บทที่ 5 ต้นกล้าที่ยอดเยี่ยม
วันนี้ช่างเป็วันที่วุ่นวายเสียจริง บรรยากาศภายในแผนกฝังเข็มและนวดทุยหนาคราคร่ำไปด้วยผู้ป่วยจำนวนมาก จนหมอหม่าเริ่มจะรับมือไม่หวาดไม่ไหว ทว่า ในส่วนลึกของจิตใจ เขายังคงนึกห่วงเหล่านักศึกษาฝึกงานเพียงไม่กี่คนนั้นอยู่
ตามปกติแล้ว การนวดทุยหนามักไม่มีความเสี่ยงร้ายแรงนัก แต่ขึ้นชื่อว่าผู้ป่วยก้าวเท้าเข้ามาในโรงพยาบาลแล้ว ย่อมคาดหวังผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ชื่อเสียงและเกียรติภูมิของโรงพยาบาลเจียงจงจะให้มามัวหมองในเงื้อมมือนักศึกษาไม่ได้เด็ดขาด
เมื่อกวาดสายตามองไปรอบบริเวณ หมอหม่าก็เหลือบไปเห็นฟางหานยืนเหม่อลอยคล้ายกำลังครุ่นคิดบางอย่างอยู่ที่จุดรอตรวจ
“รักษาเสร็จแล้วเหรอ?” หมอหม่าเอ่ยถามพลางยกมือขึ้นซับเหงื่อขณะสาวเท้าเข้าไปหา ในฐานะที่มีแพทย์ประจำบ้านอยู่ใต้บังคับบัญชาหลายคน เขาจึงไม่จำเป็ต้องลงมือเองทุกเคส แต่การต้องเดินตรวจตราควบคุมความเรียบร้อยตลอดทั้งวันเช่นนี้ ก็ผลาญเรี่ยวแรงไปไม่น้อย
“ครับ เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ” ฟางหานพยักหน้ารับ
“เป็อย่างไรบ้าง ครั้งแรกตื่นเต้นไหม?” หมอหม่าถามด้วยน้ำเสียงเอ็นดู ในวัยสี่สิบกว่าปี เขาพร้อมที่จะหยิบยื่นโอกาสและดูแลคนรุ่นหลังเสมอ โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่ดูหน่วยก้านดีและเจริญหูเจริญตาอย่างฟางหาน
ในเื่รูปลักษณ์ภายนอกนั้น มาตรฐานความงามของผู้คนมักไม่ต่างกันนัก หากปราศจากอคติแล้ว หมอหม่าซึ่งมีอายุคราวพ่อก็ย่อมไม่รู้สึกริษยาในความหล่อเหลาที่โดดเด่นกว่าของคนหนุ่มตรงหน้า
“ก็พอไหวครับ มีตื่นเต้นอยู่บ้างเล็กน้อย” ฟางหานตอบตามสัตย์จริง การได้รักษาหญิงงามั้แ่เคสแรก หากบอกว่าใจสงบราวกับน้ำนิ่งย่อมเป็การโกหกคำโต
“จะดีหรือร้าย ผู้ป่วยจะเป็คนประเมินเอง แต่สำหรับวันนี้นายถือว่าโชคดีมาก ให้ถือเสียว่าเป็การเก็บเกี่ยวประสบการณ์ล้ำค่าไปก็แล้วกัน” หมอหม่าตบไหล่ฟางหานเบา ๆ ทว่า เมื่อเขากำลังจะหันหลังกลับ ก็มีเงาร่างหนึ่งที่มีผมยาวสลวยโผล่พรวดเข้ามาด้านหลังอย่างกะทันหัน
“เฮ้ย!”
หมอหม่าสะดุ้งจนตัวโยน ก่อนจะเพ่งมองจนเห็นชัดว่าเป็ผู้ป่วยหญิงรายเมื่อครู่นี่เอง
เขาจำเธอได้แม่นยำ เพราะเป็ผู้ป่วยที่รับมือยากที่สุดรายหนึ่ง เธอเปลี่ยนหมอมาแล้วหลายคน ซ้ำยังระบุเงื่อนไขว่าต้องเป็หมอที่ ‘ถูกชะตา’ เท่านั้น ซึ่งเป็กรณีที่พบได้ยากในสถานพยาบาล
วินาทีที่เห็นใบหน้าของเธอ หัวใจของหมอหม่าก็กระตุกวูบด้วยความกังวล หรือว่าฝีมือการนวดของฟางหานจะไม่ได้เื่ จนเธอต้องตามมาเอาความถึงที่นี่?
