ในขณะที่นอนหลับอยู่ เมิ่งจื่อหลินรู้สึกสะบัดร้อนสะบัดหนาว อีกทั้งััของเตียงนอนของตนนั้นเปลี่ยนไป แม้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่กลับคุ้นเคย เปลือกตาของเมิ่งจื่อหลินหนักอึ้งอีกทั้งไม่มีเรี่ยวแรงแม้จะขยับปาก เมิ่งจื่อหลินคุ้นเคยกับอาการเหล่านี้เป็อย่างดี แต่อาการที่คล้ายคนป่วยไข้แบบนี้ เมิ่งจื่อหลินไม่ได้ััความรู้สึกนี้มาหลายปีแล้ว ในขณะที่อยู่ในตระกูลเมิ่งนั้น ถูกประคบประหงมอย่างดี อีกทั้งร่างกายของเมิ่งจื่อหลินนั้นแข็งแรงยิ่งกว่าวัว แม้จะตากฝนแล้วไปนั่งอยู่ในห้องแอร์ต่อก็ไม่เกิดปัญหา แต่สงสัยว่าคราวนี้ตนจะโหมงานหนักไปซักนี้ จึงพยายามหลับตาเพื่อพักผ่อนให้อาการดีขึ้น
“หลินเอ๋อร์ของแม่...” เสียงร่ำไห้แ่เบาดังขึ้นข้างหู เมิ่งจื่อหลินที่นอนหลับอยู่ขมวดคิ้วด้วยความรำคาญเล็กน้อย แต่คงเป็จ้าวลี่อิงที่ยังห่วงว่าตนจะบินไปต่างประเทศอีกนานกว่าจะกลับบ้าน เมิ่งจื่อหลินจึงพยายามลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ร่างกายกลับหนักอึ้งไปหมด
“ฮูหยินเ้าคะ คุณหนูเหมือนจะรู้สึกตัวแล้วเ้าค่ะ”
ฮูหยิน? ไม่ได้ยินคำนี้มานานแค่ไหนแล้ว
แต่เดี๋ยวก่อน...
ฮูหยิน!!!
พรวด!!!
เมิ่งจื่อหลินได้ยินคำเรียกและน้ำเสียงที่คุ้นเคยในความทรงจำ จึงต้องฝืนร่างกายที่อ่อนแอเหมือนเป็ไข้ขึ้นมาจากการนอน ก่อนจะพยายามเปิดเปลือกตาที่หนักอึ้งนี้ออก ในที่สุดเมิ่งจื่อหลินก็ประสบความสำเร็จ ภาพข้างหน้านั้นสว่างจนแสบตา และเลือนรางเป็อย่างมาก เมื่อดวงตาคุ้นชินกับแสงแล้ว จึงค่อย ๆ มองเห็นภาพตรงหน้าชัดเจน
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของเมิ่งจื่อหลิน คือ ร่างของสตรีอายุประมาณ 30 ปี ใบหน้าซูบผอมเล็กน้อย แต่ผิวกลับขาวเนียน องคาพยพบนใบหน้าเข้ากับรูปหน้าอย่างดี โดยเฉพาะดวงตาหงส์นั้นสวยงามเป็พิเศษ สายตาที่จ้องมองเมิ่งจื่อหลินนั้นเบิกกว้างด้วยความใ ข้าง ๆ กันนั้นเป็หญิงวัยกลางคน ใบหน้านั้นมีร่องรอยแห่งกาลเวลาเล็กน้อย แต่หากพิจารณาให้ดีจะเห็นเค้ารางของความงามในอดีตปรากฏให้เห็น แม้จะไม่ได้งามล้ำชวนตะลึงเหมือนสตรีคนแรก แต่กลับอ่อนหวานเรียบร้อย ทั้งสองนั้นเบิกตากว้างจ้องมองตัวเองอยู่ เมิ่งจื่อหลินกระพริบตาสองสามครั้ง ก่อนที่สติที่เลือนรางไปจะกลับคืน เดี๋ยวก่อนนะ นี่ไม่ใช่คุณแม่ของเธอนี่ แต่สตรีทั้งสองคนตรงหน้ากลับอยู่ในความทรงจำของตัวเอง แม้จะรางเลือนแต่กลับจำได้อย่างชัดเจนว่าเป็ใคร ไม่ใช่แม่ของเธอในปัจจุบันอย่างจ้าวลี่หลิง แต่เป็แม่ของเธอเมื่อโลกเดิม เมิ่งเยว่จื่อ
