หยกครึ่งใจ ใต้เงาบัลลังก์
ตอนที่ 6
บันทึกที่ถูกซ่อนไว้หลังวัดบรรพชน
ตะวันลับขอบฟ้าไปพร้อมกับความเงียบที่กดทับตำหนักอวี้หลัน หลังร่างขันทีจากตำหนักบูรพาถูกย้ายไปยังห้องลับด้านหลังตามคำสั่งขององค์ชายสาม ทั้งตำหนักก็ถูกปิดประตูสนิท นางกำนัลทุกคนถูกสั่งให้อยู่ในเรือนพัก ทหารยามหน้าตำหนักถูกเปลี่ยนเป็คนของฝูอันทั้งหมด
ไม่มีเสียงร่ำไห้ ไม่มีเสียงตื่นตระหนก ไม่มีข่าวแพร่ออกไป แต่ความตายไม่ได้หายไปไหน กลิ่นเืจาง ๆ ยังติดอยู่ในอากาศ ราวกับดอกเหมยดำที่สลักอยู่บนเข็มเงินเล่มนั้นได้ฝากเงาของมันไว้ในตำหนักแล้ว
หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่หน้าโต๊ะหนังสือ จ้องกระดาษที่รัชทายาทส่งมาอีกครั้ง
สิบห้าปีก่อน ข้าเห็นนางถือถ้วยยา
นางไม่ได้้าฆ่าเ้า เพราะเ้าไม่ใช่เพียงองค์ชายสาม
เขาอ่านประโยคเดิมซ้ำเป็ครั้งที่ไม่รู้เท่าไร ตัวอักษรบนกระดาษเป็ลายมือของรัชทายาทจริง เรียบร้อย หนักแน่น และมีจังหวะพู่กันที่หลี่เฉิงเยว่จำได้ั้แ่วัยเด็ก
รัชทายาทหลี่ฉางิเป็พี่ชายต่างมารดาของเขา สุขุม อ่อนโยน ไม่เคยแสดงความทะเยอทะยานเกินฐานะที่ถูกวางไว้บนเส้นทางบัลลังก์ั้แ่เกิด ในวังหลวงผู้คนมากมายบอกว่ารัชทายาทเป็คนดี แต่ในวังหลวง คำว่า "คนดี" มักเป็เพียงหน้ากากอีกแบบหนึ่ง
หลี่เฉิงเยว่ไม่เคยไว้ใจรัชทายาทเต็มหัวใจ แต่จดหมายฉบับนี้เปลี่ยนหลายสิ่ง หากรัชทายาทคิดใช้เขาเป็หมาก เหตุใดต้องส่งขันทีใกล้ชิดมาตายถึงตำหนักอวี้หลัน หาก้าหลอกเขา เหตุใดจึงเอ่ยถึงคืนตำหนักเย็น ไฟ ยา และฮองเฮาได้ตรงกับสิ่งที่เขาเพิ่งเริ่มจำ
หรือบางที พี่ชายผู้ป่วยอยู่ในตำหนักบูรพา อาจถือความลับบางอย่างไว้ในมือมาตลอดหลายปี
"องค์ชาย" เสียงของเซวียนอี้ดังขึ้นเบา ๆ จากด้านหลัง
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้หันกลับไป "เตรียมพร้อมแล้วหรือ"
"พ่ะย่ะค่ะ"
เซวียนอี้สวมชุดดำรัดกุมเช่นคืนก่อน เกราะหนักถูกถอดออกเพื่อความคล่องตัว เหลือเพียงเกราะหนังบางซ่อนใต้เสื้อคลุม แขนซ้ายที่เพิ่งเย็บแผลถูกพันผ้าแน่นกว่าปกติ ดาบยาวแนบข้างกาย ดาบสั้นซ่อนอยู่ในรองเท้า และมีเข็มเงินหลายเล่มอยู่ในแขนเสื้อ เขาเตรียมตัวเหมือนคนรู้ดีว่าคืนนี้อาจไม่ได้กลับมา
หลี่เฉิงเยว่หันไปมองเขา สายตาหยุดที่แขนซ้ายของอีกฝ่ายเพียงชั่วครู่ "ยังเจ็บอยู่หรือไม่"
"เจ็บพ่ะย่ะค่ะ"
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้หลี่เฉิงเยว่ชะงักเล็กน้อย มุมปากของเขาขยับบางมาก "ดี"
"แต่ยังเคลื่อนไหวได้ ไม่เป็ภาระต่อพระองค์" เซวียนอี้ก้มศีรษะ
"หากเ้าเป็ภาระ ข้าจะทิ้งเ้าไว้ที่ตำหนัก"
"กระหม่อมทราบ"
"แล้วเหตุใดยังแต่งตัวเหมือนจะไปรบ"
"เพราะคืนนี้อาจเป็า เพียงแต่ไม่มีเสียงกลองพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้เงยหน้าขึ้น
หลี่เฉิงเยว่เงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของเซวียนอี้มักเป็เช่นนี้ เรียบง่าย ไม่ประดับประดา แต่แทงตรงกลางใจเสมอ วังหลวงเป็สนามรบจริง ๆ เพียงแต่ผู้คนที่นี่ไม่ได้ถือดาบออกมาอย่างเปิดเผย พวกเขาถือถ้วยชา ถือคำสั่ง ถือยาพิษ ถือรอยยิ้ม และถือความลับที่สามารถฆ่าคนได้โดยไม่มีเืเปื้อนมือ
ฝูอันก้าวเข้ามาพร้อมห่อผ้าเล็ก ๆ "องค์ชาย กระหม่อมเตรียมแผนที่เส้นทางไปวัดบรรพชนไว้แล้วพ่ะย่ะค่ะ ทางหลักมีเวรยามแ่า แต่หลังเรือนเก็บเครื่องบูชามีทางเดินเก่าที่ไม่ค่อยมีคนใช้ สามารถไปถึงกำแพงด้านหลังของวัดได้"
หลี่เฉิงเยว่รับแผนที่มาเปิดดู เส้นทางที่ฝูอันวาดไว้คดเคี้ยวผ่านสวนร้าง คลังเครื่องหอม และระเบียงด้านหลังตำหนักเล็กหลายแห่ง ก่อนถึงวัดบรรพชนซึ่งตั้งอยู่ใกล้เขตในสุดของวังหลวง
