ราวกับไม่มีตัวตนอยู่
“คุณจะอาบน้ำสักหน่อยไหม?” หลังดื่มน้ำสะอาดจากลำธารไป เย่กู่เฉินก็ถามซงหว่านเอ๋อร์
“อาบน้ำ?” ใบหน้าของซงหว่านเอ๋อร์แดงขึ้นมาเล็กน้อย ในตอนนี้เธอรู้สึกเหนียวตัวและยังได้กลิ่นเปรี้ยวจากตัวเองด้วย ดังนั้น เธอจึงพยักหน้าอย่างไม่ลังเล
เย่กู่เฉินยิ้มเล็กน้อย “งั้นพวกเราอาบด้วยกันไหม?”
“อะ...อาบด้วยกัน?” ดวงตาคู่สวยของซงหว่านเอ๋อร์เบิกกว้างขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ด้วยความตื่นตระหนก
เย่กู่เฉินหัวเราะเล็กน้อย “ผมล้อเล่น คุณอาบก่อนเถอะ เดี๋ยวผมจะมาอาบทีหลัง”
หลังพูดจบ เขาก็ไม่รอคำตอบจากซงหว่านเอ๋อร์ รีบเดินจนหายไปจากบริเวณนี้
ซงหว่านเอ๋อร์ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่เขาแค่ล้อเล่น เธอมองดูรอบๆ จนแน่ใจแล้วว่าเย่กู่เฉินไม่ได้อยู่ในบริเวณนี้ เพื่อแอบดูเธอ เธอพลันค่อยๆ ถอดเสื้อผ้าออกทีละชิ้น จนเผยเรือนร่างที่งดงามวิจิตราออกมา
เธอเริ่มอาบน้ำโดยใช้น้ำจากลำธาร พร้อมกับฮัมเพลงไปด้วยอย่างมีความสุข ราวกับว่าในตอนนี้ เธอไม่ได้ติดเกาะ แต่มาเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจอย่างไรอย่างนั้น
ทางด้านเย่กู่เฉิน เขาไปรอซงหว่านเอ๋อร์อยู่ที่ถ้ำ เขาไม่ได้มีความคิดสกปรกอย่างการแอบดูเธอแต่อย่างใด
เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ซงหว่านเอ๋อร์ก็เดินกลับมาที่ถ้ำ มองดูเรือนผมที่เปียกน้ำของเธอ พร้อมกับชุดที่ชุ่มน้ำเล็กน้อย เขารู้ได้ไม่ยากว่าเธออาบน้ำเสร็จแล้ว
“เย็นสบายดีไหม?” เขาถามเธอ
ซงหว่านเอ๋อร์พยักหน้า “อืม”
“งั้นคุณรอผมที่นี่ ผมขอไปอาบสักเดี๋ยว” เย่กู่เฉินพูด
“ตกลง” ซงหว่านเอ๋อร์ตกลงอย่างไม่ลังเล
เย่กู่เฉินไม่รอช้า เขารีบเดินไปที่ลำธารในทันที
เวลาค่อยๆ ผ่านไป พริบตาเดียวก็ผ่านไปจนถึงช่วงค่ำ เย่กู่เฉินไปหาไก่ป่ามาย่างเพื่อเป็นอาหารอีกครั้ง
ซงหว่านเอ๋อร์ขอบคุณเขาครั้งแล้วครั้งเล่าในเรื่องนี้ ถ้าไม่มีเขา เธอคิดว่าเธอคงต้องอดตายอย่างแน่นอน
มีคนเคยพูดเอาไว้ว่าเวลามักจะผ่านไปเร็วเสมอ และมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ราวกับชั่วกระพริบตาผ่าน พริบตาเดียว เจ็ดวันก็ผ่านไปแล้ว
ในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา ซงหว่านเอ๋อร์ไม่รู้สึกกลัวเลยที่เธอติดเกาะหลายวันขนาดนี้ กลับกัน เธอรู้สึกสนุกและมีความสุขมากด้วยซ้ำ เหตุผลนั้นเป็นเพราะการมีเย่กู่เฉินอยู่ด้วย
เขาดูแลเธอดีมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร หรือว่าเวลาเธอเหงา คิดถึงบ้านขึ้นมา เขาก็มักจะทำตัวตลกๆ และเล่าเรื่องตลกให้เธอฟัง จนทำให้เธอหัวเราะออกมา
สายตาที่เธอมองไปที่เขาในเวลานี้มันเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เธอไม่ใช่เด็กแล้ว เธอรู้ว่าตัวเองกำลังหลงรักเย่กู่เฉิน!