“ท่านแม่...” พยายามเค้นเสียงที่มีอยู่น้อยนิดออกมา แต่เสียงที่เปล่งออกมานั้นเป็เสียงเด็กหญิง ไม่ใช่เสียงปัจจุบันของตัวเองตอนอายุ 28 ซักนิด
“หลินเอ๋อร์... หลินเอ๋อร์... เ้าฟื้นแล้ว”
สิ้นเสียงนั้นก็เกิดความโกลาหลขึ้นยกใหญ่ภายในห้องกว้างแห่งนี้ เมิ่งซื่อหรืออวี้ฮูหยิน เมิ่งเยว่จื่อนั้น รีบะโเรียกให้บ่าวไพร่จัดเตรียมน้ำสำหรับให้บุตรสาวล้างหน้าล้างตา ผ่านไปสักพักใหญ่ ร่างสูงสมส่วนของบุรุษผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในห้อง ใบหน้าที่มีเค้าโครงละมุมละไม รูปตานั้นเรียวคม หางตาชี้ขึ้น ดูหยิ่งผยองอย่างมาก นับว่าเป็บุรุษที่มีความงามอย่างอิสตรีและบุรุษเพศผสมผสานกันอย่างลงตัว แม้เมิ่งจื่อหลินจะสับสนแค่ไหน แต่ก็รู้ว่านี่เป็ท่านพ่อของเธอ
“ท่านพ่อ... ท่านแม่... ลูกอกตัญญูแล้ว”
เหวินจิ้งโหว อวี้เหวินชิง มองร่างเล็กของบุตรสาวที่พิงอยู่ในอ้อมอกของภรรยาสุดที่รักของตน ใบหน้าที่ปรากฏความเคร่งเครียดมาหลายวันนั้นกลับเปลี่ยนเป็ใบหน้าที่ยินดีอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเข้าไปโอบกอดสตรีสองนางที่อายุแตกต่าง อีกทั้งกกกอดกันไว้อยู่แล้ว ทั้งสามคนต่างกอดกันกลม หลังจากเคร่งเครียดเื่อาการป่วยของบุตรสาวมาหลายวัน
“หลินเอ๋อร์เ้าฟื้นซักที พ่อกับแม่ต่างร้อนใจเื่เ้าจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ เ้านอนไม่ฟื้นเกือบเดือนเชียวล่ะ” หลังจากอวี้เหวินชิงคลายอ้อมกอดจากสองแม่ลูกแล้ว เขาก็ลูบหัวบุตรสาวตัวน้อยที่เพิ่งหายจากอาการไข้ ดูสิ ใบหน้าของนางแทบไม่มีสีเืเลย อวี้เหวินชิงปวดใจเมื่อเห็นร่างกายของบุตรสาวผอมบางลง
“ทำให้พวกท่านต้องใแล้ว หนู... ไม่สิ ลูกหลับไปนานเพียงนั้นเลยหรือเ้าคะ?” เมิ่งจื่อหลินพูดได้แค่นั้นก่อนจะหมดแรงไปเสียดื้อ ๆ จึงทำได้แค่เพียงนอนพิงร่างบอบบางของท่านแม่ที่ตระกองกอดตนเองเอาไว้
“ใช่แล้ว นับแต่ที่ลูกป่วยเมื่อต้นปี ไป๋มามาได้ส่งจดหมายมาให้ที่จวน พ่อกับแม่จึงเร่งเดินทางมา” เมิ่งเยว่จื่อชิงตอบ ก่อนจะจัดแจงท่าทางให้บุตรสาวที่เหมือนจะหมดแรงไปเสียแล้ว
เมิ่งจื่อหลินรู้สึกว่ามีบางอย่างที่ผิดปกติ จึงสำรวจร่างกายของตัวเอง เริ่มจากการยกมือขึ้นมาดู แต่ภาพมือเล็ก ๆ ขาวซีดนั้นทำเอาเมิ่งจื่อหลินแทบจะกรีดร้องออกมา
นี่ฉันกลับไปเป็เด็กอีกแล้วหรอเนี่ย!!!
