บทที่ 13 การประเมินอันสูงส่งของเกาจ้างไฮว่
ภายในห้องรับแขกชั้นหนึ่ง
หลี่มู่นั่งตัวตรงบนโซฟา
เกาจ้างไฮว่นั่งอยู่ข้าง ๆ หลี่มู่
และกำลังชงชาด้วยตัวเอง
"สหายหลี่มู่ ฉันเห็นในเอกสารลงทะเบียนของนาย นายอายุเพียงสิบแปดปีเท่านั้นเหรอ?"
"ครับ"
"ดื่มชาเถอะ ดื่มชา"
เกาจ้างไฮว่รินชาให้หลี่มู่ด้วยตัวเอง
"ขอบคุณมากครับ"
หลี่มู่จิบชาเบา ๆ อย่างสงบนิ่ง
"สหายหลี่มู่ ตามนโยบายของสมาคมนักรบแห่งเมืองเอส นอกจากเงินสนับสนุนนักรบระดับสาม ที่ได้รับสองหมื่นต่อเดือนแล้ว นายยังจะได้รับเงินสนับสนุนอัจฉริยะอีกหนึ่งหมื่นต่อเดือนด้วย"
"ขอบคุณประธานเกามากครับ!"
ดวงตาของหลี่มู่เปล่งประกายทันที เขาประสานมือคำนับ
"ไม่นับว่าเป็อะไรเลย นอกจากนี้ยังมียาเสริมความแข็งแกร่งโลหิตห้าเม็ดต่อเดือนด้วย"
เกาจ้างไฮว่ยิ้มพลางหยิบขวดกระเบื้องออกมา
"ยาเสริมความแข็งแกร่งโลหิต?"
หลี่มู่ชะงักไปชั่วขณะ
เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับยาชนิดนี้มาก่อน
มันมีประโยชน์ต่อนักรบเป็อย่างมาก ช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ร่างกายและเพิ่มพลังเื
ราคาขายอย่างเป็ทางการอยู่ที่ สองหมื่นต่อเม็ด!
และยังเป็ของหายากที่มีราคา แต่ไม่มีขายในตลาด!
หากไม่มีเส้นสายบางอย่าง แทบจะเป็ไปไม่ได้เลยที่จะหาซื้อได้ในราคาปกติ!
"มันแพงเกินไปแล้วหรือเปล่าครับ" หลี่มู่กล่าว
"ฮ่า ๆ ไม่เป็ไร ทั้งหมดเป็เพราะนโยบายเท่านั้น"
เกาจ้างไฮว่ยัดขวดกระเบื้องใส่มือของหลี่มู่โดยตรง
"ถ้างั้นผมก็ต้องขอบคุณท่านประธานมากเลยครับ!"
หลี่มู่ไม่เกรงใจอีกต่อไป เขาประสานมือคำนับอย่างนอบน้อมอีกครั้ง
"หนุ่มน้อย ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอก นายแค่คิดว่ากำลังพูดคุยกับผู้าุโคนหนึ่งก็พอ"
"ได้ครับ"
ท่าทีเป็มิตรของเกาจ้างไฮว่ทำให้หลี่มู่รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง
แต่ก็ไม่ใช่เื่เลวร้ายอะไร
เห็นได้ชัดว่าประธานเกาไม่มีเจตนาร้าย
"สหายหลี่มู่ นายน่าจะเพิ่งจบชั้นมัธยมปลายใช่ไหม"
"ใช่ครับ ผมเพิ่งจบชั้นมัธยมปลายปีที่สาม"
"นายเป็นักเรียนที่เพิ่งจบการศึกษาเหรอ?"
เกาจ้างไฮว่ตกตะลึงเล็กน้อย
รายชื่อนักเรียนที่จบชั้นมัธยมปลายรุ่นนี้ เขาได้ดูมาก่อนหน้าแล้ว
ทว่าในบรรดาผู้ที่มีผลการเรียนโดดเด่น ไม่มีชื่อของหลี่มู่อยู่เลย
"สหายหลี่มู่ นายสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไหน ด้วยความสามารถของนาย คงจะมีหลายมหาวิทยาลัยวิงวอนให้นายไปเรียนเลยใช่ไหม"
"มหาวิทยาลัยไป๋เหอครับ และไม่มีการวิงวอนอะไรหรอก"
"มหาวิทยาลัยไป๋เหอเหรอ?"
