เปรี๊ยะๆ…..
เสียงของกระแสไฟฟ้าลัดวงจรดังกระหึ่มท่ามกลางซากยานบินบนพื้นดิน เหนือขึ้นไปปรากฏหอกสีดำที่ปักคาอยู่ ตัวด้ามของมันในบัดนี้กำลังซึมซับพลังงานจนเริ่มแปรเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน
"หอกนั่น.." เสียงของมนุษย์ต่างดาวด้านซ้ายดังออกมา
"ไม่ผิดแน่.. สิ่งนั้นมีเพียงท่านคิรุสที่มี" ร่างทางขวาตอบคำพร้อมกับหันหน้าไปหาเพื่อนของมัน
ทั้งสองสบตากันชั่วครู่ก่อนหันหน้ากลับมา ประสานสายตามาที่ไรเซลอย่างพร้อมเพรียง
"เ้ามีสิ่งนี้ได้ยังไง!" คนทางซ้ายะโเสียงดังมาทางไรเซลพร้อมชี้นิ้วไปที่หอกเกรย์ฟอน
"จะถามให้มากความทำไม มาถึงขั้นนี้แล้วก็ไม่ต้องคุยอะไรกันหรอก" ไรเซลไม่ได้ตอบคำถามหากแต่กลับเดินพ้นกำแพงออกมาด้านนอก
ด้วยความสูงหลายสิบเมตรของกำแพง หากมีใครตกลงมา ต่อให้เก่งแค่ไหนก็มีเพียงความตายเท่านั้นที่รออยู่ แม้ว่าจะไม่มีใครห่วงอะไรเพราะไรเซลนั้นเรียกได้ว่าเหนืุ์ไปแล้ว เพียงแต่…. สิ่งที่เห็นเบื้องหน้าก็ทำให้ทุกผู้คนต้องอ้าปากเหวอ
'มันเดินบน… อากาศ.. ได้ยังไง?'
ไรเซลก้าวเดินช้าๆ ไปทางกองยานมนุษย์ต่างดาว ท่ามกลางอากาศที่ว่างเปล่า
สำหรับไรเซลการกระทำสิ่งเหล่านี้ไม่ยากเย็นอะไรมากนัก ในอากาศประกอบด้วยสสารหลายๆ อย่าง เพียงรวมมันไว้จนมีมวลมากพอและเสริมด้วยพลังจิตเล็กน้อยเพื่อให้คงสภาพได้เท่านี้ก็ทำให้เขาทรงตัวอยู่บนอากาศได้แล้ว
แต่ทว่า…. ที่กล่าวมานี้อาจไม่ยากสำหรับไรเซล หากแต่เป็ผู้ใช้พลังจิตคนอื่นมาทำเกรงว่าคงต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะทำได้
"ปกตินายก็เดินบนอากาศได้เหรอ" เทนโดหันหน้ามาถามชาร์ที่อยู่ข้างๆ
"ไม่ไหวหรอก.. ปกติถ้าให้ลอยตัวเฉยๆ ก็ยังพอได้อยู่ แต่ถ้าจะให้เดินบนอากาศเสมือนเดินบนพื้นแบบนั้นน่ะ มันยากเกินไป" ชาร์ส่ายหน้าพร้อมตอบคำถาม
"มันต่างกันตรงไหนวะ…?" จุนวูที่ฟังมาตลอดถามขึ้นอย่างสงสัย
"นายลองนึกดูง่ายๆ ระหว่างนายว่ายน้ำกับเดินมันมีความแตกต่างกันมากแค่ไหน การลอยตัวกับการเดินบนอากาศก็ประมาณนั้นแหละ"
"....... " จุนวู
ส่วนใหญ่แล้วการลอยตัวบนอากาศไม่ใช่เื่แปลกใหม่สำหรับผู้มีพลังจิตมากนัก ถ้าให้เทียบกันระหว่างทำให้วัตถุอย่างอื่นลอยได้กับทำให้ตัวเองลอยได้ แน่นอนว่าอย่างหลังทำง่ายกว่า นั่นเพราะ.. ไม่มีอะไรที่เราจะคุ้นเคยไปมากกว่าร่างกายของเราเองอีกแล้ว
สำหรับไรเซลเองการลอยตัวหรือเคลื่อนที่ในอากาศเป็เื่ที่ง่ายมาก ความเร็วเองก็ไม่แตกต่างจากการเคลื่อนที่ด้วยร่างกายแม้แต่น้อย
เพียงแต่ตัวเขานั้นชอบที่จะสู้บนพื้นมากว่า เพราะฉะนั้นเขาจึงเลือกการสร้างที่หยั่งเท้าบนอากาศแทนการลอยตัวที่ทำได้ง่ายกว่า
ฟู่……
หอกเกรย์ฟอนที่ดูดซับพลังงานมาเต็มที่ตอนนี้ได้เปลี่ยนจากสีดำเป็สีส้มทองแล้ว มันลอยขึ้นช้าๆ เข้ามาสู่มือของไรเซล
เขาหยุดยืนหลังจากที่เดินออกมาอยู่ในระยะร้อยเมตรของกองยาน ท่ามกลางสายตาที่จับจ้องของทุกคนร่างไรเซลฉับพลันหายไปก่อนจะปรากฏเบื้องหน้าผู้มาเยือน.. นี่ก็คือ.. ‘การโจมตีทีเผลอ’
เปรี้ยง…..
