บนม่านหมอกที่อยู่สูงจากพื้นดินเสียดท้องฟ้า วิหารสีทองลอยตระหง่านเหนือเทือกเขาแห่งการชำระล้างท้าทายแสงอาทิตย์ที่ส่องประกายสาดแสงไปยังมวลเมฆและท้องฟ้าทั่วบริเวณนั้น
ชายหนุ่มท่าทีสุขุมก้าวเท้าออกมาจากวงเวทย์กลางอากาศแล้วเดินมุ่งหน้าตรงไปด้านในวิหารนั้น เหล่าทหารอารักขาต่างก้มศีรษะทำความความเคารพแก่เขาด้วยความยำเกรง
“นั่นคือท่านมนตราศศิธรสินะ งดงามสมคำร่ำลือจริงๆ”
“นอกจากรูปงามแล้วยังมีพลังเวทย์สูงส่งอีกด้วย ดีไม่ดีอาจเป็รองเพียงท่านจอมทัพเท่านั้น”
เสียงเหล่าภูติอารักษ์ต่างส่งเสียงชื่นชมในความงดงามดุจเทพสร้างและพลังเวทย์ของเขาตลอดทางเดินสู่โถงใหญ่ พลันประตูสีทองด้านหน้านั้นก็ปิดลง ภายในมีชายหนุ่มร่างสูงโปร่งแต่ก็ยังมีมัดกล้ามเนื้อแห่งนักรบนั่งรอเขาอยู่บัลลังก์ด้านในสุดของห้องโถงสีทอง
“เล่นหมากรุกเป็เพื่อนข้าก่อนสิ” ชายผู้นั่งรออยู่เชื้อเชิญผู้มาเยือนด้วยความคุ้นเคย เขานั่งลงแล้วเริ่มจัดหมากของตนเอง
“เ้าคงเห็นแล้วสินะ ว่าเขตฝั่งตะวันตกของอิสรินทร์นั้นมีไอมืดแผ่ปกคลุมเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ข้าอยากให้เ้าและนวมนตราของเ้า เข้าไปดูแลอย่างใกล้ชิดกว่านี้ เพื่อให้เหล่าผู้อาศัยในแถบนั้น สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปรกติ”
“อสูรกายมีจำนวนมากมายนัก ข้าเองก็กำลังจัดการเื่นี้อยู่” เขาว่าพลางเดินหมากขึ้นไปบนอาณาเขตของคู่สนทนา
“แล้วอาการของท่านจอมเวทย์จักรพรรดิเป็อย่างไรบ้าง”
“อาการของท่านแม้อาจจะยังไม่ดีขึ้นมาก แต่ก็ถือว่าเป็ที่น่าพอใจ ไม่นานก็น่าจะหายเป็ปรกติ ท่านเองบอกกับข้าเสมอว่าอยากให้เบญจามหาเวทย์ทุกคนช่วยกันดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อรอให้ท่านหายดี”
“ตอนนี้อิสรินทร์ปั่นป่วนไปหมด ความวุ่นวายเริ่มตีวงล้อมเข้ามา ถึงเวลานั้น วิหารศักดิ์สิทธิ์อาจรับมือไม่ไหว”
“เรามีสายเืของท่านรุจีมาตุอยู่กับเวณิกแล้ว เ้ายังต้องกังวลไปไยสหาย”
“ตราบใดที่ยังไม่สามารถเป็นวมนตราที่สมบูรณ์ได้ ข้าก็ยังไม่อาจนิ่งนอนใจ และการเคลื่อนไหวของขุนพลดาราที่กำลังรวบรวมชิ้นส่วนิญญาเพื่อใช้ในการคืนชีพเวทย์ทมิฬ น่าจะเป็อีก 1 เื่เร่งด่วนที่วิหารศักดิ์สิทธิ์ต้องรีบจัดการ”
“แล้วเ้าเห็นว่าควรทำเช่นไร…” ผู้มาเยือนชำเลืองสายตามองคู่สนทนาตรงหน้ายิ้มให้อย่างอ่อนโยน
“รุกฆาต!”