เกาจ้างไฮว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่จากนั้นก็พยักหน้าโดยไม่แสดงอาการใด ๆ
ไม่นานเขาก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
"ฉันได้ยินมาว่าครอบครัวของสหายหลี่มู่ไม่ค่อยดี หากในอนาคตเจอความยากลำบากอะไร นายสามารถมาหาสมาคมนักรบของพวกเราได้ตลอดเวลา หากชายแก่คนนี้ช่วยได้ก็จะช่วยอย่างแน่นอน"
"ขอบคุณครับ"
จากนั้นบทสนทนาก็เป็เรื่อยเปื่อยอยู่ครู่หนึ่ง
ส่วนใหญ่เป็บทสนทนาเกี่ยวกับเื่ราวในครอบครัว
เกาจ้างไฮว่ราวกับกลายเป็ผู้าุโที่มีเมตตา
เขาถามไถ่ชีวิตประจำวันของหลี่มู่ด้วยความห่วงใย ว่ามีความยากลำบากอะไรหรือไม่
หลังพูดคุยกันอยู่พักใหญ่ หลี่มู่จึงขอตัวกลับ
หลี่มู่เข้าใจความหมายของเกาจ้างไฮว่แล้ว
อีกฝ่าย้าให้ตนรู้สึกเป็ส่วนหนึ่งของเมืองเอส
ไม่ให้ลืมรากเหง้าของตัวเอง
สำหรับเื่นี้ หลี่มู่ไม่มีความคิดเห็นพิเศษอะไร
เขามาจากเมืองเอสอยู่แล้ว
…
หลังจากหลี่มู่จากไป
เฉินอวิ๋นซึ่งเป็ผู้จัดการใหญ่ของสมาคมนักรบและแม่ทัพระดับสี่ อดถามไม่ได้ว่า
"ท่านประธาน ผมไม่เคยได้ยินเื่เงินสนับสนุนอัจฉริยะมาก่อนเลยนะครับ นี่เป็นโยบายใหม่เหรอ?"
เกาจ้างไฮว่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
"เงินหนึ่งหมื่นนั้น ต่อไปจะหักจากบัญชีของฉันทุกเดือน"
"ส่วนยาเสริมความแข็งแกร่งโลหิต เมื่อถึงเวลาฉันจะจัดการให้คนส่งไปให้"
"อะไรนะครับ?"
ผู้บริหารและผู้ช่วยของสมาคมนักรบหลายคนถึงกับตะลึง
ด้วยความหมายนี้ มันจะเป็เงินสนับสนุนอัจฉริยะได้อย่างไรกัน!
เป็เงินสนับสนุนส่วนตัวมากกว่า!
"ท่านประธาน เื่นี้ไม่ค่อยเหมาะสมนะครับ... สิ่งที่ท่านมอบให้นั้นมากเกินไปแล้ว" เฉินอวิ๋นกล่าว
"ไม่ดีเหรอ?" เกาจ้างไฮว่หัวเราะอย่างเย้ยหยัน "หากไม่กลัวว่าจะทำให้เขาใและคิดมาก สิ่งเล็กน้อยเหล่านี้จะนับเป็อะไรกัน!"
"นักรบระดับสามในวัยสิบแปดปี!"
"พวกนายเข้าใจไหมว่านี่หมายความว่าอย่างไร?"
"เมืองเอสของพวกเราไม่มีคนแบบนี้มาห้าสิบปีแล้ว!"
"เขาคือคนที่เก่งที่สุดในภูมิภาคฉู่หนานของพวกเรา!"
"แม้ตอนที่ผู้กล้าแห่งการต่อสู้เทียนหมู่เหยี่ยอายุสิบแปดปีจะทะลวงถึงระดับสาม! และได้รับการรับรอง!"
