“สวัสดีครับ คุณผู้ฟังทุกท่านขอต้อนรับเข้าสู่รายการ โกสต์ สตอรี่รายการที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ฟังทางบ้านได้โทรเข้ามาเพื่อพูดคุยและแชร์เื่ราวหลอนสั่นประสาทรวมถึงเื่ราวที่หาคำอธิบายไม่ได้ กับผม ชล วิมลดิษฐ์ ครับ”
ทันทีที่ได้ยินเสียงนี้ผมรีบยื่นมือไปเร่งเสียงวิทยุเพื่อจะได้รับฟังรายการโปรดได้อย่างถนัดและมีอรรถรสมากยิ่งขึ้นถ้าหากจะถามว่าใครที่เป็แฟนคลับตัวยงของรายการนี้ล่ะก็ ต้องเป็ผมแน่นอนครับก็แหม อาชีพคนขับรถส่งของข้ามจังหวัดแบบนี้ จะมีอะไรดีไปกว่าการมีดีเจอยู่เป็เพื่อนร่วมทางอีกล่ะครับยิ่งดึก ๆ แบบนี้แล้วล่ะก็ ไม่มีอะไรจะเหมาะไปกว่ารายการผีอีกแล้วล่ะ
“เอาล่ะครับ สำหรับสายแรกในวันนี้เราจะได้พูดคุยกับนักเล่า เ้าเก่าเ้าประจำของเราที่เคยฝากผลงานการเล่าไว้อย่างมากมาย ทั้งเื่ผู้หญิงในตึกร้าง เสียงปริศนา และเื่อื่นๆ อีกมากมาย และตอนนี้เขาอยู่ในสายกับเราแล้วครับ สวัสดีครับ คุณที ผีตามติด”
เฮ้อ...นักเล่าคนนี้อีกแล้วเหรอฟังดูก็รู้ว่าเื่แต่งชัด ๆ ผมไม่เข้าใจเลยว่าอะไรทำให้เขามีแฟนคลับเยอะแยะมากมายขนาดนี้ เล่าออกมาก็ซ้ำ ๆ เดิม ๆไม่เห็นจะน่ากลัวสักเท่าไหร่เลย
ผมนั่งฟังเื่เล่าจากนักเล่าทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ไปเรื่อยๆ อย่างเพลิดเพลินสายแล้วสายเล่า แต่ความเพลิดเพลินนั้นก็ต้องจบลงเมื่อสัญญาณหนึ่งแสดงขึ้นที่หน้าปัดรถของผม
“โอ..แย่แล้วน้ำมันจะมาหมดอะไรตอนนี้เนี่ย ถนนเส้นเล็กแบบนี้จะมีปั๊มไหมล่ะเนี่ย”
ผมบ่นพึมพำกับตัวเองด้วยความวิตกกังวลปนหัวเสียถึงแม้ว่าการฟังเื่ผีจะทำให้หัวใจของผมเต้นระรัวได้แค่ไหนแต่ก็คงจะไม่มากไปกว่า การที่สัญญาณน้ำมันหมดแสดงขึ้นบนหน้าปัดรถใน่เวลาตีสองกว่า ๆ บนถนนเส้นรองที่ไม่มีเสาไฟฟ้าสักต้นแบบตอนนี้!
ผมมองซ้ายมองขวาด้วยใจที่สั่นระรัวมือที่กำพวงมาลัยแน่นขณะนี้ชุ่มไปด้วยเหงื่อทั้งสองข้างทางมีเพียงทุ่งนาที่ทอดยาวไปสุดลูกหูลูกตากับแสงจันทร์ในคืนเดือนมืดที่สาดส่องลงมาพอเป็พิธีไร้ซึ่งแสงไฟและสิ่งมีชีวิตใด ๆราวกับว่าในโลกนี้เหลือเพียงแค่ผมกับรถกระบะส่งของคู่ใจที่ขณะนี้จวนเจียนจะหมดแรงเต็มทีในหัวผมตอนนี้ได้แต่ภาวนาให้น้ำมันที่เหลือติดถังอยู่เพียงน้อยนิดพาผมออกจากถนนเส้นนี้ได้อย่างทันท่วงทีในขณะเดียวกันกับที่พยายามคิดถึงแผนสำรองในกรณีที่น้ำมันเ้ากรรมนี้ไม่สามารถพาผมผ่านถนนเส้นนี้ออกไปได้ขณะที่ผมกำลังนั่งคิดถึงการเอาตัวรอดในสถานการณ์เหล่านี้อยู่นั้นก็มีเสียงเสียงหนึ่งดังขึ้น
“กรี้ดดดด!!!”