—--------------------
“นี่ข้าต้องทำอะไรแบบนี้ด้วยหรอ” เวณิกมองดุๆ ไปยังผู้ถาม
“ลูกผู้ชาย ทำผิดก็ต้องยอมรับผิด” พร้อมพยักหน้าให้เขาตามมา ภูติอารักษ์ทั้ง 2 ก้มหน้าให้เวณิกที่เดินนำผ่านไป แล้วเงยหน้ามาเจอแสงเหนือก็ผงะเล็กน้อยด้วยความใ
“แฮ่ หวัดดี” แสงเหนือยกมือทักทาย เดือน และดาราที่กลืนน้ำลายมองหน้ากันแล้วยิ้มเจื่อนๆ
“สวัสดีเ้าค่ะ ท่านแสงเหนือ”
“ข้ามาดีนะ ไม่มีพิษไม่มีภัย”
“เชิญท่านเวณิก และท่านแสงเหนือด้านในค่ะ” เวณิกเดินนำแสงเหนือมาถึงบานกระจกตรงบันไดชั้น 2 เขาพยักให้แสงเหนือเดินเข้าไปในนั้นแต่แสงเหนือก็ทำหน้างงๆ
“นี่มันกระจกนี่ท่าน แล้วจะให้ข้าเอาหัวชนกระจกเนี่ยนะ” เวณิกส่ายหน้าแล้วเดินนำเข้าไปในกระจก แสงเหนืออ้าปากค้างหันไปมองเดือนและดารา ทั้งคู่ยิ้มรับแหยๆ พร้อมทั้งผายมือ พยักหน้าหงึกหงักให้เขาเข้าไป แสงเหนือเดินทะลุกระจกตามหลังเวณิกมาติดๆ
“ท่านๆ กระจกที่นี่มันยอดมากเลยอ่ะ” ยังไม่ทันขาดคำ เขาหันไปเห็นกระจกอีกบานด้านขวามือ จึงรีบวิ่งไปเหมือนเด็กได้ของเล่น
“ข้าขอสำรวจห้องอื่นๆ แป๊บนะ”
“เ้า…”
“โอ๊ย!” ยังไม่ทันที่เวณิกจะห้ามทัน แสงเหนือก็เอาหัวชนกระจกโบราณเข้าอย่างจังจนหัวบวมปูด
“เ้าโง่นี่ เดินยังไงไม่ดูทาง ข้าเป็กระจกอยู่มาตั้งพันปี ไม่เคยมีาแ หนอย ไอ้เ้าทึ่ม!” เสียงกระจกเอ็ดชายหนุ่มเสียงดัง เขาใรีบวิ่งหนีมาทางเดือนและดาราที่หัวเราะอยู่ ในขณะที่เวณิกยืนรอเขาตรงทางเดินนั้น
“กระจกที่นี่พูดได้ด้วย แถมยังด่าข้าว่าโง่อีก”
“กระจกทุกบานไม่ได้เป็ประตูหรอกนะ” เขาว่าพลางเดินมาดูศีรษะของหนุ่มน้อยแล้วลูบเบาๆ
“แผลเล็กน้อยน่ะ และคนอย่างเ้าก็คงไม่ตายด้วยการเดินชนกระจกหรอก รีบมาเถอะ ท่านราชินีรอนานแล้ว” นึกขึ้นได้จึงเอามือกลับมาไพล่หลังแล้วเดินนำไป
… ท่านเวณิก ท่านแสงเหนือ …
ทั้งคู่ทำความเคารพราชินีตรงหน้า เวณิกส่งสัญญาณบางอย่างให้แสงเหนือ
“ห๊ะ” แสงเหนืออ้าปากไร้เสียงด้วยไม่เข้าใจว่าเวณิก้าให้ทำอะไร ขณะที่เวณิกยังไม่หยุดส่งสัญญาณ
… ท่านแสงเหนือ ท่านมีเื่อะไร้าคุยกับข้าหรือไม่ …
“อ๋อ” แสงเหนือนึกออกแต่ทำปากจู่แต่ไม่ส่งเสียงหันมองไปทางเวณิกที่พยักหน้าให้เขา
“คือ ข้าอยากขอโทษท่านราชินี เื่ที่วันนั้นข้าเสียมารยาทไปน่ะ”
… มันก็แค่เื่เข้าใจผิด ข้าไม่ได้เก็บมาโกรธเคืองท่านหรอก … ราชินียิ้มให้เขาเบาๆ นี่เป็ครั้งแรกที่เขาเห็นรอยยิ้มบางๆ ของราชินี