“ต้นปีหรือเ้าคะ? อย่าบอกว่าตอนนี้ลูกอายุ 9 ขวบ”
“ใช่แล้ว ทำไมหรือ?” เมิ่งเยว่จื่อมองบุตรสาวด้วยความสงสัย มีแต่เพียงดวงตาที่แดงก่ำ รวมทั้งมือเล็ก ๆ ที่กำแน่น ปากน้อย ๆ เริ่มเบะออกมา
ไม่มีเสียงตอบจากร่างเล็กที่อยู่ในอ้อมกอด บุตรสาวกลับร้องไห้เสียงดังจนคนเป็พ่อเป็แม่ปวดใจ
พัง!
พังหมดแล้ว!!!
อวี้จื่อหลินที่มีความคิดอ่านของเมิ่งจื่อหลินในวัย 28 ปีกำลังกรีดร้องตัดพ้อต่อโชคชะตาที่สลับผลัดเปลี่ยนไปมาจนอวี้จื่อหลินอยากจะไปทุบเทพแห่งชะตายิ่งนัก เกิดเื่มหัศจรรย์กับตัวเองถึงสองครั้งสองครา อวี้จื่อหลินรู้สึกเสียดายชีวิตของเมิ่งจื่อหลินยิ่งนัก ไม่ทันจะเริ่มแผนงานใหญ่ที่วางไว้ก็ดันกลับมายังโลกเก่าซะก่อน ทำเอาอวี้จื่อหลินในวัย 9 ขวบถึงกับนอนนิ่งคิดไม่ตกกับตัวเองเป็วัน
“หลินเจี่ย ท่านฟื้นแล้ว!” เสียงเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความร่าเริงของเด็กหญิงดังขึ้น อวี้จื่อหลินที่หมดอาลัยตายอยากจึงดึงผ้าห่มที่คลุมใบหน้าของตนเองออก ก่อนจะจ้องเด็กชายหญิงทั้งสามคนที่เดินเข้ามาอย่างร้อนใจ
“เฟิ่งเอ๋อร์ พี่ใหญ่ อาเฟิง” เมื่อเห็นพี่น้องของตนเองเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายินดีนั้น ทำเอาอวี้จื่อหลินรู้สึกละอายใจยิ่งนัก นับแต่เป็เมิ่งจื่อหลิน น้อยครั้งนักที่จะนึกถึงพี่น้องของตนเองในโลกเก่า คนที่ตนเองคิดถึงมากที่สุดก็คงจะเป็อวี้จื่อเฟิ่ง น้องสาวของนางที่นิสัยคล้ายกับสวีม่านถิงเพื่อนรักของตนเอง
“หลายวันมานี้เ้าเอาแต่นอน ท่านพ่อท่านแม่แล้วก็พวกข้านั้นเป็ห่วงเ้ามาก ในที่สุดเ้าก็ฟื้นเสียที นับว่า์มีตาแล้ว” อวี้ชิงอี้ บุตรชายคนโตของตระกูลอวี้ พี่ชายใหญ่ของอวี้จื่อหลินกล่าวขึ้นมา ั์ตาที่ดูเหมือนเมิ่งเยว่จื่อจ้องมองร่างของน้องสาวที่มีสีหน้าซึมกะทือบนเตียง
“ทำให้พี่ใหญ่เป็ห่วงแล้ว ท่านแม่เล่าว่าข้าหลับไปเกือบจะครบเดือนอยู่แล้ว ไม่แปลกใจเลยที่ข้าลุกมาร่างกายก็อ่อนปวกเปียกไปหมด”
“พี่รอง ท่านหายดีแล้วก็ไปเล่นกับเฟิ่งเจี่ยแทนเถอะ ข้าเล่นกับนางไม่สนุกเลยซักนิด” น้องชายคนเล็กของครอบครัวปีนขึ้นมาบนเตียง น้องสาวคนโปรดของอวี้จื่อหลินจ้องมองจนตาแทบจะหลุดออกจากเบ้า ก่อนจะปีนขึ้นเตียงของนางอีกคน
“เดี๋ยวเถอะ เ้าสามเ้าสี่ น้องรองกำลังป่วยอยู่ อย่าไปรบกวนนางสิ” อวี้ชิงอี้ดุเด็กแฝดที่ดื้อยิ่งกว่าลา เขาชินเสียแล้วที่ต้องคอยห้ามปรามเ้าพวกนี้เอาไว้ ชีวิตของพี่ใหญ่อย่างเขาไม่ง่ายเลย
