The Organian

    บทที่6 ตอนที่28 : เตรียมรับศึกใหญ่

    “เจอแล้ว! มันคืออวัยวะพิเศษของของตระกูลมวายูรูอี ทวาร.. โดยพื้นฐานแล้วคนตระกูลนี้จะสามารถปล่อยสารที่มีลักษณะเหมือนใยแมงมุมออกมาได้ โดยคุณสมบัติบัตินั้นจะเหมือนกับใยแมงมุมทุกประการ สามารถประยุกต์ใช้ได้หลายรูปแบบ อยู่ที่การฝึกฝนและปริมาณอินฟินิตี้ฟอร์สที่สามารถดึงออกมาได้!” สตีฟอ่านของมูลจากตำราออกเนียนให้เพื่อน ๆ ฟัง          และในขณะเดียวกันนั้นป๊อบปี้ที่ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเส้นใย จนรู้สึกได้แล้วว่ากำลังมีผู้บุกรุกบุกเข้ามาในเครือข่ายใยของตัวเอง เธอก็ได้ส่งสัญญาณเตือนเพื่อน ๆ ในทันที          “นี่..” เสียงเรียบ ๆ ถูกเอ่ยขึ้นด้วยโทนต่ำของสาวผู้มีบุคลิกเงียบขรึม จนทำให้เพื่อน ๆ ที่กำลังเมามันส์กับการโจมตีหยุดชะงัก          “มีอะไร!? กำลังสนุกอยู่เลยนะเนี่ย!” เจคหันมาถามด้วยอาการที่ไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไหร่          ก่อนที่สาวชาวกานาจะเล่าต่อด้วยน้ำเสียงเย็ฯชาอันเป็นปกติของเธอเย็นชา “มีคนอีกกลุ่มกำลังเข้ามาในบริเวณนี้ ใยของฉันสัมผัสการเคลื่อนไหวของพวกมันได้ จำนวนของพวกมันถ้าฉันนับไม่พลาดก็หกคนกับอีกหนึ่งตัว”          ซึ่งหลังจากที่ได้ยินดังนั้น อนาพาสที่ยังคงพ่นพิษใส่กระสอบทรายมนุษย์อยู่ก็หยุดชะงักลงก่อนหันมาให้ความเห็น “พวกของไอ้ตาวิเศษนั่นแน่ ๆ .. จับตัวมันไว้เลยเพื่อนเอ๋ย!” หนุ่มออสซี่พูดด้วยเสียงที่กำลังสนุกสนาน                โดยทางฝั่งของน้องนินจาสาวเองก็เหมือนจะไหวตัวได้ทันจึงเอ่ยเตือนเพื่อน ๆ “ไม่ได้การแล้วค่ะ!! ตอนนี้มิทาจิคิดว่ามันรู้ตัวแล้วล่ะค่ะว่าเรากำลังซุ่มดูอยู่ คาซาเมะซังช่วยชี้จุดของใยแมงมุมที่กำลังล้อมเราอยู่ทีนะคะ” เดอะชูริเคนพูดพลางสะบัดผมหน้าม้าของเธอก่อนจะกางกรงเล็บออก          เกษมที่ได้ยินดังนั้นก็ได้รีบชี้เป้าให้มิทาจิฟาดฟันใยนั้นในทันที แต่ทว่า.. ยังไม่ทันที่เดอะชูริเคนจะกำจัดเส้นใยที่ล้อมรอบได้หมด ก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น!          ฟึ่บ!.. เสียงของหนึ่งในสมาชิกทีมถูกใยนั้นดึงออกไปอย่างรวดเร็ว           และผู้ตดเป็นเหยื่อนั่นก็คือเจ้าปั๊กกี้นั่นเอง! “ซาตี๊ฟฟฟ..” เจ้าหมาน้อยหน้าย่นร้องเรียกชื่อเจ้าของขณะกำลังลอยเคว้งไปในอากาศ          “ปั๊กกี้!!” ชายผู้รักสุนัขเป็นที่สุดจึงทำการโยนตำราออแกเนียนทิ้งไปในทันที ก่อนจะโผตามหมาของเขาไปอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง               ในจังหวะนั้นทุกคนพยายามที่จะรั้งตัวของสตีฟเอาไว้แต่ก็ไม่เป็นผล หนุ่มอเมริกันร่างใหญ่สบัดเพื่อน ๆ ของเขาจนสามารถหลุดออกจากพันธนาการได้ ก่อนจะกระโจนพุ่งไปยังเพื่อนซี้ของเขาอย่างรวดเร็ว          สตีฟวิ่งอย่างสุดชีวิตแต่ก็ทำได้แค่รักษาระยะห่างไว้หนึ่งเอื้อมมือ          ก่อนที่จะมีดาวกระจายเล็บของมิทาจิพุ่งเข้ามาช่วยตัดขั้วของใยที่กำลังกระชากเจ้าปั๊กกี้ออกไปได้อย่างแม่นยำ          ฟุ่บ.. ในที่สุดเจ้าหมาน้อยก็ได้ตกลงมายังอ้อมแขนของผู้ที่รักมันมากที่สุดในโลกอีกครั้ง..               ส่วนทางด้านของป๊อบปี้นั้น เธอก็กำลังหลับตาพริ้มพลางทำปากขมุบขมิบเหมือนกำลังนับเลขอะไรบางอย่างอยู่ “ทั้งหมดมีหกคนกับอีกหนึ่งตัว” เดอะสไปทรายืนยันจำนวนของเป้าหมายด้วยความมั่นใจ                และเมื่อได้ยินดังนั้น ชาชาเดียร์จึงชี้นิ้วนับจำนวนอย่างช้า ๆ ด้วยน้ำเสียงจริตจะก้าน “หนึ่ง.. สอง.. เอ..ที่เหลือหายไปไหนน้า?” เธอพูดด้วยเสียงเย้ายวน          “ทิศห้านาฬิกา” สาวชาวแอฟริกันระบุตำแหน่งส่งต่อไปให้หัวหน้าชุดปฏิบัติการของเธอในทันที          “อ้อ.. เจอแล้ว สาม สี่ ห้า หก เจ็ด ครบแล้วสินะยะ..” หญิงสาวไซส์เอ๊กซ์หันไปมองทางที่ได้รับข้อมูลมาพลางนับเพิ่ม          “โอ้แม่เจ้าโว้ยยย! หลอกกันเล่นใช่มั้ยเนี่ย!?  ทั้งไอ้ตาวิเศษ ทั้งผู้อำนวยการมหาลัยฯที่โดนพาหนีไปจากปราสาท แล้วก็สิ่งที่ไอ้เครานั่นกำลังกอดอยู่มันคือตำราออแกเนียนใช่ไหมน่ะ?” ชายในชุดนักสำรวจพูดขึ้นอย่างตกตะลึงด้วยเสียงเหน่ออันเป็นเอกลักษณ์               “ทุกอย่างที่ท่านดันทัวร์ต้องการรวมอยู่ที่นี่หมดเลย! หึ! เป็นโอกาสดีที่เราจะทำให้ท่านประทับใจ.. จับพวกมันให้หมดแล้วเอาไปส่งเป็นบรรณาการให้ท่านดันทัวร์กันเถอะ!!” ชายร่างใหญ่ผู้ใช้ขนเป็นอาวุธเอ่ยขึ้นพลางมองไปที่กลุ่มของเกษมด้วยสายตาชวนขนลุก          “เดี๋ยวก่อน.. เรื่องใหญ่ขนาดนี้ฉันคิดว่าต้องปรึกษาท่านดันทัวร์ก่อน แล้วอีกอย่างมันก็เกินหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายมาด้วยไม่ใช่หรือไง? นายจะขัดคำสั่งหรอ?” ชาชาเดียร์ผู้เป็นหัวหน้าชุดไล่ล่าเบรคความคิดชั่ววูบของแรงค์ดีเอาไว้           ก่อนเจคจะจึ๊ปากออกมาก่อนที่จะยินยอมโดยไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่นัก          และหลังจากที่ชาชาเดียร์ติดต่อไปยังดันทัวร์จนได้คำตอบที่แน่ชัดแล้ว เธอก็กระจ่ายคำสั่งต่อไปให้เพื่อน ๆ           “ท่านดันทัวร์สั่งให้พวกเรากลับ” เดอะฟาสซิเนชั่นเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง          โดยทันทีที่ได้ยินดังนั้น