ขณะเดินกลับขึ้นบันไดนั้นเขาครุ่นคิดอยู่ในใจว่าไม่ใช่แต่เพียงอาหารเท่านั้นที่เขาจะจัดการให้คนส่งไปให้แต่ควรจะต้องมีเงินอย่างน้อยก็สักจำนวนหนึ่งที่มากพอสำหรับการเสียค่าเช่าห้องและเพื่อให้แน่ใจว่าอาทิตย์หน้าเธอกับมารดาจะไม่จนยากถึงขนาดไม่มีอาหารกิน
แต่แล้วเขาก็ต้องบอกตัวเองอีกว่า ถ้าเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านพ่อเขาก็คงไม่มีทางที่จะเกื้อหนุนจุนเจือสองแม่ลูกนี้ได้
เมื่อเข้าไปถึงห้องโถงกลางแล้ว เขาจึงได้หันไปบอกเบทสันว่า
“ช่วยไปเรียนคุณหญิงด้วยว่าฉันมาถึงแล้ว ขอให้เธอลงมาพบฉันโดยเร็ว”
“ขอรับกระผม”
ขณะเบทสันเดินขึ้นบันไดไปยังชั้นบน... ลอร์ด อลิสแตร์ก็เดินเข้าไปในห้องรับแขก
เมื่อมองเห็นช่อดอกไม้สดในแจกันใบใหญ่ก็อดคิดไม่ได้ว่าราคาค่างวดของดอกไม้ช่อนี้สามารถจะทำให้เอรีน่ากับมารดาของเธอซื้อหาอาหารรับประทานได้หลายมื้อทีเดียว
แต่แล้วเขาก็บอกตัวเองว่าน่าหัวเราะเยาะนักที่ปล่อยให้ปัญหาของผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามารบกวนจิตใจในขณะที่ตัวเขาเองก็มีปัญหาที่จะต้องรีบจัดการให้เรียบร้อยเช่นกัน
ปัญหาที่แท้จริงและเป็ความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับเขาขณะนี้ไม่ใช่เื่ที่แม่ลูกคู่นั้นกำลังจะอดตาย แต่อยู่ตรงที่ว่าโอลีฟจะยินยอมแต่งงานกับเขาโดยที่เขาจะต้องเตรียมการให้มีการจดทะเบียนสมรสเป็กรณีพิเศษต่างหาก
เขารู้จักผู้หญิงดีพอที่จะรู้ว่า เมื่อถึงเื่ของการแต่งงานแล้วผู้หญิงทั้งหลายย่อม้าใช้เวลาเตรียมตัวให้นานที่สุดเพราะมันเป็วาระสำคัญยิ่งสำหรับชีวิตของพวกหล่อน แต่ในกรณีของเขากับโอลีฟนั้นจะรอเวลาเช่นนั้นไม่ได้ การแต่งงานจะต้องเกิดขึ้นอย่างทันทีทันใด อีกประการหนึ่งลอร์ด อลิสแตร์ รู้ดีว่า ถ้ายิ่งปล่อยเวลาให้นานเนิ่นออกไปมากเพียงไรก็ยิ่งเท่ากับเป็การเปิดโอกาสให้ท่านดยุคผู้บิดา จับเค้าได้ว่า นี่คือการแต่งงานเพียงเพื่อจะต่อต้านความประสงค์ของท่านซึ่งนั่นคือความผิดพลาดอย่างมหันต์สำหรับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขาในครั้งนี้และโดยเฉพาะเมื่อเขาจะต้องเป็ทายาทสืบทอดตำแหน่งผู้ครองแคว้นต่อไปในวันข้างหน้า
เมื่อเป็เช่นนี้ ทางที่ดีก็คือ จะต้องทำให้ท่านดยุคเชื่อว่าเขาได้แต่งงานก่อนหน้าที่จะได้รับคำสั่งให้เดินทางกลับสู่แผ่นดินเกิด
เขารู้ว่ามิสเตอร์ฟอล์คเนอร์จะต้องสงสัย เพราะตอนที่เจรจากันอยู่นั้นเขาไม่ได้ร้องคัดค้านออกไปเลย ว่าเขาแต่งงานแล้ว แต่ลอร์ด อลิสแตร์ ก็รู้ด้วยว่ามิสเตอร์ ฟอล์คเนอร์นั้น มีความรักใคร่ห่วงใยทั้งในตัวเขามาั้แ่ครั้งยังเด็กดังนั้น เขาย่อมสามารถเชื่อใจได้ ว่ามิสเตอร์ฟอล์คเนอร์จะไม่หักหลังเขาแน่
