“พระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้แค่รั้งข้าไว้เพื่อคุยกันตามอัธยาศัยเท่านั้นเจ้าค่ะหรือคิดว่าเขาจะกินหัวข้ากัน?” เฉินจิ้งเจียยิ้มจนตาโค้งเป็นสระอิปากตอบขอไปทีเพื่อปลอบใจทั้งสอง
ขณะกำลังพูดก็เห็นซูหว่านซีเดินเข้ามา นางโผเข้าคว้ามือซูหว่านซีทันใด “พี่หญิงใหญ่ไยท่านถึงมาที่นี่ได้เจ้าคะ?”
เทียบกับการสงวนตัวกับบุรุษแล้วซูหว่านซีลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ก็มิได้เคร่งธรรมเนียมข้อห้ามที่ว่ามากนักนางเดินเข้ามาดึงมือเฉินจิ้งเจียไว้ พลางเอ่ยด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ยังจะพูดอีกเมื่อครู่พระอาจารย์เจี้ยอู้เรียกเจ้าไว้ ข้าหาได้รู้สึกว่าจะมีปัญหาอันใดครั้นกลับไปท่านแม่ข้าก็บ่นข้าเสียหูชา ให้ข้าออกมาตามเจ้านะสิ”
นางพูดจบสายตาเบี่ยงมองอีกสองคนที่ยืนข้างเฉินจิ้งเจียต่อเฉินอี้เหอนั้นนางคุ้นเคยอยู่แล้วจึงคำนับให้ครั้งหนึ่งส่วนเผยฉางชิงนั้นนางกลับไม่รู้จักมาก่อน
“คุณชายผู้นี้คือ?” ซูหว่านซีมองเผยฉางชิงครู่หนึ่ง
ไม่คอยให้เฉินอี้เหอทันปริปากเฉินจิ้งเจียพลันชิงตอบก่อน “นี่คือคุณชายเผยฉางชิง สหายของท่านพี่ข้าเองเจ้าค่ะเดินทางเข้าเมืองมาสอบไล่แต่บังเอิญเจอกันที่ตีนเขาพอดีจึงมายังวัดอันเหรินเจ้าค่ะ”
คำพูดนี้ของนางคงพอเกลี้ยกล่อมคนอื่นได้หากแต่ซูหว่านซีคือใคร นางเป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนอัครเสนาบดีเชียวนะ!
อัครเสนาบดีซูเป็นคนเจนโลกมีหรือบุตรของสกุลเขาจะเบาปัญญาขนาดนั้น?
ซูหว่านซีรู้สึกได้ทันใดว่าเผยฉางชิงผู้นี้ไม่ธรรมดาหัวคิ้วงามเป็นอันขมวดมุ่น มองเผยฉางชิง จากนั้นจึงมองเฉินจิ้งเจีย
น้องหญิงเพิ่งอายุย่างสิบห้าปีเต็มก็มีรักแรกรุ่นกับเขา ชอบพอคุณชายเผยอะไรนี่เข้าแล้วอย่างนั้นหรือ?
แม้จะบอกว่าเผยฉางชิงเป็นสุภาพบุรุษอัจฉริยะทว่ายามนี้การสอบไล่ยังไม่เริ่ม ว่ากันตามหลักเผยฉางชิงก็มีสถานะเป็นจวี่เหรินยามนี้มาใกล้ชิดกันเกรงว่าจะไม่เหมาะเท่าไรใช่หรือไม่?
แน่นอนว่านางคิดในใจเท่านั้นส่วนสถานะของเผยฉางชิงควรให้ท่านพ่อและพี่ชายตรวจสอบดูให้ดีก็เป็นพอ
“คุณชายเผย”ซูหว่านซีเว้นระยะคำนับ มิได้แสดงท่าทางหยิ่งยโสแต่ก็มิได้แสดงถึงความสนิทสนมเช่นกัน
เฉินจิ้งเจียคิดจะพูดอะไรบางอย่างกับเผยฉางชิงทว่าซูหว่านซีอยู่ข้างกายนาง นางเองก็มิอาจแสดงท่าทีได้ชัดเจนมากนัก
“คุณหนูซูสุภาพเกินไปแล้วขอรับข้าน้อยเผยเห็นว่าคุณหนูทั้งสองคงมีเรื่องพูดคุยเช่นนั้นข้าน้อยเผยขอตัวก่อนขอรับ”
ท่าทีของซูหว่านซีนั้นเผยฉางชิงมองออกอย่างชัดเจน
กลับช่วยคลายกังวลได้มากทีเดียวจิตใจเป็นห่วงเฉินจิ้งเจียก่อนหน้านี้ค่อยๆ สงบลงตามเช่นกัน
โชคดีที่ข้างกายนางมิใช่คนอย่างจ้าวอี๋เหนียงและเฉินจิ้งโหรวโชคดีที่ยังมีคนสนิทคอยเป็นห่วงนาง โชคดี...