"บ้าเอ้ย!.. จิติญญาความเป็นักรบของเ้าไปไหน" หอกปลายแหลมฟันกวาดผ่านจากด้านซ้ายฟาดเข้ากลางลำตัวของมนุษย์ต่างดาวที่อยู่ด้านขวา ทว่ามันก็มิใช่ชนชั้นอ่อนแอไร้ค่า ปฏิกิริยาตอบสนองอันฉับไวสั่งให้มันชักอาวุธออกมาป้องกันได้ทันเวลา แต่กระนั้นร่างก็ยังลอยคว้างออกไปอยู่ดี
"คาน!! " ผู้ที่เหลืออยู่เปล่งเสียงเรียกเพื่อนที่กระเด็นออกไปอย่างตื่นตระหนก ตัวมันนั้นไม่ได้ว่องไวพอจะตอบสนองต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้ทัน
"ย้ากกกกก" แต่มันก็ไม่ได้อ่อนแอ เพียงรวบรวมสติได้ชั่วครู่ก็เปิดฉากโจมตีกลับทันที ร่างอันเต็มไปด้วยมันกล้ามและผิวสีแดงเข้มโถมเข้าใส่ไรเซลอย่างรุนแรงพร้อมกับค้อนาและโล่ทรงกลมใบใหญ่
ร่างสองเมตรครึ่งอาจมองไปดูเทอะทะ ทว่าความจริงกลับไม่เป็เช่นนั้นเลย ร่างกายอันใหญ่โตเคลื่อนไหวรวดเร็วจนทิ้งพายุหอบใหญ่เอาไว้เื้ั เหวี่ยงค้อนาขนาดั์เข้าที่หัวของไรเซลอย่างแม่นยำ
ไรเซลไม่ได้หลบแม้แต่น้อย อาวุธในมือถูกปรับเปลี่ยนจากหอกกลายเป็ดาบคาตานะภายในเสี้ยววินาที เขาใช้มันรับค้อนที่ถาโถมเข้ามาก่อนที่จะกดปลายดาบลงเล็กน้อยเปลี่ยนทิศทางของค้อนออกด้านข้าง ไรเซลพลิกใบดาบขึ้นก่อนที่จะวาดดาบเข้าไปที่ช่องท้องของอีกฝ่าย
เคร้ง…..!!
ใบดาบปะทะเข้ากับโล่ส่งเสียงก้องกังวาน แม้ว่าร่างกายจะแข็งแรงทนทานแค่ไหนแต่พลังกายของไรเซลที่ถูกเสริมประสิทธิภาพด้วยสูทเสริมพลังแล้วนั้นก็ไม่ได้้เป็รองแม้แต่น้อย บวกกับการโจมตีด้วยพลังจิต แม้จะยังไม่ได้ปล่อยพลังของอาวุธก็ยังน่ากลัวอยู่
"เป็ไปไม่ได้!" ดาบของไรเซลกระแทกส่งร่างศัตรูจนหลุดออกจากยานที่มันยืนอยู่
ฟุ่บ..
มันพลิกตัวกลางอากาศก่อนจะร่อนลงบนยานอีกลำที่อยู่ไม่ห่างกันนัก
"บัดซบ!!" มันสบดออกมาพร้อมกับจ้องมองมือซ้ายที่กำลังสั่นระริก แรงปะทะเพียงชั่วครู่นั้นเป็สิ่งที่มันไม่ได้ััมาหลายปีแล้ว
" เลิกอู้งานแล้วมาจัดการมันช่วยข้าได้แล้ว คาน!" มันจ้องมองไปที่เพื่อนของมันผู้ที่นอนคลุกฝุ่นเล่นอยู่เบื้องล่างด้วยความโมโห
"เฮ้อออ….. เ้าจะโวยวายไปทำไม 'อาคา' นานๆ ทีจะได้ยืดเส้นยืนสายซักหน่อยมันไม่ดีรึไง" ร่างของคานที่นอนเล่นอยู่เนิ่นนานลุกขึ้นมาพร้อมกับกล่าวอย่างเหนื่อยหน่าย เพื่อนของมันนั้นช่างใจร้อนและขี้โมโห แตกต่างจากมันที่สุขุมรอบคอบเหลือเกิน
คานนั้นมีร่างที่เล็กกว่าอาคา มันสวมเกราะเบาที่เพียงมองดูก็รู้แล้วว่าล้ำยุกมาก แม้จะไม่ได้มีกล้ามเนื้ออุดมสมบูรณ์แต่ก็รูปร่างดีทีเดียว มองผ่านๆ เหมือนมนุษย์ปกติทุกประการเพียงแต่สีผิวที่มองเห็นนั้นกลับเป็สีฟ้า
"มีสองแขน?" ไรเซลงุนงงเล็กน้อย พวกที่มาบุกโลกนั้นเป็ชาวกอร์ก็อท ที่เห็นจนชินตานั้นส่วนใหญ่จะมีสามหรือสี่แขน ผิวคล้ำมีส่วนที่แข็งเล็กน้อยคล้ายๆ เกล็ดอยู่ทั่วไป แตกต่างจากพวกนี้ไกลโข
"เลิกเล่นลิ้นแล้วมาทำงานให้จบ ๆ ไปซักที ข้าเบื่อที่ต้องมาทำงานเก็บกวาดโง่ ๆ นี่เต็มทนแล้ว ไอ้ไร้ค่านั่นจะตายแท้ๆ ยังทำให้คนอื่นลำบากอีก!" อาคากล่าวอย่างหัวเสีย
"ระวังคำพูดของเ้าเอาไว้! อย่าลืมว่าตอนนี้พวกเรากำลังทำอะไรอยู่" คานตวาดออกมาก เขาสุดทนกับพฤติกรรมพวกนี้จริงๆ เวลาโมโหมันไม่เคยห้ามปากตัวเองได้เลยรึไงนะ