“ไม่เป็ไรหรอกพี่ใหญ่ ข้าไม่เป็อะไรมากแล้ว อากาศก็หนาวนัก มีเฟิ่งเอ๋อร์กับอาเฟิงอยู่ข้าง ๆ ก็ไม่เลวนัก” คู่ฝาแฝดได้ยินเช่นนั้นก็เยาะยิ้มให้แก่พี่ชายคนโต ก่อนที่สามพี่น้องจะเล่นสนุกอยู่บนเตียงเตา โดยมีพี่ชายคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างเตียงเท่านั้น
เวลาล่วงเลยเข้ายามโหย่ว (17:00 – 18:59 น.) ไป๋มามาก็เข้ามาเรียกคุณหนูคุณชายที่นอนเล่นอยู่บนเตียงเตาไปทานอาหารเย็น ด้วยเห็นว่าร่างกายของอวี้จื่อหลินยังคงไม่แข็งแรงจึงไม่ได้พาไปด้วย แต่จนใจที่คุณหนูรองดื้อดึงที่จะไปทานอาหารที่โถงหลัก ไป๋มามาจึงได้แต่คอยป้องกันไม่ให้คุณหนูรองอาการหนักขึ้นกว่าเดิม
บรรยากาศในขณะทานอาหารเย็นของครอบครัวตระกูลอวี้นั้นมีแต่ความกลมเกลียว อีกทั้งยังมีความยินดีแฝงวนอยู่ด้วย อาหารที่ขึ้นโต๊ะในวันนี้ไม่ใช่อาหารที่หรูหราหากเทียบกับอาหารที่ทานเป็ปกติเมื่อตอนอยู่เมืองหลวง แต่รสชาติอร่อยเทียบเท่าเลยทีเดียว เมิ่งซื่อไม่คาดคิดมาก่อนว่าบุตรสาวคนรองของตนเองจะลากสังขารลงมาจากเตียงเตาได้ จึงไม่ได้จัดเตรียมอาหารอ่อน ๆ สำหรับคนป่วยมา แต่อวี้จื่อหลินก็ดีนัก ไม่ได้โวยวายแต่อย่างใด และกินอาหารที่จัดเตรียมไว้สำหรับตนเองเท่านั้น นางเพียงแค่มานั่งพูดคุยกินข้าวแบบพร้อมหน้าพร้อมตากับครอบครัว แม้นางในฐานะอวี้จื่อหลิน เวลาที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันนั้นผ่านไปได้ไม่นานนัก แต่ในฐานะเมิ่งจื่อหลินแล้ว เวลาล่วงเลยไปเกือบ 30 ปี อวี้จื่อหลินคิดถึงครอบครัวนี้อยากมาก
“ท่านแม่ รอข้าหายดีแล้ว ข้าจะแสดงฝีมือทำอาหารให้พวกท่านดู” อวี้จื่อหลินยกยอตนเองไปสองสามประโยค คนในครอบครัวต่างทำหน้าประหลาดใจเมื่อได้ยิน ถึงแม้เมิ่งซื่อจะทราบข่าวว่าบุตรสาวเรียนรู้ที่จะลงครัวเอง แต่ก็ไม่คิดว่านางจะมีความมั่นใจในฝีมือของตนเองแบบนี้
“ดีเลยหลินเจี่ย ข้าอยากกินหมูตุ๋นน้ำแดง ท่านแม่ไม่ยอมให้ข้าแตะเลย” อวี้จื่อเฟิ่งประท้วงเื่ปากท้องของตนเองกับพี่สาว เมิ่งซื่อเห็นอย่างนั้นก็อดหมั่นไส้บุตรสาวคนที่ 3 ไม่ได้ ได้แต่หาข้อโต้แย้งเท่านั้น
“เฟิ่งเจี่ยเอ๋อร์ วัน ๆ เ้าเอาแต่กินไม่หยุด จนตอนนี้แก้มกลมเป็ซาลาเปาแล้ว ไม่ใช่ว่าแม่ไม่ให้เ้ากิน แต่เ้ากินคนเดียวทั้งชามไม่ได้นะลูก”
“ท่านแม่ ข้าไม่ได้กินคนเดียวเสียหน่อย อาเฟิงก็กินด้วยกับข้า ใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่ ท่านแม่อย่าไปฟังนาง เฟิ่งเจี่ยบังคับให้ข้ายกชามให้นางเท่านั้น นอกนั้นนางจัดการที่เหลือหมดเลย” อวี้ชิงเฟิงประท้วงพฤติกรรมของฝาแฝด เขาไม่ยอมลงเรือเดียวกับนางแน่ ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่หมูตุ๋นน้ำแดงเลย แม้แต่ซาลาเปาไส้เนื้อสักลูกก็อย่าหวังว่าจะได้กิน
