
เซียงจือกงได้มอบหมายให้นายกองสินค้าเป็ผู้รายงานจำนวนสินค้าและผู้คนโดยสารที่จะขึ้นท่าปตานีต่อไต้ซีหงโดยตนเองและเ้าทิพเพียงร่วมรับฟังจากนั้นทั้งนายกองและไต้ซีหงจึงขอตัวพาผู้คนแยกย้ายไปตรวจดูสินค้าที่บรรทุกอยู่ตามเรือต่างๆในกองเรือกลาง
“ท่านอาได้มีโอกาสนำแพรไหมจากวังหลวงมาให้ข้าพเ้าหรือไม่”เ้าทิพกล่าวถามขึ้นหลังจากได้สนทนากันตามลำพังอยู่สักพัก
“ฮาฮา ตกลงคิดถึงอาหรือของที่อานำมาฝาก” พลางหัวเราะจนร่างที่ท้วมใหญ่กระเพื่อมก่อนจะตอบอย่างเบิกบานใจ “แพรไหมที่หลานเรา้า มีหรือจะไม่หามาให้...เ้ารู้ไหม ทั้งหมดมีเพียง ๗ พับเท่านั้น เราขอมาให้เ้าได้พับหนึ่ง”
เมื่อเห็นสีหน้าลิงโลดเป็สุขของชายหนุ่มพลอยอดกระเซ้าต่อไปมิได้
“ว่าแต่เราลืมไปแล้วเ้าจะเอาแพรพรรณไปให้ผู้ใดกันนะ”
เป็คำถามที่ผู้ถามรู้คำตอบอยู่แล้วแต่ชายหนุ่มก็อมยิ้มตอบไป
“หลานจะนำไปให้ พระราชธิดาของพระเ้าตามพรลิงค์”
ตามพรลิงค์...นั่นคือนามเมืองนครศรีธรรมราชที่ชาวจีนมักเรียกขานกัน
พระเ้าตามพรลิงค์คือพระผู้เป็ใหญ่ตลอดคาบสมุทรสุวรรณภูมิ
“ถ้าเช่นนั้นเราไปดูห้องเก็บรักษาเครื่องบรรณาการกันเถอะผ้าแพรไหมของเ้าก็เก็บอยู่ที่นั่น” กล่าวแล้วจูงมือพาผู้เป็หลานเดินจากลานโล่งกลางเรือไปยังห้องใหญ่ตอนท้ายลำทันที
เรือธงทั้งกว้างทั้งใหญ่ พื้นที่หนึ่งในสามบริเวณตอนท้ายเป็หอบัญชาการ ดูไปคล้ายอาคารไม้๒ ชั้นถูกนำมาตั้งไว้ กรอบด้านข้างโค้งเว้าตามรูปทรงท้ายเรือ มีเสากระโดงใบเรือ ๓เสาอยู่้า เมื่อเดินเข้าไปภายในจึงเห็นพื้นที่ชั้นล่างด้านซ้ายเป็ห้องพักและห้องทำงานของเซียงจือกงฝั่งด้านขวาเป็ห้องรับอาหารและห้องประชุม ตรงกลางเป็ห้องเรียงรายทุกห้องมีสลักกุญแจคล้องไว้แ่าส่วนชั้นบนคือห้องควบคุมสั่งการขบวนเรือ
เซียงจือกงไขสลักกุญแจเปิดห้องหนึ่งแล้วพาเ้าทิพเข้าไปด้านในบรรจุสิ่งของมีค่าสำหรับถวายแด่พระเ้ากรุงอโยธยาและเ้าเมืองท่าน้อยใหญ่มีพวกผ้าแพรพรรณ ภาชนะเครื่องถ้วยชาม เครื่องทรงและเครื่องตกแต่งประดับต่างๆนายใหญ่แห่งกองเรือเพียงหยิบบางส่วนออกมาแสดงซึ่งล้วนแต่ล้ำค่างามวิจิตรพร้อมบรรยายสรรพคุณวิเศษหรือวิธีประดิษฐ์ที่พิเศษพิสดารด้วยความภูมิใจ
สุดท้ายจึงหยิบกล่องใบหนึ่งมอบให้เ้าทิพลักษณะทรงสี่เหลี่ยมยาวบุหุ้มด้วยผ้าแพรไหมลงลายดิ้นเงินดิ้นทอง
“ของขวัญสำหรับหลานเรา หวังว่า“คนสำคัญ” ที่เ้าจะนำไปมอบให้คงพึงพอใจ”
เ้าทิพมองกล่องที่อยู่ในมือ สีหน้าตื่นเต้นดีใจพลางใช้มือลูบััผ้าบุหุ้มกล่องลายบุปผาอย่างแ่เบา
“องค์หญิงจะต้องทรงดีพระทัย... เป็ที่สุด”เ้าทิพรำพึงขึ้นด้วยความรักลุ่มหลง
เมื่อเปิดกล่องดู ภายในบรรจุผ้าไหมดิ้นเงินดิ้นทองแบบเดียวกับที่บุหุ้มกล่องแต่ทอลวดลายเต็มขนาดเป็รูปหมู่หงส์เยื้องย่างกลางมวลบุปผา ไหมเงินไหมทองแวววาวเลื่อมพรายจนคล้ายมีชีวิตทั้งประณีตทั้งวิจิตร