" ฮึ่ม! " อาคาแค่นเสียงผ่านไรฟัน
"เ้าทำได้ดีมากมนุษย์ ไม่คิดเลยว่าจะชิงลงมือก่อนแบบนี้ ร้อยคาดพันคาด ข้าก็คาดไม่ถึงจริงๆ" คานะโขึ้นมายืนอยู่ข้างๆ อาคา เขาพูดกับไรเซลด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"เปิดก่อนได้เปรียบ ไม่เคยมีใครสอนเื่นี้รึไง" ไรเซลตอบคำ
ทั้งสามยืนประจันหน้ากันโดยอยู่บนยานคนละลำ
" ฮ่าๆๆๆ เ้านี่มันร้าย.. ข้าละชอบใจจริงๆ " คานหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง นานแล้วที่ไม่มีใครต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้
"อาคา.. เอาอย่างทุกที" พูดจบร่างของคานก็อันตรธานหายไปจากครรลองสายตาของไรเซลทันที
ฟู่วววว…
ไอร้อนจากร่างกายของอาคาพุ่งสูงขึ้นอย่างพรวดพราด จนทำให้รอบกายเกิดภาพเบลอ
ค้อนาถูกขว้างออกมาในฉับพลัน ส่งผลให้เส้นทางที่มันผ่านมาเกิดกำแพงลมบีบรัดเป้าหมายเอาไว้อย่างแ่า
" ลูกเล่นเยอะดีนะ .. แต่ว่ายังดีไม่พอ" ไรเซลพุ่งสวนทางไปอย่างเรียบง่าย เพียงแต่.. วินาทีที่ร่างจะถึงค้อนนั้นกลับทำให้หน้าของเขาเปลี่ยนสี เขารีบฉีกตัวออกไปด้านข้างก่อนที่หัวค้อนจะเข้าถึงตัวเพียงชั่วอึดใจ
ตูมมมมมม……
เสียงะเิดังสนั่นหวั่นไหว ค้อนปะทะกับอากาศที่ว่างเปล่าประหนึ่งทุบเขากับกำแพงเหล็กกล้าก็มิปาน มันปักคาอยู่บนกำแพงอากาศโดยไม่ไหวติงแม้แต่น้อย แรงอัดอากาศทุบทำลายจนยานบินทั้งหลายร่วงลงสู่พื้น
"อึก" ไรเซลสำลักลิ่มเืคราหนึ่ง แม้จะไหวตัวทันแต่ก็ยังไม่มากพอที่จะหลบได้อย่างหมดจด ร่างของเขาไหวเอนเล็กน้อยแต่ก็ไม่ถึงกับเสียการทรงตัว
ฟวับ..
ยังไม่ทันได้หายใจหายคอใบมีดลึกลับก็พุ่งออกจากความว่างเปล่าเข้าสู่ลำคอของเขาอย่างแม่นยำ
ไรเซลไม่ได้ตื่นตระหนกเขายกดาบคาตานะขึ้นป้องกันเอาไว้ก่อนที่จะเปลี่ยนรูปแบบเป็ขวานสองคมฟาดกลับไป
หวืดดด
เสียงลมโหยหวนประหนึ่งเสียงร้องของปิศาจ ร่างที่ซ่อนอยู่ล่าถอยออกจากระยะจนหลุดจากการพลางตัว
ทว่าทันทีที่คิดว่าหนีพ้นแล้วนั้น ใบขวานกลับหลุดออกจากด้าม
พุ่งตรงมาหาคานด้วยความเร็วที่สูงล้ำยิ่งกว่าเดิม สีส้มทองของใบมีดเปลี่ยนเป็สีแดงฉาน ปลดปล่อยพลังทำลายอันน่าหวาดหวั่นเข้าสู่ลำตัวของคานอย่างแม่นยำ
"อาคาาาาาา!!" คานร่ำร้องอย่างบ้าคลั่ง ตัวมันในเวลานี้ไม่สามารถทำสิ่งใดได้เลย นอกจากภาวนา
ตึมมมมมม.
เสียงะเิทึบต่ำดังสะท้อนออกมา นอกจากอากาศที่ะเิออกแล้วยังปรากฏประกายไฟและเส้นแสงสายฟ้าเลื้อยผ่านประหนึ่งอสรพิษแหวกว่ายกลางสายน้ำ สองร่างถูกดูดกลืนเขาสู่วังวนพลังทำลายอันมหาศาลอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
"สุดยอด… สำเร็จรึเปล่า" เสียงเล็กๆ ดังออกมาจากสาวน้อยที่อยู่ด้านข้างปรมาจารย์เฉิน การได้มาเห็นอะไรแบบนี้มันน่าตื่นตาตื่นใจจริงๆ
"ไม่ง่ายขนาดนั้น" เด็กหนุ่มที่ติดตามปรมาจารย์เฉินมาพูดขึ้น
"อืม" ปรมาจารย์เฉินมองมาทางเด็กหนุ่มด้วยสายตาที่ชื่นชมก่อนจะพูดขึ้นว่า "นี่เป็แค่การอุ่นเครื่องเท่านั้น พวกเ้าจับตาดูต่อจากนี้เอาไว้ให้ดี"
"เอ๋" สาวน้อยอุทานขึ้นด้วยตื่นเต้น การมาเที่ยวครั้งนี้มีเื่น่าใหลายเื่ทีเดียว
.
.
.