ผมสะดุ้งสุดตัวก่อนที่จะเหยียบเบรกอย่างกะทันหัน
“เอี้ยดดด!”เสียงเบรกดังสนั่นไปทั่วทั้งท้องทุ่งผมรีบเอื้อมมือไปปิดวิทยุอย่างรวดเร็วด้วยใจที่สั่นระรัวราวกับจะออกมาเต้นนอกหน้าอกเสียให้ได้ไอ้รายการบ้านี่! จะมาเปิดเสียงเอฟเฟค อะไรตอนนี้! คนยิ่งใจคอไม่ดีอยู่ โถ่เอ๊ย... ผมนั่งกำพวงมาลัยแน่นกว่าเดิมก่อนที่จะเริ่มหายใจเข้าช้า ๆ หายใจออกยาว ๆ เพื่อรวบรวมสติให้ได้มากที่สุด
“ขวัญเอ๊ย ขวัญมา” ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆก่อนจะกำชับมือกับพวงมาลัยให้แน่นขึ้น ปรับกระจกและที่นั่งให้พอดีอีกครั้งพร้อมทั้งจัดคอปกเสื้อแจ็คเก็ตลายสก็อตตัวเก่งเพื่อดึงสติตัวเองกลับมาก่อนที่จะออกเดินทางอีกครั้ง ถึงแม้ว่าในขณะนี้ตัวของผมจะสั่นไปทั้งตัว แต่ยังไงซะผมก็ต้องรีบพาตัวเองออกไปจากจุดจุดนี้ให้เร็วที่สุด บอกตรง ๆ ครับ ว่าในที่เปลี่ยวๆ แบบนี้ ผีอาจจะไม่น่ากลัวเท่าโจรก็เป็ได้!
ผมก้มหน้าก้มตาขับรถอย่างระมัดระวังเพื่อช่วยให้รถประหยัดน้ำมันให้ได้มากที่สุดถึงแม้ว่าผมจะมีประสบการณ์ในการขับรถมากกว่า 10 ปี และรู้จักรถคันนี้ดีกว่าใคร แต่นี่อาจจะเป็ครั้งแรกที่ผมไม่เชื่อว่ารถคันนี้จะพาผมไปถึงปั๊มได้ ท่ามกลางเสียงเงียบสงัดกลางท้องทุ่งบวกกับเสียงเงียบในรถสร้างความรู้สึกวังเวงให้กับผมเป็อย่างมากและถึงแม้ว่าถนนเส้นนี้จะเป็เส้นทางที่ผมใช้ประจำ แต่ใน่เวลาใกล้ตีสามแบบนี้ผมก็คงจะต้องยอมรับว่า ผมตอบไม่ได้จริง ๆ ว่าอีกไกลแค่ไหน ถึงจะออกไปเจอถนนใหญ่ได้
ผมขับวนอยู่นานเท่าไหร่ไม่อาจทราบได้อาจจะแค่ 20 นาที 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง แต่สำหรับผมตอนนี้มันช่างยาวนานเหลือเกินยาวนานจนเหมือนกับว่าผมจะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไป เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว จู่ ๆความรู้สึกหวาดกลัวก็ถาโถมเข้ามาในใจผมอย่างหนัก ผมตัดสินใจยกมือขึ้นประนมเหนือหัว ก่อนจะเอ่ยพึมพำกับตัวเองเบา ๆ
“สาธุ ใครก็ได้ช่วยให้ผมออกไปจากตรงนี้ทีขอให้ผมขับรถไปได้ถึงปั๊มด้วยเถิด จะผีสางเทวดาอสุรกายอะไรก็ได้ ช่วยผมด้วยถ้าช่วยผมได้ ผมจะตอบแทนอย่างงามเลย!”
ผมเผลอพูดออกมาอย่างลืมอายต่อหน้าแม่ย่านางรถก็อย่างที่ผมบอกแหละครับ เส้นนี้ปล้นกันเป็ว่าเล่น ถ้าต้องมาน้ำมันหมดที่นี่ล่ะก็รับรองได้เลยว่าผมเหลือแค่ชื่อแน่ ๆ!
และทันใดนั้นเองสิ่งที่ผมไม่อยากจะเชื่อว่าจะเกิดขึ้น ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ไม่รู้ว่าผมโชคดี หรือมีใครได้ยินคำร้องขอของผมจริงๆ เพราะขณะนี้ผมมองเห็นแสงไฟที่เรียงรายกันเป็แถวอยู่ไกล ๆและมันเริ่มเข้าใกล้ผมเรื่อย ๆ หรือถ้าจะให้พูดอย่างถูกต้องก็คือผมกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่แสงไฟเ่าั้ ที่นำผมออกสู่ถนนเส้นหลักนั่นเอง!
