เสียงหอบหายใจอันโรยรินดังออกมาไม่หยุดยั้งจากร่างของเด็กน้อยวัย12ผู้หนึ่งที่ยามนี้นอนคล้ายดั่งพืชผักที่ถูกเหยียบย่ำจนเละเทะก็ไม่ปาน
ร่างกายของหยางเทียน ยามนี้ชัดเจนว่าแม้ไม่ต้องเจอสิ่งมีชีวิตอันตรายใดๆในที่แห่งตัวมันย่อมไม่สามารถทนพิษาแจากการโดนทรมานตลอดทั้งคืนรอดไปจนผ่านพ้นตะวันตกดินในวันนี้ได้แน่
“คงมีแต่หนทางสู่ปรภพซินะที่กำลังรอคอยข้าอยู่ในตอนนี้”เสียงอันรวยรินกล่าวออกอย่างยากลำบากยิ่งร่างกายของเด็กน้อยยังคงนอนอยู่ที่เดิมที่ถูกโยนเข้ามาแม้ในใจของมันอยากขยับเขยื้อนร่างกายเพียงใด ใช้ออกด้วยแรงกายมากมายปานไหนร่างกายของมันดั่งไม่ใช่ของมันอีกต่อไปเนื่องด้วยมันไม่ตอบสนองต่อความพยายามอันใดต่อความตั้งใจของหยางเทียนเลยแม้แต่น้อย
“ ตัวข้าช่างน่าอนาจยิ่งนักแม้แต่สุนัขข้างทางยังคงมีชีวิตที่เรียบง่ายกว่าข้าไปมากโขกระมังตัวตนข้าใช้ชีวิตอย่างยากลำบากฝึกฝนพลังสิ่งใดก็ช้ายิ่งนักแค่เพียงทะลวงระดับพลังข้ายังทำได้เพียงแค่ฝันไปซ้ำยังเกือบนำพาหายนะไปตกสู่ผู้เป็มารดาที่รักข้ายิ่งชีวิตเสียอีกยังดีที่ท่านหยางจ้าวมาได้ทันเวลาไม่เช่นนั้นมารดาข้าคงคล้ายดั่งตกนรกทั้งชีวิตอย่างแน่นอน“
ความคิดในใจของเด็กน้อยผุดขึ้นไม่มีหยุดกระทั่งยามนี้มันยังไม่หยุดที่จะกล่าวโทษต่อโชคชะตาและความอ่อนแอของตัวมันเองในใจของเด็กหนุ่มแม้ว่าผิวเผินจะยอมรับความตายที่ใกล้เข้ามาแล้ว แต่ดั่งคำกล่าวที่ว่าดวงตาคือภาพมุมหนึ่งของหัวใจหากมีผู้ใดมองเข้าไปส่วนลึกยังดวงตาของมันแล้วจะเห็นเด่นชัดถึงความไม่ยินยอม ความคลั่งแค้นสุดประมาณ ความ้าในการผลาญล้างความอ่อนแอของตนเองให้สิ้นไป
หยางเทียนลองฝืนรั้งโคจรลมปราณโครจรสมุทรเพื่อหวังพลังแกร่งกล้าของธาตุน้ำเกื้อหนุนให้รักษาาแของตนเองอยู่หลายครั้งแต่กลับไม่เป็ผลแต่อย่างใดเนื่องด้วยปราณของเด็กน้อยนั้นอยู่เพียงขึ้นแรกของลมปราณแรกกำเนิดเพียงเท่านั้นกำลังในการปลดปล่อยปราณนั้นบางเบายิ่งนัก เมื่อเทียบกับของมารดามันนั้นความแตกต่างราวกับเทียบมหาสมุทรกับแอ่งน้ำนองขังยามฝนตก
“ หรือข้าจะถอดใจไปเลยดี ไม่ว่าข้าพยายามสิ่งใดก็ไม่เป็ผลเลยสักนิดตัวข้านั้นพร์ดั่งขยะอย่างที่ผู้อื่นได้บอกไว้เสียจริง “
เสียงสบถด่าในความอ่อนแอของตนเองดังออกมาอย่างต่อเนื่องไม่หยุดจนเวลาล่วงเลยไปจนตะวันใกล้ตกดินเต็มที บรรยากาศรอบด้านที่เคยสงบพลันปรากฏเสียงร้องคำรามดังก้องกังวานไปทั่วผืนป่าบริเวณนี้เสียงคำรามนี้ราวกับเสียงฟ้าผ่าลงมาราวกับเสียง์ถล่มลงมาสู่แผ่นดินของมนุษย์อย่างไรอย่างนั้น กลบสิ้นความสงบแต่เก่าก่อนไปในทันที
หยางเทียนพลันตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ มันไม่คาดคิดว่าอยู่ดีดีพื้นที่อันน่าจะเป็พื้นที่สุดเขตแดนของคุกกักกันแดนอสูรแห่งนี้จะพลันปรากฎเสียงคำรามอันน่ากลัวขึ้น ชัดเจนว่าน่าจะเป็ของสัตว์อสูรดังสนั่นหวั่นไหวรุนแรงได้ถึงเพียงยิ่งไปกว่านั้นเสียงยังให้ความรู้สึกว่าใกล้ตัวมันอย่างยิ่งคำนวณจากความรุนแรงและความดังของเสียงที่มันได้รับยามนี้แล้วน่ากลัวว่าคงห่างจากตัวมันเพียงแค่ไม่เกิน2 กิโลกระมัง
“ เสียงแห่งมัจจุราชผู้ที่จะพิพากษาและมอบความตายแก่ข้ามาถึงแล้วอย่างงั้นหรือ ฮ่า ฮ่า ฮ่า. . . . . ดีดีเชิญย่างกรายเข้ามาได้เลยให้ข้าได้ยนโฉมเ้าหน่อยว่าตัวตนอันใดกันที่จะมอบวาระสุดท้ายให้แก่ข้าหยางเทียนผู้นี้ “
คำกล่าวของเด็กน้อยนั้นไม่มีความกลัวแฝงอยู่เลยแม้แต่น้อยเนื่องด้วยตอนนี้มันคล้ายไม่อยากดิ้นรนต่อโชคชะตาของมันไปมากกว่านี้แล้ว ความคิดของมันมีเพียงยินยอมรับความจริงต่อโชคชะตาของมันเพียงทันนั้น
ไม่ทันที่เศษเส้นเสียงคำพูดของเด็กน้อยจะจางหาย พลันบังเกิดรูปร่างหนึ่งสูงตระหง่านตา คำนวณจากขนาดคร่าวๆเฉพาะความสูงดูท่าว่าจะไม่ต่ำกว่า 100 เมตรเป็อย่างน้อย ขนาดลำตัวมันเงาแวววับดูไปคล้ายดั่งนำหยกนิลดำมาประกอบทั่วตารางนิ้วของสรรพางกายไล่ไปถึงส่วนหัวดูไปดูมาคล้ายดั่งัมีเขาสองข้างปรากฎบนหัวแต่ทว่ามันกลับเดินออกด้วยสี่ขาดั่งสัตว์อสูรทั่วไปและไม่มีปีกอันใดที่คล้ายัเลยแม้แต่น้อยแต่กลับมีลมปราณแปลกประหลาดที่หลุดลอยออกจากร่างกายของมันนั้นดูลึกลับและเหนือล้ำเป็อย่างยิ่ง
หยางเทียนจ้องมองไปยังร่างของมัจจุราชที่จะมาคร่าชีวิตของมันอย่างตกตะลึงมันแม้แต่ในห้วงลึกสุดของจิตใจยังไม่คาดคิดว่าในวาระสุดท้ายของตนเองจะถูกดับลงด้วยสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวอย่างมากเช่นนี้ภายในใจเกิดความแปรปรวนดั่งมรสุมพัดผ่านก็ไม่ปาน เสียงสบถดังขึ้นแ่เบาออกจากปากของเด็กน้อยอย่างไม่รู้ตัว“ มัจจุราชของข้าเหตุใดจึงน่าตื่นตะลึงถึงเพียงนี้คล้ายดั่งข้ากำลังฝันอยู่หรือไม่หรือโลกอันกว้างใหญ่ตัวตนของสัตว์อสูรบนโลกใบนี้จะมีรูปลักษณ์น่ากลัวปานนี้ทุกตัวกัน “
“นี่ข้าตกหล่นลงมาสู่ที่ใดกัน มวลอากาศบริเวณนี้เบาบางยิ่งนักทั้งยังไม่มีความบริสุทธิ์เลยแม้แต่น้อย” เสียงอันยิ่งใหญ่และรุนแรงหลุดออกมาจากปากของสิ่งมีชีวิตคล้ายสัตว์อสูรที่ขณะนี้หยุดอยู่เบื้องหน้าของหยางเทียน