อย่างไรเสียฟางหานก็เป็เพียงนักศึกษาฝึกงาน หมอหม่าจึงตัดสินใจว่าจะออกหน้าปกป้องรุ่นน้องด้วยตนเอง เพราะเขามีประสบการณ์ในการเจรจามากกว่า
“สวัสดีครับ มีอะไรให้ผมช่วยไหมครับ?” หมอหม่าฝืนยิ้มร่าต้อนรับ
ทว่า ผู้ป่วยหญิงคนนั้นกลับทำหน้าตื่น ๆ “คุณเป็ใครคะ?”
เดิมทีพี่เหอเดินตามฟางหานมาโดยตลอด สายตาจับจ้องเพียงเขาคนเดียว แต่จู่ ๆ หมอหม่ากลับก้าวเข้ามาขวางทางและบดบังทัศนียภาพ ทำให้เธอใไม่น้อย
“ผมคือ...”
“ฉันไม่สนหรอกค่ะว่าคุณเป็ใคร” พี่เหอเมินหมอหม่าอย่างไม่ไยดี เธอเดินอ้อมผ่านเขาไปหาคนหนุ่มตรงหน้าพร้อมรอยยิ้มพราย “คุณหมอฟาง ฉันจำแซ่ของคุณไม่ผิดใช่ไหมคะ?”
“ไม่ผิดครับ” ฟางหานชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อเห็นชัดว่าเธอตั้งใจมาหาเขาโดยเฉพาะ และดูจากท่าทีที่อ่อนหวานเกินปกติแล้ว คงไม่ได้มาเพื่อหาเื่แน่นอน
“สวัสดีค่ะคุณหมอฟาง การรักษาเมื่อสักครู่นี้... มืออาชีพมากเลยค่ะ” พี่เหอยิ้มจนแก้มปริ เมื่อพบว่าคุณหมอหนุ่มคนนี้ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ฝีมือยัง ‘ถึงใจ’ ขนาดนี้ เธอตั้งใจไว้แล้วว่าต่อจากนี้จะมาที่นี่ทุกวันเลย
[ติ๊ง... ได้รับแต้มความชอบ +20]
ฟางหานสะดุ้งกับเสียงแจ้งเตือนของระบบ จู่ ๆ แต้มความชอบพุ่งขึ้นมาได้อย่างไรกัน?
เมื่อเงยหน้าขึ้น เขาก็เห็นหมอหม่าที่ยืนอยู่เื้ัผู้ป่วยสาว กำลังส่งสายตาตัดพ้อมาทางเขาอย่างน่าประหลาด
ในใจของหมอหม่าตอนนี้ราวกับมีฝูงสัตว์ป่าวิ่งพล่านจนยุ่งเหยิงไปหมด บ้าจริง! นี่ไม่ใช่การตามมาหาเื่ แต่เป็ ‘ยัยคนคลั่งรัก’ ชัด ๆ!
“คือว่าคุณหมอฟางคะ ฉันขอแอดวีแชตของคุณไว้ได้ไหมคะ? ครั้งหน้าถ้าจะมาจะได้นัดคิวกับคุณล่วงหน้า”
“คือผมไม่ใช่...”
ในขณะที่ฟางหานกำลังจะปฏิเสธ หมอหม่าก็รีบแทรกขึ้นมาทันควัน “เอ้อ! เสี่ยวฟาง ในเมื่อผู้ป่วยขอช่องทางติดต่อ นายก็ให้ไปเถอะ จะได้ช่วยให้คำแนะนำเพิ่มเติม เพราะการรักษาที่ดีไม่ได้จบเพียงแค่ในห้องตรวจ แต่ต้องรวมถึงการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันด้วย”
พี่เหอรีบพยักหน้าเห็นพ้อง “ใช่ค่ะ ใช่ ๆ!”