"ปลดปล่อยยย!!" เสียงประสานสองเสียงดังออกมาท่ามกลางสะเก็ดไฟและประกายสายฟ้า ปรากฏร่างสีฟ้าเจิดจ้าและสีแดงโลหิต พุ่งออกมาด้วยความเร็วสูง พุ่งเข้าจู่โจมประหนึ่งหยาดฝนกระหน่ำ
ใบมีดสองเล่มของคานวาดเข้าจุดตายไรเซลอย่างต่อเนื่อง สลับกับค้อนาสีแดงฉานที่คอยผนึกการเคลื่อนไหวเอาไว้ ทำให้ไรเซลมิอาจโต้กลับใดๆ ได้เลย
ตัวไรเซลในยามนี้ล่าถอยและตั้งรับอยู่ฝ่ายเดียว แม้เขาจะก้าวเดินบนอากาศได้ประหนึ่งอยู่บนพื้นดิน แต่ทั้งคานและอาคาก็ไม่ได้ต่างกัน พวกมันเคลื่อนที่บนท้องฟ้าได้ดุจนกนางแอ่นเหินบิน
ทุกค้อนที่โหมกระหน่ำและมีดที่จู่โจมเริ่มเฉียบคมขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งโจมตีไรเซลมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้ผลมากขึ้นเท่านั้น
"ท่าไม่ค่อยดีแล้วมั้ง" จุนวูหันไปพูดกับเทนโด ทั้งสองคนดูเหมือนจะรู้จักกันมาั้แ่ก่อนหน้าแล้วถึงได้สนิทกันเป็พิเศษ
"ล้อเล่นรึไง.. เ้าหนุ่มนั่นยังไม่ได้เอาจริงด้วยซ้ำ" เทนโดตอบกลับ
.
.
"นั่นไง.. ว่าแล้วเชียว" จุนวูตบกำปั้นลงบนฝ่ามือราวกับว่าเขาคิดไว้แล้วว่าต้องเป็แบบนี้
"เฮ้อ" เห็นท่าทางแบบนี้ของเพื่อนแล้วเทนโดได้แต่ถอนหายใจ
.
……
"เอาจริงเร็วไปหน่อยมั้งพวก ปลดขีดจำกัดไวขนาดนี้เดี๋ยวก็ศพไม่สวยหรอก" แม้จะป้องกันจนมือเป็ระวิง แต่ท่าทางไรเซลก็มิได้นำพาเลยแม้แต่น้อย
การจู่โจมของทั้งสองแม้จะรวดเร็ว รุนแรง และแม่นยำ เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ แต่ไรเซลกลับเริ่มมองพวกมันออกแล้ว นั่นจึงไม่ทำให้เขาลำบากแม้แต่น้อย
" ไอ้นี่มันตัวอะไรกัน!! " อาคาสบดออกมาอย่างเหลืออด ไม่ว่าจะโจมตีไปมากแค่ไหนอีกฝ่ายก็ไม่แม้แต่จะขมวดคิ้ว
"มันจับทางเราได้แล้ว เปลี่ยนรูปแบบ" คานสั่งการพร้อมกับที่ใบมีดในมือถูกเปลี่ยนเป็มีดสั้นเล่มเล็ก เขาถอยออกไปอยู่ด้านหลังอาคาก่อนเข้าสู่การพลางตัวอีกครั้ง
ฟุ่บ… ฟุ่บบบ…
ค้อนถูกเหวี่ยงออกมาอีกครั้งด้วยพลังที่มากกว่าเดิมหลายเท่าตัว
"จะกลับไปเล่นมุขเดิมอีกเหรอ" ชำเลืองเห็นมีดสั้นมนมือคานตอนแรกเขาก็พอเดาออกแล้ว ชืนปล่อยพวกมันตั้งหลักอีกรอบรับรองต้องน่ารำคาญมากแน่ๆ
รอบนี้เขาไม่หลบ ทั้งไม่พุ่งเข้าใส่ ขวานในมือบัดนี้เปลี่ยนเป็กระบี่อ่อนยาว 1 เมตร
เขาคอนกระบี่รับค้อนที่พุ่งมาอย่างนุ่มนวล กระบี่ในมือสะบัดหมุนเป็วง ดึงให้ค้อนเคลื่อนที่ตามการเคลื่อนไหวของร่างกายดุจขนนกบินลู่ลม
"เห้ยๆ วิชากระบี่นั่นดูเหมือนจะเก่งกว่าคุณรึป่าวตาแก่" จุนวูหันไปแซะปรมาจารย์เฉินทันที ไม่รู้ว่าพวกเขาทะเลาะกันมาแต่ชาติปางไหน
"เลิกปากมากแล้วเอาเวลาไปฝึกเถอะให้เก่งขึ้นเถอะเ้าโง่" ปรมาจารย์เฉินตบเข้าให้หนึ่งที นอกจากจะแซะคนไม่เลือกเวลาแล้วยังโดนตบกลับมาแทบทุกครั้ง เ้าจุนวูนี่ไม่เคยเข็ดจริงๆ
"หนอยย! " จุนวูตอบโต้ไม่ได้ เขาไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่าทำไมต้องไปกวนตี… อีกฝ่ายจนทำให้ตัวเองต้องเจ็บช้ำด้วย
"ไม่รู้ว่าเขาไปฝึกกระบี่มาจากที่ไหนนะครับอาจารย์" ชายหนุ่มข้างปรมาจารย์เฉินกล่าวคำ สายตาของเขาจับจ้องไปที่ท่วงท่าของไรเซลโดยไม่ละสายตา
ทุกกระบี่ที่ร่ายรำเคลื่อนไหวงดงามต่อเนื่อง สะกดทุกผู้คนที่มองอยู่จนไม่อาจละสายตาไปไหน
"ท่วงทำนองกระบี่ดุจสายน้ำ ประหนึ่งขนนกตกลงกลางมหานที" ปรมาจารย์เฉินพึมพำด้วยเสียงเบา ท่วงทำนองกระบี่ในห้วงจักษุ ณ เวลานี้ช่างงดงามแช่มช้อยและทรงพลัง ดุจดังขนนกที่ล้อคลื่นท่ามกลางสายน้ำอันเชี่ยวกราก
"ช่างมีพร์หาตัวจับยากจริงๆ" ปรมาจารย์เฉินลูบเคราน้อยๆ พลางเพ่งมองด้วยดวงตาอันชื่นชม
ฟึบ..
