ความคิดที่ว่าความสัมพันธ์ฉันพ่อลูกที่เคยสนิทสนมกันยิ่งกว่าใครจะต้องเปลี่ยนไปนับแต่วันนี้ทำให้เขารู้สึกปวดร้าวอยู่ในลำคอ เขายังอยากให้แบนเนอร์เป็ลูกสาวตัวน้อยเป็เ้าหญิงของเขาแต่เพียงคนเดียวอยู่นั่นเอง
“ลูกน่ะเป็เ้าสาวที่สวยที่สุดทีเดียวนะแบนเนอร์ขอให้รับรู้ไว้ด้วย ว่าทั้งพ่อและแม่รักลูกมาก เราไม่ได้อยากยกลูกให้กับใครง่าย ๆแม้จะเป็คนดีอย่างแกรดี้ก็ตาม”
“หนูรู้ค่ะปาป้า”หยาดน้ำตาหล่อรื้นขึ้นในดวงตาเมื่อแบนเนอร์เขย่งปลายเท้าขึ้นจรดจูบลงบนแก้มบิดา “หนูเองก็รักปาป้ามากแต่ปาป้าคงเข้าใจนะคะว่าหนูจะต้องรักแกรดี้มากด้วย เพราะหนูยอมแต่งงานกับเขายอมที่จะทิ้งปาป้ากับมาม่าไป”
เธอมองไปทางด้านหน้าของตัวโบสถ์ทันเห็นประตูที่อยู่เื้ัคณะนักร้องประจำโบสถ์เปิดออกท่านสาธุคุณผู้ประกอบพิธี แกรดี้กับเพื่อนเ้าบ่าวอีกสามคนเข้าไปยืนประจำที่อยู่ใต้ประตูโค้งที่ตกแต่งประดับประดาด้วยดอกกุหลาบและพวงมาลา
หยาดน้ำตาที่หล่อรื้นอยู่เหือดแห้งลงใบหน้าของแบนเนอร์ฉาบด้วยรอยยิ้มแห่งความปราโมทย์ในชุดสากลสีเข้มนั้นแกรดี้ช่างหล่อเหลือเกิน เรือนผมที่เชสนัทหวีเรียบเป็ประกายเขายืนตัวตรง งามสง่าอยู่ตรงนั้น
ท่าทางยืนของเขาในยามนี้เหมือนเมื่อครั้งที่แบนเนอร์ได้พบเขาเป็ครั้งแรกไม่มีผิดวันนั้นเป็วันฝังศพบิดาของแกรดี้ที่จริงแล้วเธอไม่รู้จักครอบครัวเชลดอนเลยแม้แต่น้อยมารดาของแกรดี้เสียชีวิตก่อนหน้าที่ครอบครัวจะย้ายมาอยู่ลาร์เซนและเริ่มธุรกิจค้าไม้
ความตายของมิสเตอร์เชลดอนไม่ได้มีความหมายอะไรสำหรับแบนเนอร์เลยจนกระทั่งเมื่อพ่อกับแม่บอกให้เธอรับรู้ว่าจะต้องไปร่วมพิธีฝังศพด้วยมันเป็วันที่สร้างความหงุดหงิดใจให้กับแบนเนอร์ไม่น้อยเพราะหมายถึงเธอจะต้องแต่งตัวด้วยกระโปรงชุดสวยแทนที่จะได้นุ่งกางเกงสวมเสื้อเชิ้ตเก่า ๆ ที่เคยใช้อยู่เป็ประจำเมื่อช่วยงานที่ไร่ปศุสัตว์จะต้องเข้าไปยืนอยู่ในโบสถ์ แทนที่จะได้ดูพวกโคบาลปราบม้าพยศ
และตอนนั้นเธอก็เพิ่งอายุสิบสี่เท่านั้นแต่ยังจำได้ดีว่าวันนั้นเธอมีความประทับใจในตัวแกรดี้ ซึ่งตอนนั้นอายุยี่สิบมากเพียงไร โดยเฉพาะเมื่อเขายืนตัวตรงอยู่ข้างหลุมฝังศพ ซึ่งก็เป็ท่าเดียวกับที่ยืนอยู่ในวันนี้