-----
ผมค่อย ๆ ขับประคองรถกระบะคู่ใจของผมเข้ามาในบริเวณปั๊มน้ำมันขนาดกลางที่เปิดไฟสว่างไสวช่วยให้ความรู้สึกโล่งใจและผ่อนคลายเข้ามาแทนที่ความกลัวเสียงหัวใจของผมเริ่มกลับเข้าสู่จังหวะปกติอีกครั้งไม่อยากจะเชื่อเลยว่าผมจะมาถึงที่นี่ได้
“น้องดีเซล เต็มถังเลยนะ”ถึงแม้ว่าจะอยากประหยัดค่าน้ำมันแค่ไหนก็ตามแต่การกลับไปเจอสถานการณ์แบบเดิมอีกเป็หนที่สองไม่ใช่เื่ดีแน่ ๆ
“เจอมาหนักเลยใช่ไหมพี่”เด็กปั๊มมาดกวนเอ่ยทักผม ก่อนจะยิ้มออกมาเบา ๆ อย่างมีเลศนัยผมไม่ได้เก็บคำพูดเ่าั้มาใส่ใจมากนัก ได้แต่ยิ้มแหย ๆ กลับไปก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ทิ้งตัวลงบนเบาะ และหลับตาลงอย่างสบายอารมณ์ก่อนที่เสียงเสียงหนึ่งจะดังขึ้น
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”เด็กปั๊มคนเดิมเดินมาเคาะกระจก ก่อนจะส่งยิ้มกวน ๆ ให้ผมอีกครั้ง
“เงินสดหรือบัตรเครดิตพี่”ผมหันไปมองยอดเงินที่หัวจ่ายน้ำมัน ก่อนจะหยิบเงินจำนวนหนึ่งและส่งให้เขาไป จากนั้นจึงสตาร์ทเครื่องเพื่อเคลื่อนย้ายรถไปบริเวณร้านสะดวกซื้อ
ผมทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหน้าร้านสะดวกซื้อก่อนจะหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบพร้อมกับนั่งจิบเครื่องดื่มชูกำลังไปพลาง ๆผมนั่งสอดส่ายสายตามองรถที่ผ่านเข้าออกมายังบริเวณปั๊มอย่างเพลิดเพลินรู้สึกผ่อนคลายราวกับว่าได้ผ่านเื่ร้าย ๆ ทั้งหมดมาแล้วแต่หารู้ไม่ว่านี่เป็เพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น!
ในขณะที่ผมกำลังนั่งสูบบุหรี่อยู่นั้นเองผมก็ต้องชะงัก เมื่อมีกลิ่น ๆ หนึ่งลอยมาแทนที่กลิ่นบุหรี่ของผม มันคือกลิ่นอ่อน ๆจากน้ำหอมของผู้หญิงที่โชยมาตามลม มันเป็กลิ่นที่ทำให้ผมรู้สึกหลงใหลอย่างน่าประหลาดใจทีเดียวผมหันไปมองทางซ้ายมือของตัวเอง เพื่อตามหาเ้าของกลิ่นนั้นและผมก็ได้พบว่าเ้าของกลิ่นน้ำหอมนี้คือหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินออกมาจากร้านสะดวกซื้อให้ตายเถอะ...ผมไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่สวยเท่านี้มาก่อนเลย ทั้งผิวพรรณที่สวยงามการแต่งกายที่พอดี ไหนจะหุ่นนางแบบนั่นอีกผมรู้สึกเหมือนโดนสะกดให้มองเธออย่างลืมตัวในขณะที่เธอกำลังง่วนอยู่กับการตรวจเช็กสิ่งของที่อยู่ในถุงก่อนที่เธอจะเงยหน้าขึ้นมาสบตากับผม แต่เชื่อหรือไม่ครับวินาทีที่ตาของเราทั้งคู่ประสานกัน แทนที่ผมจะรู้สึกใจเต้นแรงผมกลับรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว มันเป็ความรู้สึกที่ผมเองก็อธิบายไม่ถูกแต่ไม่ใช่ความรู้สึกในทางที่ดีแน่ ๆ หรือหากมองในอีกแง่หนึ่งเธออาจจะรู้สึกไม่พอใจที่ผมจ้องมองเธอขนาดนี้ก็เป็ได้
ผมสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะหันไปมองทางอื่นแอบรู้สึกเสียมารยาทที่จ้องมองเธอขนาดนั้น ผมก้มหน้าก้มตาสูบบุหรี่ต่อไปเธอรีบเดินสาวเท้าไปที่รถเก๋งสุดหรูคันหนึ่ง ก่อนที่จะก้าวขึ้นไปนั่งตรงฝั่งคนขับ... อยากรู้จังว่ารถเก๋งสีดำสุดหรูนั้น จะพาเธอไปที่ไหนกันนะ
ผมเหม่อมองจนรถเธอเคลื่อนตัวออกจากปั๊มไปและบังเอิญได้เห็นทะเบียนรถของเธอ พร้อมกับความรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
“ตย 90 ... คุ้นจังแฮะ”ผมรู้สึกคุ้นป้ายทะเบียนของรถคันนี้มากราวกับว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อนแต่จะนึกยังไงก็นึกไม่ออก
“ช่างเถอะ สงสัยพรหมลิขิตมั้ง”ผมพึมพำและยิ้มกับตัวเองเบา ๆ ก่อนที่จะปักก้นบุหรี่ลงบนที่เขี่ยบุหรี่พร้อมกับยกข้อมือขึ้นมาเพื่อดูนาฬิกา และพบว่าขณะนี้เป็เวลาตีสามกว่า ๆ แล้วเท่ากับว่าผมมีเวลาอีกเพียงแค่เกือบ ๆ 2 ชั่วโมง เพื่อเดินทางไปให้ถึงที่หมายก่อน 6 โมงเช้าซึ่งนั่นก็หมายความว่าผมควรที่จะรีบย้ายก้นของผมจากม้านั่งไปประจำที่เบาะคนขับและออกเดินทางได้แล้วนั่นเอง!