ผู้ชายที่ดีขนาดนี้ หลังจากที่ได้ใช้เวลาด้วยกันหลายวัน แม้ว่าเขาจะอายุน้อยกว่าเธอ เป็นไปไม่ได้ที่เธอจะไม่ตกหลุมรักเขา
“พี่หว่านเอ๋อร์” ภายในถ้ำ เย่กู่เฉินเรียกซงหว่านเอ๋อร์
“มีอะไรเหรอกู่เฉิน?” ซงหว่านเอ๋อร์มองไปที่เขา จากการเรียกหาที่สนิทสนมขึ้นเช่นนี้ ย่อมเป็นเพราะพวกเขาได้ใกล้ชิดกันมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา
บนใบหน้าเย่กู่เฉินปรากฏความลังเลขึ้นมา เขาลังเลที่จะพูดเรื่องการขอจูบอันดูดดื่มจากเธอ
แต่เขารู้ดีว่า ไม่พูดไม่ได้ เนื่องจากวันนี้ถือว่าเป็นวันสุดท้ายแล้ว อีกไม่กี่ชั่วโมง เฮลิคอปเตอร์ช่วยเหลือของตระกูลซงจะมาที่นี่ เพื่อช่วยซงหว่านเอ๋อร์ ถ้าหากเขาไม่พูด เขาจะสูญเสียโอกาสนี้ไป
สาเหตุที่ทำให้เขาลังเลที่จะพูดมันออกมาก็คือ เขาไม่แน่ใจว่าในเจ็ดวันที่ผ่านมา ความรู้สึกของซงหว่านเอ๋อร์ที่มีต่อเขาได้ไปถึงระดับนั้นรึเปล่า ระดับที่ยอมมอบจูบอันดูดดื่มให้
“มีอะไรก็พูดมาเถอะ” ซงหว่านเอ๋อร์มองเห็นความลังเลบนใบหน้าของเขาได้อย่างชัดเจน เธอจึงอดไม่ได้ที่จะบอกให้เขาพูดมันออกมา
พูดตามความจริง บอกตามตรงว่าเธอค่อนข้างอยากรู้ว่าเขาอยากที่จะพูดอะไรกับเธอ
เย่กู่เฉินพลันสูดลมหายใจเข้าลึก เขาตัดสินใจที่จะพูดมันออกมาในที่สุด
“เอ่อ...จะเป็นอะไรไหม ถ้าผมขอจูบอันดูดดื่มจากพี่!”
“ห่ะ?!” ซงหว่านเอ๋อร์รู้สึกราวกับตัวเองหูฝาดได้ยินผิด จนเธอร้องคำว่า ‘ห่ะ?!’ ออกมา “นาย...นายว่าไงนะ?”
เย่กู่เฉินรู้สึกอายที่จะพูดมันอีกครั้ง แต่เพื่อภารกิจบัดซบที่ระบบสุนัขมอบให้ เขาต้องพูดมันออกมาอีกครั้ง “จะเป็นอะไรไหม ถ้าผมขอจูบอันดูดดื่มจากพี่!”
