หลังจากผ่านไปสามวันอี้เหรินเฟิ่งจึงเริ่มรู้สึกตัว "โอ๊ย ปวดหัวจะตายอยู่แล้วเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันเนี่ย"หลังจากสำรวจร่างกายว่าได้รับาเ็ตรงไหนหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้พบอาการาเ็ไดๆตัวเขารู้สึกได้ว่า ร่างกายเต็มเปี่ยมไปด้วยพละกำลังพลังงานมหาศาลได้หมุนเวียนโคจรอยู่ในร่างกาย"นี่ข้ากินเนื้อสัตว์วิเศษเข้าไปหรอกหรือเนี่ยเนื้อนี่ช่างมีพลังงานมหาศาลยิ่งนัก ร่างกายแทบจะะเิเลยนะเนี่ยนี่ถ้าข้าไม่ได้กินของวิเศษฟ้าดินมาั้แ่เล็กร่ายกายเคยชินกับการได้รับพลังงานจำนวนมากบ่อยๆบวกกับสำเร็จวิชากายาเทพทมิฬขั้นต้น จนร่างกายแข็งแกร่งเกินต้านแล้วหนีไม่พ้นคงต้องตัวแตกตายไปแล้วแน่ๆ" อี้เหรินเฟิ่งบ่นงึมงำอยู่เป็นานหลังจากนั้นเขาก็เริ่มทำสมาธิเดินลมปราณเพื่อฝึกวิชาต่อเพื่อไห้พลังงานในร่างกายเสถียรขึ้น
ผ่านไปอีกสองวันนอกจากจะกินอาหารแห้งแล้ว อี้เหรินเฟิ่งก้อยังไม่กล้ากินเนื้อชิ้นนั้นอีกเขาต้องย่อยสลายพลังงานในร่างกายไห้หมดก่อนใช้เวลากว่าสองสัปดาห์โดยที่เขาไม่ได้ออกไปไหน ได้แต่กิน แล้วก็ฝึกวิชาจนในที่สุดอี้เหรินเฟิ่งก็ได้จัดการเนื้อชิ้นนั้นจนหมดในที่สุดเขาก็มีพลังเพิ่มพูน ระดับพลังตอนนี้เป็ระดับกายเงินขั้นสูงแล้ว
อี้เหรินเฟิ่ง"ฟู่ว !ทะลวงระดับสักที เนื้อนี่ช่างวิเศษนัก ข้าอยากรู้นักเป็เนื้อสัตว์อสูรชนิดไดกันถึงกับมีพลังมากมายขนาดนี้ นี่ถ้าได้กินมันทั้งตัว ข้าไม่กลายเป็สุดยอดฝีมือไปเลยหรือเนี่ย"
หลังจากนั้นอี้เหรินเฟิ่งก้อได้ออกไปสำรวจรอบๆปากถ้ำอีกครั้งเพื่อความปลอดภัยเขาคิดว่าจะเริ่มออกเดินทางในอีกไม่ช้า เขาต้องมุ่งหน้ากลับไปยังวังมารไม่รู้เหมือนกัน ว่าจะต้องใช้เวลามากน้อยเท่าไหร่เหมือนกัน อย่างน้องก็ต้องเริ่มออกเดินทางได้แล้วหละนะกลับมาที่ถ้ำอีกครั้งเขากะว่าจะอยู่ที่นี่อีกหนึ่งวันบ่ายวันนั้นอี้เหรินเฟิ่งด้วยความอยากรู้อยากเห็น เข้าได้เดินลึกเข้าไปในถ้ำ เพื่อหวังจะดูว่ามันลึกขนาดไหนเพราะเวลามีเสียงเสียงได้สะท้อนเข้าไปด้านในเป็เวลานาน หมายความว่าด้านในจะต้องลึกมากเช่นกันเขาเดินเข้าไปตามทางเรื่อยๆ จากทางเดินเล็กๆตรงปากถ้ำที่เขาอยู่ ถ้ำค่อยๆกว้างขึ้นทางเดินค่อยๆคดเคี้ยวขึ้นเรื่อยๆ อี้เหรินเฟิ่งถือคบไฟเดินตามทางเมาเรื่อยๆไม่มีสัญญาณของสิ่งมีชีวิตไดๆในนี้ ทางเดินค่อยๆลดระดับลงลึกลงไปใต้ดินเรื่อยๆเดินสำรวจมาเกือบหนึ่งชั่วโมง ทางเดินได้ทะลุไปโผล่ถ้ำใหญ่แห่งหนึ่งถ้ำมีขนาดใหญ่มากแต่แปลกมากเช่นกันที่มีถ้ำใหญ่อยู่ลึกลงมาใต้ดินขนาดนี้แล้วยังมีแสงที่สามารถลอดผ่านลงมาได้แสงแดดส่องลงมารูเล็กๆทำไห้ด้านล่างของถ้ำมีจุดที่สามารถใช้ตาเปล่ามองสำรวจได้นิดหน่อยอี้เหรินเฟิ่งเดินสำรวจดูอย่างละเอียดเพราะตรงนี้ไม่มีทางเดินไปต่อแล้ว