ผมขับผ่านรถเล็กรถใหญ่มากมายบนท้องถนนที่สัญจรกันไปมาอย่างคึกคักรู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันทีที่มีเพื่อนร่วมทางมากมายแบบนี้อีกทั้งแสงจากดวงไฟบนท้องถนนที่ตั้งอยู่เรียงรายไปตามเส้นถนนนั้น ทำให้ผมลืมเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไปเสียสนิทผมเอื้อมมือไปเปิดวิทยุเพื่อฟังรายการโปรดอีกครั้ง
“เอาล่ะครับและแล้วเราก็เดินทางมาถึงสายสุดท้ายกันในวันนี้กันแล้วนะครับ”
ผมรู้สึกดีใจเป็อย่างยิ่งที่ทันฟังสายสุดท้ายของรายการโปรดในวันนี้ผมเอื้อมมือไปเร่งเสียงวิทยุให้ดังขึ้น
“สำหรับสายนี้นะครับเป็นักเล่าหน้าใหม่ในรายการของเราเลยล่ะครับและตอนนี้เธออยู่ในสายกับเราเรียบร้อยแล้วครับ สวัสดีครับคุณอร”ดีเจกล่าวทักทายนักเล่าหน้าใหม่ด้วยน้ำเสียงที่สดใสและเป็กันเอง
“...ซ่า..”
“คุณอรได้ยินผมไหมครับ”ดีเจถามด้วยเสียงที่ดังขึ้น
“....”
“โถ่...ให้ตายเถอะ เสียอารมณ์จริง ๆ”ผมบ่นกับตัวเองเบา ๆ นักเล่าหน้าใหม่ก็แบบนี้แหละ
“ท่าทางว่าสัญญาณโทรศัพท์ของคุณอรจะไม่ดีนะครับยังไงเดี๋ยวจะให้ทางทีมงานติดต่อกลับไปใหม่อีกครั้งนะครั...” ยังไม่ทันสิ้นเสียงที่ดีเจท่านนี้จะกล่าวจบทันใดนั้นเอง เสียงปลายสายก็ดังขึ้น
“ส..ซ่า...สวัสดีค่ะ” น้ำเสียงหวาน ๆที่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นและเรียบเฉยของนักเล่าหน้าใหม่ท่านนี้ ทำให้ผมรู้สึกหวิวๆ ใจแปลก ๆ
“แหม่ ผมใจหายหมดเลยนึกว่าจะไม่ได้คุยกันแล้วครับ สงสัยเมื่อสักครู่สัญญาณของคุณอรจะมีปัญหาแต่ไม่เป็ไรครับ ตอนนี้น่าจะได้ยินผมแล้ว”ดีเจยังคงดำเนินรายการต่อไปอย่างผ่อนคลายและเป็กันเอง แต่สำหรับผมการพูดคุยระหว่างดีเจและนักเล่าหน้าใหม่ที่ชื่อ “คุณอร” นั้นเป็ไปอย่างไม่ค่อยน่าสุนทรีย์เท่าไหร่นัก เพราะน้ำเสียงที่ราบเรียบและเ็าของอีกฝ่ายทำให้ผมรู้สึกอึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูก
“เอาล่ะครับ ก่อนจะพูดคุยกันถึงเื่นี้ไม่ทราบว่าคุณอร โทรมาจากที่ไหนครับ” ดีเจถาม
“บนทางหลวงหมายเลข 0 ค่ะ” คุณอร ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
ผมสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบเพราะขณะนี้ผมกำลังขับรถอยู่บนทางหลวงเส้นนั้นเช่นกันช่างเป็เื่ที่แสนจะบังเอิญอะไรขนาดนี้
“เอาเป็ว่าขับขี่ปลอดภัยนะครับคุณอรเอาล่ะครับ เสียเวลากันมาเยอะแล้ว เราไปรับฟังเื่ราวจากคุณอรกันเลยดีกว่าครับคุณอรถ้าพร้อมแล้วเชิญเล่าได้เลยครับ” ดีเจกล่าว
เอาล่ะ ในที่สุดผมก็จะได้ฟังเสียทีอยากจะรู้เหมือนกันว่านักเล่าหน้าใหม่ที่แสนจะเ็าคนนี้จะถ่ายทอดเื่ราวออกมายังไง
“คุณชลเชื่อเื่เวรกรรมไหมคะ?” คุณอรเปิดเื่ด้วยประโยคคำถาม
“แหม่ ใช้ได้นะเนี่ย”ผมพึมพำกับตัวเองเบา ๆ นี่ถ้าไม่บอกว่าเป็มือใหม่นี่ผมไม่เชื่อนะเพราะถึงแม้จะมีน้ำเสียงที่เรียบเฉยแต่ก็ยังรู้จักวิธีการเล่าเื่ให้น่าสนใจด้วยแฮะ