“ตอนนี้ข้ารู้แล้ว ทั้งสาเหตุของการมาที่นี่ และ…” แสงเหนือก้มหน้าน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย “เื่ของแม่ข้า”
… ท่านแสงเหนือ ทุกอย่างล้วนเกิดจากชะตากรรมที่กำหนดไว้แล้วทั้งสิ้น ท่านรุจีมาตุเป็จอมทัพมหาเวทย์ที่เก่งกาจ ท่านได้สร้างคุณงามความดีอย่างอเนกอนันต์ไว้แก่แผ่นดินอิสรินทร์อย่างประมาณค่ามิได้ ข้าอยากให้ท่านดำรงชีพอยู่โดยมองถึงคุณงามความดีที่ท่านแม่ของท่านได้ฝากไว้ เืเนื้อของท่านแม่และชาวอิสรินทร์ในกายท่าน ข้าเชื่อว่าจะสร้างคุณงามความดีได้ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ท่านแม่ของท่านเช่นกัน …
“ข้ายังเชื่อนะ ว่าแม่ของข้าคงอยู่ที่ไหนซักแห่ง และข้าจะต้องหาแม่ให้เจอ”
ปภิชญาเงยหน้าขึ้นมาทางแสงเหนือ
… ทุกคนล้วนอยู่ได้ด้วยความหวัง เพราะความหวังจึงทำให้เรามีพลังที่จะก้าวไปได้ …
“ข้าขอขอบคุณท่านราชินีที่ให้ความเมตตากับข้า”
“ท่านศศลักษณ์ ท่านเมธาวี มาถึงแล้วค่ะ ท่านราชินี”
ทั้ง 2 เดินเข้ามายังห้องโถงด้านในและทำความเคารพราชินี
… ยินดีต้อนรับทุกท่านสู่หอคอยแห่งจิรกาล …
“นี่ใช่ไหม สายเืเพียงหนึ่งเดียวของท่านรุจีมาตุ” ศศลักษณ์มองมายังแสงเหนือ
… นี่คือท่านศศลักษณ์ เบญจมหาเวทย์ที่ 3 มนตราศศิธร …
แสงเหนือก้มหน้าทำความเคารพชายตรงหน้าที่มีรอยยิ้มมุมปากตลอดเวลาและมีแววตาอ่อนโยนเสมอ เมื่อทั้ง 4 มาพร้อมกันราชินีจึงส่งภาพนิมิตรที่เกิดขึ้นไปสู่การมองเห็นของทั้ง 4 โดยตรง
ภาพนิมิตรนั่นเริ่มจากส่วนที่สว่างไสวและดับแสงลงช้าๆ เกิดเป็สนามรบกลางเมืองอิสรินทร์ การสู้รบนั้นกินเบริเวณทอดยาวไปถึงเขตติดต่อเทือกเขาแห่งการชำระล้าง เืเนื้อของทหาร อสูรกาย แดงฉานปนเขียวตลอดเส้นทางที่อีกฝั่งลากยาวไปไกลสุดเขตตะวันตกของมัญจคีรี และทุกอย่างก็มืดลงอีกครั้ง ก่อนที่จะมีเงาลางๆ ของต้นไม้ขนาดใหญ่ที่มีคนยืนล้อมรอบ 9 คน และมันก็ะเิออกจนทุกอย่างสลายไปเหลือเพียงขนนกเบาบางจำนวนมากลอยล่องในอากาศ
“นี่มัน…” แสงเหนือโพล่งออกมาเพมื่อภาพนิมิตรนั้นจบลง “อะไรกัน ข้าไม่เห็นเข้าใจเลย”
… นิมิตรของข้า จะไม่บ่งบอกชัดเจนถึงความเป็ไป …
“ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น โดยมีสนามรบเป็หุบเขาอนธการอย่างนั้นรึ” ศศลักษณ์พยายามตีความหมายจากภาพนิมิตร