ครั้นนึกถึงตรงนี้ทันใดนั้นเผยฉางชิงพลันชะงักฝีเท้า ความสงสัยบังเกิดขึ้นในใจตามเช่นกัน
เห็นอยู่ชัดๆว่าแค่ร่วมมือกันเท่านั้น ไฉนเขากลับรู้สึกห่วงนางอย่างน่าประหลาดเช่นนี้เสียได้?
คิดได้เช่นนี้เขาก็รู้สึกว่าตนน่าขันทีเดียว
นางเป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนป๋อชางโหวเป็นบุคคลเปี่ยมความสามารถทั้งมากอำนาจในเมืองหลวง ทว่าตนเป็นเพียงบัณฑิตตัวเล็กๆคนหนึ่ง ดันเป็นห่วงนางโดยไม่รู้จักเจียมตนอย่างนั้นหรือ?
แทนที่จะห่วงเฉินจิ้งเจียมิสู้ห่วงตัวเองก่อนดีกว่า แม้นการสอบไล่จะเหลือเวลาอีกระยะหนึ่งทว่าถามตัวเองดูหรือยังว่าเขาอ่านตำราเสร็จสิ้นแล้วหรือ?
ชายหนุ่มส่ายหน้าระอาฝีเท้าจำใจต้องเร่งเร็วขึ้น
เฉินอี้เหอข้างๆงุนงงขึ้นทันใด สายตามองยังเผยฉางชิง “เจ้ารีบขนาดนี้ไปทำอันใด?”
“การสอบไล่ใกล้เข้ามาแล้วข้าน้อยเผยควรต้องเร่งศึกษาโดยเร็วถึงจะถูกขอรับ เชิญท่านแม่ทัพเฉินตามสบายขอรับ”พูดจบก็เร่งฝีเท้าเร็วกว่าเดิม
ครั้นเฉินอี้เหอมองเผยฉางชิงเร่งฝีเท้าจากไปความพึงพอใจพลันปรากฏบนใบหน้าในที่สุด
พอได้ยินว่าเจียเอ๋อร์โดนพระอาจารย์ใหญ่เจี้ยอู้เรียกตัวไว้ก็รู้จักเป็นห่วงนางทั้งยังกลัวว่าตนอยู่ตามลำพังด้วยอาจสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่เจียเอ๋อร์ถึงได้เร่งรีบตามหาพี่ชายอย่างเขาให้ตามไปด้วย
ครั้นมั่นใจว่าเจียเอ๋อร์ปลอดภัยก็รีบกลับไปร่ำตำราต่อเพื่อเตรียมตัวสอบไล่
กระทำการใดใจใหญ่ละเอียดอ่อนทั้งยังรู้จักว่าอะไรควรทำมิควรทำประการสำคัญที่สุดคือเขาดีต่อเจียเอ๋อร์อย่างไรเล่า!
เฉินอี้เหอพยักหน้าความพึงพอใจเพิ่มขึ้นหลายส่วน
เขาเดินไปพลางง่วนอยู่กับการนึกสารพัดเรื่องราวในใจจนกลับไม่ทันสังเกตเบื้องหน้ากระทั่งชนใครบางคนเข้า
อาภรณ์กระโปรงยาวพลิ้วสีครามทะเลปรากฏขึ้นแก่สายตาเฉินอี้เหอรีบคว้าร่างโซเซตรงหน้าไว้อย่างรวดเร็ว
คอยกระทั่งอีกฝ่ายทรงตัวได้เฉินอี้เหอจึงเอ่ยปาก “แม่นางไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
สิ้นเสียงเฉินอี้เหอความร้อนผ่าวจากฝ่ามือพลันซัดเข้าหน้าในบัดดล “เฮ้ ไฉนเจ้าถึงตีคนอื่นเล่า?”
เฉินอี้เหอถลึงตาโตใส่คนตรงหน้าทันใด
สตรีเบื้องหน้ารูปร่างสูงเพรียวเทียบกับสตรีนางอื่นแล้วนับว่าสูงกว่าบ้าง แม้นอาภรณ์บนกายจะดูอ่อนโยนเพียงใดหากแต่นิสัยกลับอารมณ์ร้อนมากทีเดียว
“คุณชายผู้นี้ข้าเดินของข้าตรงนี้ดีๆ แต่เจ้ากลับตรงเข้าชนโดยไม่สนสี่สนแปดทั้งยังเอื้อมมือลากข้าไว้ ชายหญิงหาได้รู้จักกันเหตุผลนี้ข้าคงไม่ต้องอธิบายให้เจ้าฟังแล้วใช่หรือไม่?”