“ท่านแม่ เฟิ่งเอ๋อร์อายุยังน้อย ให้นางกินมากหน่อยก็ไม่เป็ไรหรอก” อวี้จื่อหลินบอกกล่าว ก่อนจะลงมือคีบอาหารโปรดของน้องสาวไปวางบนจานพักของน้องสาว
“เป็พี่รองที่ตามใจข้ามากที่สุด ท่านต้องกินเยอะ ๆ รีบหายป่วยเร็ว ๆ จะได้มาเล่นกับข้า”
คนตระกูลอวี้ที่เหลือต่างส่ายหน้าอย่างอิดหนาระอาใจให้กับพฤติกรรมแก่นเซี้ยวของบุตรสาวคนที่ 3 พี่สาวคนเดียวอย่างอวี้จื่อหลินก็ไม่เคยห้ามปรามน้องสาว พ่อกับแม่ของนางยิ่งไม่อยากจะดุด่าว่ากล่าวบุตรสาวโดยใช่เหตุ เห็นจะมีแต่อวี้ชิงอี้เท่านั้นที่พอจะปรามน้องสาวคนที่ 3 เอาไว้ได้ แต่ก็นาน ๆ ทีเท่านั้นที่นางจะฟัง
ความสำคัญในใจของอวี้จื่อเฟิ่งนั่น พี่ใหญ่อยู่ในลำดับที่ 4 รองลงมาจากท่านพ่อท่านแม่ต่างหาก!
หากใครจะสำคัญที่สุด ก็คงไม่พ้นพี่สาวเพียงคนเดียวของตน
อวี้จื่อเฟิ่งรักพี่รองที่สุดแล้ว!
นับแต่ได้ข่าวว่าบุตรสาวคนรองที่อยู่ลิ่งโจวป่วยหนัก อวี้เหวินชิงได้พาเมิ่งซื่อและลูก ๆ ที่เหลือเดินทางมายังลิ่งโจว โดยฝากให้ฮูหยินผู้เฒ่าอวี้คอยดูแลจวนเหวินจิ้งโหวเอาไว้ หลังจากอวี้จื่อหลินฟื้นขึ้นมา ก็กินเวลา 1 เดือนเต็ม ๆ สุขภาพของนางจึงค่อย ๆ ฟื้นคื้น อวี้เหวินชิงได้เชิญหมอจากสำนักหมอหลวงให้เดินทางมายังลิ่งโจวเพื่อตรวจดูร่างกายของบุตรสาว ั้แ่อวี้จื่อหลินฟื้นขึ้นมา ร่างกายของนางก็ดีวันดีคืน ไม่เคยป่วยหนักอีกเลย เมิ่งซื่อเคยให้หมอในลิ่งโจวตรวจดูร่างกายของบุตรสาวแล้ว ต่างก็บอกว่าสุขภาพร่างกายของอวี้จื่อหลินนั้นสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งนัก เพียงแค่อ่อนเพลียจากการนอนหลับที่ยาวนานเท่านั้น แต่เมิ่งซื่อยังไม่แน่ใจในอาการของบุตรสาว เนื่องจากนางนั้นร่างกายอ่อนแอมาั้แ่เกิด จะหายป่วยอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
“เหวินจิ้งโหวฮูหยิน อาการของคุณหนูรองนั้นสมบูรณ์แข็งแรงยิ่งนัก เพียงแค่มีอาการอ่อนเพลียบ้างเท่านั้น ดื่มยาบำรุงไม่กี่เทียบก็แข็งแรงดังเดิมแล้ว” หมอหลวงที่อวี้เหวินชิงเชิญมานั้นต่างบอกเล่าอาการของอวี้จื่อหลินด้วยท่าทีสบาย ๆ แล้วเขียนเทียบยาสำหรับบำรุงร่างกายส่งให้สาวใช้ข้างกายเมิ่งซื่อ
“หมอหลวงหวัง บุตรสาวคนนี้ของข้านั้นนับแต่เกิดมาก็ป่วยกระเซาะกระแซะมาโดยตลอด นางจะหายดีเพียงชั่วข้ามคืนอย่างนี้เลยหรือ?”