"ทว่าตามที่ฉันรู้มา แม้แต่เทียนหมู่เหยี่ยเอง ตอนอายุสิบแปดปีก็ยังไม่มีพละกำลังถึงเก้าพันแปดร้อยกว่าหน่วย!"
"เก้าพันแปดร้อยยี่สิบหกหน่วย!"
"ในประวัติศาสตร์ของเมืองเอสเรา ไม่มีใครมีพลังมากขนาดนี้ตอนอยู่ในระดับสาม!"
"หากใช้อายุสิบแปดปีเป็เกณฑ์ ฉันเชื่อว่าในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของประเทศหลง คงมีไม่กี่คนที่สามารถทำได้!"
"แล้วพวกนายยังคิดว่ามากเกินไปเหรอ?"
"นี่..."
เฉินอวิ๋นชะงักงัน เช่นเดียวกับผู้จัดการฝ่ายบริหารหลี่เฟิงเหอ และผู้ช่วยประธานเ้าเจียวเจียว
ทุกคนต่างตะลึงงัน
เทียนหมู่เหยี่ย!
ท่านประธานถึงกับเอ่ยชื่อนี้ออกมา!
บุคคลอันดับหนึ่งของภูมิภาคฉู่หนาน!
ตำนานที่มีชีวิต!
คนได้รับการยกย่องว่าเป็หนึ่งในผู้ที่มีโอกาส ก้าวขึ้นสู่ระดับเทพแห่งการต่อสู้มากที่สุด!
ทว่าพลังของเทียนหมู่เหยี่ยในวัยหนุ่ม กลับไม่เท่ากับเด็กคนเมื่อครู่เหรอ?
เื่แบบนี้พวกเขาไม่รู้จริง ๆ
แต่เมื่อเกาจ้างไฮว่พูดเช่นนี้ พวกเขาก็เริ่มเข้าใจความสำคัญของหลี่มู่อย่างคลุมเครือ
หลังผ่านไปสักพัก เฉินอวิ๋นจึงส่ายหน้าอย่างงุนงงและเอ่ย "ไม่มาก ไม่มากครับ"
"เข้าใจได้ก็ดีแล้ว บางครั้งต้องมองสถานการณ์ให้ไกลกว่านี้"
"อ้อ ใช่ เสี่ยวเฉิน มหาวิทยาลัยไป๋เหออยู่ที่ไหนกัน ฉันไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับที่นี่เลย"
"มหาวิทยาลัยไป๋เหอ?" เฉินอวิ๋นงุนงงไปครู่หนึ่งก่อนตอบ "ดูเหมือนจะเป็มหาวิทยาลัยท้องถิ่นในเมืองเอสของพวกเราครับ เป็… มหาวิทยาลัยเถื่อน"
"อะไรนะ! มหาวิทยาลัยเถื่อน?"
"นักรบระดับสามที่มีอายุสิบแปดปี จะไปเรียนมหาวิทยาลัยแบบนั้นเหรอ?"
"???"
เกาจ้างไฮว่อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
...
มหาวิทยาลัยนักรบเฉียนเริ่น
ห้องทำงานของผู้อำนวยการฝ่ายรับสมัครนักศึกษา
เฮ่อฉางเจียงถอนหายใจอย่างจนปัญญา
"จิ้งจอกเฒ่าจากเทียนอู่นั่นใช้วิธีการอะไรกันแน่ ถึงได้ล่ออัจฉริยะพวกนั้นไปได้"
"เป้าหมายในการรับสมัครปีนี้ไม่ถึงเกณฑ์อีกแล้ว ถ้ายังเป็แบบนี้ต่อไป ตำแหน่งนี้คงอยู่ไม่ได้นานแล้วล่ะ!"