ภายในเวลาไม่นานตัวมันเริ่มเลื่อนสายตาไล่ลงมาจนประสบกับร่างของมนุษย์ผู้หนึ่งที่เส้นชีวิตใกล้จะดับมอดลงเต็มทีประกอบกับได้ยินสิ่งที่เด็กน้อยสบถถึงแม้จะเป็เสียงที่บางเบา แต่ตัวมันกลับได้ยินเสียงนั้นอย่างถนัด
“เ้ามนุษย์ผู้โง่เขลาเบาปัญญาเหตุใดจึงขวัญกล้าเทียม์นำข้าไปเปรียบกับสิ่งชั้นต่ำเช่นอสูรทั่วไป เ้าอยากที่จะมอดดับก่อนเวลาอันสมควรใช่หรือไม่ดูจากลมหายใจแห่งชีวิตของเ้าแล้ว ชัดเจนว่าไม่เกินครึ่งชั่วยามชีวิตอันต่ำต้อยของเ้าก็จะสูญสลายไปตลอดกาลเป็แน่แท้” เสียงดั่งคำรามของสิ่งมีชีวิตอันน่าหวาดวิตกนี้ดังออกมาด้วยความเกรี้ยวกราดอัดแน่นเป็ด้วยความโกรธาเป็อย่างมากที่เปรียบตัวมันดั่งสัตว์อสูรทั่วไป
หยางเทียนแสดงความใออกมาจากสีหน้าของมันอย่างเห็นได้ชัดเนื่องจากเมื่อครู่เสียงที่มันกล่าวออกชัดเจนว่าหากมีผู้คนยืนอยู่ตรงหน้ามันก็ไม่สามารถได้ยินสิ่งที่มันสบถออกมาอย่างไม่รู้ตัวได้แล้วเหตุใดสิ่งมีชีวิตตรงหน้ากลับได้ยินเสียงที่มันเอ่ยออกมาได้กัน
ยามนี้หยางเทียนไม่ได้ตื่นกลัวต่อตนตรงหน้าของมันแต่อย่างใดทุกสิ่งอย่างถูกต้องตามที่สิ่งมีชีวิตตรงหน้าของมันกล่าวมาทั้งหมดชีวิตของมันยามนี้คงจะอยู่ได้อีกไม่นานไม่ว่าจะถูกฆ่าโดยสิ่งมีชีวิตตรงหน้าหรือตายไปด้วยสภาพร่างกายของมันเองย่อมไม่มีอันใดต่างกันแม้แต่น้อย เนื่องจากความตายย่อมคือความตายอยู่วันยังค่ำไม่ว่าจะตกตายด้วยสิ่งใดมันก็ยังคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตสลายไปจากโลกนี้ตลอดกาลเหมือนกัน
“เ้าตัวตนอันประหลาด หากเ้าไม่ใช้สัตว์อสูรทั่วไปแล้วเ้าคือสิ่งใดกันรูปลักษณ์ของเ้าชัดเจนว่ามิใช่มนุษย์ หากมิใช่มนุษย์ย่อมคืออสูรมิใช่หรือ”คำกล่าวของหยางเทียนกล่าวออกตามที่สมองของมันคิดมันไม่ได้กลัวตัวตนตรงหน้ามันเลยแม้แต่นิดเดียว
คำแปลกประหลาดใจประดับประดาบนใบหน้าของสิ่งมีชีวิตอันแปลกประหลาดอย่างปิดบังมิได้ตลอดชีวิตของมันผู้ที่กล่าวกับมันด้วยความราบเรียบในน้ำเสียงและสีหน้านั้นสามารถนับได้ด้วยมือสองข้างเพียงเท่านั้นกับสิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์ตัวโง่งมที่ชัดเจนว่าลมปราณที่ปล่อยออกมาอยู่ในชั้นต่ำต้อยสุดประมาณเหตุใดจึงยังกล้ากล่าวต่อหน้ามันด้วยความเรียบเฉยได้กัน
ความคิดเดียวที่มันคิดออกได้คืุ์น้อยตรงหน้ามันนี้คือตัวโง่เง่าที่สุดและไม่รุ้จักตัวตนและความยิ่งใหญ่ของมันเป็แน่แท้