ครั้งนี้ซงหว่านเอ๋อร์ได้ยินชัดเต็มสองรูหู ใบหน้าของเธอพลันแดงก่ำขึ้นราวกับมะเขือเทศ พร้อมกับหัวใจที่เต้นแรง เธอคิดไม่ถึงเลยว่าเย่กู่เฉินจะมาขอจูบจากเธอ ทั้งยังเป็นจูบอันดูดดื่มอีก
เรื่องนี้สำหรับเธอแล้วย่อมเป็นเรื่องที่น่าตกใจมากอย่างแท้จริง
“เอ่อ...” เธอไม่รู้ว่าจะตอบออกมายังไงดี เธอไม่เคยมีแฟนด้วยซ้ำ เรื่องการจูบเลิกพูดถึงไปได้เลย เธอไม่มีประสบการณ์ด้านนี้เลยสักนิด
“ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร...” เย่กู่เฉินแน่นอนว่าไม่มีความคิดที่จะบังคับเธอ และเขาตัดสินใจที่ตีสนิทและสร้างความประทับใจ บวกความรู้สึกที่ดีให้เธอต่อไป เพราะเขายังคงมีเวลาอยู่อีกมากถึงยี่สิบกว่าวัน ก่อนที่มันจะถึงเส้นตายหนึ่งเดือนของระบบสุนัข
แต่เขาก็ต้องตามไปตีสนิทกับเธอถึงเซี่ยงไฮ้ แต่เรื่องนี้แน่นอนว่าไม่เป็นปัญหาเลยสักนิด ด้วยความที่เขาเป็นผู้ฝึกตนระดับปราณนิรันดร์ เขาสามารถบินไปเซี่ยงไฮ้จากปักกิ่งได้ภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง!
เห็นสีหน้าเหมือนว่าจะผิดหวังของเขา หัวใจของซงหว่านเอ๋อร์บีบรัดเล็กน้อย สองมือเองก็กำแน่น ในขณะที่ใบหน้าแดงมาก เธอลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายก็พยักหน้า “ถะ...ถ้านายอยาก ลองดูกันก็ได้...”
ซงหว่านเอ๋อร์รู้สึกว่าที่เธอตกลงในเรื่องนี้ อาจจะเป็นเพราะว่าเธอตกหลุมรักเขาแล้ว
เย่กู่เฉินหัวใจเต้นแรง เขารู้สึกไม่อยากจะเชื่อที่ซงหว่านเอ๋อร์ยอมตกลง แต่เรื่องนี้แน่นอนว่ามันทำให้เขามีความสุข เขาพลันเดินมาหยุดลงตรงหน้าของเธอ
ซงหว่านเอ๋อร์รีบหลับตาลงในทันทีด้วยความอาย นี่เป็นจูบแรกของเธอ และไม่รู้ว่าทำไม ภายในหัวใจของเธอกลับคาดหวังในจูบครั้งนี้อยู่ไม่น้อยเลย
เย่กู่เฉินสูดลมหายใจเข้าลึกครั้งหนึ่ง จากนั้นวางสองมือที่ไหล่ทั้งสองข้างของซงหว่านเอ๋อร์ ก่อนที่เขาจะค่อยๆ โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหน้าของเธอ ต่อมาเขาก็จูบเธออย่างอ่อนโยน
ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ สอดลิ้นเข้าไปในปากของเธอ ลิ้นของเขารับรู้รสชาติได้ถึงความหอมหวาน แต่เป็นความหอมหวานที่แตกต่างจากตอนที่จูบกับถังม่านหยาเล็กน้อย
ลิ้นของเขาค่อยๆ สัมผัสลิ้นของเธอที่ตอนแรกแม้จะหลบเลี่ยง แต่ในไม่ช้าก็เข้ามาพัวพันกับลิ้นของเขาอย่างเร่าร้อนและดูดดื่ม!
การจูบครั้งนี้ดำเนินไปถึงสิบนาทีก่อนที่จะหยุดลง ทั้งเย่กู่เฉินและซงหว่านเอ๋อร์ต่างก็หอบหายใจออกมาอย่างหนัก
เย่กู่เฉินพบว่าการจูบแบบดูดดื่มยังคงวิเศษเหมือนเดิม แต่เขาไม่ได้ดื่มด่ำกับความรู้สึกนี้นานนัก เขาได้โบกมือ ทำให้ซงหว่านเอ๋อร์ที่หอบหายใจด้วยใบหน้าที่แดงไปหมดสลบ
เขากอดร่างของเธอไว้ อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอย่างรู้สึกผิด แต่ภารกิจของเขาคนที่สองตอนนี้สำเร็จแล้ว ดังนั้น มันได้เวลาที่เขาจะต้องกลับบ้านแล้ว
ส่วนเรื่องของซงหว่านเอ๋อร์ เขาทำได้เพียงหายตัวไปจากชีวิตของเธอ ราวกับไม่มีตัวตนอยู่มาก่อน
จบบทที่ 34