“…”
ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วทั้งสระหยกราตรี...ก่อนเวลาเปิดของประตูอีกสิบสองชั่วยามนั้นไม่มีแม้นเพียงเสียงเดียวที่เอื้อนเอ่ยออกมาไม่ว่าจะเป็นผู้นำทัพของขุมอำนาจใดก็ล้วนนั่งทำสมาธิอย่างสงบและหยุดนิ่งอยู่ที่เดิมไม่กล้าแม้แต่จะขยับเยื่อนไปไกล้ตำหนักกลางสระ
ทางด้านต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงยังคงตกอยู่ในห้วงความคิดและนั่งแน่นิ่งราวกับรูปปั้นก็ไม่ปานแน่นอนว่าไม่มีใครจะเข้าไปใกล้ทั้งสองและรบกวนพวกเขาคำพูดที่เย่ฉีทิ้งเอาไว้เป็นดั่งประกาศิตที่ห้ามมิให้ผู้ใดแตะต้องคนจากโลกมนุษย์และในที่นี้ก็ยังมีอีกหลายคนที่หน้าซีดเผือดใจเต้นอย่างเป็นกังวล
ก่อนจะมาถึงสระหยกราตรีแน่นอนว่าแต่ละคนต้องมีการต่อสู้เกิดขึ้นไม่น้อยและในจำนวนนั้นย่อมต้องมีการปะทะกับคนจากโลกมนุษย์แน่นอนโชคดีที่พวกเขาหยิ่งผยองจนเกินไปและมองผู้ฝึกตนจากโลกมนุษย์เป็นเพียงมดปลวกเท่านั้นจึงคร้านที่จะใส่ใจและไม่ได้สังหารทิ้ง!
อีกด้านหนึ่งของถนนทิศใต้...
“แฮ่กแฮ่ก บัดซบเอ้ย! นี่มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น!?”
เสียงหนึ่งที่ดูสับสนดังขึ้นมาจากรอยแยกของถนนทางทิศใต้ที่ขอบผาไม่ไกลจากสระหยกราตรีมากนักฝ่ามือสีแดงเลือดค่อยๆเกาะกุมไต่ขึ้นมาอย่างช้าๆด้วยสภาพอิดโรยก่อนจะเผยให้เห็นเป็นร่างของบุรุษหนุ่มคนหนึ่งที่รูปร่างใหญ่ผิวหนังทั่วทั้งตัวเป็นสีแดงเพลิงชายคนนี้ก็คือฉูโหยว!ใบหน้าของเขาดูคล้ายกับยักษ์มีเขียวสองเขี้ยวและดวงตาที่แดงฉาน
ก่อนหน้านี้ฉูโหยวได้ถูกส่งไปยังทิศใต้ของแดนศักดิ์สิทธิ์แต่เป็นคนละที่กับป่าดาบจึงไม่ได้พบเจอกับเย่ฉีแต่อย่างไรก็ตามฉูโหยวนั้นเป็นเพียงคนเดียวนอกจากเย่ฉีที่สามารถผ่านผาสายลมมาได้ในการแข่งขันครั้งนี้ทั้งด้านความแข็งแกร่งและศักยภาพแม้แต่ในหมู่ผู้นำทัพด้วยกันเองเขาก็ยังโดดเด่นเป็นอย่างมาก
ในขณะที่ฉูโหยวกำลังมุ่งหน้าไปที่สระหยกราตรีจู่ๆก็ได้มีปราณดาบจำนวนมากกรีดร้องออกมาและผ่าเฉือนปฐพีเป็นสองส่วนโชคดีที่เขาเกิดรางสังหรณ์แปลกประหลาดและเลือกที่จะเชื่อสัญชาตญาณจึงหลบพ้นคมดาบนั้นแต่ยังตกอยู่ในสภาพไม่สู้ดีนัก!
ฉูโหยวยังคงมึนงงกับเรื่องที่เกิดขึ้นและเกิดเป็นความสะท้านสะเทือนอีกครั้งเมื่อรอยลากลึกที่ไกลสุดตาผ่าเอาถนนทั้งเส้นเป็นสองส่วนฉูโหยวไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นและเป็นฝีมือใครทว่าการที่มันเกิดขึ้นด้วยฝีมือของรุ่นเยาว์ที่เข้ามาในแดนศักดิ์สิทธิ์นั้นไม่ได้อยู่ในหัวของเขาแม้แต่น้อย!