“เ้ามนุษย์ผู้โง่เง่าเอ๋ยข้าจะบอกกล่าวกับเ้าก่อนที่เ้าจะหายไปจากภพภูมินี้ตลอดกาลให้ว่าข้านั้นคือสิ่งใด”
“ข้ามิใช่สัตว์อสูรทั่วไปด้วยรูปร่างอันกำยำล่ำสันและหล่อเหลาหาได้เปรียบของข้าแล้วนั้นมันทำให้คล้ายพวกชั้นต่ำอย่างสัตว์อสูรทั่วไปได้อย่างไรกัน”เสียงของสิ่งมีชีวิตกล่าวออกด้วยความมั่นใจในความงดงามของร่างกายตนเองอย่างมากทั้งยังเจือปนด้วยความไม่พอใจในการนำตัวตนอย่างมันไปเทียบกับสัตว์อสูรชั้นต่ำด้วยเสียอีก
“เ้าจะกล่าวว่าเ้าคิดสิ่งใดก็รีบกล่าว หาไม่แล้วหากข้าตกตายไปก่อนข้าจะจำได้เพียงแค่ ก่อนชีวิตข้าจะมอดดับข้าได้พบเจอสัตว์อสูรทั่วไปที่ดูท่าทางน่ากลัวเพียงเท่านั้นพอข้าได้เดินทางไปถึงปรภพข้าย่อมบอกกล่าวต่อผู้คุมแดนแห่งนั้นตามที่ข้าได้รับรู้อย่างแน่นอน”หยางเทียนกล่าวออกด้วยท่าทีที่เริ่มอดไม่ไหวกับความมั่นใจในรูปร่างของสิ่งมีชีวิตตรงหน้าและเริ่มมีความหมั่นไส้ในใจเล็กๆเกิดขึ้น
“ฮึ่มม. . . . . เ้ามนุษย์ตัวโง่งมผู้นี้หากข้าไม่เห็นว่าเ้ากำลังจะมอดดับและข้าคร้านจะเปลืองแรงไปกับสวะผู้หนึ่งแล้วละก็เ้าไม่ต้องสงสัยเลยว่าข้าจะดับลมหายใจเ้าภายในเวลาไม่ถึงครึ่งลมหายใจแน่นอน”
“แต่เอาเถอะ เห็นแก่ที่เ้าโง่เขลาเบาปัญญาโดยแท้ข้าจะกล่าวบอกต่อเ้าให้ เ้าจะได้ไม่ไปกล่าวว่าจาเน่าเหม็นต่อผู้คนในปรภพว่าข้าเป็เพียงอสูรทั่วไปเท่านั้น”
คำกล่าวดั่งทีเล่นทีจริงนี้ เริ่มส่งผลให้หยางเทียนเริ่มไม่อยากฟังเข้าไปทุกทีในใจพลันมีควาดคิดประหลาดแวบผ่านเข้ามา “หรือว่าสัตว์อสูรมันจะเป็ตัวตนน่าขบขันเช่นนี้เสียหมดกันถ้าข้าได้ออกไปท่องโลกกว้างสักคราคงได้คลายสงสัยเป็แน่”เพียงไม่นานเด็กน้อยพลันสลัดความคิดทิ้งไปอย่างไม่ยินยอมเท่าใดเนื่องด้วยตัวมันกำลังจะตกตายในอีกไม่ถึงครึ่งชั่วยามนี้อยู่แล้วจะเอาปัญญาที่ไหนไปท่องโลกกว้างได้กัน
สิ่งมีชีวิตอันแปลกประหลาดได้เห็นท่าทางของหยางเทียนอดหงุดหงิดในใจไม่ได้ที่ตัวตนชั้นมนุษย์โง่งมกลับกล้าเมินมันและเอาแต่ครุ่นคิดบางอย่างจนราวกับตัวตนอันยิ่งใหญ่ของมันยามนี้ดูราวกับอากาศธาตุ
“เ้าจงตั้งใจฟังเสียและอย่าได้กล่าววาจาดังผายลมเช่นข้าเป็เพียงสัตว์อสูรทั่วไปขึ้นมาอีก”
“ตัวข้ามีนามว่าฉีอินเทียน ผู้คนเรียกขานข้าว่ากิเลนฟ้าทมิฬเป็หนึ่งในพงศ์พันธ์แห่งกิเลนสายเือสูรเทวะ์ศักดิ์สิทธิ์ตัวข้านั้นนับได้ว่าเป็ตัวตนที่สืบเชื้อสายจากกิเลนสายเืแท้อันเป็อสูรเทวะ์โดยตรง ในห้วงเทวะ์แห่งนี้ผู้ที่ได้พบเจอข้าไม่มีผู้ใดกล้าไม่แสดงความเคารพต่อข้าถึงแม้ว่าจะยังมียกเว้นพวกเฒ่าชราน่ารังเกียจนั้นก็ตามที” ขณะที่ฉีอินเทียนกล่าวนั้นน้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความภาคภูมิถึงที่สุดความภาคภูมิของมันถูกปล่อยออกมามิได้ขาดราวกับว่าจะแสดงว่าตัวตนของมันอยู่เหนือสรรพสิ่ง