ขณะนี้แผนการโดยรวมได้ถูกวางลงตรงหน้าเขาแล้ว ลอร์ด อลิสแตร์สามารถมองเห็นทุกภาพได้อย่างชัดเจนเพียงแต่รอเวลาฟังการตัดสินใจของโอลีฟเพียงคนเดียวเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม สำหรับวันนี้เขาต้องใช้เวลาในการรอคอยหล่อนเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าที่โอลีฟจะยุรยาตรเข้ามาในห้องรับแขก เธอดูสวยจับใจเมื่ออยู่ในชุดกระโปรงยาวลากพื้นสีชมพูอมส้มที่แนบเน้นทุกส่วนสัดบนเรือนร่าง
เมื่อเบทสันปิดประตูตามหลังลง โอลีฟยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ ราว้าจะให้ลอร์ดอลิสแตร์ ได้ประทับภาพของหล่อนไว้ในความทรงจำ
และแล้วหล่อนก็เปล่งเสียงแสดงความปราโมทย์พร้อมกับผวาวิ่งเข้ามาหาเขาด้วยท่าทางราวนักแสดงผู้เจนจัดเวที
“อลิสแตร์ขา...”
หล่อนเรียกชื่อเขาด้วยสุ้มเสียงอ่อนหวาน
“ฉันดีใจจนบอกไม่ถูกเลยละค่ะที่ได้พบคุณ”
ความคิดหนึ่งที่วาบเข้ามาในสมองก็คือน้ำเสียงที่หล่อนนำมาใช้กับเขาอยู่ขณะนี้นั้นมันช่างแตกต่างกว่าน้ำเสียงกร้าวกระด้างที่หล่อนใช้กับญาติผู้น้อยเมื่อครู่เสียเหลือเกิน...
แต่เขาก็ไม่มีเวลาจะคิดอะไรต่อไปได้อีก เมื่อเรียวปากสีแดงเข้มเคลื่อนเข้ามาหาริมฝีปากของเขาเปลือกตาที่หรี่ปรือเชิญชวนของหล่อน ไม่อาจทำให้สมองเขาคิดอะไรต่อไปได้อีกนอกจากความสวยน่ารักของหล่อนในยามนี้เพียงผู้เดียว
“ผมมีอะไรบางอย่างที่อยากจะบอกคุณ”
เขาเอ่ยออกไป
“และฉันก็มีอะไรบางอย่างที่อยากบอกคุณเหมือนกันนะคะ”
หล่อนว่า
“แต่เื่ของผมมันสำคัญมาก”
“ยังจะมีอะไรสำคัญกว่าการที่คุณได้มาอยู่ที่นี่...และด้วยเหตุผลอะไรสักอย่างที่ฉันเองก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมคุณยังไม่จูบฉัน...?”
“ผม้าจะบอกข่าวเื่นั้นกับคุณก่อน”
“งั้นก็บอกมาเลยสิคะ อลิสแตร์บอกเดี๋ยวนี้เลยเพราะฉันกำลังอยากได้จูบของคุณอย่างที่สุดแล้ว”
อารมณ์พิศวาสที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงนั้นมันเชิญชวนอย่างไม่มีผู้ชายคนไหนจะหักห้ามใจได้ทั้งลอร์ด อลิสแตร์ก็ต้องยอมรับว่า นั่นคือคำพูดที่เขาเองก็อยากได้ยินอย่างที่สุดเช่นกัน
“เวลานี้พี่ชายคนโตกับคนรองของผมเสียชีวิตเพราะเรือล่มพร้อมกันทั้งสองคน...”
เขาเอ่ยขึ้นอย่างช้าๆราวนักแสดงที่กำลังแสดงบทบาทในนิยายชีวิต
“เพราะฉะนั้นบัดนี้ผมคือมาควิส แห่ง คิลโดนอน...”
