยากจะต่อยคนได้แล้ว
“หยุนเปียว! ข้าไม่นึกเลยว่าเจ้าเลวนั่นจะทำได้แม้กระทั่งแย่งคนรักของน้องชาย ทั้งยังจัดฉากให้น้องชายแต่งงานไปกับผู้หญิงร้ายกาจอย่างหม่าหลงได้ เขายังเป็นคนอยู่หรือเปล่า”
“ท่านไม่ต้องโมโหไปเจ้าค่ะ ข้าเตรียมแผนการที่จะให้พี่ใหญ่หย่ากับหม่าหลงแล้ว และข้ายังทาบทามหญิงสาวคนใหม่ไว้ให้เขาแล้วด้วย และเป็นหญิงสาวที่เขารักมากด้วยเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ...ได้ฟังอย่างนี้ค่อยเบาใจหน่อย แล้วผู้หญิงที่เจ้าว่าเป็นใครกัน นางจะไม่รังเกียจพ่อม่ายอย่างอาไป๋ใช่ไหม”
“นอกจากจะไม่รังเกียจแล้วนางยังรู้สึกดีกับพี่ใหญ่มากด้วยเจ้าค่ะ และคนๆ นี้ท่านก็รู้จัก เป็นพี่หงเอ๋ออย่างไรเจ้าคะ”
หยุนหนิงเอ๋อและมู่หรงเฉินนั่งฟังหยุนเฮ่าเล่าเรื่องชีวิตของเขาต่อ ทั้งยังคอยตอบคำถามของหยุนเฮ่าอยู่จนดึก จากนั้นจึงได้แยกย้ายกันไปพักผ่อน โดยที่ไม่ได้สังเกตเลยว่าหยุนเฮ่ามองดูพวกเขาทั้งสองคนด้วยสีหน้ากังวลเพียงใด