ถ้าจะว่าไปแล้วแกรดี้ก็เหลือเพียงตัวคนเดียวในโลกซึ่งสำหรับแบนเนอร์ผู้แวดล้อมด้วยบุคคลที่รักใคร่ในตัวเธออย่างมากมายแล้วมันแทบจะเป็สิ่งที่เหลือจะคิดก็ว่าได้เธอรู้ว่าสิ่งเลวร้ายย่อมจะเกิดขึ้นกับบุคคลที่มีชีวิตอยู่ในโลกอย่างโดดเดี่ยวและปราศจากความรักความเอาใจใส่
และในตอนนั้นเองที่เธอคิดว่าจะต้องทุ่มเทความรักให้กับแกรดี้ให้มากอย่างน้อยก็เป็กำลังใจให้เขาได้ต่อสู้ต่อไปในอนาคต
ดังนั้นทุกครั้งที่มีโอกาส เธอจะติดตามบิดาไปที่โรงเลื่อยจักรจนกระทั่งเมื่อประมาณหนึ่งปีที่ผ่านมานี่เองแกรดี้จึงเริ่มเกิดความสนใจในตัวเธอขึ้นมาบ้าง
มีอยู่วันหนึ่งที่เธอไปโรงเลื่อยพร้อมลีกับมิคาห์ตอนแรกเขาเข้าใจผิดคิดว่าเธอเป็ผู้ชาย เพราะเธอแต่งตัวแบบนั้นเขาถึงกับอ้าปากค้าง เมื่อเธอถอดหมวกออก และพวงผมสีดำก็สยายยาวลงและเป็ครั้งแรกอีกเช่นกันที่เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นทรวดทรงองค์เอวของเธอโดยเฉพาะหน้าอกที่เธอสวมเสื้อเชิ้ตตัวโคร่งปิดบังไว้
หลังจากเวลาผ่านไปไม่นานแกรดี้ก็แวะเวียนมาหาตอนบ่ายวันอาทิตย์ ชวนเธอนั่งรถม้าของเขาไปเที่ยวด้วยกันชวนให้ไปงานเต้นรำ และเมื่อจะต้องไปโบสถ์ไม่ว่าโอกาสใดก็ตาม เขาจะต้องนั่งเคียงเธอเสมอ
เขาเป็ชายหนุ่มคนหนึ่งในจำนวนหลายคนที่พยายามเรียกร้องความสนใจจากเธอและดูเหมือนมันจะสร้างความสิ้นหวังให้กับชายหนุ่มคนอื่น ๆเมื่อได้ประจักษ์ว่าเธอมีความสนใจในตัวแกรดี้มากกว่าพวกเขาทั้งหลาย
วันที่เขามาพบรอสส์เพื่อขออนุญาตแต่งงานกับเธอนั้นแบนเนอร์ถึงกับกระโจนขึ้นหลังดัสตี้ไล่ติดตามเขามาจากบ้าน
“แกรดี้...” เธอะโเรียก ก่อนจะะโลงจากหลังม้าและวิ่งเข้าไปหาเขาอย่างไม่อับอายขายหน้าใครทั้งสิ้น เมื่อเขาปีนลงมาจากรถม้าเธอก็ผวาเข้าสู่อ้อมแขนของเขา ดวงตาเป็ประกาย นวลแก้มเป็สีชมพูปลั่ง
“ปาป้าว่ายังไงมั่ง”
“บอกว่าได้”
“โอ...แกรดี้...แกรดี้...”เธอกอดเขาไว้แน่น แต่แล้วก็นึกขึ้นมาได้ว่ามันไม่ใช่มารยาทที่สุภาพสตรีควรจะทำจึงรีบผละออก เหลือบตาขึ้นมองหน้าเขาอยู่ “ฉันคิดว่าในเมื่อเราหมั้นกันอย่างเป็ทางการแบบนี้แล้วคุณจะจูบฉันบ้างก็ได้นะ”
“ได้...ได้เหรอ...คุณแน่ใจเหรอ”
พวงผมกระเพื่อมพรายเมื่อเธอพยักหน้ารับรองคำพูดของเขาแรงๆ กำลังคิดอยู่ว่าเธอคงจะขาดใจตายแน่ ถ้าเขาไม่จูบเธอตอนนั้นทุกอณูในร่างกายถวิลหาความรู้สึกยามที่ริมฝีปากของเขาประทับลง
แต่วันนั้นแกรดี้กลับประทับจูบลงบนนวลแก้ม...