“สำหรับผมนะ ผมเชื่อครับเชื่อว่าคนเราทำอะไรย่อมได้รับแบบนั้น”ดีเจตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้นกว่าตอนแรก
“อรเชื่อว่ามีหลายคนที่ไม่เชื่อเื่นี้เพราะยังไม่เคยได้รับผลกรรมที่ตัวเองได้ทำเอาไว้ไม่ใช่เพราะเื่เวรกรรมไม่มีจริง เพียงแค่ยังไม่ถึงเวลาของมันแต่ถึงยังไงสักวันหนึ่งกรรมนั้นก็จะคืนสนองเป็แน่” คุณอรเงียบเสียงไปชั่วขณะก่อนจะเริ่มพูดต่อ
“จริง ๆเื่นี้มันก็ผ่านมานานมากแล้วค่ะ เป็เื่ราวของวันนี้เมื่อ 10 ปีที่แล้ว และใครบางคนอาจจะลืมเื่นี้ไปแล้วแต่สำหรับอรทุกอย่างมันยังคงชัดเจนเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานค่ะ...อรเป็คนที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเป็ชีวิตจิตใจ ทั้งชอบไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆขับรถไปคนเดียวบ้าง กับเพื่อนบ้าง แล้วแต่่เวลาและโอกาส และวันนั้นก็เป็วันที่อรตัดสินใจออกเดินทางไปท่องเที่ยวคนเดียวหลังจากงานรับปริญญาค่ะ โดยตั้งใจว่าจะพักผ่อนให้เต็มที่ ก่อนที่จะเริ่มหางานทำ”คุณอรยังคงเล่าต่อไปด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ
“เพื่อให้ง่ายต่อการเดินทางอรจึงเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ และเป็จังหวัดที่อรมักจะเดินทางมาคนเดียวบ่อยๆ ตอนนั้นอรออกเดินทาง่ประมาณเที่ยงคืนค่ะเพื่อหวังว่าจะเดินทางไปถึงที่หมายก่อน 6 โมงเช้า เพราะอยากรับอากาศเย็น ๆ ใน่หน้าหนาวได้อย่างเต็มที่การเดินทางเป็ไปตามแพลนที่วางไว้ค่ะ... จนกระทั่งอรเดินทางมาถึงจุดพักรถบนทางหลวงหมายเลข0อรจึงได้ทำการจอดพักรถและแวะซื้อของที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง”
ฟังจากที่เธอเล่าแล้ว ไม่ผิดแน่นอนเธอต้องพูดถึงเส้นทางที่ผมกำลังมุ่งหน้าไปอยู่แน่ ๆยิ่งได้ยินแบบนี้หัวใจของผมยิ่งเต้นแรงขึ้น แรงขึ้นผมรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งที่ได้รับฟังเป็อย่างมากมันเป็ความรู้สึกร่วมเหมือนกับว่าผมได้อยู่ในสถานที่เกิดเหตุจริง ๆผมจึงตั้งใจฟังเื่ของนักเล่าท่านนี้เป็พิเศษ
“หลังจากที่ซื้อของเรียบร้อยแล้วอรก็ออกเดินทางต่อค่ะทั้งที่เป็ทางหลวงแต่ใน่เวลาใกล้ตีสี่แบบนี้จึงไม่ค่อยมีรถสัญจรไปมาตอนนั้นถนนโล่งมาก... โล่งมาก ๆ ... เหมือนกับวันนี้”
คำพูดของเธอทำให้ผมต้องชะงักไปชั่วครู่หนึ่งก่อนที่จะเริ่มหันหน้ามองไปรอบ ๆ และพบว่า ขณะนี้มีรถของผมอยู่เพียงคันเดียวบนทางหลวงเส้นนี้! ผมหันมองไปรอบ ๆ อย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง เมื่อสักครู่บนถนนแห่งนี้ยังมีรถวิ่งกันขวักไขว่อยู่เต็มไปหมด ทำไมจู่ ๆตอนนี้รถพวกนั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับว่าบนท้องถนนแห่งนี้ไม่เคยมีรถคันไหนผ่านมาก่อน!