ในนาทีนั้นมันคล้ายกับโอลีฟกำลังคิดอยู่ว่า เธอจะต้องเข้าใจอะไรบางอย่างในตัวเขาผิดไปและแล้ว...เธอก็ยืนตัวแข็ง ดวงตาเบิกกว้างจดจ้องมองหน้าเขาอยู่ และลอร์ด อลิสแตร์ก็กล่าวต่อว่า
“นี่เป็เื่จริงอย่างที่สุดและขณะนี้ท่านพ่อก็ได้ส่งคนมาตามให้ผมกลับขึ้นเหนือแล้ว...สุดที่รัก...ฟังนะ...ผมคิดว่าเราควรจะแต่งงานกันเสียวันนี้เลยก่อนหน้าที่เราจะออกเดินทางไปปราสาทคิลโดนอนด้วยกันเพื่อที่ผมจะได้แนะนำให้คุณได้รู้จักกับท่านพ่อและญาติผู้ใหญ่ของผมที่นั่น”
แม้เขาจะพูดจบลงแล้ว แต่โอลีฟก็ยังนิ่งอั้น ตกอยู่ในสภาพพูดอะไรไม่ออกในที่สุดหล่อนก็เปล่งเสียงแปลกๆออกมา เป็เสียงที่เหลือจะแปลความหมายได้
“นี่...มันเป็เื่จริงหรือคะ?”
“ผมเองก็เพิ่งรับรู้เื่นี้เมื่อเช้านี้ยอมรับว่ามันทำให้ผมใแทบสิ้นสติ แต่ความคิดแรกที่ผ่านเข้ามาในสมองก็คือมันถึงเวลาที่เราสองคนจะแต่งงานกันได้แล้วและถึงเวลาที่ผมจะมอบตำแหน่งท่านผู้หญิงให้กับคุณแล้วด้วย”
แต่แล้วอลิสแตร์ก็ต้องพบกับความแปลกใจเพราะแทนที่โอลีฟจะชวนซบเข้าสู่อ้อมแขนที่รอรับเช่นที่เขาคาดหวังหล่อนกลับเมินหน้าไปทางหนึ่งเมื่อบอกกับเขาว่า
“เพิ่งเมื่อคืนนี้เองที่ฉันบอกกับอาร์เธอร์ฮอโรว์บีว่าฉันจะให้คำตอบเขาค่ำวันนี้ ก็เพราะเหตุนี้ไงคะที่ทำให้ฉันต้องขอพบคุณที่นี่ตอนนี้เพื่อที่ฉันจะได้บอกให้คุณทราบเสียก่อนว่าฉันตัดสินใจแล้วว่า...ว่าจะแต่งงานกับเขา”
“ถ้าอย่างนั้น ตอนนี้ เขาเห็นจะต้องผิดหวังเสียแล้วละ”
ลอร์ด อลิสแตร์ ว่า
“เพราะคุณจะแต่งงานกับผมและเราก็จะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างที่มันควรจะเป็เช่นนั้นมาตั้งนานแล้ว”
ลอร์ด อลิสแตร์ ต้องแปลกใจหนักขึ้นไปอีก เมื่อโอลีฟผละจากเขาออกเดินช้าๆ ตรงไปยังโต๊ะข้างหน้าต่างที่มีอ่างแก้วประดับดอกคาร์เนชั่นสีสันสดสวย
หล่อนยื่นมือไปัักลีบบางๆ เ่าั้ ราวจะขอกำลังใจจากมันก่อนที่หล่อนจะเอ่ยออกมาว่า
“มัน...สายเกินไปแล้วค่ะ”
“คุณหมายความว่ายังไงที่ว่าสายเกินไปแล้ว...ถ้าคุณยังไม่ได้ตกปากรับคำกับฮอโรว์บีที่คุณจะต้องทำก็เพียงแค่บอกให้รู้ไว้ ว่าคำขอแต่งงานของเขามันเป็หมันเสียแล้วคุณเพียงแค่ปฏิเสธเขาเื่มันก็จบ”
เมื่อเห็นโอลีฟไม่ตอบ ลอร์ด อลิสแตร์ ก็กล่าวต่อไปอีกว่า
“ทำไมคุณถึงไม่ดีใจอย่างที่ผมคิดว่ามันน่าจะเป็เลยล่ะ...ก็ไหนคุณบอกผมอยู่ตลอดเวลาว่าคุณรักผมมาก...?”
“ฉันรักคุณจริงๆค่ะ...อลิสแตร์ แต่การแต่งงานน่ะมันเป็อีกเื่หนึ่ง มันคนละเื่กับความรักนะคะ”
“ผมไม่เข้าใจ...นี่คุณกำลังพูดอะไรกันแน่?”