“แค่นั้นน่ะเรอะ”
แกรดี้ก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัวเมื่อได้ยินคำถามที่บอกความผิดหวังของเธอเข้าและเมื่อเธอยังแสดงท่าว่าจะไม่ยอมผละออกจากอ้อมแขนของเขาง่าย ๆซึ่งเป็เช่นที่เขาคาดหวังไว้ในใจ แกรดี้จึงได้ประทับจูบลงบนเรียวปาก
แม้มันจะเป็จูบที่มีรสชาติอยู่บ้างแต่กระนั้นแบนเนอร์ก็ยังออกจะผิดหวังอยู่ดีมันไม่เหมือนจูบที่เธอเคยแอบได้ยินลีกับมิคาห์คุยกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบนั่นเลยเพราะที่ลีกับมิคาห์พูดนั้น มันเหมือนกับมีลิ้นเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยมาม่ากับปาป้าก็ไม่เคยจูบกันโดยปิดปากสนิทแบบนี้ และร่างกายก็ยังแนบชิดไม่ใช่แทบจะไม่ถูกตัวกันเลยแบบนี้ด้วย
ด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าเื่ที่แอบได้ยินมาจะเป็ความจริงหรือไม่ความรู้สึกที่ถูกกระตุ้นเร่งเร้าอยู่ในใจทำให้แบนเนอร์ตวัดแขนโอบคอเขาไว้พร้อมกับแนบร่างเข้าไปหา เขาทำเสียงเหมือนใอยู่ในลำคอก่อนจะโอบแขนลงรอบร่างเธออย่างแหนหวง แต่ถึงเวลาจูบกันจริง ๆเขาก็ยังไม่ยอมเปิดปากอยู่นั่นเอง
และแล้วด้วยอาการหอบหายใจ ที่เขาผลักร่างเธอออก
“แบนเนอร์...นี่คุณพยายามจะทำอะไรกับผมน่ะ”
ใบหน้าของเธอแดงเข้มขึ้นร้อนผ่าวขึ้นมาทั้งใบหน้าและเนื้อตัว ไม่ได้สังเกตเห็นมาก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำว่ามันมีอาการคล้ายจะเป็ไข้เกิดขึ้นกับตนเองอยากจะให้เขากับเธอได้แต่งงานกันเสียั้แ่บ่ายวันนั้นเลยด้วยซ้ำเธอรู้ว่าไฟอารมณ์จะคุโพลงอยู่จนกว่า...จนกว่า...จะถึงวันนี้...
“ขอโทษนะ แกรดี้ที่ฉันทำอะไรไม่เหมาะสมไปบ้าง” เธอยังจำได้ดีว่าวันนั้นเธอพูดกับเขาด้วยประโยคนี้“ฉันรู้ค่ะว่ามันไม่มีความเป็กุลสตรีเหลืออยู่เลยแต่ที่ฉันทำลงไปก็เพราะฉันรักคุณมากไปหน่อยเท่านั้น”
“ผมก็รักคุณ”เขากล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ก่อนจะผละไปขึ้นรถม้าและหันมากล่าวคำอำลาต่อกัน
แม้เธอจะถูกลีกับมิคาห์ยั่วเย้าอย่างไร้เมตตาแต่แบนเนอร์ก็ไม่สนใจ เธอใช้เวลาอยู่กับมารดาและมา
แลงสตัน มากขึ้นไม่ใคร่ออกไปทำงานกรำแดดอย่างเคย
ใน่เวลาดังกล่าวนั้นมา แลงสตัน ได้สอนให้เธอได้รู้จักงานเย็บปักถักร้อย และแบนเนอร์ยอมทรมานตัวเองปักปลอกหมอนปักผ้ารองถ้วยชาและอื่น ๆ เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็เอาจัดเก็บเข้าไว้ในตู้ส่วนตัว
แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่งานบ้านเป็สิ่งที่แบนเนอร์ชิงชังอย่างที่สุดพยายามหลีกเลี่ยงทุกครั้งที่มีโอกาส แต่เมื่อมาถึงเวลานี้เธอเริ่มเข้าไปช่วยลีเดีย ถึงกับเสนอแนะเื่การโยกย้ายเฟอร์นิเจอร์บางชิ้นและเปลี่ยนผ้าม่านเสียใหม่