ผ้าไหมดิ้นเงินดิ้นทองลายหงส์เป็แพรพรรณสูงค่าและหายากถักทอด้วยช่างฝีมือดีของราชสำนักกรุงจีนคัดเลือกตัวไหมที่สมบูรณ์เลี้ยงด้วยยอดอ่อนใบหม่อนที่สดเมื่อตัวไหมสำรอกใยเป็รังพันตัวจนกลายเป็ดักแด้ ยังต้องคัดเลือกตัวไหมและรังที่สมบูรณ์ไม่ให้อ่อนหรือแก่เกินไปเมื่อต้มรังจะได้ไม่ปนเปื้อนจากของเหลวในตัวไหมส่วนใยเงินและใยทองก็ได้จากช่างรีดเส้นเงินเส้นทองในราชสำนักเช่นกันมีช่างฝีมือดีทำหน้าที่ออกแบบลวดลายของผ้าแต่ละพับโดยเฉพาะมิซ้ำกัน การผลิตนอกจากจะประณีตซับซ้อนแล้วยังมีเพียงชิ้นเดียวในโลกนับว่าเป็ของเลอค่าซึ่งบุคคลในราชสำนักต่างๆ ้ามีไว้ในอย่างยิ่ง
“ขอบคุณท่านอามากชีวิตนี้หลานมิรู้จะหาสิ่งใดมาตอบแทนท่านได้”
“ฮาฮา.. เราหาของล้ำค่ามามอบให้เ้าเพียงเห็นเ้ามีความสุขเราก็สุขใจแล้ว มิใช่จะหวังสิ่งใดตอบแทนจากเ้าเลย... เ้าเองก็ควรจะรู้สึกเยี่ยงนี้เช่นกันยามนำผ้าแพรไหมถวายแด่พระราชธิดา”
“ความรู้สึกเยี่ยงนี้ หรือ...”ชายหนุ่มทวนคำ
“ใช่ เมื่อเ้านำไปถวายพระราชธิดาอย่าได้หวังสิ่งใดเป็พิเศษ เพียงหวังให้พระนางทรงมีความสุขเท่านั้นก็พอ...”
ขณะที่เ้าทิพใคร่ครวญคำสอนของเซียงจือกงอยู่นั้นได้ยินเสียงเอะอะดังขึ้นด้านนอกจึงรีบชวนกันออกไป
บนลานกว้างกลางเรือปรากฏร่างชายหนุ่มผิวค่อนข้างคล้ำอายุราว๒๐ ปี ใบหน้าเกลี้ยงเกลา คิ้วดก ตาคมมีประกายสะกดข่มคน แต่งกายในชุดประจำราชสำนักตัดเย็บด้วยผ้าสมปักสีน้ำเงิน(ผ้าทอด้วยไหมเพลาะสำหรับบุคคลในราชสำนักแสดงถึงยศศักดิ์)ห้อมล้อมด้วยทหารและบริวารอีก ๕ คน ทั้งหมดกำลังทุ่มเถียงดุเดือดกับทหารจีนบนเรือ
เซียงจือกงเดินอาดๆเข้าไปประจันหน้า โบกมือให้ทหารของตนถอยออกไปแล้วจึงก้มตัวประสานมือคารวะให้กับผู้บุกรุก ทูลด้วยสีหน้ายิ้มละไมระมัดระวังตน
“ที่แท้เป็องค์ชายใหญ่แห่งนครปตานีเสด็จเยือนเรือของกระหม่อมนี่เอง”
องค์ชายอัศวเมฆราชบุตรผู้ประสูติแต่องค์พระมเหสีทรงหยุดอาละวาด ทรงเบือนพักตร์มารับสั่งบริภาษด้วยภาษาจีนตะกุกตะกักมิได้คล่องแคล่วดุจเ้าทิพ
“พวกทหารของเ้า ทำไมบังอาจนัก มาห้ามเราขึ้นเรือทั้งที่เ้าทิพก็ขึ้นมาก่อนแล้ว”
“หามิได้พระเ้าค่ะทุกคนต่างปฏิบัติตามธรรมเนียมการค้าระหว่างเมืองท่าและเรือกลางน้ำ” เซียงจือกงทูลยืนยันด้วยรอยยิ้ม“ก่อนเรือเทียบท่านายเรือต้องส่งผู้แทนไปเจรจากับนายท่าปตานีเมื่อได้รับอนุญาตแล้วคนและสิ่งของในเรือจึงจะนำลงได้ เช่นเดียวกันกับคนในเมืองท่าจะขึ้นเรือมาได้ก็ต้องรอหลังจากเจรจาเสร็จสิ้นแล้วเช่นกันพระเ้าค่ะ”
“แล้วท่าน ให้เ้าทิพขึ้นเรือท่านได้อย่างไร” ทรงขบทนต์โต้เถียงไม่ลดละ