เธอเริ่มรู้สึกว่าหมอหม่าคนนี้ก็ไม่ได้ดูน่ารำคาญอย่างที่คิดในตอนแรก
ฟางหานจำใจต้องหยิบโทรศัพท์ออกมา ทั้งที่เดิมทีเขาตั้งใจจะอธิบายว่าเขาไม่ได้สังกัดแผนกนวดทุยหนา และในอีกสองวันก็ต้องย้ายไปเวียนแผนกอื่น ซึ่งยังไม่รู้ชะตากรรมว่าจะถูกส่งไปที่ไหน
ขณะที่หมอหม่ากำลังวางแผนในใจอย่างเงียบเชียบ ว่าควรจะดึงตัวฟางหานมาอยู่ใต้บังคับบัญชาของตนดีหรือไม่ อย่างน้อยเพียงแค่รูปลักษณ์ที่โดดเด่นเช่นนี้ ย่อมดึงดูดผู้ป่วยสาว ๆ ได้มหาศาล สำหรับอาชีพหมอแล้ว พวกเขาไม่กลัวงานล้นมือ แต่กลัวการไม่มีผู้ป่วยมากกว่า เพราะนั่นหมายถึงรายได้ที่หดหายไป
ฟางหานเป็เพียงนักศึกษาฝึกงาน หากดึงมาอยู่ด้วยกันได้ เวลาผู้ป่วยลงทะเบียนตรวจย่อมต้องลงชื่อเขาในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเ้าของเคสไม่ใช่เหรอ?
การแพทย์แผนจีนต่างจากการแพทย์แผนปัจจุบันตรงที่ไม่มีค่าใช้จ่ายสูงลิ่วอย่างค่าผ่าตัดหรือยาต่างชาติ โรงพยาบาลเจียงจงมีระบบที่ได้มาตรฐานและอัตราค่าบริการที่แน่นอน นอกจากเงินเดือนประจำแล้ว รายได้หลักที่งดงามที่สุดของหมอก็คือ ‘ค่าออกตรวจ’ นั่นเอง
ค่าออกตรวจของโรงพยาบาลเจียงจงโดยทั่วไปจะสูงกว่าโรงพยาบาลแผนปัจจุบัน โดยคิวตรวจทั่วไปอยู่ที่ 12 หยวน และคิวตรวจแพทย์ผู้เชี่ยวชาญราคา 20 หยวน ในขณะที่โรงพยาบาลระดับสาม (3A) ของแผนปัจจุบัน คิวตรวจผู้เชี่ยวชาญอาจมีราคาเพียง 12 หยวนเท่านั้น
ด้วยเหตุที่การแพทย์แผนจีนไม่มีค่าใช้จ่ายแฝงอื่น ๆ มากนัก ค่าออกตรวจจึงถือเป็รายได้ก้อนสำคัญที่หมอทุกคนให้ความสำคัญ
หลังจากสแกนวีแชตเรียบร้อยแล้ว พี่เหอยังคงทอดสะพานด้วยความหวังเล็ก ๆ “คุณหมอฟางคะ คุณเลิกงานกี่โมง เย็นนี้ฉันขออนุญาตเลี้ยงข้าวสักมื้อได้ไหมคะ?”
“คืนนี้ผมมีเวรครับ” ฟางหานรีบปฏิเสธอย่างสุภาพ การพบปะสาวสวยไม่ใช่เื่แย่สำหรับเขา แต่ที่บ้านเข้มงวดหนักหนา หากพาแฟนสาวที่อายุมากกว่าตนเองถึงหกเจ็ดปีเข้าบ้าน แม่คงได้ตีเขาจนตายแน่ ๆ
ทว่า... หากเขาไม่ยอมเปิดใจให้ใครเลย แบบนี้จะไม่กลายเป็คนใจร้ายเกินไปเหรอ?
พี่เหอฉายแววผิดหวังเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปด้วยฝีเท้าที่เบาสบายผิดจากตอนแรก
...