หลังวัดบรรพชนมีหอเก็บบันทึกเก่า เป็สถานที่ที่ขุนนางกรมพิธีการใช้เก็บรายชื่อพระญาติ บันทึกพิธีกรรม การเกิด การสิ้นพระชนม์ และเอกสารเก่าเกี่ยวกับราชวงศ์ ที่นั่นไม่ใช่คลังลับ แต่เพราะเป็ที่เก็บเื่เก่าแก่ซึ่งผู้คนไม่ค่อยสนใจ จึงอาจเป็สถานที่ที่เหมาะที่สุดสำหรับซ่อนความจริง เพราะสิ่งที่ซ่อนอยู่ในที่ลับเกินไปมักถูกตามหา แต่สิ่งที่วางปะปนอยู่กับฝุ่นและกระดาษเก่ากลับมักถูกมองข้าม
"เวรยามคืนนี้มีเปลี่ยนแปลงหรือไม่" หลี่เฉิงเยว่ถาม
"มีพ่ะย่ะค่ะ หลังขันทีจากตำหนักบูรพาเสียชีวิต แม้ข่าวจะยังไม่ออกจากตำหนักเรา แต่ดูเหมือนกององครักษ์ในวังจะเพิ่มเวรยามแถบวัดบรรพชนโดยไม่ประกาศ เหมือนมีคนรู้อยู่แล้วว่าเราจะไปที่นั่น" ฝูอันก้มหน้า
"รัชทายาทส่งข่าวมา แต่ศัตรูก็รู้ข่าวเช่นกัน" เซวียนอี้แววตาเย็นลง
หลี่เฉิงเยว่พับแผนที่เก็บไว้ในแขนเสื้อ "อาจมีคนในตำหนักบูรพาถูกจับตา หรือไม่ก็…" เขาหยุดเล็กน้อย "รัชทายาทจงใจให้ศัตรูรู้"
ฝูอันเงยหน้าอย่างใ "องค์ชายหมายความว่า…"
"หากหอเก็บบันทึกเก่ามีสิ่งสำคัญจริง ศัตรูย่อมต้องไปทำลายมันก่อนเรา"
"เช่นนั้นรัชทายาทไม่ได้เพียงส่งที่อยู่ของหลักฐานให้พระองค์ แต่บังคับให้เราต้องไปคืนนี้ ก่อนที่หลักฐานจะถูกเผา" เซวียนอี้เข้าใจทันที
"และบังคับให้ศัตรูเปิดเผยตัวเร็วขึ้นด้วย" หลี่เฉิงเยว่พยักหน้า
"เช่นนั้นยิ่งอันตรายพ่ะย่ะค่ะ" ฝูอันหน้าซีด
"อันตรายอยู่แล้ว" หลี่เฉิงเยว่เดินไปหยิบเสื้อคลุมสีดำจากฉากแขวน "แต่หากคืนนี้ไม่ไป พรุ่งนี้สิ่งที่รออยู่หลังวัดบรรพชนอาจเหลือเพียงเถ้าถ่าน"
เซวียนอี้ก้าวเข้ามารับเสื้อคลุมจากมือเขา ช่วยคลุมให้จากด้านหลังอย่างเป็ธรรมชาติ ปลายนิ้วของทหารหนุ่มเฉียดผ่านเส้นผมองค์ชายเพียงเล็กน้อย หลี่เฉิงเยว่นิ่งไป ััเบาบางนั้นทำให้ความทรงจำบางส่วนผุดขึ้นมาอีกครั้ง — เด็กชายอี้ใช้แขนเสื้อที่ไหม้ขาดคลุมไหล่เขาใต้ต้นเหมย
"ท่านหนาวหรือ" "ไม่หนาว" "โกหก ตัวท่านสั่นอยู่" "เ้าเองก็สั่น" "ข้าสั่นเพราะโมโห" "โมโหสิ่งใด" "โมโหที่ไม่มีใครมาช่วยท่าน"
ภาพนั้นสั้นมากแต่ชัดเจนจนหลี่เฉิงเยว่เกือบหายใจสะดุด เซวียนอี้สังเกตเห็นทันที "องค์ชาย?"
หลี่เฉิงเยว่ก้มลงผูกสายเสื้อคลุมด้วยตนเอง "ไม่มีอะไร"
เซวียนอี้ไม่ได้ถามต่อ แต่แววตาของเขาอ่อนลงอย่างเงียบงัน องค์ชายเริ่มจำได้มากขึ้น และทุกครั้งที่ความทรงจำกลับมา พระองค์เหมือนเจ็บเพิ่มขึ้นอีกเล็กน้อย เซวียนอี้อยากยื่นมือไปประคอง แต่ฐานะของเขายังอยู่ที่เดิม — ทหารเอก ผู้คุ้มกัน เงาข้างกาย เขายืนใกล้ได้ แต่ไม่ควรเอื้อมมือไปไกลกว่านั้น
หลี่เฉิงเยว่หันมาสบตาเขา ราวกับอ่านความคิดนั้นออก "คืนนี้ หากต้องจับมือข้า ก็จับได้"
เซวียนอี้นิ่งค้าง ฝูอันถึงกับสำลักลมหายใจเบา ๆ แล้วรีบก้มหน้าทำเป็ไม่เห็นไม่ได้ยิน
"กระหม่อม…"
"ไม่ใช่เพราะข้าอ่อนแอ" หลี่เฉิงเยว่พูดต่อด้วยสีหน้าเ็า "แต่เพราะเ้าคุ้นทางหนีมากกว่า"
เซวียนอี้หลุบตาลง "พ่ะย่ะค่ะ" เขารู้ว่าองค์ชายกำลังหาข้ออ้าง และนั่นทำให้หัวใจของเขาอ่อนลงอย่างน่ากลัว
ยามไฮ่ผ่านไปครึ่งหนึ่ง ทั้งสองจึงออกจากตำหนักอวี้หลัน คืนนี้ไม่มีหิมะตก แต่พื้นยังขาวจากหิมะเก่า แสงจันทร์ส่องลงมาจนทุกสิ่งดูซีดเย็น ราวกับทั้งวังหลวงถูกคลุมด้วยผ้าห่อศพบาง ๆ
เซวียนอี้เดินนำ หลี่เฉิงเยว่ตามหลังในระยะใกล้พอจะยื่นมือถึงกันได้ พวกเขาเลี่ยงเส้นทางหลัก ผ่านหลังคลังเครื่องหอมซึ่งมีกลิ่นกำยานเก่าคละคลุ้ง ผ่านสวนร้างที่ต้นเหมยออกดอกบางท่ามกลางหิมะ และผ่านแนวกำแพงเก่าที่มีเถาวัลย์แห้งเลื้อยพัน
ระหว่างทาง มีทหารยามเดินตรวจสองครั้ง ครั้งแรกเซวียนอี้ใช้ก้อนหิมะโยนไปอีกด้านหนึ่งทำให้ทหารหันไปตรวจเสียง ครั้งที่สองหลี่เฉิงเยว่เป็ฝ่ายหยุดก่อน ดึงแขนเซวียนอี้ให้หลบหลังประตูไม้เก่า