“เพ้อเจ้อใหญ่ละ คงบังเอิญแหละ”ผมพูดปลอบใจตัวเอง ถึงแม้ว่าจะเริ่มรับรู้ได้ถึงความรู้สึกแปลก ๆรวมถึงความกลัวที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นในใจทีละนิดแต่ผมก็ยังเลือกที่จะฟังเธอเล่าต่อไป
“อรขับรถมาเรื่อย ๆจากทางหลวงที่เป็ถนนเส้นใหญ่ 4 เลนส์ ก็เริ่มลดลงเหลือเพียงแค่ 2 เลนส์ พร้อมกับดวงไฟที่เริ่มน้อยลง น้อยลงทุกทีจนขณะนี้รอบตัวอรมีแต่ป่ามากมายเต็มไปหมด รวมถึงทางที่เริ่มลาดชันขึ้นทุกที ๆถนนเส้นนี้กำลังพาอรขับขึ้นูเานั่นเองค่ะ...ด้วยความที่อรเดินทางมาจังหวัดนี้ค่อนข้างบ่อย จึงทำให้อรคุ้นชินทางในระดับนึงแต่เนื่องจากเป็ตอนเช้ามืดและมีเสาไฟตั้งกันไว้ห่าง ๆ อีกทั้งทางที่คดโค้งจึงทำให้อรขับรถอย่างระมัดระวังเป็พิเศษ”
สิ้นสุดประโยคนี้ของคุณอร รถกระบะคู่ใจของผมก็เริ่มเดินทางเข้าสู่ทางลาดชันขึ้นจากเดิมสองข้างทางขณะนี้ถูกรายล้อมไปด้วยป่า รวมถึงแสงไฟที่เริ่มน้อยลง น้อยลงทุกทีผมรู้สึกเหมือนถูกบังคับให้อยู่ในสถานการณ์เดียวกับเื่เล่าของคุณอรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หัวใจของผมเต้นสั่นรัวมากขึ้น มากขึ้น ในขณะเดียวกันกับที่ความกลัวค่อย ๆถาโถมเข้ามาในใจผม
“รอบตัวอรขณะนี้เงียบสงัดราวกับว่ามีรถของอรอยู่คันเดียวบนถนนเส้นนี้ อรยังคงขับรถไปเรื่อย ๆตามถนนเส้นนั้นด้วยความระมัดระวังเหมือนเช่นเคยค่ะ จนกระทั่งอรเดินทางมาถึงโค้ง ๆหนึ่ง เป็โค้งหักศอกที่เป็ทางลงเขา”
“โค้งหักศอกที่เป็ทางลงเขา”ผมเผลอพูดออกมาตามคุณอรอย่างลืมตัว เพราะโค้งหักศอกที่ว่านั่นมันคือทางโค้งที่อยู่ด้านหน้าผมห่างไปอีกไม่ถึง 300 เมตร! ผมเอื้อมมือไปปิดวิทยุด้วยหัวใจที่สั่นระรัวถึงแม้ผมจะไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะเป็ยังไงต่อ แต่ผมก็คงต้องยอมรับตามตรงครับว่าการฟังเื่ผีในสถานที่เกิดเหตุแบบนี้ไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่
รอบตัวผมตอนนี้ถูกรายล้อมไปด้วยป่าท่ามกลางความเงียบสงัดปราศจากสิ่งมีชีวิตและรถคันอื่น ผมได้แต่ครุ่นคิดกับตัวเองว่าควรจะขับรถต่อไปดีหรือไม่ แต่แน่นอนครับว่าผมไม่สามารถถอยรถกลับได้ดื้อ ๆเป็แน่ เพราะผมมีทางเลือกอยู่แค่ 2 ทางเท่านั้น คือส่งของให้ถึงที่หมายก่อน 6 โมงเช้าวันนี้ หรือถูกไล่ออก!
“คิดมากเพ้อเจ้อไปได้มันจะไปมีอะไรได้ยังไงล่ะ” ผมพูดปลอบใจตัวเอง ก่อนที่จะเข้าเกียร์รถและเหยียบคันเร่ง รถค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้าหาโค้งที่ว่านั้นทีละนิด ๆจนกระทั่งเหลืออีกเพียง 200 เมตรเท่านั้น ทันใดนั้นเอง วิทยุเ้ากรรมของผมก็ติดขึ้นมาเอง! โดยปราศจากการควบคุมจากผม เสียงจากวิทยุยังคงเป็เื่ราวของคุณอรที่เล่าเหตุการณ์ต่อเนื่องมาจากเมื่อกี๊!
“ทันทีที่รถของอรเคลื่อนตัวพ้นทางโค้งตรงนั้นอรก็ต้องใสุดขีดเมื่อมีรถคันหนึ่งที่กำลังพุ่งตัวเสียหลักข้ามเลนส์มาที่รถของอรด้วยความใอรจึงหักรถหลบ ก่อนที่รถของอรจะ..!”
