ทุกคนที่ได้ยินข้อเรียกร้องจากเสียงลึกลับเริ่มพูดคุยกันด้วยความวิตกกังวลถ้าเ้าของเสียงที่ขู่ฆ่าทุกคนเป็ของเงาคนที่ลอยอยู่บนท้องฟ้าจริง เขาทำได้แน่เพราะความมืดที่ปกคลุมมากขึ้นเรื่อยๆเป็สิ่งที่พิสูจน์ถึงพลังอำนาจของเขาได้เป็อย่างดี แต่ก็มีคนส่วนหนึ่งคิดว่าเขาจะดูน่ากลัวกว่านี้ถ้าคุณภาพเสียงที่ส่งมาชัดเจน ไม่ขาดๆ หายๆ
บางคนเริ่มสติแตก โวยวายขึ้นมาด้วยความกลัวตายพวกเขาเริ่มขบวนการล่าแม่มดแล้ว หลายคนะโหาฆาตกรตามที่เ้าของเสียง้า สำหรับคนที่สิ้นหวังแล้วการหาใครสักคนมาสังเวยชีวิตให้ตัวเองรอดได้ เขาก็พร้อมที่จะทำ
“ตายเหรอ… เขากำลังจะฆาตกรรมหมู่คนทั้งโลกเลยนะนั่น! ไม่มีใครรู้หรอกว่าฆาตกรเมื่อ 10 ปีที่แล้วนั่นเป็ใคร”สมิทธิ์โวยวายด้วยความร้อนใจ
หลังจากอาการปวดหูเริ่มดีขึ้น หญิงสาวปริศนาก็ย้ำกับสมิทธิ์อีกครั้ง
“ถ้านายไม่ช่วย ทุกคนบนโลกก็จะต้องตายรวมทั้งตัวนายเองด้วย”
“แล้วทำไมเธอไม่ทำเองเล่า แม่คนสวย ไหนบอกว่าเธอเองก็เป็คนมีองค์เหมือนกันนี่” สมิทธิ์ย้อน
หญิงสาวปริศนายื่นหน้าสวยๆ ของเธอเข้ามา ดวงตากลมโตไร้เดียงสาเหมือนเด็กแรกเกิดนั้นจ้องมองสมิทธิ์อย่างตั้งใจ
“การเข้าทรงของเราทำได้แค่พยากรณ์เท่านั้นแต่สำหรับของนาย เราคิดว่าน่าจะต่างกัน จะลองคุยกับองค์เทพของนายดูไหม?”
เสียงหวานแต่เปี่ยมไปด้วยพลังสะกดอย่างประหลาดออกจากปากเล็กๆ อวบอิ่มของเธอ เมื่อรวมกับใบหน้าเกลี้ยงเกลาหมดจด ก็ถึงกับทำให้สมิทธิ์ต้องเอนหลบไปด้านหลังเล็กน้อยเพื่อรักษาระยะห่างด้วยความประหม่า
เขาไม่ใช่คนที่กลัวการเข้าหาผู้หญิงแปลกหน้าเพราะปกตินักกีฬาอย่างเขาก็เนื้อหอมอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้หญิงคนนี้ผู้หญิงที่เพิ่งเจอกันเป็ครั้งแรกสามารถจู่โจมให้เขาหมดทางสู้ได้ขนาดนี้เชียวหรือ
ก่อนหน้านี้สมิทธิ์อาจจะต่อต้านความเชื่อเื่คนทรงอะไรแบบนี้ก็จริงแต่หลังจากที่ได้เจอเหตุการณ์แปลกประหลาดที่สุดในชีวิตที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เขาคงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าเื่พลังเหนือธรรมชาติมีจริง
ถ้าเื่คนทรงมีจริงนั่นก็หมายความว่าสิ่งที่ผู้หญิงแปลกหน้าคนนี้พูดก็อาจจะเป็ความจริงก็ได้
เขาเป็คนมีองค์... มีองค์เทพที่อยู่กับเขาและคอยคุ้มครองเขามาตลอดอย่างนั้นเหรอ?
แล้วเขาจะคุยกับองค์เทพที่ไม่เคยเจอไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ได้ยังไง?
คำถามผุดขึ้นมาในหัวของเขามากมาย
“ลองคุยดู” หญิงสาวกล่าวย้ำกับเขาอีกครั้ง ทำให้ความกังวลของสมิทธิ์กระเจิงหายไปจนหมด
เหลือแต่ความคิดที่ว่า อยากลองคุยกับเทพของเขาสักครั้งตามที่หญิงสาวแปลกหน้าบอกเท่านั้น
ผู้คนเริ่มสิ้นหวัง มีเสียงโหวกเหวกโวยวายทำลายข้าวของอยู่ไกลๆสถานการณ์ใกล้เคียงกับวันสิ้นโลกเข้าไปทุกที
เวลาเหลือไม่มากแล้ว...
“เอ่อ... ลองดูก็ได้”
ชั่วพริบตาเดียวทิวทัศน์รอบตัวของสมิทธิ์ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
เขากำลังยืนอยู่กลางโถงทางเดินกว้างที่ทำจากหิน
2 ข้างทางเป็กลุ่มเมฆกว้างไกลสุดสายตาเสาโคมไฟที่ทำจากทองยื่นทะลุเมฆขึ้นมาขนาบกับทางเดินห่างเป็ระยะเท่าๆกันนำสายตาไปสู่บัลลังก์โลหะสูงขึ้นไปที่อยู่สุดทางเดิน
ส่วนด้านหลังนั้นเป็ผนัง ไม่สิ...น่าจะเรียกว่ากำแพงมากกว่า กำแพงที่ใหญ่เหมือนูเาสลักลวดลายเป็รัศมีของดวงอาทิตย์และก้อนเมฆที่ล่องลอยทำให้สถานที่แห่งนี้เหมือนอยู่บน์
รูปร่างของพนักบัลลังก์โลหะเหมือนดาบั์ที่กำลังปักอยู่บนพื้นสูงขึ้นไกลสุดสายตาส่องแสงสว่างเรืองรองเหมือนช่องประตูขนาดใหญ่ ด้านล่างนั้นมีขั้นบันไดที่เมื่อมองขึ้นไปก็พบกับคนคนหนึ่งในชุดผ้าคลุมยาวกำลังยืนหันหลังให้เขาคนคนนั้นรูปร่างสูงใหญ่งามสง่า ผมยาวสีเขียวเข้ม
ระหว่างที่สมิทธิ์กำลังตกตะลึงกับภาพที่อยู่ตรงหน้านั้นคนในผ้าคลุมก็หันหน้ามาหาเขาช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าของชายคนหนึ่งอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขาแต่หน้าตาเรียกได้ว่าหล่อเหมือนเทพบุตร เกลี้ยงเกลาขาวผ่องเหมือนมีแสงสว่างเรืองขึ้นมาเลยทีเดียวดวงตาของเขาสีเขียวเข้มเหมือนกับสีผม บนหน้าผากของเขาสวมเครื่องประดับสีทองลวดลายคล้ายดวงตาของคนเขายิ้มอย่างเป็มิตร แต่ก็ดูน่าขนลุกไปพร้อมกัน
ริมฝีปากบางๆ ของเขาเอ่ยขึ้นเสียงไพเราะก้องกังวาน
“เรารอให้เธอเปิดใจอยู่นานแล้วสมิทธิ์”