“เอาอย่างไรดี?บัดซบเอ้ยไม่ว่าจะเป็นการโจมตีจากสิ่งมีชีวิตใดตัวข้าก็ไม่อาจเทียบได้!จุดเริ่มต้นคงมาจากสระหยกราตรี...ไม่รู้ว่าคนที่ไปถึงจะเป็นอย่างไรบ้างแต่ชีวิตของข้าฉูโหยวไม่อาจเอามาล้อเล่นได้!”
ฉูโหยวเลือกที่ข่มความหวาดกลัวและนั่งลงรักษาอาการบาดเจ็บในเวลานี้ต่อให้กล้ากว่านี้อีกสิบเท่าตัวเขาก็ไม่มีความคิดที่จะเข้าไปใกล้สิ่งที่น่ากลัวเช่นนั้น!
***
กลับมาที่สระหยกราตรี...เมื่อเวลาผ่านไปอีกหกชั่วยามคนที่มีความสามารถพอก็มาถึงกันเกือบหมดแล้วเรื่องราวของเย่ฉีไม่ได้มีใครพูดถึงอีกจึงทำให้คนที่มาใหม่สงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับเขตแดนที่หายไปแต่นอกจากโลกวิญญาณผู้นำทัพทั้งหมดก็อยู่ที่นี่ดังนั้นสถานการณ์จึงไม่ได้วุ่นวายจนเกินไป
จะมีก็เพียงความไม่พอใจและความอิจฉาเมื่อมองเห็นผู้ฝึกตนของโลกมนุษย์นั่งอยู่บนสะพานของตำหนักกลางสระหลังจากที่ต้วนหลิงเทียนและเสวี่ยชิงออกจากภาวะรู้แจ้งก็ได้นำศิษย์ของนิกายมังกรนพเก้าคนหนึ่งและผู้ฝึกตนอีกสองคนจากโลกมนุษย์ที่โชคดีมาถึงสระหยกราตรีไปยังตำหนักกลางสระเพราะถึงแม้จะไม่อาจเทียบได้กับอาสนะด้านในหรือดอกบงกชระดับสูงทว่าความเข้มข้นก็ยังเทียบได้กับบงกชดอกที่ห้านี่นับว่าเป็นวาสนาอย่างหนึ่งของพวกเขาเพราะต่อให้เป็นต้วนหลิงเทียนหรือเสวี่ยชิงพรสวรรค์ก็ยังด้อยกว่าเหล่าผู้นำทัพและก็อาจไปถึงได้เพียงดอกที่สามเท่านั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงอีกสามคนที่เหลือเพราะเกรงว่าจะไม่มีคุณสมบัติมากพอจะเหยียบย่างบนบงกชดอกที่หนึ่ง
เวลาหมุนเวียนผ่านไปขณะที่กำลังซึมซับเอาปราณของสระหยกราตรีเสียงของเย่ฉีก็ดังขึ้นมาพอให้คนที่อยู่ในตำหนักได้ยินการเคลื่อนไหวของทั้งห้าคนจากโลกมนุษย์นั้นมากพอที่จะดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งหมดโชคดีที่พวกเขาถูกห้ามปรามโดยผู้นำมิเช่นนั้นเกรางว่าคงจะพุ่งเข้าไปแย่งชิงพื้นที่ตรงสะพานสระทิศใต้นานแล้ว
“พวกเราต้องปล่อยให้เป็นเช่นนี้จริงหรือ?”
“ไอ้พวกคนจากโลกระดับต่ำน่าตายนั่น!”
“เช่นนั้นทำไมเจ้าไม่เข้าไปเล่า?”
เสียงพูดคุยเริ่มดังขึ้นมาทำให้การถกเถียงรุนแรงขึ้นแต่ก็ยังไม่มีใครกล้าเข้าไปยังเขตทิศใต้ถึงแม้คนที่ไม่ได้เห็นเหตุการณ์จะไม่ค่อยเชื่อคำพูดของเหล่าสหายแต่ก็เป็นเพราะคำสั่งของผู้นำทัพที่อยู่ที่นี่พวกเขาจึงไม่สามารถทำอะไรได้หากถามว่าใครที่อิจฉาที่สุดก็คงหนีไม่พ้นคนจากโลกระดับต่ำอีกสองโลกที่ใบหน้าไม่สู้ดีนักในตอนนี้ทว่าสุดท้ายเหล่าผู้นำทัพก็ได้แต่มองหน้ากันและเลือกที่จะข่มอารมณ์ทนรอจนถึงเวลาที่ประตูเปิดอย่างแท้จริง
ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่ว่าพวกเขาจะหวาดกลัวจนหัวหดเสียทีเดียวทว่าสำหรับพวกเขาแล้วการต่อสู้ตรงนี้ล้วนไม่มีประโยชน์ใดๆหากจะต้องทุ่มสุดกำลังก็ควรเป็นการแข่งขันช่วงสุดท้ายในเขตกลาง
“ข้าช่วยเหลือพวกเจ้าได้เพียงแค่นี้...ไม่มีวีรบุรุษใดไม่เคยผ่านสงครามมาก่อน!การที่ข้านำพวกเจ้าเข้ามาก่อนคนอื่นนั้นก็ถือว่าได้เปรียบมากแล้วดังนั้นพวกเจ้าจะสามารถกอบโกยได้แค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวพวกเจ้าเอง”
“ขอบคุณอาจารย์อา!”
“ขอบคุณประมุขน้อย!”
ทั้งสี่คนกล่าวออกมาอย่างซาบซึ้งเมื่อมองไปยังแผ่นหลังเล็กๆของเย่ฉีที่กำลังเดินก้าวไปอย่างช้าๆไม่นานทั้งหมดก็มาหยุดอยู่ที่ด้านหน้าประตูไม้โบราณบานหนึ่งที่ส่องประกายระยิบประตูที่เห็นนี่ไม่ใช่ประตูที่คงอยู่จริงๆแต่เกิดขึ้นจากไอปราณจำนวนมากก่อตัวขึ้นที่รอบเสาทั้งสองต้นยังเต็มไปด้วยอักขระค่ายกลนับมิถ้วนอีกด้วย
“นี่คือทางเข้าเขตกลาง...สถานที่สุดท้ายที่ผู้คนใฝ่ผันจงระมัดระวังตัวให้ดีอย่าได้ประมาทเด็ดขาด จำเอาไว้อย่าได้เข้าไปใกล้ปีกสีแดงและดำหากเจอพวกมันให้หลบหนีในทันที!”
เย่ฉีไม่ได้คิดจะบอกอะไรมากกว่านี้และเดินเข้าประตูไปทันทีสิ่งที่จะเกิดขึ้นจำเป็นต้องให้พวกเขาได้เผชิญด้วยตนเองสำหรับการแข่งขันภายในเขตกลางนั้นหากระมัดระวังและคอยหลีกเลี่ยงปีกสีแดงและสีดำก็แทบจะรับประกันได้ว่าจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแต่สุดท้ายจะเก็บเกี่ยวได้มากน้อยแค่ไหนก็ต้องดูที่วาสนาและความสามารถ!
“ไปเถอะ!”
ต้วนหลิงเทียนกล่าวออกมาก่อนจะเดินนำทั้งกลุ่มเข้าสู่ประตูมายาเบื้องหน้า
วูบ...ภาพแผ่นฟ้าพลิกกลับสร้างความงุนงงก่อนจะเริ่มชัดเจนขึ้นและทำให้ดวงตาของแต่ละคนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจนภายในเขตกลางนี้คือป่าแห่งหนึ่งที่งดงามและถูกรายล้อมด้วนภูเขานับมิถ้วนตรงใจกลางป่านั้นยังมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่สูงเทียมฟาตั้งอยู่โดยมีภูเขาเก้าลูกไล่เรียงเป็นบันไดทางขึ้น!
สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยอารยะธรรมและปราณธรรมชาติตรงด้านหน้าประตูไม่ไกลนักคือสระน้ำที่ดูธรรมดาสระหนึ่งทว่าตรงกลางสระนั้นได้มีตาน้ำพุเล็กๆผุดขึ้นมาค้ำยัดศิลาขนาดใหญ่ให้ลอยอยู่เหนือสระน้ำในศิลานั้นสลักข้อความอักษรของกฎต่างๆและคำอธิบายในเขตกลางไว้อย่างครบถ้วน!
พวกต้วนหลิงเทียนที่ก่อนหน้านี้ไม่เข้าใจสิ่งที่เย่ฉีเอ่ยเตือนจึงได้ตระหนักขึ้นในตอนนี้หลังจากอ่านข้อความในศิลา
‘เก้าทิวาราตรีพึงพ้นผ่าน...เก้าขุนเขาดั่งสะพานเชื่อมแผ่นฟ้า...เก้าปีกสีเร้นหลบซ่อนเงาลวงตา...เก้าเมฆาคือสมบัตินิจอนันต์’
เก้าแรกคือเวลาของแต่ละคนหลังจากเข้ามาในเขตกลางเก้าที่สองคือภูเขาทั้งเก้าที่ใช้เป็นบันไดขึ้นสู่แท่นบูชาเก้าที่สามคือตราประทับทั้งเก้าสีที่ผู้แข่งขันจะต้องค้นหารวบรวมเพื่อใช้ในการขึ้นสู่บันไดทั้งเก้าและเก้าที่สี่ก็คือสมบัติศักดิ์สิทธิ์ที่ค้ำยันดินแดนแห่งนี้ให้คงอยู่มาชั่วกาลนาน!
เสวี่ยชิงสรุปข้อความยาวเหยียดบนแผ่นศิลาออกมาก่อนจะเริ่มวางแผนร่วมมือกับคนอื่นๆตราประทับที่หลบซ่อนอยู่ในเขตกลางนั้นมีอยู่จำนวนมากและก็มีระดับแตกต่างกันถึงเก้าระดับโดยไล่เรียงไปตามสีเหลือง เขียว ฟ้า ขาว เงิน ทอง ม่วง แดง ดำ ยิ่งระดับสูงขึ้นก็มีค่าเท่ากับตราประทับระดับต่ำกว่าจำนวนสองเท่า
เวลาเพียงพริบตาเดียวก็เวียนผ่านไปจนครบกำหนดเปิดประตูสู่เขตกลางถึงแม้ว่าเย่ฉีจะนำคนของเขาเข้าไปในเขตกลางได้ก่อนคนอื่นๆถึงหกชั่วยามแต่ก็ใช่ว่าคนอื่นๆจะหมดหวังในเวลานี้ที่ด้านหน้าประตูมายาบานใหญ่ได้มีรุ่นเยาว์ทั้งหมดเก้าคนกำลังปรึกษากันอยู่ด้วยความเคร่งเครียด
“ข้าเอาด้วย!ครั้งนี้นรกจะเข้าร่วมแผนการกับพวกเจ้า!”
“ข้าก็เช่นกัน!เกียรติยศของนักปราชญ์ใช่ว่าจะหยามกันได้เช่นนี้!”
ชายหนุ่มสองคนกล่าวออกมาด้วยใบหน้าเขียวคล้ำโดยเฉพาะบุรุษหนุ่มเพียงหนึ่งเดียวจากโลกนักปราชญ์ตัวเขานั้นแม้จะไม่ใช่ผู้นำทัพในยุคนี้ที่แท้จริงแต่ความสามารถก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผู้นำทัพคนอื่นๆเลยการที่เขาไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังนั้นก็ล้วนเป็นเพราะว่าความหลงใหลในวิชาค่ายกลเท่านั้น
ผ่านไปอีกไม่นานการหารือครั้งนี้ก็ได้ข้อสรุป!โลกระดับต่ำทั้งหมดเข้าร่วม! โลกระดับกลางทั้งหมดเข้าร่วม!ถึงแม้จะไม่มีผู้นำแต่โลกวิญญาณก็ยังมีสมาชิกอีกหลายคนที่มาถึงสระหยกราตรีส่วนโลกระดับสูงนั้นมีเพียงสามขุมกำลังเท่านั้นโดยมีนายน้อยหนุ่มจากโลกปีศาจเป็นผู้นำสุดท้ายการจับมือกันครั้งนี้ก็มีเพียงเอ้ออ้าวเทียนจากสวรรค์ทั้งสิบและโลกอสูรเท่าที่ไม่ได้เข้าร่วม!
แน่นอนว่าเอ้ออ้าวเทียนนั่นไม่ต้องการเสี่ยงและเกิดรางสังหรณ์บางอย่างขึ้นมาแต่สำหรับโลกอสูรนั้นพวกเขาได้รับคำสั่งมาอย่างเคร่งครัด!
“เช่นนั้นก็ไปกัน!ถึงแม้ว่ามันจะแข็งแกร่งแต่หากพวกเราร่วมมือกันมันจะสู้เราได้อย่างไร? กำจัดเจ้าสารเลวนั่นให้ได้ก่อนและที่เหลือพวกเราค่อยมาแย่งชิงกันอีกครั้งเมื่อเข้าไปแล้วให้ทำตามแผนทันที...อันดับแรกคือจับตัวผู้ติดตามของมันมาให้หมด!”