โรคดีซ่านเฉียบพลันขึ้นชื่อว่ามีอาการรุนแรงและวิกฤตเพียงชั่วพริบตา ชีวิตของผู้ป่วยราวกับแขวนอยู่บนเส้นด้ายที่พร้อมจะขาดลงได้ทุกเมื่อ ครั้งนี้อาการของผู้ป่วยหนักหนาสาหัสมาก กัวเหวินยวนจึงยังไม่วางใจจากไปในทันที เขาเฝ้าดูการใช้ยาด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด และเพื่อความไม่ประมาท เขาจึงสั่งให้แบ่งยาหนึ่งชุดออกเป็สี่ส่วน เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นหลังทานยาได้ทันท่วงที
หลังจากผู้ป่วยได้รับยาจนครบชุด กัวเหวินยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะพ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก สำหรับอาชีพแพทย์แล้ว การรักษาคนไข้แต่ละรายเปรียบเสมือนการเดินอยู่บนเส้นลวดที่ตึงเครียด แม้แต่ยอดฝีมือระดับชาติก็ไม่อาจละเว้นความกดดันนี้ได้
มีคำกล่าวสะท้อนความเป็จริงที่ว่า 'ทุกครั้งที่หมอทำการรักษา เท้าข้างหนึ่งก้าวเข้าสู่ห้องผู้ป่วย แต่อีกข้างหนึ่งก้าวเข้าหาประตูคุกไปแล้ว'
ประโยคนี้ใช้กับแแผนจีนได้เหมาะสมที่สุด เพราะศาสตร์แขนงนี้ไม่มีมาตรฐานตายตัว โรคชนิดเดียวกันหากผ่านมือหมอร้อยคน ก็อาจมีวิธีรักษาที่แตกต่างกันได้ถึงร้อยวิธี หากสัมฤทธิผลก็ถือเป็เื่น่ายินดี แต่หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นมา แม้แต่เกณฑ์ที่จะตัดสินว่าใครถูกใครผิดก็ยังเลือนรางยิ่งนัก
ในหน้าประวัติศาสตร์จนถึงปัจจุบัน ปรมาจารย์ผู้มีชื่อเสียงหลายคน ต่างต้องจบเส้นทางสายอาชีพลงในคุกเพียงเพราะความผิดพลาดที่ไม่ได้เจตนา
ฉินเว่ยหัวและคณะผู้ติดตามเดินตามหลังกัวเหวินยวนมาติด ๆ ระหว่างทางกัวเหวินยวนเอ่ยถามขึ้นว่า “การปรึกษาเคสในวันนี้ ได้เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ เข้าไปสังเกตการณ์ด้วยหรือเปล่า?”
“ทุกคนประจำอยู่ที่ห้องสังเกตการณ์ครับ” ฉินเว่ยหัวตอบพร้อมรอยยิ้ม “ท่านยังคงเมตตาและนึกถึงคนรุ่นหลังเสมอ ปกติโอกาสที่จะได้เห็นการรักษาอย่างใกล้ชิดแบบนี้ นักศึกษาฝึกงานไม่มีทางได้รับเลยครับ”
“การเรียนหมอนั้นยากลำบาก สมัยเราขาดแคลนโอกาส เมื่อมีโอกาสแล้วก็ควรเกื้อกูลรุ่นหลังให้มาก อนาคตของวงการแพทย์แผนจีนฝากไว้บนบ่าของคนหนุ่มสาวเหล่านี้แล้ว”
ฉินเว่ยหัวพยักหน้าเห็นพ้อง สมัยที่เขาศึกษาอยู่นั้น การฝากตัวเป็ศิษย์เพื่อสืบทอดวิชามีระเบียบที่เคร่งครัดและซับซ้อน ยิ่งในยุคของกัวเหวินยวนด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ต้องเริ่มจากการเป็ลูกศิษย์รับใช้ ไต่เต้าขึ้นมาด้วยความมานะพากเพียร และกตัญญูต่ออาจารย์ดุจบิดาบังเกิดเกล้า ในยุคนั้นต่อให้มีความพยายามท่วมหัว แต่หากไร้วาสนาหาอาจารย์ดีไม่ได้ วิชาก็ยากที่จะบรรลุถึงขั้นสูง
ในขณะที่กลุ่มคนเดินผ่านโถงทางเดิน แพทย์หลายคนต่างพากันเข้ามาทักทายด้วยความเคารพ “สวัสดีครับผู้าุโกัว...”