ลอร์ด อลิสแตร์ ถามเสียงกร้าวทั้งสีหน้าและแววตาของเขาก็เปลี่ยนเป็เครียดเคร่งขึ้น
“ฉันยอมรับว่าดีใจมาก...ดีใจกับโชควาสนาของคุณจริงๆที่เมื่อมาถึงวันนี้คุณก็มีบรรดาศักดิ์เป็ถึงมาควิสแล้วและอีกไม่นานคุณก็จะได้เป็ดยุค”
โอลีฟกล่าว สายตาของหล่อนยังคงจับอยู่ที่ช่อคาร์เนชั่น
“แต่ปราสาทของคุณน่ะอยู่ถึงสกอตแลนด์นะคะ...มันไกลเหลือเกิน...ไกลเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด...”
“แต่ผมก็มีบ้านอยู่ในลอนดอนนี่ และผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเปิดบ้านหลังนั้นเสียที”
โอลีฟไม่ตอบ ลอร์ด อลิสแตร์ เอื้อมไปจับไหล่หล่อน หมุนตัวให้หันมาหา
“นี่คุณกำลังคิดอะไรกันแน่...คุณกำลังจะบอกอะไรผมงั้นหรือ?”
เขาถามเสียงกร้าว
“นี่คุณกำลังจะบอกผมว่าทั้งๆ ที่คุณพร่ำพูดอยู่ตลอดเวลาว่ารักผมมากมายขนาดไหนแต่ในที่สุดแล้วคุณยินดีที่จะแต่งงานกับฮอโรว์บีมากกว่าผมงั้นเรอะ...?”
“นี่...คุณกำลังทำให้ฉันเจ็บนะ...”
โอลีฟร้องแต่ลอร์ด อลิสแตร์ กลับเขย่าตัวเธออย่างไม่สนใจ
“ตอบผมมาสิ...?”
เขาออกคำสั่ง
“ผม้ารู้ความจริง...และต้องรู้เดี๋ยวนี้ด้วย...!”
“นี่...ดูสิ...คุณทำให้ฉันเจ็บไปทั้งตัวแล้วนะ...ทำไมคุณถึงใจร้ายกับฉันอย่างนี้...!”
ลอร์ด อลิสแตร์ มองหน้าหล่อนก่อนจะปล่อยมือลง
“ก็เป็อันว่าคุณได้ตัดสินใจแล้ว...”
เขาเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงกระด้าง
“คุณยอมแต่งงานกับฮอโรว์บีเพราะเขาร่ำรวยมหาศาล และเพราะเขามีทั้งบ้านและที่ดินอยู่ในภาคใต้ของอังกฤษสินะ...!”
“อลิสแตร์...พยายามเข้าใจหน่อยสิคะ...”
โอลีฟทำเสียงอ้อนวอน
“ฉันรักคุณมากนะคะอลิสแตร์...ฉันยอมรับว่าฉันรักคุณอย่างที่ไม่เคยรักใครอย่างนี้มาก่อนเลยแต่ฉันคงทนกับการใช้ชีวิตอยู่ในสกอตแลนด์ไม่ได้หรอกค่ะอีกอย่างหนึ่งที่นั่นก็คงไม่มีสังคมชั้นสูง ไม่มีใครที่จะมาแสดงความชื่นชมในตัวฉันไม่มีงานบอล ไม่มีโอเปร่า...ถึงแม้ว่าเื่ต่างๆ เ่าั้ไม่สำคัญเท่าไหร่นักแต่มันก็ยังมีอะไรบางอย่างที่ยิ่งไปกว่านั้นนะคะ...นั่นก็คือฉันเป็คนเกลียดอากาศที่หนาวเย็นอย่างที่สุด...!”
“แล้วความรักล่ะ...ความรักที่คุณพร่ำพูดอยู่ตลอดเวลา...มันไม่สามารถจะนำมาใช้กับเื่นี้ได้บ้างเลยหรือ...?”
“อลิสแตร์คะ ก็อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละค่ะ...ฉันรักคุณและจะรักคุณคนเดียวตลอดไป”
โอลีฟยืนยัน
“ทั้งมันก็ไม่มีเหตุผลด้วยว่า ทำไม...เราจะต้องตัดความสัมพันธ์ที่เคยมีต่อกันในวันข้างหน้า คุณต้องไม่ลืมนะคะว่าอาเธอร์น่ะเป็นักธุรกิจ เพราะฉะนั้นฉันย่อมมีเวลาเหลือเฟือสำหรับตัวเองอยู่แล้ว...”
หล่อนทิ้งความนัยไว้เมื่อจะจบคำพูดประโยคนั้นลง