“จะว่าไปเื่สุขภาพของคุณหนูรองก็นับว่าประหลาด แต่บางครั้งก็มีคนไข้บางคนหลังจากที่ฟื้นจากอาการป่วยเรื้อรังมานานก็หายดีราวกับไม่เคยป่วยมาก่อน คุณหนูรองก็อาจเป็เช่นนั้น”
“จะไม่มีปัญหาภายหลังใช่หรือไม่เ้าคะท่านหมอหวัง?”
“ไม่มีปัญหาแน่นอนเหวินจิ้งโหวฮูหยิน ตอนนี้คุณหนูรองสุขภาพแข็งแรงเหมือนเด็กทั่วไปแล้ว”
หลังจบคำของหมอหลวงหวัง เมิ่งเยว่จื่อก็ดีใจจนน้ำตาไหล พร้อมสวดภาวนาแก่พระโพธิสัตว์ไม่หยุดหย่อน สุดท้ายก็หมอหลวงหวังพักผ่อนอยู่ในจวนที่ลิ่งโจวก่อนที่จะเดินทางกลับในอีก 3 วันข้างหน้า
“ท่านแม่ ลูกบอกแล้วว่าไม่เป็อะไรมาก” อวี้จื่อหลินยิ้มแย้มให้กับมารดาอย่างอารมณ์ดี เื่ประหลาดแบบนี้นางชินเสียแล้ว หากร่างกายนางไม่แข็งแรงสิถึงจะแปลก ไม่อย่างนั้นนางจะจุดธูปด่าเทพชะตาสามวันสามคืน ให้์คลุ้งไปด้วยควันธูปที่แฝงความแค้นของนางไปเลย
“ดียิ่งนัก หากเป็แบบนี้เ้าก็กลับเมืองหลวงได้แล้วสินะ” อวี้เหวินชิงที่อยู่ข้าง ๆ ภรรยาก็ออกปากกล่าวขึ้นมา แม้เขาจะเป็คนที่พูดน้อย แต่ความห่วงใยครอบครัวนั้นมีเต็มเปี่ยม จากการกระทำของเขาเอง
“ลูกอยากอยู่ที่ลิ่งโจวต่อไปเ้าค่ะท่านพ่อ ที่นี่ล้วนแต่สุขสบายดี อากาศก็ดียิ่งนัก” อวี้จื่อหลินบวกลบคูณหารผลได้ผลเสียของการอยู่ที่ลิ่งโจว แต่อย่างไรนางก็ไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตที่ต้องเรียนรู้ตลอดเวลาอีกแล้ว แม้นางจะใฝ่เรียนแค่ไหน แต่คนเราก็ต้องมี่เวลาที่เหนื่อยกันบ้าง นางคิดว่านางได้เรียนรู้มามากแล้วในฐานะของเมิ่งจื่อหลิน จึงอยากให้ชีวิตนี้ของนางพักผ่อนอย่างสบายใจ
อีกอย่างความรู้ที่ได้เรียนจากโลกนั้นก็ไม่ได้หายไปด้วย นางจะไปเรียนรู้พวกศาสตร์ศิลป์ต่าง ๆ ที่เคยเรียนมาแล้วเ่าั้อีกครั้งทำไมเล่า
นางอยากสานต่อธุรกิจของตัวเองอีกครั้ง
ทั้งสกินแคร์ เสื้อผ้า เครื่องประดับเอย
นางจะต้องลงมือทำมันอีกครั้งให้ได้!
“แต่...”