ทหารยามสองนายเดินผ่านไปพร้อมพูดคุยเสียงเบา "คืนนี้สั่งให้เฝ้าแถบวัดบรรพชนแน่นขึ้น เหตุใดกัน" "ไม่รู้สิ ได้ยินว่ามาจากตำหนักคุนหนิง" "ฮองเฮาหรือ" "เบาหน่อย อยากตายหรือ"
เสียงฝีเท้าค่อย ๆ ห่างออกไป เซวียนอี้ก้มมองมือของหลี่เฉิงเยว่ที่ยังจับแขนเขาอยู่ องค์ชายเหมือนเพิ่งรู้ตัวจึงปล่อยมืออย่างสงบเกินจริง "เ้าเกือบเดินออกไป"
"กระหม่อมเห็นแล้วว่ามีคนมา"
"แต่ข้าเห็นก่อน"
"พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่เหลือบมองเขา "เ้าตอบรับเร็วเกินไป ดูเหมือนไม่จริงใจ"
เซวียนอี้เงียบไปครู่หนึ่ง "กระหม่อมจริงใจพ่ะย่ะค่ะ"
คำตอบนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่หันกลับไปทันที แสงจันทร์ตกลงบนใบหน้าเซวียนอี้ ทำให้แววตาของเขาดูนิ่งและลึกกว่าปกติ จริงใจ — เป็คำที่คนในวังหลวงใช้จนไร้ค่า แต่เมื่อออกจากปากเซวียนอี้ กลับทำให้หลี่เฉิงเยว่รู้สึกเหมือนคำนี้ยังไม่เคยเปื้อนฝุ่นใด องค์ชายเบือนหน้าไปทางอื่น "ไปต่อ"
วัดบรรพชนตั้งอยู่ท้ายแนวกำแพงสูง ประตูหน้าปิดสนิท มีทหารยามเฝ้าอยู่สี่นาย โคมไฟสองข้างประตูส่องแสงเหลืองมัว เสียงสวดภาวนาจากในโถงหลักเงียบไปนานแล้ว เหลือเพียงกลิ่นธูปเก่าที่ลอยออกมาตามลม
หลี่เฉิงเยว่และเซวียนอี้ไม่ได้เข้าทางประตูหน้า พวกเขาเดินเลียบกำแพงด้านตะวันตกไปจนถึงหลังเรือนเก็บเครื่องบูชา ที่นั่นมีต้นสนเก่าเอนพาดใกล้กำแพง เซวียนอี้ปีนขึ้นไปก่อนแล้วยื่นมือลงมา
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามองมือเขา มือคู่นั้นเคยพาเขาออกจากไฟ เคยจับเขาวิ่งหนีในตำหนักเย็นเก่า และคืนนี้กำลังรออยู่บนกำแพงวัง องค์ชายไม่ลังเลอีก เขายื่นมือขึ้นไปจับ
เซวียนอี้ดึงเขาขึ้นมาอย่างมั่นคง แต่เพราะแขนซ้ายยังมีแผล เมื่อออกแรงมากเกินไป ใบหน้าของเขาซีดลงเล็กน้อย หลี่เฉิงเยว่เห็นทันที เมื่อขึ้นมายืนบนกำแพงได้เขาก็เอ่ยเสียงต่ำ "เจ็บ?"
"เจ็บพ่ะย่ะค่ะ"
"ดีที่บอก"
"พระองค์สั่งไว้"
"อย่าทำเหมือนการฟังคำสั่งเป็เื่น่าเอ็นดูนัก"
เซวียนอี้นิ่งไป "กระหม่อมมิได้ตั้งใจให้น่าเอ็นดูพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่เกือบเสียจังหวะก้าว เขาหันมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเ็า แต่ความเย็นนั้นคล้ายมีรอยร้าวบาง ๆ อยู่ตรงขอบ "ลงไป"
เซวียนอี้ก้มศีรษะรับคำ แล้วะโลงไปอีกฝั่งก่อน
ด้านในกำแพงเป็ลานหลังวัดบรรพชน เงียบและมืดกว่าด้านหน้า หอเก็บบันทึกเก่าตั้งอยู่ถัดจากแนวไม้ไผ่แห้ง เป็อาคารสองชั้นขนาดไม่ใหญ่นัก หลังคาทรงต่ำ กระเบื้องบางส่วนหลุดหาย หน้าต่างปิดด้วยแผ่นไม้เก่า บนประตูมีตรากรมพิธีการซีดจางจนแทบมองไม่เห็น
แต่คืนนี้ หอที่ควรเงียบกลับมีแสงไฟลอดออกมาจาง ๆ จากชั้นล่าง
เซวียนอี้ชะงักทันที "มีคนอยู่ก่อนเรา"
"มาช้ากว่าที่คิด" หลี่เฉิงเยว่มองแสงนั้น
เซวียนอี้ขยับมือไปจับด้ามดาบ "กระหม่อมเข้าไปก่อน"
"ไม่"
"องค์ชาย"
"หากเ้าบุกเข้าไป คนข้างในจะทำลายหลักฐานทันที" หลี่เฉิงเยว่กวาดสายตาดูรอบอาคาร "มีทางเข้าด้านหลังหรือไม่"
"หน้าต่างชั้นสองฝั่งตะวันออกบานหนึ่งปิดไม่สนิท แต่ต้องปีนขึ้นจากคานหลังคาเรือนเล็กข้าง ๆ" เซวียนอี้มองอย่างรวดเร็ว
"ไป"
เซวียนอี้มองแขนซ้ายของตนเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนหันไปทางเรือนเล็ก หลี่เฉิงเยว่เห็น "หากไม่ไหวให้บอก"
"ไหวพ่ะย่ะค่ะ"
"คำนี้จริงหรือไม่"
"จริงพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่จึงไม่พูดต่อ ทั้งสองปีนขึ้นหลังคาเรือนเล็กอย่างเงียบเชียบ เมื่อถึงหน้าต่างชั้นสอง เซวียนอี้ใช้มีดบางสอดเข้าไปปลดกลอนไม้ด้านใน เสียงคลิกเบาดังขึ้น หน้าต่างเปิดออกช้า ๆ กลิ่นกระดาษเก่า ฝุ่น และไม้ชื้นลอยออกมา