“พระเ้าจักรพรรดิแห่งกรุงจีนโปรดให้ขุนนางมาประจำอยู่ที่เมืองท่าปตานีซึ่งคือท่านไต้ซีหงตามข้อตกลงไต้ซีหงและคณะคือผู้แทนของกองเรือเรา เมื่อกองเรือมาถึงท่านไต้ซีหงจะต้องขึ้นเรือเพื่อตรวจสอบจำนวนและรายการสินค้าพร้อมคนโดยสารแล้วจึงสรุปกลับไปเจรจากับนายท่าเรือ ดำเนินการขออนุญาตขึ้นฝั่งทั้งคนและสินค้า”
“แต่มัน เป็คนของปตานี มันขึ้นมาได้อย่างไร”เ้าชายองค์ใหญ่ทรงถลึงเนตรชี้ดัชนีสั่นระริกไปที่เ้าทิพ
ผู้บัญชาการขบวนเรืออันยิ่งใหญ่ของจีนเอี้ยวตัวปราดมองตามดัชนีซึ่งชี้ไปยังเ้าทิพ แสยะยิ้มในสีหน้าพร้อมทูลกลับไปว่า
“ด้วยระเบียบปฏิบัติไต้ซีหงและคณะถือเป็ผู้แทนของเรา ในบรรดาคนที่ขึ้นมาบนเรือบ้างก็เป็คนปตานีที่ถูกจ้างมาทำงานซึ่งนับรวมเป็คนในคณะทั้งหมด...ส่วนเ้าทิพ เมื่อไต้ซีหงนำล่องเรือมาด้วยก็ถือเป็คนในคณะของท่านถ้าครั้งหน้าองค์ชายจะเสด็จมาพร้อมเรือของไต้ซีหงและทรงปฏิบัติพระองค์อยู่ในระเบียบโอวาทก็ทรงมีสิทธิ์ขึ้นเรือของกระหม่อมได้เช่นกัน พระเ้าค่ะ”
องค์ชายอัศวเมฆทรงนิ่งอึ้งไปมิรู้จะทรงหาเหตุผลใดมาโต้แย้งพลันทอดพระเนตรเห็นเ้าทิพถือกล่องแพรไหมดิ้นเงินดิ้นทองเพลิงโทสะก็ประดังขึ้นอีกครา
“ห้ามเ้าทิพ รับสิ่งของใดจากท่านแม้เป็สิ่งของชั้นสูง ประสงค์จะให้ผู้ใด ท่านต้องถวายให้ราชสำนัก พิจารณาก่อนมิเช่นนั้น จะถือเป็อาญาก่อฏ”
“เื่นั้นองค์ชายมิพักต้องทรงกังวลหทัยกระหม่อมย่อมมีคำอธิบายเื่ทั้งปวงแต่ตอนนี้ขอเชิญพระองค์เสด็จลงจากเรือกระหม่อมกลับไปก่อนเถิดพระเ้าค่ะ... ส่วนเ้าทิพนั้นเมื่อใดที่ไต้ซีหงดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติจนได้รับอนุญาตให้เทียบท่าแล้วกระหม่อมจึงจะให้เ้าทิพกลับลงไปพร้อมแพรไหมของกำนัล” ทูลเสียงนุ่มนวล ราบเรียบโค้งคำนับอย่างไม่แยแสถึงผลที่จะตามมา “เสด็จลงไปเถิด พระเ้าค่ะ”
องค์ชายอัศวเมฆทรงเบิ่งเนตรมองคนทั้งคู่ด้วยความคั่งแค้นสายเนตรแวววาวราวจะกินเืกินเนื้อ
“เ้าคนกาลีบ้านกาลีเมืองถ้าแม้เ้ากล้าเอาผ้าแพรไหมไป จะได้เห็นดีกัน” รับสั่งเป็ภาษาพื้นเมืองวรองค์สั่นเทิ้มด้วยละอายที่ถูกนายกองเรือขับไล่อีกทั้งทรงริษยาที่เ้าทิพได้ผ้าแพรไหมไป
ฝ่ายทหารบริวารที่มาด้วยต่างก้มหน้ามิกล้าสบเนตรมีเพียงสิทธานายทหารคนสนิทเดินเข้ามาทูล
“กระหม่อมเห็นว่าพระองค์ควรเสด็จกลับวังก่อนเถิดพระเ้าค่ะเื่ต่างๆ ค่อยหาหนทางจัดการทีหลัง พระเ้าค่ะ”
วรองค์ที่ทรงหันรีหันขวางจะเสด็จกลับก็ทรงละอายหทัยจะประทับอยู่ต่อก็มิได้ด้วยทหารจีนเริ่มสืบเท้ากดดันเข้ามาครั้นทรงฟังคำทูลจึงทรงคล้อยตาม
“ดี เราจะให้พระบิดาทรงจัดการเื่นี้... พวกเ้าคอยดู ก็แล้วกัน”
องค์ชายปตานีทรงแสยะโอษฐ์รับสั่งดุดันแล้วทรงหันวรองค์ตรงไปยังกราบเรือ เสด็จจากไปพร้อมทหารติดตามทั้งหมด
--------------------------------------------------