ค้อนาสีแดงเพลิงถูกดีดกลับหลังจากที่ไรเซลชักนำพลังควบคุมออกจากมันทั้งหมด
"หลบไปเ้าบ้า แกอยากตายรึไง! " คานะโก้อง
ท่ามกลางพายุของค้อนั์อันหนักหน่วงอาคากลับมิได้คิดขยับเคลื่อนไหวใดๆ มันลอยค้างกลางอากาศพลางเกร็งกำลังเตรียมรับค้อนที่กำลังคืบใกล้เข้ามาด้วยความเร็วสูงล้ำ
"ชาวโมลอย่างข้าไม่มีวันละทิ้งอาวุธคู่กายของตนเองเด็ดขาด.. เข้ามาาา!! " อาคาคำรามก้อง ชั่ววินาทีที่ร่างกายของมันถูกค้อนาปะทะสีสันบนโลกเสมือนถูกหยุดเวลาไปครู่หนึ่ง ตลอดรัศมีหลายกิโลเมตรถูกอาบย้อมด้วยสีแดงฉาน ไม่มีการะเิ ไม่มีแรงอัดอากาศใดๆ เหลือเพียงแสงอัดเจิดจ้าและไอร้อนมหาศาลเท่านั้นที่อบอวลไปทั่วบริเวณ ยานบินน้อยใหญ่ที่เคยลอยอยู่บนฟ้า บัดนี้แหลกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยไปหมดแล้ว
กาลเวลาผันผ่านไปนานกว่า 7 นาที แสงอันเจิดจ้าจึงเริ่มหม่นลง สายตาทุกคู่ที่ปิดสนิทบัดนี้ได้พบกับแสงสว่างอีกครั้ง เพียงแต่ภาพที่เห็นนี้กลับไม่น่าอภิรมย์นัก
ตลอดร่างกายอันแข็งแกร่งใหญ่โตของอาคาบัดนี้ถูกค้อนสีแดงฝังลึกเข้าไปจนมิดด้าม ั้แ่หัวไหล่ลาดลงมาถึงชายโครงซ้ายได้หายไปจนไม่เหลือสิ่งใดแม้แต่น้อย ค้อนนั้นได้เรียกว่าปลิดชีวิตของเขาไปครึ่งหนึ่งแล้วในตอนนี้
"อาคาาาาา!" คานะโเสียงดังสนั่น เบื้องหน้าตอนนี้คือเพื่อนของเขาที่ร่างกายท่อนบนหายไปซีกหนึ่ง ตลอดทั้งร่างมีเืสีส้มแดงชะโลมอาบ ส่งไอร้อนประหนึ่งเปลวไฟกำลังลุกไหม้อยู่
"โหวกเหวกโวยวายไม่สมเป็เ้าเลย.." เทียบกับสภาพร่างในยามนี้ น้ำเสียงของอาคากลับไม่มีความกังวลเลยแม้แต่น้อย
"อาศัย่เวลานี้ออกไปจากที่นี่เถอะ" อาคากล่าวบอกคานโดยที่ยังจ้องมายังไรเซลอยู่
"นี่เ้า…" คล้ายกับกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เมื่อครั้นเห็นท่าทางของสหายร่วมเป็ตายมาอย่างยาวนาน คานกลับเก็บกลืนคำพูดลงคอไปจนหมด
"เ้ามันโง่จนถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆ" พูดจบคานหันข้อมือขึ้นมาเพื่อกดอะไรบางอย่าง
"ข้าไม่นับเื่ครั้งนี้เป็บุญคุณหรอกนะจำเอาไว้ด้วย… เื่ที่เ้าติดค้างข้าไว้ยังต้องสะสางมันอีกในภายหลัง" สิ้นคำร่างของคานก็ลอยลับขึ้นไปบนฟ้า ปรากฏเป็ยานบินล่องหนลำหนึ่งที่ดึงตัวเขาขึ้นไป
ท่ามกลางบรรยากาศหนักอึ้งมีเพียงความเงียบสงบวาบผ่าน
ตลอดการสนทนาไรเซลมิได้ขัดขวางใดๆ ทั้งนั้น กระทั่งเมื่อคานกลับขึ้นยานไปเขาก็ไม่ได้ขยับร่างกายแม้เพียงนิด
"ข้าแปลกใจมากที่เ้าไม่ได้ลงมือขัดขวางอะไรเลย" อาคาเอ่ยปากพูด แม้ว่าร่างกายจะาเ็มากมายขนาดนี้แต่เขาก็ยังไม่แสดงความอ่อนแอออกมาแม้แต่น้อย
"เป้าหมายของพวกเราคือการขับไล่ไม่ใช่ฆ่าฟัน ในตอนนี้เรายังไม่ได้เริ่มทำาเต็มรูปแบบ ไม่มีความจำเป็อะไรต้องลงทุนตามไปฆ่ากันไกลขนาดนั้น" ไรเซลตอบกลับพลางสบตาอาคา ก่อนจะพูดต่อ "ที่สำคัญถึงจะลงมือตามไปแต่ก็คงโดนขวางเอาไว้อยู่ดี"
.