หลี่เฉิงเยว่ก้าวเข้าไปก่อน เซวียนอี้ตามเข้ามาแล้วปิดหน้าต่างกลับเกือบสนิท ภายในชั้นสองมืดสนิท มีเพียงแสงไฟจากชั้นล่างลอดขึ้นมาตามช่องพื้นไม้ ชั้นนี้เต็มไปด้วยชั้นเอกสารเก่า กล่องไม้ และม้วนบันทึกที่ถูกผูกด้วยเชือกแดงซีด ฝุ่นหนาจนเพียงขยับเท้าก็อาจทิ้งรอยไว้
เซวียนอี้หยิบผ้าผืนเล็กออกมาพันรอบรองเท้าของหลี่เฉิงเยว่ก่อน แล้วค่อยพันของตนเอง "เ้าพกของเช่นนี้ด้วยหรือ" หลี่เฉิงเยว่มองเขา
"ทหารที่เคยลาดตระเวนในหิมะต้องเรียนรู้วิธีไม่ทิ้งรอยพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ยอมให้เขาพันผ้าโดยไม่ขยับ ตอนเซวียนอี้ก้มลง มือข้างหนึ่งประคองข้อเท้าองค์ชายเบามาก ราวกับกลัวแตะต้องแรงเกินไป ความเงียบระหว่างคนทั้งสองชั่วขณะนั้นต่างจากความเงียบในวังหลวง ไม่อึดอัด ไม่อันตราย แต่เต็มไปด้วยบางสิ่งที่พูดไม่ได้
เสียงคนจากชั้นล่างดังขึ้น "รีบหาให้เจอ ก่อนยามจื่อ" "เอกสารเก่ามากเกินไป ท่านแน่ใจหรือว่าอยู่ที่นี่" "ขันทีจากตำหนักบูรพาส่งข่าวออกไปแล้ว หากองค์ชายสามมาถึงก่อนเรา หัวพวกเราหลุดแน่"
หลี่เฉิงเยว่กับเซวียนอี้สบตากัน — มีคนมาทำลายหลักฐานจริง เซวียนอี้ชี้ไปทางบันไดด้านใน ทำสัญญาณว่าจะลงไปจัดการ หลี่เฉิงเยว่ส่ายหน้า หากลงไปปะทะตอนนี้ เสียงต่อสู้จะดึงทหารยามเข้ามา สิ่งสำคัญคือหาหลักฐานก่อน ไม่ใช่จับคน
หลี่เฉิงเยว่ไล่สายตาไปตามป้ายไม้บนชั้นบันทึก — บันทึกพิธีบวงสรวง รายชื่อพระญาติสายรอง บันทึกซ่อมแซมตำหนัก บัญชีเครื่องบูชา บันทึกประสูติราชวงศ์ปีรัชศกชิ่งหยวนที่สิบเจ็ด
เขาหยุดทันที — รัชศกชิ่งหยวนที่สิบเจ็ด ปีที่เขาเกิด
หลี่เฉิงเยว่เอื้อมมือไปดึงกล่องไม้ออกจากชั้น แต่กล่องหนักเกินคาด เซวียนอี้รีบเข้ามาช่วยรับไว้ กล่องไม้ถูกวางลงบนพื้นอย่างไร้เสียง เชือกผูกกล่องเปื่อยจนแทบขาด หลี่เฉิงเยว่แกะมันออกอย่างระมัดระวัง ภายในมีบันทึกหลายเล่มห่อด้วยผ้าเหลืองเก่า
เขาหยิบเล่มหนึ่งขึ้นมา เปิดดูอย่างรวดเร็ว — รายชื่อพระโอรสธิดาที่ประสูติในปีนั้น บรรทัดแรกคือรัชทายาทหลี่ฉางิ ซึ่งประสูติก่อนหน้าเขาหลายปี จึงเป็เพียงการบันทึกพิธีครบชันษา บรรทัดต่อมาเป็องค์หญิงที่สิ้นพระชนม์ั้แ่ยังเล็ก แล้วในหน้าถัดไปเขาพบชื่อของตน
หลี่เฉิงเยว่
แต่ตัวอักษรหลังชื่อถูกขูดลบไปหลายจุด
หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้ว เขายกบันทึกขึ้นใกล้แสงเล็กน้อยจากช่องพื้น คำที่ถูกขูดออกอ่านไม่ชัด แต่ยังเหลือร่องหมึกบาง ๆ เซวียนอี้หยิบผ้าชุบน้ำจากกระบอกเล็ก แตะเบา ๆ ที่ขอบตัวอักษรเก่า หมึกจาง ๆ เริ่มปรากฏขึ้นทีละน้อย
คำแรกคือ ประสูติยามจื่อ
คำที่สอง ตำหนักอวี้หลันเดิม
หลี่เฉิงเยว่ชะงัก เขาจำได้ว่าตนถูกบอกมาตลอดว่าเกิดที่ตำหนักเล็กของพระสนมซู มารดาแท้ ๆ ผู้สิ้นชีวิตหลังคลอดเขาไม่นาน แต่ในบันทึกนี้เขียนว่าตำหนักอวี้หลันเดิม และตำหนักอวี้หลันเดิมไม่ใช่ที่ประทับของพระสนมซู มันเคยเป็ตำหนักของสตรีอีกคน — อดีตฮองเฮาหลิน หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าก่อฏและสิ้นพระชนม์ไปก่อนเขาจำความได้
หลี่เฉิงเยว่พลิกหน้าถัดไปด้วยมือที่เย็นลง กระดาษหน้าหนึ่งถูกฉีกออกไปครึ่งหนึ่ง เหลือเพียงส่วนล่างที่มีรอยประทับสีแดงเข้มจาง ๆ — ตราหงส์ ตราของฮองเฮา ไม่ใช่ฮองเฮาคนปัจจุบัน แต่เป็ตราหงส์แบบเก่าที่ใช้ก่อนการเปลี่ยนตำแหน่งในรัชศกชิ่งหยวนที่สิบแปด
หัวใจของหลี่เฉิงเยว่เหมือนถูกบีบ เซวียนอี้มองเอกสาร เอ่ยเสียงต่ำ "องค์ชาย…"
หลี่เฉิงเยว่ไม่ได้ตอบ เขาค้นในกล่องต่ออย่างรวดเร็ว จนพบม้วนบันทึกเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ใต้ผ้าชั้นในสุด ม้วนนี้ไม่ใช้เชือกแดงของกรมพิธีการ แต่ใช้ด้ายสีขาวพันไว้หลายรอบ บนด้ายมีปมรูปจันทร์เสี้ยวเล็ก ๆ