“ตามใจลูกเถอะเยว่เอ๋อร์ ให้นางได้พักผ่อนอีกนิดก็ไม่เลว” อวี้เหวินชิงขัดคำพูดของภรรยา แม้ตัวเขาอยากจะให้บุตรสาวกลับเมืองหลวงเหมือนกัน แต่เมื่อคำนึงถึงร่างกายของบุตรสาวที่เพิ่งจะฟื้นคืนได้ไม่นาน การไม่เร่งรัดนั้นคงจะเป็การดีที่สุด
“ลูกทราบถึงความหวังดีของท่านแม่ดี แต่หากกลับไปเมืองหลวงตอนนี้ก็คงไม่แคล้วต้องร่ำเรียนเขียนอ่านอยู่ภายในจวน ลูกมีความรู้มากกว่านั้น หากท่านแม่กังวลว่าลูกจะอ่อนด้อยกว่าคุณหนูจวนอื่น ๆ เื่นั้นท่านแม่ไม่ต้องห่วง ลูกมีความสามารถกว่าพวกนางหลายเท่านัก” อวี้จื่อหลินกล่าวยกยอตัวเอง ก่อนที่จะตบเบา ๆ ลงบนอก เป็การเพิ่มความเชื่อมั่นในตัวเอง และให้มารดาวางใจในเื่นี้เสียที
“เวลาเพียงไม่กี่เดือนเ้าก็เรียนรู้ได้หมดแล้วงั้นหรือ?” เมิ่งเยว่จื่อหรี่ตามองบุตรสาว อวี้จื่อหลินยิ้มรับ นางรู้ทันหรอกว่าหากท่านแม่ไม่ได้ทดสอบฝีมือของนาง คงไม่แคล้วต้องพานางกลับเมืองหลวงไปอย่างแน่นอน
“ท่านแม่สามารถทดสอบข้าได้”
“ดี งั้นวันนี้แม่จะดูว่าคุณหนูรองของจวนเหวินจิ้งโหวนั้นจะมีความสามารถมากเพียงใด”
ในวันนั้น ภายในจวนตระกูลอวี้ที่ลิ่งโจวต่างคึกคักเป็อย่างมาก บททดสอบแรกที่เมิ่งฮูหยินใช้ทดสอบแก่บุตรสาวคนรองก็คือสุนทรียศาสตร์ทั้งสี่ อันประกอบด้วย การบรรเลงกู่ฉิน หมากรุก การเขียนพู่กัน และการวาดภาพ อันเป็ศาสตร์พื้นฐานที่คุณหนูตระกูลใหญ่ต้องร่ำเรียนกันั้แ่เล็กแต่น้อย แต่ด้วยร่างกายของอวี้จื่อหลินแต่ก่อนนั้นอ่อนแอเกินไป ทำให้ร่ำเรียนได้แค่เบื้องต้นเท่านั้น แต่กับเมิ่งจื่อหลินแล้ว ศาสตร์พวกนี้นางก็เคยเรียนมาหมดแล้ว ในอนาคตนั้น ยังมีคนที่มีความสามารถมากมายให้เห็นกันแทบทุกวัน จึงไม่ใช่เื่ยากเลยที่อวี้จื่อหลินจะทำได้ โดยเฉพาะการเล่นกู่ฉินและการวาดภาพนั้นล้วนโดดเด่นยิ่งนัก อวี้จื่อหลินบรรเลงกู่ฉินโดยใช้เพลงที่มีในโลกใหม่เท่านั้น เมิ่งเยว่จื่อนั้นตกตะลึงในความสามารถของบุตรสาว เห็นทีว่าจะเหนือกว่าบรรดาคุณหนูที่เป็อันดับหนึ่งของสำนักศึกษาหญิงเสียอีก
ส่วนการวาดภาพของอวี้จื่อหลินนั้นก็โดดเด่นไม่แพ้กู่ฉิน อวี้จื่อหลินใช้เทคนิคในการใช้พู่กันและถ่านในการวาดภาพ ทำให้อวี้ชิงอี้เข้ามาสอบถามถึงการใช้อุปกรณ์ชนิดใหม่ในการวาดภาพ อวี้จื่อหลินก็ไม่หวงความรู้ พยายามสอนพี่ชายอย่างเต็มที่ เมิ่งเยว่จื่อนั้นเริ่มหมดหวังที่จะพาบุตรสาวกลับเมืองหลวงแล้ว
วันต่อมา อวี้จื่อหลินรีบมาที่เรือนพักของบิดามารดาแต่เช้า พร้อมกับเอาผ้าที่ปักแล้วมอบให้แก่เมิ่งเยว่จื่อ ฝีมือการปักผ้าของบุตรสาวสวยงามสมจริงยิ่งนัก แม้จะมีบางจุดที่ยังยุ่งเหยิงอยู่บ้าง แต่ก็ถือว่าดีมากแล้วในเด็กวัยนี้ เมิ่งเยว่จื่อทั้งดีใจและเสียใจ บุตรสาวของนางนั้นเก่งกาจยิ่งนัก แม้ไม่มีอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญฝึกสอน แต่ผลงานเหล่านี้ก็สามารถทำให้นางไปอวดฮูหยินคนอื่น ๆ ได้อีกนาน
