ผมแค่อยากใช้ชีวิตเหมือนคนธรรมดา..ไม่ได้รึไง!

    ตอนที่ 103 เที่ยวชมงานประจำปี 1

    หลังจากนั้นปรมาจารย์หลินจึงไปสร้างกายหยาบให้ เต๋า เทพ ไร้ลักษณ์และกระบี่ฟ้า เรียบร้อย..เขาจึงเลือกมาชื่นชมผลงาน

    กายหยาบของเต๋าเป็นร่างชายหนุ่มหล่อเหลา ผมสั้นสีเงิน ร่างกายผอมบาง แม้ดูธรรมดา แต่ยามอยู่ในชุดโบราณนั้นดูไม่แตกต่างบัณฑิตผู้มากความรู้

    กายหยาบของเทพเป็นร่างชายหนุ่มผมยาม ใบหน้าเหมือนหายหยาบของเต๋า เพียงแค่มีผมยาวสีเงิน และอยู่ในชุดรบ ดูไม่ต่างจากผู้พิทักษ์ของพระเจ้า

    “ยอดเยี่ยม ดูเหมือนฝาแฝดตามความตั้งใจ ยังไงพวกเจ้าเป็นก็อาวุธคู่” ปรมาจารย์หลินกล่าวชื่นชม แต่ไม่ได้ชื่นชมใครที่ไหน แม้เขากำลังมองเต๋าอ่านตำราสลับกับมองเทพกวัดแกว่งลำไผ่ เพราะเขากำลังชื่นชมตนเอง ที่สามารถสร้างกายหยาบอันยอดเยี่ยมได้ ให้อารมณ์เหมือนกับช่างตีเหล็กกำลังมองผลงานของตนเอง

     ไม่นานนัก ปรมาจารย์หลินได้เลื่อนสายตามองไปยังหญิงสาวทั้งสองที่กำลังนั่งจิบชาตรงโต๊ะหินอ่อนอีกด้าน 

    “กายหยาบของไร้ลักษณ์กับกระบี่ฟ้า ข้าทำออกมางดงามไม่หยอก มารยาทสตรีอ่อนช้อยข้ายังสอนให้ได้ ฮ่าๆ” ปรมาจารย์หัวเราะอยู่คนเดียวเหมือนคนบ้า และจ้องไร้ลักษณ์กับกระบี่ฟ้าเหมือนคนโรคจิต

    ส่วนเหตุผลที่จ้องมอง เพราะกายหยาบของไร้ลักษณ์และกระบี่ฟ้ามีความแตกต่างกัน

    เริ่มจากกายหยาบของไร้ลักษณ์ ไม่เพียงงดงาม ปรมาจารย์หลินยังตั้งใจสร้างให้ผิวขาวละเอียดอ่อน สร้างใบหน้างามล้ำและเส้นผมสีดำมันเงายาวสลวย กับดวงตาสีแดงอ่อน เพียงมองใบหน้าย่อมมิอาจละสายตา ความงดงามแสนลึกลับดูอันตราย ดูเข้ากับเรือนร่างบางที่สวมชุดกี่เพ้าสีดำยาวปักลายอสรพิษ ยิ่งไปกว่านั้นสัดส่วนเว้าโค้งของไร้ลักษณ์ยังถูกแสดงผ่านชุดอย่างชัดเจน

    ส่วนกายหยาบของกระบี่ฟ้านั่นแตกต่างกับไร้ลักษณ์สุดขั้น แม้มีรูปลักษณ์และสัดส่วนเหมือนกัน แต่เส้นผมสีฟ้ากับดวงตาสีฟ้าอ่อนให้ความรู้สึกนิ่งสงบ บวกกับชุดกี่เพ้าสีฟ้าปักลายนกกระเรียน กระบี่ฟ้าจึงให้ความรู้สึกเหมือนเทพเซียนบนยอดเขาอันเงียบสงบ

    “ท่านเซียนกำลังมองมา” กระบี่ฟ้ากล่าว ไร้ลักษณ์กลับบอกให้กระบี่ฟ้าเมินไป “ไม่ต้องสนใจเซียนผู้นั้น ดูสายตาที่เขามองพวกเราช่างไม่น่าเคารพ ท่านชุนยังดีกว่าหลายขุม”