หลี่เฉิงเยว่จำปมนั้นได้จากภาพความทรงจำเลือนราง ปมเช่นนี้เคยอยู่บนชายแขนเสื้อของสตรีผู้หนึ่งที่ก้มลงกอดเขา กลิ่นดอกบัวขาว มืออ่อนโยน เสียงกล่อมเบา ๆ "เยว่เอ๋อร์ จันทร์ของแม่…"
ความเจ็บแล่นผ่านศีรษะอย่างรุนแรง หลี่เฉิงเยว่เกือบทรุดลง เซวียนอี้รีบประคองเขา คราวนี้องค์ชายไม่ผลักออก
"องค์ชาย"
"ข้าไม่เป็ไร"
"พระองค์โกหก"
หลี่เฉิงเยว่เงยหน้ามองเขา ใน่เวลาอันตรายเช่นนี้เขากลับเกือบหัวเราะ "เ้ากล้าเอาคำของข้ามาย้อนข้าแล้วหรือ"
"กระหม่อมเรียนจากพระองค์"
หลี่เฉิงเยว่หลุบตาลง "ช่วยข้าเปิดมัน"
เซวียนอี้พยักหน้า ใช้มีดบางตัดด้ายอย่างระวัง ม้วนบันทึกถูกคลี่ออก ลายมือด้านในไม่ใช่ลายมือของเ้าหน้าที่กรมพิธีการ แต่เป็ลายมือของสตรี ตัวอักษรงดงาม นุ่มนวล แต่ปลายพู่กันหนักแน่น
หลี่เฉิงเยว่เพียงเห็นประโยคแรก หัวใจก็เย็นวาบ
หากวันหนึ่งเยว่เอ๋อร์เติบโตขึ้นและได้อ่านบันทึกนี้ จงรู้ไว้ว่าเ้าไม่เคยเป็เด็กที่มารดาทอดทิ้ง
ลมหายใจของหลี่เฉิงเยว่สะดุด เซวียนอี้เองก็นิ่งไป เขาอยากหันออกไปเฝ้าระวังแต่สายตากลับไม่อาจละจากใบหน้าขององค์ชายได้ ใบหน้าของหลี่เฉิงเยว่ยังสงบนิ่ง แต่ความสงบนั้นเหมือนน้ำแข็งที่กำลังแตกร้าวใต้ฝ่าเท้า
เขาอ่านต่อ
คืนที่เ้าประสูติ ฟ้าด้านนอกมีจันทร์เต็มดวง แต่ในวังกลับเต็มไปด้วยเสียงฝีเท้าของคนที่้าปิดปากแม่ แม่ถูกกล่าวหาว่าฏ ทั้งที่ความผิดของแม่มีเพียงการรู้ว่าใครเป็ผู้ลอบวางยารัชทายาท และใครเป็ผู้ปลอมราชโองการของฝ่าา หากแม่ตาย เ้าจะถูกเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนมารดา และถูกเลี้ยงให้เชื่อว่าตนเป็เพียงโอรสของพระสนมซู แต่เ้าไม่ใช่
ตัวอักษรถัดไปถูกหยดน้ำเก่าทำให้เลือนบางส่วน หลี่เฉิงเยว่พยายามอ่านต่อ
เ้าเป็โอรสที่ฝ่าาเคยตั้งพระทัยจะประกาศเป็…
คำต่อมาถูกขูดออก ไม่ใช่เลือนหายเอง แต่ถูกใครบางคนตั้งใจลบ
"ถูกขูดออก" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
หลี่เฉิงเยว่ลูบผ่านรอยขูดบนกระดาษ กระดาษบริเวณนั้นบางจนเกือบทะลุ คำที่หายไปอาจเป็คำเดียว แต่คำเดียวนั้นอาจทำให้ทั้งวังหลวงสั่นคลอน
เขาอ่านบรรทัดต่อมา
อย่าเชื่อถ้วยยาที่มาจากมือของสตรีผู้นั้น อย่าเชื่อผู้ที่ยิ้มแทนความเมตตา และหากเด็กที่มีหยกครึ่งชิ้นกลับมาหาเ้า จงเชื่อเขา
หลี่เฉิงเยว่หยุดอ่าน เซวียนอี้นิ่งค้าง — จงเชื่อเขา สตรีที่เขียนบันทึกนี้รู้เื่หยก รู้เื่เด็กอีกคน หมายความว่าในคืนไฟไหม้ หรืออาจก่อนหน้านั้น มารดาแท้ ๆ ของหลี่เฉิงเยว่เคยรู้ว่าเด็กชายอี้มีอยู่จริง และนางฝากความหวังไว้กับเด็กกำพร้าที่ไม่มีใคร้าคนนั้น
หลี่เฉิงเยว่ค่อย ๆ หันมองเซวียนอี้ เสียงแ่มาก "นางรู้จักเ้า"
เซวียนอี้ส่ายหน้าช้า ๆ "กระหม่อม…จำไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ"
ทันทีที่พูดจบ ภาพบางอย่างก็วาบขึ้นในหัวของเขา ไม่ใช่คืนไฟไหม้ แต่เป็ห้องเล็กในตำหนักเก่า เด็กชายตัวผอมยืนก้มหน้าข้างประตู เสื้อผ้าขาดและมือเต็มไปด้วยแผลจากการฝึกงานหนัก สตรีในอาภรณ์สีขาวนวลนั่งอยู่ใกล้หน้าต่าง ใบหน้างดงามอ่อนโยน แต่ดวงตาเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง นางยื่นขนมชิ้นหนึ่งให้เขา
"เ้าชื่ออี้หรือ" "ขอรับ" "อี้ที่แปลว่าปีก?" "ขอรับ"
สตรีผู้นั้นยิ้มเศร้า "เช่นนั้น วันหนึ่ง หากจันทร์ของข้าตกลงไปในความมืด เ้าเป็ปีกให้เขาได้หรือไม่"
เด็กชายไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เขามองทารกน้อยในห่อผ้าข้างกายนาง ทารกนั้นลืมตาน้อย ๆ มองเขาอย่างไร้เดียงสา เด็กชายตอบอย่างจริงจัง "ถ้าข้าบินได้ ข้าจะพาเขาออกไปขอรับ"
ภาพหายไป เซวียนอี้หายใจสะดุด หลี่เฉิงเยว่จับได้ทันที "เ้าเห็นอะไร"
"เหมือน…กระหม่อมเคยพบนาง" เซวียนอี้หลุบตา
"มารดาของข้า?"