มหาวิทยาลัยนักรบเฉียนเริ่น เป็หนึ่งในมหาวิทยาลัยนักรบที่ดีที่สุดในเมืองเอส
แต่ใน่ไม่กี่ปีที่ผ่านมากลับถูกมหาวิทยาลัยนักรบอีกแห่ง อย่างมหาวิทยาลัยเทียนอู่กดข่มเอาไว้
ทันใดนั้นเสียงแจ้งเตือนจากไลต์เบรนก็ดังขึ้น
[ผู้ติดต่อ : ผู้าุโเฉินแห่งสมาคมนักรบ]
เฮ่อฉางเจียงรับสายและพูดด้วยท่าทีสุภาพว่า
"สวัสดี ผู้าุโเฉินมีอะไรเหรอ?"
"อะไรนะ? นายพูดจริงเหรอ?"
"ดี! ดี! ดี! ผู้าุโเฉิน ขอบคุณมาก!"
"เมื่อครู่มีคนเพิ่งส่งไวน์มาให้ฉันลังหนึ่ง ฉันรู้ว่านายชอบดื่ม เดี๋ยวฉันจะให้คนส่งไปให้นายนะ"
ไม่นานเฮ่อฉางเจียงก็วางสาย ดวงตาเผยแววตื่นเต้นอย่างที่สุด
"ยอดฝีมือระดับสามในวัยสิบแปดปี!"
"เก้าพันแปดร้อยกว่าหน่วย!!!"
"จิ้งจอกเฒ่า! ฉันอยากรู้นักว่าครั้งนี้นายจะแย่งชิงกับฉันได้อย่างไร!"
…
มหาวิทยาลัยเทียนอู่
สำนักงานผู้อำนวยการฝ่ายรับสมัครนักศึกษา
จิ้งจอกเฒ่าในคำพูดของเฮ่อฉางเจียง
สวี่เหวินไห่ ผู้อำนวยการฝ่ายรับสมัครนักศึกษาของมหาวิทยาลัยเทียนอู่
เขากำลังชงชาให้ชายวัยกลางคน ที่สวมแว่นตาและมีบุคลิกสุภาพอย่างนอบน้อม
"หัวหน้าภาคจาง เชิญลองชิมชาปี้เหมาเจียน* [1] นี้สิครับ เป็ชาชั้นดีที่เพิ่งส่งมาในปีนี้เอง"
"ผู้อำนวยการสวี่มีน้ำใจจริง ๆ"
จางเชียนสวิ่นยกถ้วยชาขึ้น ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ ด้วยบุคลิกที่สงบนิ่ง
"หัวหน้าภาคจาง คุณคิดว่าด้านไหนของมหาวิทยาลัยเราที่จำเป็ต้องปรับปรุงมากที่สุดครับ" สวี่เหวินไห่ถามอย่างสุภาพจนดูต่ำต้อยเล็กน้อย
กล่าวได้ว่าสวี่เหวินไห่นั้น ถือเป็บุคคลสำคัญคนหนึ่งในเมืองเอส
ทุกปีมีผู้คนมากมายมาเยี่ยมเยียน เพื่อมอบของกำนัลและขอความช่วยเหลือ
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าบุคคลตรงหน้า เขาก็ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย
จางเชียนสวิ่น หัวหน้าภาควิชาการต่อสู้ของมหาวิทยาลัยนักรบฉู่หนาน!
อย่าเพิ่งมองว่าชื่อมหาวิทยาลัยนักรบฉู่หนานนั้นดูธรรมดา
นี่คือมหาวิทยาลัยนักรบอันดับหนึ่งในภูมิภาคฉู่หนาน
และยังติดสิบอันดับแรกของมหาวิทยาลัยนักรบชั้นนำของประเทศหลงด้วย!
[1] ชาปี้เหมาเจียน เป็ชาจีนเขียวที่มีชื่อเสียงจากมณฑลหูหนานของประเทศจีน มีลักษณะพิเศษคือใบชามีขนเล็ก ๆ สีขาวปกคลุม และใบชาม้วนเป็ปลายแหลม เนื่องจากเป็ชาที่ปลูกในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นชื้น และมีแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ในดิน จึงทำให้รสชาติและกลิ่นของชามีความโดดเด่น