    ไร้ลักษณ์กับกระบี่ฟ้าสนทนากันต่อ ทั้งสองเลือกไม่สนใจสิ่งใจสิ่งใด นอกจากสิ่งที่คุยกัน เพราะทั้งสองกำลังคุยกันถึงเรื่องความชอบของชุน ว่าชุนจะชอบกายหยาบใครมากกว่า

     

    ด้านปรมาจารย์หลิน

    หลังเฝ้าสังเกตอยู่หลายวันก็รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่ตนสร้าง จึงได้เขียนจดหมายลาทิ้งไว้ให้ชุน โดยฝากให้ไร้ลักษณ์กับกระบี่ฟ้าเป็นผู้ดูแล ก่อนจากไปปรมาจารย์หลินกล่าวทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ‘ห้ามใครเปิดอ่านจดหมาย หาไม่แล้วจะถูกสาป’

    พอมอบจดหมายทิ้งเอาไว้ ปรมาจารย์หลินจึงไปจากดินแดนบุปผาผลิบานทันที ส่วนเรื่องในภูเขา ล้วนปล่อยให้เหล่าศาสตราจัดการ

    .

    .

    .

    ยามเช้า ณ ร้านปลาย่าง

    ชุนกำลังนั่งเผชิญหน้ากับจูหวงหลาน หลังจากเรื่องราวบนเตียงบังเกิด ขณะเดียวกันจูไป๋หลานเลือกแอบดูอยู่ห่างๆ แม้นางจะทำอาหารเตรียมเอาไว้ให้จูหวงหลานกับชุนหวังหลบหน้า แต่บรรยากาศเงียบจนน่ากดดันมันอดให้สงสัยมิได้

    “เจ้าบ้านเชิญรับประทานก่อน” ชุนกล่าวขึ้น ทำลายความเงียบ เขาหวังให้จูหวงหลานกล่าวอะไรสักหน่อย เพราะยังไงตอนอยู่ในห้องนอนเป็นนางชวนเขาทานอาหาร แต่เรื่องที่เกิดขึ้นไหนเลยจะทำให้สงบลงได้ง่าย ถึงก่อนหน้าจะทำเป็นเงียบจนมาถึงโต๊ะอาหาร ยังไงก็ต้องเปิดอกคุยกันอยู่ดี แค่ต่างคนต่างไม่รู้ว่าควรจะเริ่มจากตรงไหน

    “อืม” จูหวงหลานพยักหน้า แล้วเริ่มรับประทานอาหาร ชุนเห็นว่าบรรยากาศผ่อนคลายลงเขาจึงรับประทานอาหารตามนาง น่าเสียดายตลอดระยะเวลาทานอาหารเช้า ทั้งสองยังคงเงียบใส่กัน

    ‘ข้าควรบอกความจริงนาง หรือไม่บอก’ ชุนครุ่นคิดหลังทานอาหารหมด สำหรับเขามันอดไม่ได้จริงๆ เพราะปรมาจารย์หลินกล่าวทิ้งท้ายก่อนส่งเขากลับมา แม้มันเป็นเรื่องดีต่อเขา หรือเขายอมรับจูหวนหลาน การที่เขาไม่ถามความเห็นจากนางย่อมไม่ใช่เรื่องดี

    ‘มีอยู่สองทาง บอกนางกับไม่บอก หนทางแรกไม่บอกนาง ย่อมไม่เกิดเรื่องใด เพียงให้นางยอมรับไปตามสภาพ หนทางที่สองบอกนางเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดด้วยความจริงใจ ให้นางตัดสินใจตามใจนางต้องการ..ไม่ ก่อนถามนาง ข้าต้องถามตัวเองว่า แล้วข้าเล่า คิดจะเอาอย่างไร’ ชุนคิดแล้วเหมือนได้คำตอบสุดท้าย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้คำตอบ มันเป็นคำถามวนเวียนอยู่ในใจ แม้มีคำตอบก็ยากตัดสินใจ เพราะตัวเขานั้นยังมิได้ตัดสินใจ