“9 คนที่เห็น คือ ขุนพลดาราสินะ ถ้าอย่างนั้น ข้าว่าเื่นี้พวกเราต้องขอความช่วยเหลือจากวิหารศักดิ์สิทธิ์แล้วค่ะมาสเตอร์” เมธาวีหันไปถามศศลักษณ์
“เื่นี้วิหารศักดิ์สิทธิ์จะมอบหน้าที่ให้เราจัดการพร้อมกับนวมนตราคนใหม่” ศศลักษณ์ว่าพลางมองไปทางแสงเหนือ
“แต่…ด้วยพลังเวทย์ตอนนี้ของเ้าคงไม่สามารถทำลายชิ้นส่วนิญญาทั้ง 3 ก่อนพิธีคืนชีพเวทย์มืดอย่างแน่นนอน”
“เพราะเมื่อครั้งที่ท่านรุจีมาตุปิดผนึกเวทย์ทมิฬนั้น พลังเวทย์ของท่านอยู่ในระดับสูง แต่ตัวแสงเหนือเองตอนนี้ยังไม่สามารถใช้พลังเวทย์ได้เลย” เมธาวีพูดเสรืมด้วยน้ำเสียงเป็กังวล
… แต่ก็ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ …
เวณิกหันมองปภิชญาโดยรู้ความหมายที่แฝงอยู่ในคำตอบนั้นทันที
… ต้องรบกวนท่านแล้ว ท่านเวณิก …
ชายหนุ่มผมสีเงินถอนหายใจ แต่ยังคงเก็บอาการถึงความกังวลไว้
“ข้าจะพยายามใช้เวลาที่เหลืออยู่นี้ขัดเกลาพลังเวทย์ของเขาให้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด”
… ในระหว่างนี้ ขุนพลดาราคงกำลังออกตามหาชิ้นส่วนิญญาของเวทย์ทมิฬที่เหลืออยู่เป็แน่ …
“แล้วเราพอจะรู้ไหมครับ ว่าชิ้นส่วนที่เหลือทั้ง 2 อยู่ที่ไหน” แสงเหนือตั้งคำถาม
… นิมิตรของข้าเห็นเพียงภาพลางๆ เพราะพลังของเวทย์ทมิฬปิดกั้นการมองเห็นบางส่วนไว้ …
“ถ้าอย่างนั้นเราเปลี่ยนแผนดีไหมครับ” ทุกคนหันมามองที่แสงเหนือที่เหมือนจะมีแผนการอะไรซักอย่าง
“ถ้าพวกนั้นออกตามหาชิ้นส่วนิญญาไม่ได้ เราก็แค่เปลี่ยนไปกำจัดต้นตอของเื่ทั้งหมดก็น่าจะง่ายกว่า”
“เ้าหมายความว่าอย่างไร” เวณิกหรี่ตามองมาทางผู้พูด
“ท่านราชินีเคยบอกว่า ร่างของจอมเวทย์ทมิฬถูกจองจำไว้ในส่วนลึกสุดของหุบเขาอนธการใช่ไหมครับ ถ้าเราเปลี่ยนเป็ไปทำลายร่างนั้นซะทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นไหมครับ”
ทั้ง 3 คนครุ่นคิดตามที่แสงเหนือเสนอ
“แต่ถ้าเป็เช่นนั้น พวกเราก็ต้องเดินทางไปยังหุบเขาอนธการ และต้องเข้าไปถึงส่วนลึกสุดนั่นด้วย” เมธาวีออกความเห็น
“ใช่แล้วครับ แบบนี้เราก็ยังพอรู้จุดหมายนะครับ แต่ถ้าเราจะต้องออกตามหาชิ้นส่วนิญญาที่เหลืออีก 2 ชิ้น เราก็เหมือนต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะเราไม่รู้อะไรเลย”