..
"ฮ่าาๆๆๆๆๆ" อาคาหัวเราะเสียงดังสนั่น วาจาที่เปล่งออกมาช่างเป็เื่ชวนหัวนัก
" ลำพังสภาพเต็มร้อยพวกข้าสองคนยังทำอะไรเ้าไม่ได้ นับประสาอะไรกับร่างกายข้าในยามนี้" อาคาพูดพลางส่งสายตาแรงกล้ามนุษย์ตรงหน้านี้ มันคาดเดาอะไรไม่ได้เลยซักนิด
"ข้าไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพวกแกซักอย่าง แต่มีอยู่อย่างที่ข้ารู้ได้ทันที…… แกมันโกหกใครไม่เป็เลยจริงๆ" ไรเซลพูดพลางชี้นิ้ว ััอันตรายในตัวเขานั้นเฉียบคมยิ่งกว่าทุกสิ่งที่เขามีรวมกันซะอีก
……..
มือขวาของอาคายกขึ้นพลางกดลงไปที่หัวค้อนก่อนจะออกแรงบดขยี้จนมันแตกออก
ความทนทานของค้อนนั้นเรียกว่าหากไม่เป็ที่หนึ่งก็คงไม่มีสิ่งใดกล้าเป็สอง แต่ลำพังอาศัยอาวุธบางอย่าง ต่อให้ทุบทำลายมันมากแค่ไหนเกรงว่าแม้แต่ริ้วรอยก็คงไม่ปรากฏ แต่ครั้นอาคาออกแรงบีบขยี้ มันกลับแตกออกโดยง่ายดาย ประหนึ่งว่ามีความคิดเป็ของตัวเอง
"นับเป็เกียรติและเป็ความโชคร้ายของข้าที่มีเ้าเป็คู่ต่อสู้ ข้านับถือเ้าจากใจจริงๆ" อาคาพูดพร่ำพลางกำมือแน่น ท่ามกลางเศษค้อนที่แตกกระจายมีดวงไฟสีเขียวส่องสว่าง หากเพ่งมองซักเล็กน้อยจะเห็นบางสิ่งคล้ายผลึกหินอยู่ภายใน
"ทางเลือกข้าตอนนี้มีไม่มากนัก แต่หากข้ามีโอกาสอีกครั้งก็คงเลือกที่จะทำแบบนี้เหมือนเดิม" อาคากลืนผลึกลงก่อนจะพูดอีกครั้ง "นี่เป็พลังทั้งหมดที่ข้ามีแล้ว หากเ้ายังเอาชนะมันได้ข้าก็ไม่มีอะไรต้องเสียใจอีก"
เวลายามนี้มาถึง่พลบค่ำแล้ว ภายใต้แสงอาทิตย์ที่กำลังลาลับขอบฟ้า มีเพียงสองคนที่กำลังประจันหน้ากันอยู่
"ให้ทุกคนอพยพออกจากบริเวณแถวนี้ด้วย" ไรเซลหันกลับมาบอกทุกคนที่อยู่ด้านหลัง
"เฮ้ๆ คงไม่หนักหนาขนาดนั้นหรอกมั้ง" จุนวู หันหน้าไปคุยกับเทนโดที่อยู่ข้างๆ
"เหมือนจะไม่ได้ล้อเล่นกันนะ พวกคุณว่าไง" เทนโดถามความเห็นจากปรมาจารย์เฉินและคนอื่นๆ
เสียงเงียบลงพร้อมกับที่กลุ่มนักสู้จ้องมองกันเงียบๆ
"ควรให้ทหารแต่ละหน่วยถอยออกจากระยะต่อสู้ ส่วนพวกเราก็ถอยออกจากตรงนี้คอยสังเกตุการณ์อยู่ไม่ไกล" คาร์เตอร์แสดงความคิดเห็น นี่คงเป็ตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้ว
พร้อมกับการสั่งการจากคาร์เตอร์หน่วยต่างๆ จึงเริ่มถอยออกไป
"ก่อนที่ข้าจะไม่เป็ตัวของตัวเองมีบางสิ่งที่อยากให้เ้ารู้เอาไว้" เนิ่นนานผ่านไป อาคาจึงพูดขึ้น ซึ่งระหว่างนั้นเองไรเซลก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร เพียงแค่รอคอยอย่างเงียบๆ
"พูดมาสิ" ไรเซลตอบ
"ในฐานะนักรบเ้าเป็คนที่แข็งแกร่ง ตลอดมาข้าได้สู้กับผู้อื่นมากมายแม้จะาเ็มากแค่ไหนแต่ก็ไม่เคยพ่ายแพ้เลยซักครั้ง วันนี้เ้าเป็ผู้มอบความปราชัยครั้งแรกให้แก่ข้า" อาคาหลับตาลง ในห้วงสติย้อนคิดไปถึงวันเก่าๆ ที่ผ่านมา
"เพียงแต่… พลังของเ้าหากเทียบชั้นกับท่านผู้นั้นแล้วยังห่างไกลกันมากนัก… " ในน้ำเสียงของอาคาแฝงเอาไว้ด้วยความเศร้าสร้อยลึกๆ
" วันนี้หากเ้ายังรอดชีวิตไปได้.. ข้าอยากให้เ้าลองทบทวนบางสิ่ง"
"....." ไรเซลไม่ได้ตอบคำ เพียงแต่รอให้อีกฝ่ายเผยความ้าออกมา
"ชาวกอร์ก็อทไม่ได้เป็เพียงกลุ่มผู้รุกรานธรรมดาสามัญ.. พวกมันนับเป็กองทัพที่แข็งแกร่งเกรียงไกรอันดับต้นๆ ของจักรวาล กำลังพลและความทรงพลังนั้นไม่เคยมีผู้ใดหยั่งวัดได้เลยตลอดเวลาที่ผ่านมา"
" ขอบคุณที่เตือน" ไรเซล