คงโมโหมากทีเดียวสตรีผู้นั้นถึงได้เอ่ยไปอกกระเพื่อมขึ้นลงด้วยแรงโทสะไม่หยุดท่าทีสีหน้าย่ำแย่อยู่ทีเดียว
“ข้าก็เดินดีๆของข้าเช่นกัน แม่นางพูดเช่นนี้ไม่ถูกเท่าไรนักข้ายอมรับว่ามัวแต่คิดเรื่องราวจนไม่ทันระวังข้างหน้า หากแต่แม่นางคงไม่ใช่สินะ?”
เฉินอี้เหอยอมรับว่าตัวเองมิใช่สุภาพบุรุษผู้อ่อนน้อมอะไรเทือกนั้นเจ้าบัณฑิตนั่นจะพูดจามีมารยาทสุภาพบุรุษเพียงใดหรือจะปฏิบัติอย่างไรกับแม่นางนั้น เขาหาได้สนใจไม่อยู่แล้ว
ในสายตาเขาโลกใบนี้นอกจากท่านแม่และเจียเอ๋อร์แล้วก็ไม่มีแม่นางคนใดทำให้เขาต้องก้มหัวยอมรับผิดได้อีกยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ที่มิใช่ความผิดของเขาเลย
“ในเมื่อเจ้ากับข้าชนกันแล้วข้ามิได้มองทางคือปัญหาของข้า ทว่าหากแม่นางมองทาง มองเห็นข้าเช่นนั้นเจ้าก็หลบหลีกได้มิใช่หรือ หรือไม่ก็ให้สาวใช้ของเจ้าเรียกข้าก็ได้นี่?”
เฉินอี้เหอวาจามีชั้นเชิงตีมึนจนทำเอาแม่นางในอาภรณ์สีครามเบื้องหน้าพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียวมีเพียงใบหน้าเล็กแดงก่ำ ดวงตากลมโตถลึงจดจ้องมองเฉินอี้เหอราวกับต้องการปะทุโทสะอย่างไรอย่างนั้น
“คุณหนูช่างเถิดเจ้าค่ะ ฉวยโอกาสยามไม่มีใคร พวกเรารีบหนีเถิดเจ้าค่ะหากถูกใครอื่นพบเห็นเข้า ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงคุณหนูแน่เจ้าค่ะ”
เด็กรับใช้ข้างกายหญิงผู้นั้นขมวดคิ้วเครียดท่าทางฉายแววหวาดกลัว
“ฮึช่างไร้ความเป็นสุภาพบุรุษเสียจริง!” แม่นางผู้นั้นผรุสวาทด้วยโทสะก่อนหันหลังเดินต่อไป
เฉินอี้เหอที่อยู่ที่เดิมมิได้เป็นพวกตะเกียงประหยัดน้ำมัน[1]เสียด้วยเขามองสตรีที่เพิ่งเดินห่างไปผู้นั้นพลางแค่นหัวเราะ “ความเป็นสุภาพบุรุษก็ต้องดูด้วยว่าปฏิบัติต่อใคร หากปฏิบัติต่อคุณหนูใหญ่จวนป๋อชางโหวข้าย่อมเป็นสุภาพบุรุษอยู่แล้ว ส่วนเจ้านะหรือ หึหึ”
เขาเห็นฝีเท้าสตรีผู้นั้นชะงักไปชั่วครู่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมีธุระด่วนหรือสาวใช้ข้างกายช่วยโน้มน้าวถึงได้สาวเท้าเร่งจากไปเร็วกว่าเดิม ไม่หันกลับมาต่อล้อต่อเถียงอีก
เฉินอี้เหอผู้นี้เรื่องใหญ่โตมักแยกแยะตัดสินได้ชัดเจนทว่าพอเป็นเรื่องเช่นนี้กลับไม่เคยคิดทำความเข้าใจแม้แต่น้อย
เฉกเช่นเดียวกับยามนี้ที่เขาเป็นฝ่ายเอาชนะได้ จึงดีอกดีใจเต็มประดาแต่กลับไม่รู้เลยว่าเฉินจิ้งเจียถูกใครจดจำเอาไว้ในใจอย่างไร้สาเหตุเข้าแล้ว
แม่นางที่เพิ่งจากไปผู้นั้นเริ่มสงสัยเช่นกันปกติแล้วคนที่คอยออกงานให้จวนป๋อชางโหวมีแต่คุณหนูรองอย่างเฉินจิ้งโหรวเท่านั้นไฉนคนผู้นี้ถึงได้เอ่ยถึงคุณหนูใหญ่ขึ้นมากัน?
-------------------------
[1] ไม่ใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน:สำนวนจีนใช้ในการเปรียบเทียบกับคนที่เรื่องมากมักจะสร้างความยุ่งอยากให้ผู้อื่นเสมอนั่นเอง