"พ่ะย่ะค่ะ"
คำตอบนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่เงียบไป เขาไม่เคยจำใบหน้ามารดาแท้ ๆ ได้ชัด ภาพที่มีอยู่ในความทรงจำล้วนถูกหมอกยาและคำโกหกปิดทับไว้ แต่เซวียนอี้กลับอาจเคยเห็นนาง เคยได้ยินเสียงนาง เคยรับคำฝากฝังจากนางโดยไม่รู้ตัว
หลี่เฉิงเยว่กำบันทึกแน่นขึ้น ขณะนั้นเอง เสียงจากชั้นล่างดังขึ้นชัดกว่าเดิม "หาเจอหรือยัง" "ยังขอรับ แต่กล่องปีชิ่งหยวนที่สิบเจ็ดบนชั้นสองเหมือนหายไปหนึ่งใบ"
ทั้งสองนิ่งทันที คนข้างล่างรู้แล้ว เสียงเท้าหนัก ๆ เดินขึ้นบันไดมาอย่างรวดเร็ว
เซวียนอี้ดับแสงเล็ก ๆ ในมือลง ดึงหลี่เฉิงเยว่ถอยเข้าไปหลังชั้นเอกสารสูง หลี่เฉิงเยว่รีบม้วนบันทึกเก็บไว้ในอกเสื้อ ส่วนบันทึกเล่มใหญ่ยังอยู่ในมือ
"ทิ้งเล่มนั้น" เซวียนอี้กระซิบ
"ไม่ได้"
"มันใหญ่เกินไป"
"มันมีบันทึกประสูติของข้า"
"กระหม่อมจะถือเอง"
เซวียนอี้รับบันทึกจากมือเขา ยัดไว้ในอกเสื้อคลุมด้านในอย่างรวดเร็ว แม้มันจะทำให้เคลื่อนไหวลำบากขึ้น แต่เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย
เสียงฝีเท้ามาถึงชั้นสองแล้ว คนสามคนถือโคมขึ้นมา แสงไฟกวาดผ่านชั้นเอกสารทีละแถว "มีคนเข้ามาแล้วแน่ ๆ ฝุ่นบนพื้นถูกแตะ" "ค้น!"
เซวียนอี้กดไหล่หลี่เฉิงเยว่ให้หมอบต่ำ แล้วค่อย ๆ ถอยไปทางหน้าต่างเดิม แต่ยังไม่ทันถึง เงาหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านข้าง มีดสั้นแทงตรงไปยังอกของหลี่เฉิงเยว่
เซวียนอี้หมุนตัวเข้าขวางทันที คมมีดเฉียดผ่านแขนขวาของเขา เสื้อขาดเป็ทาง เืซึมออกมาอีกแผล
หลี่เฉิงเยว่ดวงตาเย็นวาบ เขาคว้ากล่องไม้บนชั้นฟาดใส่ข้อมือของผู้โจมตีอย่างแรง กระดูกลั่น มีดสั้นหล่นลงพื้น เซวียนอี้ใช้สันดาบกระแทกลำคออีกฝ่ายจนหมดสติ แล้วดึงหลี่เฉิงเยว่ถอยหลัง
แต่การต่อสู้สั้น ๆ นั้นทำให้คนที่เหลือรู้ตำแหน่งแล้ว "พวกมันอยู่ทางนั้น!"
โคมไฟหลายดวงถูกยกขึ้น เซวียนอี้คว้ามือหลี่เฉิงเยว่ "ต้องไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ"
ครั้งนี้หลี่เฉิงเยว่ไม่ขัด ทั้งสองวิ่งไปทางหน้าต่าง แต่คนอีกสองคนพุ่งมาขวาง เซวียนอี้ดันหลี่เฉิงเยว่ไปด้านหลัง รับการโจมตีพร้อมกันสองทาง แขนซ้ายมีแผลเก่า แขนขวาเพิ่งถูกฟัน แต่ดาบของเขายังมั่นคง
หลี่เฉิงเยว่ไม่ยืนเฉย เขาหยิบม้วนบันทึกเก่าบนชั้นโยนใส่โคมไฟของศัตรู โคมล้มลง ไฟติดกระดาษเก่าในทันที เปลวไฟเล็ก ๆ ลุกพรึ่บขึ้นตรงมุมห้อง ทุกคนชะงัก หอเก็บบันทึกเก่าเต็มไปด้วยกระดาษแห้ง หากไฟลาม เพียงไม่กี่ลมหายใจก็อาจเผาทั้งหลัง
ศัตรูคนหนึ่งสบถ "ดับไฟ! อย่าให้บันทึกไหม้หมด!"
จังหวะนั้นเซวียนอี้เตะอีกฝ่ายล้ม ดึงหลี่เฉิงเยว่ไปถึงหน้าต่าง "ออกไปก่อน!"
"แล้วเ้า?"
"ตามไปทันที!"
หลี่เฉิงเยว่คว้าข้อมือเขาไว้ "ไม่"
เซวียนอี้ชะงัก ในแสงไฟที่เริ่มลุกลาม ดวงตาของหลี่เฉิงเยว่คมชัดอย่างยิ่ง "สิบห้าปีก่อน เ้าพาข้าออกจากไฟ คราวนี้เราจะออกไปด้วยกัน"
คำว่าด้วยกันทำให้เซวียนอี้ลมหายใจสะดุด เสียงฝีเท้าศัตรูใกล้เข้ามา ไม่มีเวลาแล้ว เซวียนอี้จึงตัดสินใจรวดเร็ว เขาโอบเอวหลี่เฉิงเยว่ด้วยแขนขวา แล้วพาเขาะโออกจากหน้าต่างชั้นสองพร้อมกัน
ลมหนาวปะทะใบหน้า ร่างของทั้งสองตกลงสู่หลังคาเรือนเล็กด้านข้าง กลิ้งไปบนกระเบื้องที่มีหิมะปกคลุม เซวียนอี้ใช้ตัวเองรับแรงกระแทกส่วนใหญ่
หลี่เฉิงเยว่ได้ยินเสียงเขากลั้นหายใจอย่างเ็ป "เซวียนอี้!"
"ไม่เป็…" คำว่าไม่เป็ไรยังไม่ทันออกครบ เซวียนอี้ก็หยุดเอง หลี่เฉิงเยว่มองเขาด้วยสายตาเย็นเยียบ เซวียนอี้เปลี่ยนคำทันที "เจ็บพ่ะย่ะค่ะ แต่ยังลุกได้"
แม้อยู่กลางอันตราย หลี่เฉิงเยว่กลับเกือบหลุดหัวเราะ "ดี ลุก"
ทั้งสองรีบลุกขึ้นแล้ววิ่งไปตามหลังคา ด้านหลัง หอเก็บบันทึกเก่าเริ่มมีควันลอยออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง แต่ยังไม่ลุกไหม้ทั้งหลัง เพราะคนข้างในพยายามดับไฟเพื่อรักษาหลักฐานบางอย่างที่พวกเขายังไม่ทันทำลาย
เสียงทหารยามดังมาจากหน้าวัด "เกิดอะไรขึ้น!" "ไฟไหม้! หอเก็บบันทึกไฟไหม้!" เสียงวุ่นวายเริ่มขยายออกไป
หลี่เฉิงเยว่และเซวียนอี้ต้องหนีออกก่อนที่วัดบรรพชนจะถูกล้อม พวกเขาลงจากหลังคาเรือนเล็ก วิ่งเลียบกำแพงไปยังจุดที่เข้ามา แต่เมื่อถึงต้นสนเก่า เงาดำสองสายก็ปรากฏขึ้นขวางทาง คนหนึ่งถือดาบโค้ง อีกคนถือธนูสั้น ที่แขนเสื้อของทั้งสองมีลายดอกเหมยดำปักด้วยไหมสีเข้ม
เซวียนอี้ดันหลี่เฉิงเยว่ไปหลังตน "ถอยไปทางซ้าย"
หลี่เฉิงเยว่ไม่ขยับ "เ้าาเ็สองแขน"
"ยังจับดาบได้"
"ข้าเกลียดคำนี้"
"กระหม่อมทราบ"
นักฆ่าถือธนูยกอาวุธขึ้น ลูกธนูพุ่งออกมาเร็วราวเงา เซวียนอี้ฟันลูกธนูทิ้ง แต่คนถือดาบโค้งใช้จังหวะนั้นพุ่งเข้ามาประชิด เพลงดาบของเขาแตกต่างจากทหารวัง รวดเร็ว ร้ายกาจ และมุ่งเอาชีวิต เซวียนอี้รับได้สามกระบวนท่า แต่แผลแขนซ้ายทำให้จังหวะช้าลงเล็กน้อย
เพียงเล็กน้อย แต่มากพอให้อีกฝ่ายแทงเข้าช่องว่าง หลี่เฉิงเยว่เห็นก่อน เขาขยับเข้าไปก้าวหนึ่ง ใช้ปลอกแขนโลหะที่ซ่อนใต้เสื้อคลุมรับคมดาบแทน เสียงโลหะกระทบกันดังแสบหู
เซวียนอี้เบิกตา "องค์ชาย!"
"อย่าเสียสมาธิ" หลี่เฉิงเยว่เอ่ยเสียงเย็น แล้วตวัดขาเตะเข้าที่เข่านักฆ่าอย่างแม่นยำ คนผู้นั้นเสียหลัก เซวียนอี้ไม่ปล่อยโอกาส ฟาดสันดาบเข้าที่ท้ายทอยอีกฝ่ายจนล้มลง
นักธนูเห็นท่าไม่ดีจึงยิงซ้ำ คราวนี้หลี่เฉิงเยว่คว้ามีดสั้นของนักฆ่าที่ล้มอยู่ขึ้นมาขว้างออกไป มีดเฉียดแขนของนักธนู ทำให้ลูกธนูเบี่ยงทิศ พุ่งไปปักต้นสนด้านหลัง เซวียนอี้พุ่งตามไปในพริบตา ดาบของเขาหยุดที่ลำคอนักธนู "ใครส่งเ้ามา"
นักธนูหัวเราะเสียงแหบ "เ้าคิดว่าพวกเราพูดได้หรือ" พูดจบเขาก็กัดบางอย่างในปาก
เซวียนอี้รีบบีบกราม แต่ช้าไปเพียงครึ่งจังหวะ เืดำไหลออกจากมุมปากนักธนู ร่างนั้นกระตุกสองครั้งแล้วแน่นิ่งไป
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้ามา "ยาพิษซ่อนในฟัน" เซวียนอี้ค้นตัวนักฆ่าที่ล้มอีกคน แต่คนแรกก็สิ้นใจแล้วเช่นกัน ไม่มีคำตอบ มีเพียงดอกเหมยดำ และความตายที่ถูกจัดเตรียมไว้ล่วงหน้า
เสียงทหารยามใกล้เข้ามา เซวียนอี้ไม่เสียเวลาอีก เขาจับมือหลี่เฉิงเยว่แล้วพาปีนกำแพงออกไปทางเดิม คราวนี้เมื่อขึ้นถึงกำแพง แขนของเขาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
หลี่เฉิงเยว่จับไหล่เขาไว้ "หยุดก่อน"
"ไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ทหารกำลังมา"
"เ้ากำลังเสียเื"
"กลับถึงตำหนักค่อยจัดการ"
"เซวียนอี้" น้ำเสียงของหลี่เฉิงเยว่กดต่ำลง "หากเ้าล้มก่อนถึงตำหนัก ข้าจะลากเ้ากลับไปเอง แต่ข้าจะโมโหมาก"
เซวียนอี้นิ่งไป แม้คำพูดนั้นฟังเหมือนข่มขู่ แต่แววตาขององค์ชายกลับมีความกังวลที่ซ่อนไม่มิด เขาจึงพยักหน้า "พักสามลมหายใจพ่ะย่ะค่ะ"
"ห้าลมหายใจ"
"สามก็พอ"
"ห้า"
"พ่ะย่ะค่ะ"
เซวียนอี้สูดลมหายใจลึก หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า แล้วทั้งสองก็ออกเดินต่อ
พวกเขากลับตำหนักอวี้หลันก่อนฟ้าสางเพียงครึ่งชั่วยาม ฝูอันรออยู่จนแทบเดินวนพื้นทะลุ เมื่อเห็นทั้งสองกลับมาในสภาพเสื้อผ้าเปื้อนหิมะและเื เขาแทบเป็ลม "องค์ชาย! ทหารเซวียน!"
หลี่เฉิงเยว่ถอดเสื้อคลุมออกโยนให้เขา "ปิดประตู เตรียมน้ำ ยา และผ้าสะอาด"
"พ่ะย่ะค่ะ"
เซวียนอี้วางบันทึกประสูติเล่มใหญ่ลงบนโต๊ะก่อน แล้วจึงยอมทรุดนั่ง เืซึมจากแผลใหม่ที่แขนขวา ส่วนแผลเก่าที่แขนซ้ายก็ปริออกเล็กน้อยจากการต่อสู้
หลี่เฉิงเยว่ยืนมองเขาด้วยสีหน้าเ็า "เ้าบอกว่ายังไหว"
"ตอนนั้นยังไหวพ่ะย่ะค่ะ"
"ตอนนี้?"