“ก็เริ่มฟังเข้าท่านะ เหมือนคำว่าอะไรนะที่โลกของเ้าชอบพูดว่า เอ่อ ไม่เข้าคอกหมู ก็ไม่ได้ลูกหมู” เมธาวีว่าพลางทำหน้างงๆ
“ไม่เข้าถ้ำเสือ ก็ไม่ได้ลูกเสือครับ” แสงเหนือพูดเน้นประโยคให้ทุกคนฟังและยิ้มไปทางเมธาวี
“ข้าว่ามันออกจะอันตรายเกินไป เพราะการเดินทางไปถึงหุบเขาอนธการมันไม่ง่ายเลย อีกทั้งในหุบเขาก็ยังมีกองกำลังอารักขาทางเข้าไปสู่ส่วนที่จองจำไว้อย่างแ่า” เวณิกค้าน
แสงเหนือได้ยินดังนั้นจึงใช้ไม้ตายสุดท้าย เพราะในเมื่อทุกคนบอกว่า พลังของเขามีมหาศาลขนาดที่จะต่อกรกับเวทย์มืดได้ แสดงว่าเขาก็ต้องเก่งระดับนึงละ
“ถ้าอย่างนั้นทุกคนเชื่อมั่นในตัวข้าไหมล่ะ” แสงเหนือยืดอกแล้วแล้วมองไปทางทุกคน
“ไม่….” เสียงตอบรับล้วนเป็เสียงเดียวกันจนแสงเหนือหน้าเจื่อน
“แต่ถ้าเ้าพิสูจน์ความสามารถตนเองได้ ข้าก็จะเชื่อเ้า” เป็เสียงเวณิกที่แทรกออกมา
“แล้วข้าต้องทำยังไงล่ะ”
“เ้าจะต้องเข้าพิธีเบิกนลาฏ และฝึกฝนพลังเวทย์จนสามารถใช้เวทย์ระดับกลางได้ภายใน 7 วัน พวกข้าจึงจะมั่นใจและใช้วิธีของเ้า”
‘7 วัน หน้าตาก็ดี แต่ท่าจะบ้าไปแล้ว ใครจะไปทำได้วะ’ แสงเหนือคิดในใจแต่ปากไวกว่าที่คิด
“ได้ ข้าจะพิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นว่าข้า….” เวรเอ้ย นี่ฉันพูดอะไรออกไปเนี่ย “ทำได้”
… ยอดเยี่ยมที่สุด สมแล้วที่เป็สายเืของท่านรุจีมาตุ … ถ้าเช่นนั้นระหว่างนี้ ข้าจะให้ท่าเตชินท์และท่านจิรายุไปสืบหาข้อมูลความคืบหน้าของขุนพลดาราละกัน …
ทุกคนพยักหน้ารับทราบภารกิจที่ได้รับมอบหมาย
“ถ้าเช่นนั้นพวกข้าขอตัว”
‘แม่ครับ ผมรู้สึกว่า แม่กำลังรอผมอยู่ที่นั่นใช่ไหมครับ รอผมก่อนนะ’
FYI
ข้อมูลแนะนำในตอนนี้นะคะ
1. ศศลักษณ์ เบญจามหาเวทย์ที่ 3 ฉายา มนตราศศิธร
อายุสัมบูรณ์ที่ 22 ปี สูง 180 ซม. ชายหนุ่มสำอางค์ ใบหน้าสวยงามประดุจนางฟ้า บอบบาง เงียบขรึม เขาเป็คนที่ดูเหมือนใช้ความคิดตลอดเวลา มีพลังเวทย์สูงส่ง เขาใช้พลังจากดวงจันทร์เป็หลัก โดยเฉพาะในคืนพระจันทร์เต็มดวง เขาจะมีพลังเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ศาสตราเทพ รัศมีราตรี (แส้ปลายลูกตุ้ม) แส้เกิดจากการเรียงตัวของปีศาจทั้ง 108 ตน และเมื่อ้าเรียกปีศาจตนใด แส้ในส่วนนั้น ก็จะแปลงกายออกมา ทั้งยังเป็มหาเวทย์เพียง 3 คนที่สามารถใช้เวทย์มิติเวลาในการเคลื่อนที่ เคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆ ได้