หลังจากฝึกฝนมาหลายปี จื้ออันเริ่มจับดาบได้คล่องกว่าผู้คุมฝึกหัดหลายคนหวังฮุยจึงเริ่มสอนวิชาที่ลึกขึ้น ทั้งการต่อสู้ระยะประชิด การสังเกตผู้คนการฟังเสียงฝีเท้า และการเคลื่อนไหวในเวลากลางคืน เด็กน้อยที่เคยปีนกำแพงเพียงเพราะคิดถึงแม่บัดนี้เติบโตเป็ชายหนุ่มวัยสิบแปดปีที่มีฝีดาบแข็งแกร่งยิ่งนัก
จื้ออันเริ่มเข้าไปช่วยงานในหอบุปผาเขาจะยกสำรับอาหารและสุราไปยังเรือนรับรอง คอยเก็บขวดสุราที่ว่างเปล่าเติมถ่านในเตา และเปลี่ยนกาน้ำชาเมื่อเย็นลง เมื่อเดินผ่านแต่ละห้องเขาจะสังเกตทุกสิ่งอย่างเงียบงัน สายตาของแขก สีหน้าของหญิงสาว น้ำเสียงที่เปลี่ยนไปแม้แต่การวางถ้วยชาเพียงเล็กน้อย
คนทั่วไปอาจเห็นเพียงการสนทนาอันรื่นรมย์แต่จื้ออัน กลับมองเห็นสัญญาณที่ซ่อนอยู่ เขารู้ว่าพี่หญิงคนใดกำลังฝืนยิ้มรู้ว่าผู้ใดกำลังหวาดกลัวและรู้ว่าควรรีบไปตามผู้คุมเมื่อใด เพราะเขาเติบโตมากับพวกนาง เขารู้จักรอยยิ้มของทุกคนดีเสียยิ่งกว่าตนเอง
บางครั้งหญิงสาวที่ไม่กล้าปฏิเสธแขกผู้มีอำนาจตรง ๆ จะเพียงจับชายแขนเสื้อของตนเองแน่น บางคนจงใจทำถ้วยชาหล่นเสียงดังบางคนรินสุราจนล้นถ้วยเพื่อให้คนหันมามอง
ทุกครั้งที่เห็นสัญญาณเช่นนั้นเขาจะเดินออกจากห้องอย่างสงบนิ่ง ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ไม่นานผู้คุมสองหรือสามคนก็จะเดินเข้ามาในเรือนรับรอง บางครั้งอ้างว่าเปลี่ยนสุราบางครั้งอ้างว่าเชิญแขกไปยังห้องที่ดีกว่าบางครั้งเพียงยืนอยู่ไม่ไกล เพียงเท่านี้ แขกส่วนใหญ่ก็ยอมลดการกระทำลง
แต่บางครั้งแขกก็ไม่ได้ทำตามกฎเสมอไปบางคนมีอำนาจมากพอที่จะไม่เกรงกลัวผู้คุม มีการทำร้ายหญิงสาวและคนรับใช้บ่อยครั้งผู้คุมทำได้แค่เชิญเขาออกไป ไม่มีการต่อสู้ หรือแจ้งความแต่อย่างนั้นนั่นก็เพียงเพราะ้าเลี่ยงปัญหาอื่นที่จะเกิดตามมา
ทุกครั้งที่จื้ออันเห็นภาพนั้น เขาจะรู้สึกโกรธและไม่พอใจอย่างมากแต่เขาก็เหมือนคนอื่นๆ ที่ไม่สามารถทำอะไรได้สุดท้ายเขาก็ต้องจำใจทนเห็นสิ่งนั้นต่อไป
จนกระทั่งคืนหนึ่งวังบุปผาเปิดรับงานเลี้ยงของเหล่าขุนนางชั้นสูง เสียงเพลงดังคลอเคล้ากับเสียงหัวเราะและจอกสุราที่กระทบกันไม่ขาดสายเยวี่ยเป็ผู้รับหน้าที่ดูแลโต๊ะของขุนนางผู้หนึ่ง นางคุกเข่าลงอย่างสำรวมก่อนยกกาน้ำชาขึ้นรินลงในถ้วยกระเบื้องเคลือบ แต่ในจังหวะที่กำลังริน ขุนนางอีกคนที่กำลังเมาได้ลุกขึ้นชนโต๊ะอย่างแรง กาน้ำชาที่นางถืออยู่กระเซ็นเปียกแขนเสื้อของขุนนางตรงหน้าเพียงเล็กน้อยบรรยากาศทั้งโต๊ะพลันเงียบงัน เยวี่ยรีบก้มศีรษะ
"ขออภัยเ้าค่ะ..."
นางรีบก้มหัวลงทันที
เพียะ!
ฝ่ามือหนาและหยาบกร้าน ฟาดลงบนใบหน้าของนางจนล้มลงกับพื้น กาน้ำชาและจอกเหล้าบนโต๊ะหล่นลงจนแตกเป็เสี่ยง
"นังผู้หญิงชั้นต่ำ! กล้าดีอย่างไรมาเทน้ำร้อนใส่ข้า"
ขุนนางผู้นั้นตวาดเสียงดัง หญิงสาวหลายคนสะดุ้งใ ชูหนี่รีบเดินเข้ามาด้านในทันที
"ขออภัยด้วยค่ะใต้เท้า วันหลังข้าจะให้นางระวังให้มากกว่านี้"
ทั้งชูหนี่และเยวี่ยต่างก้มหัวลงใต้เท้าของขุนนาง
“วันหลังงั้นหรือ...ที่เช่นนี้...อย่าหวังว่าข้าจะกลับมาอีกเลย”
เขาลุกขึ้นและสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ไม่มีเงินทิ้งไว้ ทั้งค่าเหล้าค่าห้อง ทุกอย่างเป็ภาระที่เยวี่ยต้องรับผิดชอบ
จื้ออันรู้เื่เข้าก็รีบวิ่งเข้ามาหาเยวี่ย ใบหน้าของนางขึ้นรอยแดงจนเห็นได้ชัดมุมปากมีเืซึมออกมาเล็กน้อย
"ท่านแม่..."
เขาประคองนางขึ้นด้วยมือที่สั่นเทา เยวี่ยเพียงยิ้มอ่อน
"ข้าไม่เป็ไร"
แต่ยิ่งนางพูดเช่นนั้น จื้ออันก็ยิ่งรู้สึกเ็ป คืนนั้นเขานั่งเฝ้านางจนหลับ เมื่อเห็นรอยช้ำบนแก้มของแม่ ความโกรธก็ยิ่งเพิ่มขึ้นจนแทบลุกเป็ไฟ
เช้าวันรุ่งขึ้นหลังฝึกดาบเสร็จ เขาก็รีบไปหาเยวี่ยทันที
"ท่านแม่...เราไปจากที่นี่กันเถอะ ข้าจะทำงานหาเงินเลี้ยงท่านเอง"
เยวี่ยชะงัก มองเด็กหนุ่มตรงหน้า ก่อนยิ้มอย่างเศร้าสร้อย
"ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากไป แต่ว่า...."
นางถอนหายใจยาว ไม่มีคำพูดใดหลังจากนั้น นอกจากคำว่า“ข้ายังไปจากที่นี่ไม่ได้”
จื้ออันไม่ยอมแพ้ เดินไปหาชูหนี่ที่ห้องเพื่อถามทันที
“แม่ใหญ่....ข้าจะพาท่านแม่ไปจากที่นี่”
ชูหนี่หัวเราะเสียงดัง ก่อนจะตอบกลับไปว่า
“เ้ามีเงินไถ่ตัวแม่แล้วงั้นรึ?”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเขาเริ่มปะติดปะต่อเื่ได้ หลายครั้งที่มีคนออกไป มักมีคำนี้ออกมาเสมอ
“มีเงินไถ่ตัวเองได้แล้วงั้นหรือ”
นั่นคือสิ่งที่เขาต้องทำเช่นกัน
“มันเท่าไหร่กันล่ะ ข้าจะหามาไถ่ตัวท่านแม่เอง”
ชูหนี่หยิบสมุดบัญชีออกมาส่งให้จื้ออันดู ค่าตัวที่ถูกขายเข้าวังบุปผาค่าอาหาร ค่าห้องพัก และอื่นๆอีกมากมาย ทุกอย่างถูกจดไว้อย่างละเอียดและไม่ใช่ของเยวี่ยเพียงคนเดียวในสมุดเล่มนั้นยังบันทึกค่าใช้จ่ายที่ใช้เลี้ยงดูเขามาั้แ่เด็กด้วยแต่เขาไม่เคยรู้เื่นี้แม้แต่น้อย
“หลายร้อยตำลึงเช่นนี้...เ้าจะหาที่ไหนมาจ่ายข้าหึ...จื้ออัน”
ชูหนี่ถามชายหนุ่มที่เอาแต่ก้มหน้ามองพื้นโดยไม่มีคำตอบ
คืนนั้น...จื้ออันนอนไม่หลับ เขานั่งอยู่บนหลังคาเรือนมองโคมแดงที่แกว่งไกวไปตามสายลม ในมือกำถุงเงินใบเล็กที่เก็บสะสมมาตลอดหลายปี เมื่อเทมันออกมานับ มีเพียงเศษเงินไม่กี่ตำลึง ห่างไกลจากเงินจำนวนมหาศาลที่ใช้ไถ่ตัวคนคนหนึ่งออกจากวังบุปผา
เขาเพิ่งเข้าใจในวันนี้เองว่าตนเองก็เป็ทาสคนหนึ่งในวังบุปผาแห่งนี้ หาก้าออกไปใช้ชีวิตภายนอกจะต้องชำระเงินไถ่ตัวเสียก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น จื้ออันมาที่ลานด้านหลังเพื่อฝึกดาบตามปกติเขาเดินไปหาหวังฮุย
"ท่านลุง"
หวังฮุยยืนมองเด็กหนุ่มตรงหน้าก่อนวางดาบไม้ลง
"มีอะไรรึ...หน้าตาเหมือนคนไม่ได้หลับนอนมา"
จื้ออันสูดหายใจลึก
"หาก้าเงินจำนวนมากในเวลาอันสั้น...ควรทำอย่างไร"
หวังฮุยมองเขาอยู่ครู่หนึ่งภายในใจนั้นรับรู้ได้ถึงความคิดของหนุ่มน้อย
"ไม่มีหนทางที่ง่ายการจะได้มันมาย่อมมีความเสี่ยง"
จื้ออันก้มหน้าลง
"ถ้าเป็ท่าน...ท่านจะทำอย่างไร"
หวังฮุยตอบโดยไม่ลังเล
"ข้าจะไม่ทำเพราะมันไม่คุ้มกับชีวิต"
จื้ออันพยักหน้าช้าๆ แต่คำตอบนั้น...ไม่ได้เปลี่ยนความตั้งใจของเขา
เขาพยายามตามหาขุนนางที่ทำร้ายแม่วันนั้นรู้แต่ชายคนนั้นสกุลโหว เรียกกันแค่ท่านโหว ไม่รู้ชื่อหรือยศตำแหน่งอะไรเมื่อเขาไม่กลับมาที่หอบุปผาอีก ก็ยากที่จะออกตามหาแม้เมืองหลวงไม่ได้กว้างขวางมากมาย แต่เขาก็มีข้อจำกัดในการออกไป
หลังจากวันนั้นเขาก็เฝ้ามองพวกเศรษฐีและขุนนางที่มาใช้บริการหอบุปผา พวกเขานั่งรถอะไรมามีคนรับใช้มากี่คน ใครจ่ายหนัก ใครดูอ่อนแอที่สุด จากนั้นก็ไปตลาดฟังพวกชาวบ้านคุยกัน ที่นั่น...มักมีข้อมูลที่น่าสนใจให้เอากลับมาใช้ได้เสมอทั้งหมดนั้นมิใช่แค่เพียงอยากรู้ แต่เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง
คืนแรกที่จื้ออันตัดสินใจลงมือขาของเขาหนักอึ้งราวกับถูกหินถ่วง เขาซ่อนตัวอยู่บนหลังคาเรือนริมถนนสายตาจับจ้องรถม้าคันหรูที่กำลังเคลื่อนออกจากวังบุปผา ภายในรถม้าเป็ขุนนางผู้หนึ่งที่เพิ่งใช้เงินก้อนโตซื้อความสุขตลอดทั้งคืน เสียงหัวเราะของชายผู้นั้นยังดังลอดออกมาจากม่านรถ ในมือของจื้ออันกำดาบสั้นเล่มหนึ่งเอาไว้แน่น หัวใจเต้นแรง ฝ่ามือที่จับด้ามดาบเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
เขาตามรถม้านั้นไปรอให้มันห่างจากหอบุปผาไปให้ไกลเสียก่อน เขาจึงเริ่มลงมือ เพียงใช้วิชาที่หวังฮุยเคยสอนปลดอาวุธของคนคุ้มกัน ทำให้พวกเขาเสียหลัก แล้วชิงถุงทองก่อนหายเข้าไปในความมืด
เขาหอบและใจเต้นรัวเมื่อไม่ใช่เพราะความเหนื่อยแต่เป็เพราะมันเป็ครั้งแรก ถุงทองหนักอึ้งวางอยู่ตรงหน้าแต่เขากลับไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับมัน จะนำกลับไปที่หอบุปผา ก็เกรงว่าจะมีคนจับได้จึงหาที่ซ่อน โดยฝังมันไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ใกล้ๆกับศาลของเมืองหลวงโดยคิดว่า...ที่ที่อันตรายที่สุด น่าจะเป็ที่ปลอดภัยที่สุด