“เฮ้อ.... ข้ากลับตั้งใจฟังสิ่งใดเข้ากันเนี่ย ตัวข้าไม่น่ารอฟังสิ่งที่ตัวประหลาดเช่นเ้าพูดเลยเ้าว่าเ้าคือกิเลนอย่างนั้นหรือกิเลนกลับติดอยู่ภายในคุกกักกันแดนอสูรของตระกูลข้าช่างนำขันยิ่งนัก ถ้าอย่างนั้นข้าคงเป็จักรพรรดิแล้วกระมังถึงแม้ว่าร่างกายเ้าจะดูน่ากลัวเพียงใด ในใจข้ากลับคิดว่าเ้าเป็เพียงแค่อสูรทั่วไปเท่านั้นอย่าได้พยายามอยากเป็กิเลนเลย เ้าฝืนชะตา์ที่ว่าเ้าเป็เพียงอสูรทั่วไปไม่ได้หรอกแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็พอเข้าใจตัวเ้าอยู่บ้าง” น้ำเสียงของหยางเทียนยามนี้ชัดเจนว่าอับจนใจต่อคำกล่าวดั่งคำโกหกของสิ่งมีชีวิตที่อวดอ้างตนเองว่าเป็สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์บูชากราบไหว้กันดั่งกิเลน
“เ้ามนุษย์ผู้นี้ ข้าชักจะเหลืออดแล้ว ฮึ่ม…. ในเมื่อเ้าอยากตกตายก่อนเวลานักข้าจะลดศักดิ์ศรีตัวข้ายามนี้ลงมือฆ่าเ้าให้หายไป แม้กระดูกเ้าก็อย่าได้หวังว่ามันจะหลงเหลือจนหลอมรวมกับแผ่นดินได้เลย” ฉีอินเทียน กิเลนฟ้าทมิฬชัดเจนว่ายามนี้มันโกรธถึงขีดสุดที่มีตัวตนเช่นมนุษย์ผู้ต่ำต้อยและโง่เขลาเบาปัญญามากล่าวว่าตัวมันนั้นกล่าวคำโกหกพร้อมทั้งดูแคลนมันว่าเป็ตัวตนชั้นต่ำเยี่ยงอสูรทั่วไปกลับอยากกลายเป็สัตว์อสูรระดับเทวะ์
พลังลมปราณอันลึกล้ำหาใดเปรียบพลันปะทุออกมาจากร่างของมันทันที ในความคิดของกิเลนฟ้าทมิฬนั้นชัดเจนว่า้าใช้เพียงพลังลมปราณนี้บดขยี้ร่างอันใกล้ตายของเด็กน้อยตรงหน้าให้สลายกลายเป็อากาศธาตุไปเสียเพื่อระบายอารมณ์อันครุกรุ่นของมันในยามนี้
“เฮ้อ. . .. ตัวข้าคงต้องจบชีวิตตนเองในตอนนี้เป็แน่แล้วจะทำอย่างไรได้เล่าตัวข้านั้นแสนจะอ่อนแอเกินไปจริงๆตกตายด้วยลมปราณจากสัตว์อสูรทั่วไปผู้ชอบอวดโอ่ตนเองงั้นเหลือชีวิตข้านั้นคงจะบัดซบจนถึงที่สุดให้ได้เลยซินะ” เด็กน้อยหลับตาขณะเกิดความคิดในใจยามนี้ตัวของมันนั้นยินยอมพร้อมยอมรับความตายเป็ที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะที่ตัวหยางเทียนกำลังจะถูกลมปราณอันมหาศาลของฉีอิงเทียน กิเลนฟ้าทมิฬบดขยี้นั้นพลันบังเกิดเสียงอ่อนหวาน อ่อนหวานเสียจนสามารถหลอมละลายจิตใจผู้มีจิตใจเป็ชายทุกผู้คนได้ก็ไม่ปานปรากฏออกมา
“หยุดมือก่อนอินเทียน”