กัวเหวินยวนพยักหน้าตอบรับด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น
เมื่อเดินผ่านแผนกฝังเข็มและนวดทุยหนา ประจวบเหมาะกับที่เริ่นไห่เฉียงยืนอยู่ไม่ไกล เมื่อเขาเห็นกัวเหวินยวนและคณะ จึงรีบปรี่เข้ามาทักทายทันที “สวัสดีครับผู้าุโกัว”
“เสี่ยวเริ่น”
กัวเหวินยวนพยักหน้าให้ แล้วถามขึ้นอย่างเป็กันเองว่า “เด็ก ๆ เป็อย่างไรบ้าง? พอจะเห็นต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมบ้างหรือเปล่า?”
เดิมทีกัวเหวินยวนเพียงถามไปตามมารยาท แต่เริ่นไห่เฉียงกลับรีบตอบรับด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ผู้าุโกัวครับ ครั้งนี้เราพบต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ฟางหานคนนั้น... อายุยังน้อยแต่ความสามารถน่าทึ่งจนผมคาดไม่ถึงเลยครับ”
กัวเหวินยวนจำชื่อฟางหานได้ขึ้นใจ ก่อนหน้านี้ในห้องประชุม เด็กหนุ่มคนนั้นสามารถวินิจฉัยโรคได้แม่นยำเพียงแค่เห็นด้วยตาเปล่า ซึ่งสร้างความประทับใจให้เขาไม่น้อย
“อืม... เป็คนหนุ่มที่มีแววดีจริง ๆ” กัวเหวินยวนกล่าว โดยเข้าใจว่าเริ่นไห่เฉียงหมายถึงเหตุการณ์ในห้องประชุมที่เขาประจักษ์มาแล้ว
“ท่านยังไม่ทราบ เมื่อครู่ในห้องสังเกตการณ์ สำหรับเคสผู้ป่วยรายนั้น ฟางหานสามารถวิเคราะห์อาการได้อย่างทะลุปรุโปร่ง... ความสามารถระดับนั้น แม้แต่แพทย์เฉพาะทางบางคนยังทำไม่ได้เลยครับ” เริ่นไห่เฉียงกล่าวสำทับ
“ห้องสังเกตการณ์เหรอ?” กัวเหวินยวนชะงักฝีเท้า
“ใช่ครับ ผมสั่งให้คนบันทึกวิดีโอเหตุการณ์ไว้ด้วย” เริ่นไห่เฉียงยิ้มกว้าง “ตั้งใจว่าจะส่งไปให้ฝ่ายบริหารดู ต้นกล้าที่ยอดเยี่ยมขนาดนี้ โรงพยาบาลของเราต้องหาทางรักษาเขาไว้ให้ได้นะครับ”
ในฐานะรองหัวหน้าแผนกวิชาแพทยศาสตร์ การเฟ้นหาและส่งเสริมบุคลากรที่มีความสามารถย่อมเป็ผลงานชิ้นโบแดงที่แสดงถึงสายตาอันเฉียบแหลมของเขา
กัวเหวินยวนเริ่มเกิดความสนใจใคร่รู้ “ถ้าอย่างนั้น... ไปดูวิดีโอหน่อยเถอะ”
เมื่อเห็นว่าอาจารย์กัวให้ความสนใจ เริ่นไห่เฉียงก็เหมือนได้รับยาชูกำลังชั้นเลิศ เขาเดินนำทางด้วยความกระฉับกระเฉง จนแทบจะลืมเหล่านักศึกษาฝึกงานไปจนหมด เพราะปกติโอกาสที่เขาจะได้สนทนาใกล้ชิดกับผู้าุโกัวเช่นนี้หาไม่ได้ง่าย ๆ เลย
...
เดิมทีมีการตกลงกันว่า ่บ่ายจะย้ายไปดูงานในแผนกอื่น ทว่า หลังจากนั้นหัวหน้าเริ่นกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เหล่านักศึกษาฝึกงานจึงจำต้องปักหลักอยู่ที่แผนกฝังเข็มและนวดทุยหนาต่อไป ซึ่งใน่เวลานี้เอง ที่ฟางหานได้รับรักษาผู้ป่วยเพิ่มขึ้นอีกถึงสามราย
กระทั่งใกล้เวลาเลิกงาน ในที่สุดเริ่นไห่เฉียงก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมใบหน้าอิ่มเอิบด้วยรอยยิ้ม และทันทีที่สายตาเขาประสานกับฟางหาน รอยยิ้มนั้นก็ยิ่งกว้างขึ้นจนเห็นฟันแทบทุกซี่
ฟางหานถูกเริ่นไห่เฉียงจ้องมองจนรู้สึกขนลุกซู่ หัวหน้าเริ่นคนนี้คงไม่ได้มีรสนิยมแปลกประหลาดหรอกนะ? แม้เขาจะหล่อเหลาเพียงใด แต่อย่างมากที่สุดเขาก็แค่ยอมประเมินฝึกงานไม่ผ่าน แต่ศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเขาจะยอมให้ใครมาทำป่นปี้ไม่ได้เด็ดขาด!