่เวลาที่ได้อยู่กับแกรดี้นั้นก็ช่างเต็มไปด้วยอารมณ์โรแมนติกเสียเหลือเกินแบนเนอร์กำลังมีความรักเปี่ยมไปด้วยความปรีดาปราโมทย์ เมื่อจะได้แต่งงานกับแกรดี้เชลดอน
สายตาของเธอที่มองไปยังแกรดี้ในยามนี้จึงเต็มไปด้วยความรักอย่างสุดซึ้งมันเป็ความรักที่ทำให้เธอพร้อมจะเข้ามายืนอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาเคียงคู่กับเขาหัวใจเต้นระทึกขึ้นเมื่อนึกถึงยามราตรีที่จะมาถึง
แต่ละวันที่ผ่านไปแบนเนอร์ยอมรับ ว่าสิ่งที่เธอ้าจากแกรดี้นั้น มันมากกว่าจูบที่เขามอบให้เพิ่งเมื่อไม่กี่คืนก่อนหน้านี้ที่เธอเดินตามไปส่งเขาถึงรถม้าที่แกรดี้จอดไว้ใต้ต้นพีคั่นและเป็ครั้งแรกที่แกรดี้ผู้พยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองไว้ได้อย่างดีเยี่ยมมาโดยตลอดยอมให้มีความพลั้งพลาดเกิดขึ้นบ้าง
อ้อมแขนของเขาและเธอรัดรึงซึ่งกันและกันไว้แบนเนอร์แนบแก้มลงตรงหัวใจ พบว่าแรงเต้นในหัวใจของเขาก็รัวระทึกเช่นเดียวกับเธอ
“เหลืออีกเพียงห้าคืนเท่านั้นนะเราก็จะไม่ต้องกล่าวคำอำลา ไม่ต้องแยกกันอยู่อีกต่อไปแล้วเราจะได้นอนเคียงข้างกันอยู่บนเตียงในห้องส่วนตัวของเรา”
“แบนเนอร์...”เขาครางชื่อเธอออกมา “อย่างพูดอะไรแบบนั้นเลย”
“ทำไมล่ะ” เธอเงยหน้าขึ้นมองหน้าเขาอย่างแปลกใจ
เขาปัดปอยผมที่เคลียแก้มออกให้
“ก็เพราะว่ามันยิ่งทำให้ผมเกิดความ้าในตัวคุณมากยิ่งขึ้นน่ะสิ”
“จริงหรือคะแกรดี้”ไม่มีเหตุผลที่เธอจะต้องแสร้งทำเป็ไม่รู้ในความ้าของเขาเธอไม่ได้เติบโตขึ้นมาในไร่ปศุสัตว์โดยปราศจากความรู้เกี่ยวกับเื่เพศและผสมพันธุ์ ยิ่งกว่านั้นการที่จะเสแสร้งก็ไม่ใช่นิสัยของแบนเนอร์อยู่แล้ว
“ใช่...” เขาระบายลมหายใจออกมาอย่างอัดอั้น “ผม้าคุณ”เขาประทับปากลงอย่างหนักหน่วงและแบนเนอร์ก็เผยอเรียวปากออกเขามีท่าคล้ายเกิดความลังเลขึ้นมา แต่ก็เพียงครู่สั้น ๆก่อนจะััเรียวปากนั้นด้วยปลายลิ้น
“โอ...แกรดี้...”
“ผม...ผมขอโทษ...ผม...”
“อย่า...อย่าเพิ่งหยุด...จูบฉันสิคะจูบฉันต่ออีกหน่อยเถอะ”
และตอนนั้นที่เขาได้แนะนำให้เธอได้รู้จักวิธีการจูบแบบใหม่จูบที่ทำให้เธอแทบจะขาดใจซ่านสยิวและอบอุ่นไปทั่วทั้งเรือนร่างแต่แทนที่มันจะทำให้ความอัดอั้นตันใจผ่อนคลายลงดูมันจะยิ่งเพิ่มพลังให้หนักหนาขึ้นอีกหลายเท่า เธอกอดเขาไว้แน่น
“แบนเนอร์...”เขาครางชื่อเธอออกมาอีกครั้ง เลื่อนมือที่จับไหล่ลงมาที่สะเอวแต่ก่อนจะถึงส่วนนั้นมันััเนินทรวงของเธอเสียก่อน เขาชะงักไปนิดหนึ่งและฝ่ามือก็กดกระชับลง
อาจจะเป็เพราะความใกับความรู้สึกแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นทำให้แบนเนอร์รีบผละออกจากเขา
แกรดี้หรี่ตามองหน้าเธอเป็ครู่แต่แล้วก็คอตกหลบตาลงมองหัวรองเท้า ท่าทางบอกความอับอายในการกระทำของตัวเอง