“ท่านแม่ อันที่จริงแล้วศาสตร์ที่ข้าถนัดและทำได้ดีที่สุดคือการร่ายรำ ท่านอยากชมหรือไม่” เมื่อบุตรสาวเอ่ยปากอยากร่ายรำให้นางดู นางก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องปฏิเสธ
การร่ายรำของบุตรสาวนั้นชดช้อยงดงามยิ่งนัก แม้จะติดขัดเนื่องจากร่างกายของอวี้จื่อหลินยังแข็งทื่อ แต่ก็ถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว แต่หากเทียบกับคุณหนูที่อายุเท่ากันจากจวนอื่น เมิ่งเยว่จื่อเชื่อว่า บุตรสาวของนางนั้นเป็อันดับหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย สุดท้ายเมิ่งเยว่จื่อก็ตกลงให้อวี้จื่อหลินอยู่ที่ลิ่งโจวต่อ
หลังจากการทดสอบความสามารถในด้านศาสตร์ทั้งสี่ของบุตรสาวแล้ว ครอบครัวตระกูลอวี้ก็เตรียมตัวที่จะกลับเหรินโจว ก่อนกลับเมิ่งเยว่จื่อได้ตกลงกับบุตรสาวว่า ให้นางช่วยสอนการเล่นกู่ฉินและการวาดภาพให้อวี้จื่อเฟิ่งเมื่อมาลิ่งโจวครั้งหน้า อวี้จื่อหลินไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว มีเพียงแค่นางเท่านั้นที่จะสามารถคุมน้องสาวที่แสนดื้อของตัวเองได้อยู่หมัด สุดท้ายใช้เวลาในลิ่งโจวเกือบ 2 เดือน เหวินจิ้งโหวและครอบครัวก็กลับ จวนตระกูลอวี้ที่ลิ่งโจวจึงกลับมาสงบสุขอีกครั้ง
อวี้จื่อหลินจึงเริ่มต้นโครงการที่จะหาเงินมาเติมหีบสมบัติของตนเอง จึงได้แต่ใช้ความคิดว่าจะทำอย่างไร สุดท้ายสิ่งที่นางถนัดและชื่นชอบมากที่สุดก็คือการทำสกินแคร์ แม้ตอนนี้นางอยากจะเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ก็จนใจว่าอายุและเงินทุนของนางยังคงเป็อุปสรรคอยู่มาก อีกทั้งนางก็ไม่ทราบถึงรูปแบบเสื้อผ้าที่สตรีในแคว้นเหรินนิยมชมชอบ จึงต้องพับเก็บโครงการนี้เอาไว้ก่อน ไว้รอกลับถึงเมืองหลวงก็ยังไม่สาย สุดท้ายอวี้จื่อหลินจึงคิดค้นสูตรทำสกินแคร์แบบโบราณ ซึ่งสูตรต่าง ๆ นั้นนางยังไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร
นั่งคิดแผนการ และสูตรเครื่องประทินผิวนานหลายวัน สุดท้ายก็เลือกครีมบำรุงผิวหน้าพื้นฐานอย่างมอยซ์เจอร์ไรเซอร์เป็อย่างแรก และแป้งผัดหน้าที่ช่วยทำให้ผิวของผู้ใช้เนียนเป็ธรรมชาติ ไม่ขาวเกินไปจนหน้ากับคอคนละสีกันเหมือนแป้งผัดหน้าที่วางขายในร้านทั่วไปในลิ่งโจว คราวนี้นางจะกอบกู้ธุรกิจของนางขึ้นมาใหม่อีกครั้งให้จงได้
เครื่องประทินผิวตัวใหม่และแป้งผัดหน้าของอวี้จื่อหลินถือกำเนิดขึ้นแล้ว!