“ทุกคนไปรวมตัวกันที่ห้องประชุม เพื่อสรุปความรู้สึกและสิ่งที่ได้เรียนรู้ใน่บ่ายนี้!” เริ่นไห่เฉียงสั่งเสียงดัง ก่อนจะก้าวตรงมาหาฟางหาน “เสี่ยวฟาง เป็อย่างไรบ้าง บ่ายนี้รักษาผู้ป่วยไปกี่ราย?”
“สี่รายครับ” ฟางหานตอบพลางถอยฉากออกมาเล็กน้อยด้วยความระแวดระวัง
“บ่ายเดียวสี่ราย เยี่ยมมาก!” เริ่นไห่เฉียงยื่นมือหมายจะตบไหล่ให้กำลังใจ ทว่า ฟางหานกลับเบี่ยงตัวหลบวูบ ทำให้มือของเริ่นไห่เฉียงชะงักค้างกลางอากาศ
“ฮ่า ๆ วัยรุ่นสมัยนี้ขี้อายจริง ๆ”
ยิ่งมองฟางหาน เริ่นไห่เฉียงก็ยิ่งพึงพอใจ เมื่อครู่ในห้องสังเกตการณ์ หลังจากกัวเหวินยวนได้ชมวิดีโอการรักษา เขาก็เอ่ยชมฟางหานไม่ขาดปาก และเริ่นไห่เฉียงผู้เจนโลกก็สังเกตเห็นว่า ผู้าุโกัวดูเหมือนจะมีเจตนาอยากรับฟางหานเป็ศิษย์สายตรง
ในวงการแพทย์แผนจีน การสืบทอดวิชาและสายสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์กับศิษย์ สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด แพทย์แผนจีนที่้าความก้าวหน้าไม่ได้พึ่งพาเพียงฝีมือ หากไร้ซึ่งเื้ัหรือสายสัมพันธ์ที่ดี การจะประสบความสำเร็จย่อมยากลำบากกว่าผู้ที่มาจากสำนักดังหรือเป็ศิษย์เอกของปรมาจารย์หลายเท่าตัวนัก
กัวเหวินยวนในยามนี้คือผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดในวงการแพทย์ของห้ามณฑลภาคตะวันออกเฉียงใต้ หากฟางหานได้เป็ศิษย์ในนามของผู้าุโกัว อนาคตของเขาย่อมรุ่งโรจน์เกินกว่าที่รองหัวหน้าแผนกอย่างเขาจะเอื้อมถึง
เริ่นไห่เฉียงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉาวาสนาของฟางหานขึ้นมา
[ติ๊ง... ได้รับแต้มความชอบ +50... ได้รับแต้มความชอบ +8... ได้รับแต้มความชอบ +6...]
ฟางหานได้รับการแจ้งเตือนจากระบบเป็ระยะ การที่เริ่นไห่เฉียงให้ความสนใจเขาเพียงผู้เดียวท่ามกลางสายตาเพื่อนร่วมรุ่น ทำให้เพื่อนหลายคนจ้องมองมาด้วยความริษยาจนั์ตาเริ่มแดงก่ำ ซึ่งสายตาเ่าั้ล้วนแปรเปลี่ยนเป็แต้มความชอบให้เขาอย่างต่อเนื่อง
แต่แต้ม 50 นี่มัน...
ฟางหานมองไปที่เริ่นไห่เฉียง แม้เขาจะยังไม่แน่ใจว่าตำแหน่งทางวิชาชีพของรองหัวหน้าแผนกวิชาแพทยศาสตร์คนนี้สูงส่งเพียงใด แต่หากพิจารณาจากอำนาจหน้าที่แล้ว... ก็นับว่าเป็ ‘บอสตัวน้อย’ จริง ๆ