"เห้อข้าหวังว่าจะได้เจอของดีอะไรบ้างเสียเวลาชะมัด"อี้เหรินเฟิ่งบ่นอุบ เดินสำรวจจนทั่วไม่ได้เจอของวิเศษอะไรเลยมีเพียงหินก้อนเดียววางอยู่ริมผนังถ้ำใกล้ๆกับตรงที่แสงลอดลงมา อี้เหรินเฟิ่งจึงเดินเข้าไปหยิบมาดูของสิ่งนี้เป็สิ่งเดียวที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ภายในถ้ำแห่งนี้"ข้าจะเก็บเ้ากลับไป อย่างน้อยๆข้าจะเอาไว้ปาหัวหมาเล่นข้าจะได้ไม่กลับไปมือเปล่า" เด็กน้อยจึงหยิบก้อนหินขึ้นมาเพื่อที่จะเก็บไว้ในแหวนมิติ ก้อนหินมีขนาดเพียงกำปั้นเท่านั้นเมื่อหยิบขึ้นมาก็รู้สึกแปลกใจที่ก้อนหินก้อนนี้ไม่เย็น แต่กลับอุ่นมืออี้เหรินเฟิ่งก็คิดว่าน่าจะเกิดจากก่อนหน้านี้มันคงโดนแดดส่องเลยทำไห้ก้อนหินมีความอุ่นขึ้นมาเขาไม่ได้คิดอะไร แต่พอจะเก็บเข้าไปไว้ในแหวนมิติ กลับทำไม่ได้เสียอย่างนั้นอี้เหรินเฟิ่งอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเ้าก้อนหินนี้เก็บเข้าไปในแหวนมิติไม่ได้แต่ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก เก็บไม่ได้ข้าก็ไม่เก็บเขาหยิบก้อนหินยัดไว้ในอกเสื้อแล้วเดินกลับไปยังปากถ้ำออกมาถึงด้านนอกก็ใกล้ค่ำแล้วอี้เหรินเฟิ่งจึงเดินออกไปหาปลาที่ริมลำธารมากินเป็มื้อเย็น หลังจากได้ปลามาสามสี่ตัวอี้เหรินเฟิ่งจึงกลับมาพักผ่อนยังถ้ำของเขาตกดึกหลังจากอี้เหรินเฟิ่งได้ทำสมาธิฝึกวิชาไปแล้วนั้น ที่ริมลำธารก็ได้มีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นเสียงเหมือนมีอะไรครูดไปตามพื้นเกิดขึ้นเบาๆบริเวณที่อี้เหรินเฟิ่งเคยมาหาปลาเมื่อยามเย็นเสียงนั้นค่อยๆเลื่อนจากไปช้าๆเสียงค่อยๆดังมาถึงบริเวณถ้ำมันวนเวียนแถวปากถ้ำอยู่สักพัก แล้วก็เคลื่อนตัวจากไป
อี้เหรินเฟิ่งที่อยู่ในถ้ำััไม่ได้ถึงมันเลยยามเช้าของอีกวันได้มาถึงอย่างช้าๆ อี้เหรินเฟิ่งเตรียมตัวจะออกเดินทางในวันนี้หลังจากกินปลาที่ย่างไว้เมื่อวานเย็นเรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยก็ได้กำหนดทิศทางแล้วมุ่งหน้าไปยางทิศตะวันออกเดินผ่านลำธารสายนั้นก็แวะเติมน้ำแล้วเดินทางต่อไปเรื่อยๆอีเหรินเฟิ่งเดินทางด้วยความระมัดระวังอย่างมาก ทันทีที่มีเสียงได้ๆเกิดขึ้นเขาจะหยุดและซ่อนตัวทันที การเดินทางจึงค่อนข้างช้า เขารู้ตัวดีถ้าไม่รอบคอบชีวิตน้อยๆนี้คงไม่เหลือรอดเป็แน่เดินทางต่อไปเรื่อยๆลัดเลาะไปตามใต้ต้นไม้ใหญ่ที่มีเต็มไปหมดของผืนป่าโบราณแห่งนี้ทันไดนั้นเอง เสียงกิ่งไม้หักเกรียวกราวดังขึ้นจาก้า โครม !!!พื้นดินสั่นะเือันเกิดจากสิ่งของขนาดใหญ่ตกลงมา