    “ท่านแม่ ข้าเก็บจานไปล้างให้ท่านนะ” จูไป๋หลานเสนอตัวเข้ามาแทรกกลางบรรยากาศ ถือวิสาสะเข้ามาแทรกบรรยากาศ แต่ชุนกับจูหวงหลานมิได้กล่าวอันใด เพียงปล่อยให้จูไป๋หลานเก็บจานบนโต๊ะไปล้าง

    หลังจูไป๋หลานเก็บจานไปหมด นางยังกลับมาเช็ดโต๊ะ ก่อนไปล้างจานต่อ เหมือนกับนางกำลังช่วยทำลายบรรยากาศ แต่ไหนเลยจะช่วยเหลือตรงๆได้ เพราะมันไม่ใช่เรื่องของนาง

     

    เวลาผ่านไป กระทั่งจูไป๋หลานล้างจานเสร็จแล้วกลับไปยังห้องของนาง จูหวงหลานได้เอ่ยขึ้นทำลายบรรยากาศ

    “ข้าว่าบรรยากาศไม่ค่อยเหมาะสักเท่าไหร่ ท่านสนใจเปลี่ยนบรรยากาศหรือไม่”

    ชุนได้ยินคำกล่าวของจูหวงหลาน เขาจึงตอบตกลงในแบบของเขา “น่าสนใจ ช่วงนี้เป็นช่วงงานประจำปีเสียด้วย”

    “ถ้าเช่นนั้น ข้าขอตัวไปหาไป๋หลานสักครู่” จูหวงหลานกล่าวจบ ชุนจึงพยักหน้า จากนั้นนางรีบลุกขึ้นเดินไปบอกกับจูไป๋หลานว่าวันนี้ไม่เปิดร้าน

    ช่วงเวลาที่จูหวงหลานเดินไปบอกจูไป๋หลาน ชุนคล้ายจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้

    ‘โชคชะตากับระยะเวลา หวังว่ามันจะช่วยข้าได้ หากปล่อยให้ทั้งสองสิ่งนำพา’

     

    ผ่านไปครู่หนึ่ง

    จูหวงหลานได้เดินเข้ามาในร้านพร้อมบอกชุน “เราไปกันเถอะ”

    ชุนพยักหน้าพร้อมลุกขึ้น ก่อนตามจูหวงหลานออกไปจากร้าน

    หลังจากชุนกับจูหวงหลานออกไปจากร้าน จูไป๋หลานได้เดินลงมาติดป้ายหน้าร้านปลาย่างว่า ‘ปิดร้านไม่มีกำหนด’

    “หวังว่าจะเป็นไปได้ด้วยดี” จูไป๋หลานพึมพำ นางแหงนหน้ามองท้องฟ้าสดใส แล้วกลับเข้าไปในร้าน

    .

    .

    .

    ณ จุดจัดงานประจำปีในเมืองแม่น้ำหมอก

    ช่วงเช้านี้ชุนกับจูหวงหลานเดินคู่กันไปตามถนน ริมถนนเต็มไปด้วยร้านขายของสำหรับผู้มาเที่ยวชมงานประจำปี เพียงแต่ช่วงเช้ามิได้มีผู้คนมากนัก ทั้งสองจึงตกเป็นเป้าสายตาของเหล่าพ่อค้าแม่ค้าที่มาขายของ ไม่ใช่แค่ทั้งสองน่าจับตามองด้วยหน้าตาและชุด กลิ่นอายของทั้งสองยังดูธรรมดาสามัญเกินไป

    ระหว่างเดินอยู่นั้น ชุนได้พึมพำถ้อยคำหวนนึกถึงอดีตขึ้นมาด้วยเสียงแผ่วเบา “แตกต่างกับโลกสิ้นเชิง ตอนเช้ายังขาย ดูไปจะช่วงไหนยังขายได้ในช่วงงานประจำปี คนขายยังเป็นเหล่าเซียน แต่ความรู้สึกและกลิ่นคุ้นเคยไม่เปลี่ยนแปลง มันคงเป็นบรรยากาศของงานประจำปี”