ถึงแม้จะมีข้อสงสัยและฮึดฮัดไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ทุกคนก็ยอมถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว          “อะไรของเจ้าพวกนั้นเนี่ย.. คิดจะถอยก็ถอยกันไปซะง่าย ๆ เลย” ฟาคาราดีนพูดพลางกอดหนังสือเล่มหนาไว้แน่น          “เราเข้าไปดูอาการกลุ่มของไทรซ์กันเถอะ” เกษมพูดเชิงเตือนสติเพื่อน ๆ ถึงจุดประสงค์หลักที่มาที่นี่          “แล้ว.. ฉันขอตำราออแกเนียนคืนด้วยนะ..” หนุ่มแว่นกล่าวต่อพลางแบมือยื่นไปยังหนุ่มเคราสวย ซึ่งทางด้านฟาคาราดีนก็มีอาการอึกอักเล็กน้อย แต่เขาก็ไม่ได้ขัดขืนอะไร          หลังจากนั้น.. ทุกคนในกลุ่มก็พากันเดินไปยังก้อนกลมก้อนใหญ่สีเนื้อที่พวกเขาคาดการณ์ว่าเป็นที่หลบภัยของกลุ่มของไทรซ์          เกษมได้เดินเข้าไปใกล้ ๆ ก้อนกลมประหลาดก่อนจะลูบเบา ๆ  แล้วพูดด้วยน้ำเสียงนิ่มนวล “เฮ้.. ออกมาได้แล้ว ปลอดภัยแล้วล่ะ”          และทันใดนั้นเอง.. ก้อนกลมสีเนื้อก็ค่อย ๆ คลายตัวออก มันได้เปลี่ยนสภาพกลายเป็นแขนที่เต็มไปด้วยรอยแผลของไบซ. ซึ่งแขนทั้งสองข้างนั้น ได้ห่อหุ้มไทรซ์ที่อยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตายไม่ต่างจากอลัน และโพซิเออร์ที่กำลังร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวสุดขีดอยู่               “ไม่เป็นไรแล้วนะ..” ชายผู้มีตาสองสีก้มตัวลงไปพยุงไบซ์ให้ยืนขึ้นก่อนจะเอื้อมมือไปลูบหัวของโพซิเออร์อย่างละมุมละม่อม          “ไทรซ์ซังดูท่าจะอาการหนักมากอยู่เหมือนกันนะคะเนี่ย.. แต่ก็ยังโชคดีที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีกระดูกชิ้นไหนหัก” มิทาจิพูดพลางนั่งยองลงพลางมองอาการของชายร่างใหญ่          “เราพาพวกเขากลับไปรวมกลุ่มกับมีสท์และอลันก่อนเถอะ เรื่องอื่นค่อยว่ากัน.. ฉันจะเป็นคนอุ้มเจ้าหมอนั่นไปเอง” สตีฟพูดพร้อมก้มตัวลง โดยเขาใช้มือข้างหนึ่งช้อนไปยังข้อพับเข่า ส่วนอีกข้างช้อนไปยังซอกคอของไทรซ์และอุ้มขึ้น ก่อนที่ทุกคนจะเดินทางกลับไปยังจุดรวมกลุ่มที่เดิม..          เมื่อมาถึงจุดนัดพบได้สักพักหนึ่ง มิทาจิก็เอ่ยถามไปยังไบซ์ในขณะที่มือของเธอก็กำลังปฐมพยาบาลให้กับแขนของบอดี้การ์ดสาวอยู่ “ลองเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ เพื่อประกอบกับการช่วยรักษาเบื้องต้นน่ะค่ะ”           หญิงชาวดัตช์ก็ได้เล่าเรื่องที่เธอและพรรคพวกได้เผชิญมาทั้งหมด รวมถึงเรื่องที่ไทรซ์ใช้ออกาเน็มจนทำให้อาการทรุดหนักด้วย..          “อืม.. ถ้างั้นตอนนี้อาการของไบซ์ซังก็ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้วล่ะค่ะ เพราะได้รับเซรุ่มไปแล้ว ส่วนแผลอื่น ๆ ที่แขนก็ดูจะเป็นแผลปกติไม่น่ากังวลอะไร รักษาตามอาการได้ แล้วก็ต้องชื่นชมในการใช้อินฟินิตีฟอร์สของไบซ์ซังด้วยล่ะค่ะ ที่เสริมความแข็งแกร่งกับแขนจนลดความรุนแรงของการโจมตีได้ขนาดนี้” มิทาจิสบตาไปที่หญิงสาวก่อนจะยิ้มให้อย่างเป็นมิตร          “แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือไทรซ์ซังมากกว่า.. มีของอันตรายแบบนั้นอยู่กับตัวด้วยเหรอเนี่ย” นินจาสาวละสายตาออกจากไบซ์ก่อนจะมองไปที่หัวเข็มขัดของพี่ชายของตระกูลฟาน เดอร์ อาร์ม          เมื่อรักษาอาการบาดเจ็บในเบื้องต้นให้ไบซ์เสร็จเรียบร้อย มิทาจิซึ่งดูจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเอาชีวิตรอดมากที่สุด และดูจะมีความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลอยู่บ้าง ก็ได้เรียกรวมเพื่อน ๆ  ก่อนจะประกาศสิ่งสำคัญต่อหน้าทุกคน “บอกก่อนเลยนะคะว่าตอนนี้ทีมของเรามีคนบาดเจ็บสาหัสอยู่สองคน คืออลันซังแล้วก็ไทรซ์ซัง แต่ทั้งสองคนนี้นั้นมีอาการที่แตกต่างกันค่ะ ในเคสของอลันนั้นเป็นการบาดเจ็บทางกายภาพการรักษาในตอนนี้ทำได้ยากมาก ๆ คงต้องหวังพึ่งเลือดของคนที่มีเม็ดเลือดขาวเป็นอวัยวะพิเศษเพียงอย่างเดียว ส่วนเคสของไทรซ์ เป็นการบาดเจ็บจากภายใน เนื่องจากมีการดึงเอาอินฟินิตี้ฟอร์สออกมาใช้มากเกินไปจนร่างกายรับไม่ไหว ในกรณีนี้มิทาจิพอรู้วิธีรักษาอยู่บ้างค่ะ..” เด็กสาวผู้ชอบช่วยเหลือคนอื่นรายงานผลของการตรวจอาการอย่างคร่าว ๆ           “แต่ก่อนอื่นเลยเราควรจะแบ่งหน้าที่กันก่อนค่ะ ว่าใครควรทำอะไร และต้องรีบทำให้เสร็จก่อนค่ำด้วยเพราะคืนนี้ดันทัวร์มันบุกมาแน่!” เดอะชูริเคนเน้นย้ำก่อนจะแจกแจงรายละเอียด          “ทุกคนคะ.. ฟังมิทาจินะคะ ในตอนนี้มีสิ่งที่เราต้องรีบทำก่อนพลบค่ำอยู่ ห้า อย่าง” เธออธิบายต่อ          “หนึ่ง.เราต้องหาเสบียง ซึ่งเสบียงที่ว่านี้ อาจจะเป็นของจำพวกผลไม้ก็ได้นะคะ”          “สอง.เราต้องหาไม้ หาฟืน คืนนี้เราจะต้องไม่หนีค่ะ เพราะเรามีคนเจ็บอยู่ หนีไปยังไงก็ไม่พ้น เราจะต้องปักหลักต่อสู้ และสร้างความพร้อมในการตั้งรับค่ะ”           “สาม.เราต้องหาสมุนไพรเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บของไทรซ์ ไบซ์ และอลัน ซึ่งเรื่องสมุนไพรไว้ใจมิทาจิได้ค่ะ ไม่ต้องห่วง”           “สี่.เราต้องมาประชุมวางแผนเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ทั้งหมดค่ะ”           “และอย่างสุดท้าย เราต้องเปลี่ยนที่ตั้งแคมป์แล้วทำร่องรอยปลอมให้พวกมันหาเราไม่เจอ หรืออย่างน้อยก็ให้พวกมันหาเราเจอได้ยากที่สุดค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของมิทาจิเอง” นินจาสาวอาสาตัวเองอีกครั้ง          “อืม.. สมาชิกทั้งหมดในตอนนี้ก็มีสิบเอ็ดคน กับอีกหนึ่งตัว.. เรามาแบ่งหน้าที่กันเถอะค่ะ.. เริ่มจากทางฝั่งของมิทาจิ ขอยืมแรงสตีฟซังกับปั๊กกี้คุงเพื่อไปช่วยหาสมุนไพร แล้วก็สร้างร่องรอยปลอมนะคะ” ทายาทตระกูลนามิคาชิพูดต่อพลางมองไปยังสองสหายต่างสายพันธุ์ โดยที่ทั้งสองก็ตอบรับอย่างพร้อมเพรียง          “เดี๋ยวผมกับเกษมจะออกไปหาฟืนเองครับ” ทันใดนั้น จู่ ๆ ฟาคาราดีน ที่ดูท่าทางขี้กลัว เงียบ ๆ หงิม ๆ ก็ได้เสนอตัวเองขึ้นมาโดยที่ไม่มีใครคาดคิด          “เอาเป็นฉันเหรอ? ก็ได้ ๆ ” หนุ่มแว่นชี้ไปที่หน้าตัวเองก่อนจะตอบรับอย่างงง ๆ           “ฉันจะอยู่ดูแลคนที่บาดเจ็บเอง เพราะถ้าเกิดไอ้พวกดันทัวร์มันบุกมาจริง ๆ ฉันก็พอที่จะสามารถปกป้องคนอื่น ๆ ได้อยู่” ไบซ์เสนอไอเดียของเธอบ้าง          โดยสตีฟก็ได้แย้งขึ้นทันทีด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “แต่เธอ.. ยังบาดเจ็บอยู่นี่?ว”           “แผลแค่นี้สบายมาก ไว้ใจฉันได้เลย!” บอดี้การ์ดสาวตอบกลับอย่างมั่นใจ          “งั้นก็ฝากด้วยนะ.. ส่วนเรื่องเสบียงก็ขอฝากมีสท์กับโสตด้วยแล้วกัน” หนุ่มอเมริกันร่างใหญ่ยิ้มพลางหันไปหาเพื่อนของเขาอีกสองคน           ซึ่งในขณะที่ทั่งคู่ผู้ถูกกล่าวถึงกำลังอึก ๆ อัก ๆ อยู่นั่นเอง.. มิทาจิก็ได้พูดโพล่งขึ้น “โอ๊ส!! งั้นตามนั้นเลยค่ะ! ย้ำว่าภารกิจของทุกคน จะต้องทำเสร็จก่อนตะวันจะตกดินนะคะ แยกย้ายได้ค่ะ!” เด็กสาวชาวญี่ปุ่นกำชับครั้งสุดท้าย ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้ายไปทำหน้าที่ของตัวเองตามที่ได้รับมอบหมาย               ในห้วงเวลาเดียวกัน ณ อดีตห้องทำงานของเอ็ดเวิร์ด สปีช ในปราสาทของเหล่าอักขระแห่งความมืด พวกที่ได้รับมอบหมายให้ไปจัดการกับไทรซ์ก็ได้กลับมาถึง          “ทำไมนายท่านถึงไม่ให้เราจัดการพวกมันพร้อมกันไปซะเลยล่ะ!?” เจค ซิริคสันเอ่ยถามดันทัวร์ด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยจะพอใจนัก               แต่ก็โดนสวนกลับในทันที “แก.. ไม่มีสิทธิ์.. มาพูดเสียงแบบนั้นใส่ฉัน!!” ชายผู้มีความต้องการจะเป็นจักรพรรดิแห่งเหล่าออแกเนียนหันไปจ้องดวงตาของชายชุดขนสัตว์ด้วยความเกรี้ยวกราด จนทำให้บุตรแห่งไวกิ้งต้องก้มหน้ามองต่ำด้วยความหวาดกลัว          “ดีแค่ไหนแล้วที่ฉันไม่ลงโทษที่พวกแกคว้าน้ำเหลวกลับมา!” ดิเอ็มเพอร์เรอร์ตวาดต่อไปที่สมุนของเขา          “ไม่เอาหน่าลูกพี่.. ยังไงซะพวกไอ้บึ้กนั่นมันโดนอัดซะจนเละเป็นโจ๊กไปแล้ว แล้วตอนนั้นพวกเราก็กำลังกระหน่ำโจมตีอยู่ด้วย ถ้าไม่โดนขวางไว้ซะก่อนเราเอามันกลับมาให้ลูกพี่ได้อยู่แล้ว” อานาพาสพูดอย่างเป็นกันเองด้วยน้ำเสียงเหน่ออันเป็นเอกลักษณ์          ซึ่งหลังจากนั้นก็ถูกตะคอกกลับไปตามระเบียบ “หุบปาก! ถ้าพวกแกไม่มีไอ้เฮช ที่ใช้โนซิเซปเตอร์ (Nociceptor = เซลล์ประสาทรับความรู้สึก)  ช่วยเอาไว้ สภาพคงไม่ต่างอะไรกับพวกมันหรอก!” ชายผิวซีดชี้ไปยังร่างอันไร้สติของเซนต์ปอนด์ด้วยอารมณ์โกรธจัด          “ขอโทษนะคะที่รัก..” ชาชาเดียร์บีบน้ำตาพลางเดินไปเกาะไหล่ยอดทูนหัวของเธอ          จนทำให้แวมไพร์หนุ่มเบือนหน้าหนีทันที แต่การกระทำในครั้งนี้ก็ทำให้อาการหัวเสียของเขาดูทุเลาลงไปบ้างเล็กน้อย          “ด้วยความเคารพ.. ได้โปรดตอบคำถามของเจคด้วยเถิดค่ะ” ป๊อบปี้ มวายูรูอี พูดด้วยเสียงที่เปี่ยมไปด้วยใจจิตที่บริสุทธิ์          แต่นั่นก็ทำให้เหล่าสมุนทุกคนต่างจับจ้องไปที่หญิงสาวแอฟริกันหัวโล้นเป็นสายตาเดียว “จะถามย้ำทำไมวะ.. เดี๋ยวก็โดนด่ากลับมาอีกหรอก แกจะพาพวกฉันซวยไปด้วย!” พวกเขาคิดในใจไปในทิศทางเดียวกัน          แต่ผลลัพธ์นั้นดันออกมากลับดีเกินคาด.. ในที่สุดดันทัวร์ก็ยอมเผยเหตุผลของเขากับลูกน้องฟังสักที          “ตอนนี้สิ่งที่ฉันต้องการทั้งหมดมันกำลังรวมอยู่ด้วยกัน ทั้งตำราออแกเนียน ทั้งไอ้เอ็ดเวิร์ด แล้วก็ไอ้เกษม แถมยังมีไอ้ไทรซ์ที่น่าสนใจอีก.. ดังนั้นฉันจะไม่เสี่ยงให้พวกแกลงมือก่อน เพราะถึงพวกแกจะมีฝีมือก็จริง แต่พวกนั้นมันก็ไม่ได้กระจอกหรอกนะ เพื่อความชัวร์ฉันจะไปขยี้พวกมันด้วยกำลังรบที่ดีที่สุดเท่าที่พวกเรามี แล้วอีกอย่าง.. ฉันแค่อยากจะไปจัดการกับไอ้พวกตัวแสบนั่นด้วยตัวเองด้วย ที่จริงแค่เหตุผลข้อสุดท้ายมันก็น่าจะเพียงพอสำหรับพวกแกแล้วล่ะ” ดิเอ็มเพอร์เรอร์อธิบายด้วยความผยอง          “พวกแกแยกย้ายกลับไปพักผ่อนกันได้แล้ว รอหลังพระอาทิตย์ตกดินแล้วค่อยกลับมารวมตัว!” ดันทัวร์พูดพลางเดินไปกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงาน ก่อนที่เหล่าสมุนของเขาจะทยอยออกจากห้องไป เหลือไว้เพียงเซนต์ปอนด์ที่นอนแน่นิ่ง               “เจ.. เรียกเจ้าไอมาพบฉันที” เขาสั่งการผ่านหน่วยสื่อสารประจำองค์กรที่กำลังนั่งอยู่ภายในห้องลิ้นไก่          เมื่อเวลาผ่านไปชั่วครู่.. ก็ได้เกิดเสียงเคาะประตูดังขึ้นเป็นจังหวะสองครั้ง ก๊อก ๆ ..           ก่อนที่แวมไพร์หนุ่มจะตอบรับอย่างรวดเร็ว “เข้ามาได้” เขาพูดพลางจ้องสายไปยังประตูในทันที..