"เชื่อว่าเ้าเองก็มีหนทางที่คิดจะทำต่อไป สิ่งที่ข้าอยากเตือนไว้ข้าก็ได้บอกไปหมดแล้ว" อาคานิ่งเงียบหลังจากที่พูดจบ ไหล่ซ้ายที่เคยยุบลงไปถึงชายโครงตอนนี้มันกำลังขยับเคลื่อนไหว กระดูก กล้ามเนื้อและส่วนต่างๆ ตอนนี้กำลังฟื้นฟูตัวเองอย่างบ้าคลั่ง เืที่ร้อนแรงดั่งเปลวไฟนั้นบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สีเขียวสดใส
เสียงกระดูกบดกระทบดังกอกแกรก ภายใต้ท้องฟ้าอันมืดมิด ภาพเบื้องหน้าช่างสยดสยองเกินกว่าที่ใครจะทนมองได้
"ชีวิตนี้ไม่เคยมีอะไรง่ายเลยนะ" ไรเซลบ่นพึมพำ ั้แ่ก่อนมาที่โลกเดิมเขาก็เจอเื่สาหัสสากรรจ์มาไม่เว้นแต่ละวัน นึกว่ากลับมาที่นโลกเดิมจะเป็อะไรที่สบายๆ ซะอีก แต่… สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าตอนนี้มองอีกกี่สิบทีก็เดาได้เลยว่าไม่ใช่อะไรที่จะผ่านไปได้เหมือนอย่างที่คิดเอาไว้
ไรเซลเริ่มรวบรวมสมาธิ พลังทั้งหมดยามนี้ถูกรีดออกมาเสริมร่างกายให้แข็งแกร่งที่สุด
"มนุษย์เอ๋ย…." เสียงอาคาดังขึ้น ครั้นเมื่อไรเซลประสานสายตาอาคาจึงลืมตาที่ปิดเอาไว้ออก "ข้าขอให้เ้าโชคดี.."
ตูมมมมมมมม………
เสียงอากาศะเิออกดังสนั่นหวั่นไหว การโจมตีของอาคายามนี้ประหนึ่งค้อน์ทุบทำลายพื้นโลก หนึ่งหมัดที่ไรเซลเคยรับได้โดยไม่ออกแรงมากนัก แต่บัดนี้แม้จะรีดเร้นพลังมาป้องกันจนสุดตัว ก็ยังไม่อาจต้านทาน
ร่างไรเซลถูกฝังติดกับกำแพง ท่อนแขนสองข้างบิดออกเล็กน้อยประหนึ่งว่ามันกำลังจะแตกสลาย
"อ่อกก…. " เืทะลักออกจากปากของเขาคำใหญ่
"เละหมด… นี่ขนาดกันได้ยังหนักขนาดนี้ … พลังบ้าบออะไรวะเนี่ย" ไรเซลสบดออกมา
"แม่มเอ้ยยยย…! รู้งี้ตบตายไปตั้งกะทีแรกแล้ว ไม่น่าอยากรู้อยากเห็นเลยปัดโธ่" ดังที่สุภาษิตว่าไว้ มีเงินเป็ล้านก็ซื้อวันวานไม่ได้ เมื่อเื่ราวมันผ่านมาแล้วนึกเสียใจไปก็เท่านั้น
ร่างอาคาติดตามมาแบบไม่ปล่อยให้หยุดพัก สติสัมปชัญญะมันยามนี้ไม่มีเหลืออีกต่อไป ดวงตาสีเขียวส่องสว่างวาบ คล้ายปิศาจบ้าคลั่งตัวหนึ่งที่กำลังหิวโหย
ตูมมมม…..
สองมืออาคาประสานยกสูงก่อนจะเหวี่ยงอัดลงมาที่ไรเซลซึ่งถูกฝังอยู่ในกำแพง
ครืนนนนน
ร่างที่ถูกทุบตีถูกอัดลงจนจมสู่พื้นดิน กำแพงที่เคยตรึงไรเซลเอาไว้ยามนี้พังทลายจนมองเห็นไปถึงภายในเมืองแล้ว
กำแพงที่เคยป้องกันเมืองนี้มาหลายครั้ง ไม่คิดเลยว่าจะถูกทำลายเพราะโดนทุบเพียงแค่ครั้งเดียว
ตูม ตูม ตูม ตูม ตูมมมมมมม..
อาคาโจมตีซ้ำใส่ไรเซลอย่างบ้าคลั่ง จนเกิดเสียงสะท้อนไปทั่ว สิ่งที่ดังก้องตลอดทั้งอาณาบริเวณยามนี้ คือเสียงของร่างไรเซลที่ถูกทุบจนจมดิน
"นี่…." ชาร์อึ้งจนพูดอะไรไม่ออก ร้อยคาดพันคาดก็คาดไม่ถึงว่าเื่มันจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดนี้ ไรเซลที่เป็ต่อมาตลอด บัดนี้กลับโดนทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวซะแล้ว
"คุณปู่.. เขาจะไม่เป็ไรใช่มั้ย" สาวน้อยถามปรมาจารย์ด้วยท่าทางกระวนกระวาย
"เื่ครานี้ไม่ง่ายซะแล้ว.." ปรมาจารย์เฉินหลับตาลง จากสภาพการณ์ตรงหน้าหากไรเซลพ่ายแพ้ เมืองนี้ก็คงไม่เหลือความหวังอะไรอีกแล้ว
สายตาของทหารที่เคยจ้องมองสนามรบอย่างฮึกเหิมเมื่อครู่ บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็หวาดกลัวสุดแสน พลังอำนาจของคนผู้หนึ่งไม่คิดเลยว่าจะน่าสะพรึงกลัวได้ขนาดนี้
ตูมมมม..