ผมรีบเอื้อมมือไปปิดวิทยุด้วยความหวาดกลัวในขณะเดียวกันกับที่รถของผมนั้น ก็เริ่มขยับเข้าใกล้ทางโค้งนั่นเข้าทุกที ๆ
“ซ่า..!” เสียงวิทยุติดขึ้นเองอีกครั้งผมพยายามกดปิดมัน แต่ก็ไม่เป็ผล วิทยุยังคงเปิดอยู่อย่างนั้นพร้อมกันกับเสียงเสียงหนึ่งที่ดังขึ้น
“กรี้ดดดดด!”เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งที่กรีดร้องด้วยความใสุดขีด ดังออกมาจากวิทยุ ผมเอื้อมมือไปกดปิดวิทยุรัวๆ แต่เหมือนกับว่าความพยายามของผมจะไม่สำเร็จ
“มึงจะปิดทำไม กูยังเล่าไม่จบ!”เสียงตะคอกของผู้หญิงคนหนึ่งดังออกมาจากวิทยุและถึงแม้ว่าน้ำเสียงนี้จะเป็น้ำเสียงที่ปนไปด้วยความโกรธแค้นและอาฆาตผมก็ฟังออกว่าเสียงเสียงนั้น มันคือเสียงเดียวกับผู้หญิงที่โทรมาเล่าเื่เมื่อสักครู่นั่นเองใช่ครับ มันคือเสียงของคุณอร!
ผมพยายามจะหยุดรถด้วยการเหยียบเบรกแต่ก็ไม่เป็ผลราวกับว่าตอนนี้ผมไม่สามารถควบคุมอะไรรถคันนี้ได้เลยถึงแม้ว่าผมจะตัดสินใจดึงเบรกมือขึ้น แต่รถคันนี้ก็ยังคงมุ่งหน้าไปสู่ทางโค้งนั้น
“คนอย่างมึงไม่ได้ตายดีหรอก! กูตั้งใจจะให้มึงตายที่ถนนเส้นนั้น แต่มึงขอให้กูช่วยกูก็เลยช่วยให้มึงมาตายที่นี่ยังไงล่ะ!”เมื่อจบประโยคเ้าของเสียงนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งและเยือกเย็นตอนนี้สติของผมแตกกระเจิง ผมร้องไห้ออกมาอย่างหวาดกลัว พร้อมทั้งยกมือขึ้นประนมอย่างลืมอาย
“มึง้าอะไรจากกู”ผมะโออกมาอย่างสุดเสียงทั้งน้ำตา
“มึงต้องตายแบบที่มึงทำกับกู!”
สิ้นสุดประโยคนั้น ภาพเหตุการณ์ ๆหนึ่งก็วนกลับเข้ามาในหัวผม ราวกับว่าเป็ภาพยนตร์ที่นำกลับมาฉายซ้ำอีกครั้งหนึ่ง
-------------------------------------
ย้อนไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ผมยังเป็วัยรุ่นที่คึกคะนองใน่สมัยเริ่มทำอาชีพขับรถส่งของใหม่ ๆ ผมและเพื่อน ๆ มักจะชอบเล่นพนันกันโดยการพนันที่ว่านั่นก็คือเราจะแทงพนันกันว่าใครจะขับรถถึงที่หมายก่อนและด้วยความชอบเอาชนะของผม มันจึงทำให้ผมมักจะขับรถอย่างรวดเร็วเกินกำหนดเสมอเพื่อให้รถของผมนั้นถึงที่หมายได้เร็วกว่าเพื่อน ๆ
และในวันนั้นเอง ใช่ครับ่เช้ามืดของวันนี้ เมื่อ 10 ปี ที่แล้ว ผมได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่เพราะการออกเที่ยวกลางคืนทำให้ผมพักผ่อนไม่เพียงพอแต่เพราะการอยากเอาชนะจึงทำให้ผมฝืนขับรถต่อไปแทนที่จะจอดพักก่อนและถึงแม้ว่าร่างกายของผมจะยังไม่พร้อม แต่ผมยังคงขับรถเร็วเหมือนเช่นเคยด้วยความที่คุ้นเคยเส้นทางในจังหวัดนี้เป็อย่างดี ผมขับรถลงเขามาด้วยความเร็วสูงในขณะที่สติสัมปชัญญะของผมนั้น ค่อย ๆ เลือนรางลงทุกที ทุกที ทันใดนั้นเอง่เวลาก่อนที่สติของผมจะดับลง ผมก็ได้เห็นแสงไฟของรถคันหนึ่งอยู่เบื้องหน้าด้วยความใผมรีบหักรถหลบไปอีกทาง การเบรกกะทันหันส่งผลให้รถของผมหมุนเคว้งก่อนที่จะได้ยินเสียงดังโครม!กึกก้องไปทั่วทั้งป่า
ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมากมือของผมสั่นไปหมด เหงื่อออกไปทั่วทั้งตัว หัวใจเต้นรัวเหมือนกลองไม่รู้ว่าเป็เพราะทักษะในการขับรถ ความคุ้นชินเส้นทาง หรือเพราะปาฏิหาริย์กันแน่ผมรู้แค่ว่าผมรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด อาการง่วงหายไปเป็ปลิดทิ้งเหลือเพียงความรู้สึกสับสนและมึนงงไปหมด ผมไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อเพราะภาพเบื้องหน้าของผมตอนนี้คือรถยนต์อีกคันที่พุ่งเข้าชนกับที่กั้นถนนอย่างจังจนตกไปอยู่ข้างทาง!
ผมไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าผมทำอะไรไม่ถูกแต่สัญชาตญาณของผม บังคับให้ร่างกายของผมเปิดประตูลงมาและเดินตรงไปที่รถคันนั้น ภาพเบื้องหน้าผมขณะนี้ คือภาพของรถเก๋งสุดหรูคันสีดำที่สภาพบุบไปครึ่งคัน มีควันขึ้นเต็มไปหมด ผมเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นเรื่อย ๆเพื่อจะดูให้มั่นใจว่าคนขับจะยังปลอดภัย ผมเดินเข้าไปใกล้ขึ้นเรื่อย ๆจนมองเห็นทะเบียนรถได้อย่างชัดเจน
---------
“ตย 90” ผมเผลอพูดออกมาอย่างลืมตัว พร้อมกับน้ำตาที่ไหลอาบไปทั้งสองแก้มนี่ผมลืมมันไปได้อย่างไร ทะเบียนรถของผู้หญิงที่ผมเจอก็คือทะเบียนรถของผู้หญิงที่ผมพรากเธอไปจากครอบครัวของเธอนั่นเอง!
ภาพเบื้องหน้าของผมขณะนี้เผยให้เห็นภาพของผู้หญิงตัวซีดขาวคนหนึ่งที่ยืนอยู่หน้ารถศีรษะข้างขวาของเธอยุบหายเข้าไป แขน ขาบิดเบี้ยวพร้อมกับเืที่เปียกชุ่มไปทั่วทั้งตัวเธอจ้องมองมาที่ผมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นก่อนที่จะชี้นิ้วมือมาที่ผมและพูดว่า
“กูเฝ้ามองมึงมานานมากตอนนี้มึงจำเื่ทุกอย่างได้แล้วใช่ไหม! ถ้าหากวันนั้นมึงไม่หนีไป ถ้าหากมึงช่วยกู กูก็คงจะไม่ตาย! มึง...ควรจะตายไปตั้งนานแล้ว แต่มึงกลับยังได้ใช้ชีวิตต่อไปในขณะที่กูต้องมาตายเพราะความประมาทของมึง!”
สิ้นสุดเสียงพูดนั้นความรู้สึกผิดที่ซ่อนอยู่ในใจผมมาตลอด 10 ปี ถาโถมออกมาพร้อมกับน้ำตาของผม
“ผมขอโทษ!ผมขอโทษครับ!ผมไม่ได้ตั้งใจ!”ผมยกมือขึ้นประนมเหนือหัว แต่ก็เหมือนจะสายไปแล้วเพราะขณะนี้รถของผมได้ขับมาถึงทางโค้งเดียวกันกับโค้งที่พรากชีวิตเธอไปและพุ่งชนเข้ากับที่กั้นถนนอย่างจัง!
----------
“ข่าวด่วนวันนี้มีรถกระบะเสียหลักพุ่งชนเข้ากลับที่กั้นถนนอย่างจัง ส่งผลให้คนขับเสียชีวิตคาที่ ตำรวจคาดคนขับหลับใน และอาจจะไม่ชินเส้นทาง ... ข่าวต่อไป เป็ข่าวของ...”เสียงของผู้ประกาศสาวชื่อดัง ดังออกมาจากโทรทัศน์
“เฮ้อ ไม่รู้เวรกรรมอะไรของมันนะ”บทสนทนาระหว่างชายแก่คนหนึ่งที่กำลังยืนผัดข้าวอยู่กับลูกค้าขาประจำในร้าน
“โอ๊ย เวรกรรมอะไรกันลุง ก็แค่คนหลับใน”เด็กหนุ่มตอบกลับไปอย่างตัดรำคาญ ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเล่นเกมในโทรศัพท์ต่อ
“เอ็งนี่มันไม่เข้าใจอะไรเลยเฮ้อ...ข้าล่ะหนักใจกับเด็กสมัยนี้จริง ๆ ... เอาล่ะ ๆ จะทำอะไรก็ระวังหน่อยแล้วกันเวรกรรมนี่มันของจริงนา” ชายแก่พูดพร้อมทั้งส่ายหัวก่อนที่จะยื่นจานข้าวเสิร์ฟให้กับเด็กหนุ่ม
....
....
ในชีวิตของคนเรามีเื่ราวต่าง ๆเกิดขึ้นอย่างมากมายนับไม่ถ้วน หลายครั้งที่เราอาจจะเผลอทำร้ายใครไปจะด้วยกายหรือวาจาก็ดี จะด้วยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ดีเราย่อมได้รับผลจากการกระทำของตัวเอง ไม่ช้าก็เร็ว...แล้วคุณล่ะ...เชื่อเื่เวรกรรมหรือไม่?