อี้เหรินเฟิ่งขนหัวลุกซู่หันไปมองตามเสียงอย่างรวดเร็วทันไดนั้นิญญาของเขาแทบจะหลุดลอยออกจากร่าง เขาหันไปเจองูั์ งูขนาดมหึมาแค่ดวงตาก็ใหญ่เท่าลูกแตงโมแล้ว ส่วนหัวขนาดใหญ่เท่าเกวียน ลำตัวยาวนับยี่สิบเมตรลิ้นสองแฉกแดงฉานของมันแลบออกมาช้าๆ ดวงตาจ้องมองมาทางอี้เหรินเฟิ่ง เห็นดังนั้นอี้เหรินเฟิ่งจึงไม่รอช้าออกตัววิ่งหนีตายอย่างไม่คิดชีวิตเขาะโผลุบหายเข้าไปตรงโคนต้นไม้ไปโผล่อีกฝั่งหนึ่งแล้ววิ่งลัดเลาะไปตามแนวรากไม้อันใหญ่ยักแถวนั้นสัตว์อสูรงูั์มันไม่ได้รีบร้อนมันแลบแล้วลิ้นยาวของมันออกมาัักลิ่นในอากาศเลื้อยตามอี้เหรินเฟิ่งไปอย่างช้าๆ มันจำกลิ่นนี้ได้เมื่อคืนริมธารน้ำมันเคยออกตามกลิ่นนี้มารอบหนึ่งแล้วแต่เพราะถ้ำที่อยู่ของอี้เหรินเฟิ่งเล็กเกินที่มันจะเข้าไปได้มึนจึกผละออกมาเงียบๆ แล้ววันนี้ระหว่างที่มันนอนอาบแดดอยู่บนต้นไม้มันก้อััถึงกลิ่นนี้อีกครั้ง กลิ่นหอมของมนุษย์กลิ่นอันเย้ายวนนี้ทำไห้มันตื่นตัวมันจึงรีบเลื้อยลงมาจากบนต้นไม้หวังจะลงมากินอาหารเช้าอันแสนหอมหวานนี้เ้างูไม่ได้เร่งรีบด้วยขนาดตัวอันใหญ่โตของมันแค่มันเลื้อยช้าๆก็เร็วเท่าคนวิ่งแล้ว อี้เหรินเฟิ่งด้วยความตระหนกเขาวิ่งสุดชีวิตแต่ไม่ว่าจะห้อตะบึงเร็วแค่ไหนเมื่อหันกลับมาทีไรก็เจอเข้ากับสายตาเย็นะเืคู่นั้นเขาพยายามจะหลบเข้าพุ่มไม้หรือตรงไหนที่มีต้นไม้หนาแน่นเข้าก็กระโจนเข้าใส่หวังที่จะไห้กีดขวางเ้างูั์แม้เพียงชั่วครู่ก็ยังดีแต่ก็เปล่าประโยชน์เ้างูั์พุ่งชนประหนึ่งช้างวิ่งชนกระดาษบางไม่ได้มีผลไดๆกับมันทั้งสินวิ่งจนแทบจะหมดลมอี้เหรินเฟิ่งก็สะดุดเข้ากับก้อนหินตัวพุ่งกระเด็นไปข้างหน้าทะลุออกจากราวป่าอย่างควบคุมไม่อยู่เด็กน้อยกลิ้งหลุนๆไปกว่าสิบเมตรกลิ้งมาหยุดอยู่ตรงหน้าผาสูงชั้นหวิดที่จะร่วงลงไปอยู่รอมร่อแต่ยังไม่ทันได้ลุกยืนขึ้นมา เ้างูั์ตัวนั้นก็ค่อยๆเลื้อยออกมาจากราวป่ามันใช้ลำตัวยาวของมันพาดขวางไว้ เพื่อกันไม่ไห้อี้เหรินเฟิ่งได้หนีเข้าไปในป่าอีกดวงตาสีแดงเย็นะเืคู่นั้นจดจ้องมาทางเด็กน้อย ลิ้นยาวสองแฉกแลบออกมาช้าๆมันค่อยๆเลื้อยเข้ามาใกล้ๆหวังจะกินเด็กน้อยในคำเดียว ทันไดนั้นปากของมันก็อ้าออกเขี้ยวยาวโค้งใหญ่เท่าแขนได้แสดงออกมาน้ำลายยืดเหนียวย่อยเป็ทางมันฉกเข้ามาหาอี้เหรินเฟิ่งด้วยความรวดเร็ว พลั๊ก ! มันฉกพลาดไม่มีอี้เหรินเฟิ่งอยู่ตรงนั้น เ้าเด็กนั่นหายไปหายไปจากหน้าฝาตรงนั้นได้อย่างไรมันคำรามด้วยความโกรธ หางใหญ่ยาวของมันฟาดใส่ต้นไม้จนล้มระเนระนาดมันอาละวาดอยู่ตรงนั้นได้พักใหญ่ๆ ก่อนที่จะเลื้อยกลับเข้าป่าไปด้วยความโมโห