ตูมมมมมมมม..
ตูมมมมม
.
.
.
ครืดดดดดดด…….
ร่างไรเซลถูกทุบตีอย่างโหมกระหน่ำ จนท้ายสุดจึงถูกเหวี่ยงออกมาจากหลุมลึกที่ถูกฝังอยู่ ร่างเขาไถลไปกับพื้นกว่าร้อยเมตรกว่าจะหยุดลงได้ ตลอดร่างกายแทบสิ้นสภาพไม่ต่างจากขยะเปียกชิ้นหนึ่ง สูทเสริมพลังที่เคยใส่หมดสภาพจนปิดตัวไปนานแล้วเหลือแค่เพียงเศษผ้าที่ปกปิดส่วนต่าง ๆ ไว้ได้เล็กน้อย คนแหงนหน้ามองฟ้าด้วยสายตาที่เลือนราง
"แหม… ได้ทีเล่นใหญ่ ไม่ปล่อยให้ได้พักหายใจหายคอกันเลย" ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่กำลังเป็ห่วง ตัวเขากลับทำเหมือนกำลังล้อเล่นอยู่ซะได้
"นี่ก็ไม่ได้โชคร้ายซะทีเดียวอะนะ ไม่คิดว่าโดนทุบหนักๆ แบบนี้จะช่วยให้ข้ามขั้นที่ติดอยู่มาได้แบบฉิวเฉียด" ไรเซลบ่นพึมพำ ก่อนที่กระบี่เกรย์ฟอนจะลอยออกมาอยู่เหนือตัวเขา
"ถ้าไม่ได้ใช้มันดูดพลังงานมาก่อนตอนนี้คงหมดหนทางโต้กลับได้แล้ว เรานี่ดวงแข็งดีจริงๆ" เขาพูดพลางคว้าจับไปที่ใบของกระบี่ก่อนแทงมันฝังลึกลงไปที่หัวใจ
ฉึก
พลังงานเข้มข้นไหลทะลักเข้าสู่ร่างกาย ไอร้อนจากพลังงานความร้อนสูงกำลังเผาไหม้ไปทุกอนูของร่างกายของเขา
อ๊ากกกกกกกกกก!!
เสียงกรีดร้องอันน่าเวทนาดังก้องไปทั่ว พาลให้ผู้คนที่ได้ยินขนลุกขนชัน ร่างของอาคาที่แม้จะไม่มีสติหลงก็ยังต้องหยุดชะงักลงเพราะเสียงร้องนี้
"หมอนั่นทำอะไรอีกน่ะ ปู่.." สาวน้อยกระตุกชายเสื้อพลางถามปรมาจารย์เฉินเสียงสั่น
"หัดสำรวมบ้างน่า 'โย่วหลาน' เ้าจะเฝ้ามองดูเงียบๆ เหมือนคนอื่นบ้างไม่ได้รึไง" ปรมาจารย์เฉินหันไปตำหนิ
"โธ่… ถามนิดถามหน่อยก็ไม่ได้" โย่วหลานทำหน้ามุย
.
.
นอกจากไอร้อนจากพลังงานที่สะสมอยู่ในอาวุธแล้ว บัดนี้พื้นดินที่เขาอยู่ก็กำลังเริ่มร้อนระอุ พลังงานจากพื้นดินกำลังเริ่มปะทุอย่างบ้าคลั่ง พวกมันทั้งหมดถูกดึงดูดมาโดยไรเซล
" อ๊ากกกกกกกก…." ดวงตาของเขายามนี้ไม่เหลือสีสันอันใดอีกแล้ว แม้ว่ามันจะมีหนทางที่สบายมากกว่านี้แต่ในตอนนี้เขากลับไม่มีทางเลือก
"บ้าเอ้ยยยย! รีบเสร็จซะทีสิโว้ยยยย" เสียงแหกปากดังต่อเนื่อง คงมีเพียงแค่การะโเท่านั้นที่พอจะบรรเทาความเ็ปลงไปได้
"บ้าน่า…." ชาร์อุทานเสียงสั่น
"มีอะไรงั้นเหรอ" เทนโดที่จับน้ำเสียงได้หันกลับมาถามด้วยความสงสัย
"ไม่.. นี่ไม่น่าจะเป็ไปได้" ชาร์ส่ายหัว เขาในตอนนี้เหมือนจะไม่ได้ยินสิ่งที่เทนโดกำลังถามอยู่
"เห้.. เพื่อน นี่มันกำลังเกิดอะไรขึ้น" จุนวูพูดพลางเขย่า
เหมือนจะมีสติสำนึกกลับมาชาร์จึงได้ตอบคำถามออกไป " เขา.. เขาดูเหมือน… เขากำลังจะสร้างกายทิพย์.. !"
"กายทิพย์!!? "
เสียงดังขึ้นพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย ผู้คนโดยรอบมีทั้งที่ทำหน้าใและสงสัย… .
.
.
.
"มันคืออะไรงั้นเหรอ? " เสียงเล็กๆ ของโย่วหลานดังขึ้น เื่ที่กำลังจะเกิดนี้ สำหรับเธอมันน่าตื่นเต้นจริงๆ…..
.
.