"เจ็บมากขึ้นพ่ะย่ะค่ะ"
ฝูอันที่กำลังหยิบยาอยู่เกือบทำขวดยาหล่นอีกครั้ง หลี่เฉิงเยว่กลับไม่ดุ เขาเพียงนั่งลงตรงหน้าเซวียนอี้ หยิบกรรไกรเล็กตัดแขนเสื้อข้างที่ขาดออกอย่างระมัดระวัง "อย่างน้อยวันนี้เ้าก็พูดความจริงเร็วขึ้น"
"เพราะกระหม่อมสัญญาว่าจะอยู่รอดไปกับพระองค์" เซวียนอี้มองมือของเขา
หลี่เฉิงเยว่ชะงัก เขาเงยหน้าขึ้น แสงตะเกียงในห้องส่องให้เห็นใบหน้าของเซวียนอี้ชัดเจน ซีดลงจากการเสียเื มีรอยฝุ่นและหิมะติดอยู่ตามกรอบหน้า แต่ดวงตายังคงสงบและจริงใจจนทำให้หัวใจของคนมองเจ็บขึ้นมาอย่างประหลาด
หลี่เฉิงเยว่หลุบตาลง "ดีที่จำได้"
เขาทำแผลให้เซวียนอี้อย่างเงียบ ๆ คราวนี้ไม่มีใครพูดเื่ฐานะ ไม่มีใครพูดว่าทหารต่ำศักดิ์ไม่ควรถูกองค์ชายแตะต้อง ในห้องนั้นมีเพียงคนสองคน คนหนึ่งเคยถูกบังคับให้ลืม อีกคนเคยถูกบังคับให้จำ และตอนนี้ทั้งสองกำลังนั่งอยู่ข้างกันกับบันทึกที่อาจเปลี่ยนชะตาของพวกเขาทั้งชีวิต
เมื่อพันแผลเสร็จ หลี่เฉิงเยว่จึงหยิบบันทึกของมารดาขึ้นมาอ่านต่อ เซวียนอี้นั่งเงียบ ๆ ข้างเขา ฝูอันยืนรออยู่ห่าง ๆ ด้วยสีหน้าหนักใจ
บันทึกส่วนท้ายมีเพียงไม่กี่บรรทัด
หากเ้าได้อ่านถึงตรงนี้ แปลว่าแม่คงไม่อาจอยู่ปกป้องเ้าได้ อย่าเชื่อคำว่าชะตา หากมันถูกเขียนโดยมือของผู้ชนะ อย่าเชื่อว่าตนเป็เพียงเงาใต้บัลลังก์ เพราะเืในกายเ้ามีสิทธิ์ต่อแผ่นดินนี้มากกว่าที่พวกเขายอมรับ
หลี่เฉิงเยว่หยุดอ่าน ฝูอันหน้าเปลี่ยนสี เซวียนอี้เองก็แววตาเคร่งขึ้น — สิทธิ์ต่อแผ่นดิน ประโยคนี้อันตรายยิ่งกว่าคำกล่าวหาฏ
หลี่เฉิงเยว่ค่อย ๆ อ่านบรรทัดสุดท้าย
ตราจันทร์ซ่อนอยู่ในที่ที่ไฟเคยแตะต้อง แต่เผาไม่ไหม้
หลังประโยคนั้น มีรูปวาดเล็ก ๆ เป็ดอกเหมยหนึ่งดอก แต่กลีบของมันไม่ได้เป็สีดำ เป็สีขาว
ดอกเหมยขาว
"ตราจันทร์คือสิ่งใดพ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ขมวดคิ้ว
หลี่เฉิงเยว่ไม่ตอบทันที เขามองรูปเหมยขาวนั้นนานมาก ก่อนค่อย ๆ เอื้อมมือไปแตะหยกสองชิ้นที่วางอยู่ข้างบันทึก หยกที่ประกบกันแล้วมีรอยขอบแตกตรงกลาง เยว่และอี้ จันทร์และปีก
ทันใดนั้นเขาสังเกตเห็นบางอย่างที่ไม่เคยมองชัดมาก่อน เมื่อหยกสองชิ้นประกบกัน รอยสลักด้านหลังซึ่งเคยดูเหมือนลายเมฆไร้ความหมาย กลับต่อกันเป็รูปดอกเหมยขาวเล็ก ๆ ตรงกลางดอกเหมยมีรอยเว้ากลมเล็กเท่าปลายนิ้ว เหมือนช่องสำหรับใส่บางสิ่ง
หลี่เฉิงเยว่กับเซวียนอี้สบตากัน ฝูอันกลืนน้ำลาย "องค์ชาย หรือว่าตราจันทร์…"
ยังไม่ทันกล่าวจบ เสียงกลองยามเช้าก็ดังขึ้นจากหอวัง ตึง ตึง ตึง ตามด้วยเสียงฝีเท้าวุ่นวายจากนอกตำหนัก ทหารยามคนหนึ่งรีบเข้ามาคุกเข่าด้านนอกประตู "ทูลองค์ชาย! มีราชโองการด่วนจากฝ่าาพ่ะย่ะค่ะ!"
ภายในห้องเงียบลงทันที หลี่เฉิงเยว่ปิดบันทึกของมารดา เก็บไว้ในกล่องใต้โต๊ะอย่างรวดเร็ว เซวียนอี้ลุกขึ้นแม้าแยังเจ็บ ฝูอันรีบจัดอาภรณ์ขององค์ชายให้เรียบร้อย
หลี่เฉิงเยว่เดินออกไปยังห้องโถงหน้า ขบวนขันทีจากตำหนักใหญ่ยืนรออยู่แล้ว ผู้ถือราชโองการเป็ขันทีวัยกลางคนจากข้างพระวรกายฮ่องเต้ ใบหน้าเรียบเฉยอย่างคนที่คุ้นเคยกับการประกาศชะตาของผู้อื่น
หลี่เฉิงเยว่คุกเข่ารับราชโองการตามธรรมเนียม เซวียนอี้คุกเข่าอยู่ด้านหลัง
ขันทีคลี่ผ้าแพรสีทองออก อ่านเสียงดัง "มีพระบัญชาจากฝ่าา องค์ชายสามหลี่เฉิงเยว่ประพฤติตนไม่สำรวม ลอบออกจากตำหนักยามวิกาล ก่อเหตุวุ่นวายใกล้วัดบรรพชน ทำให้หอเก็บบันทึกเก่าเกิดเพลิงไหม้ เป็การไม่เคารพบรรพชนและละเมิดกฎวัง"
เสียงของฝูอันสะดุดในลำคอ เซวียนอี้กำมือแน่น หลี่เฉิงเยว่ก้มหน้านิ่ง ไม่มีสีหน้าใด
ขันทีอ่านต่อ "ให้กักบริเวณองค์ชายสามในตำหนักอวี้หลัน ห้ามออกนอกตำหนักโดยไม่มีพระบัญชา ส่วนทหารเอกเซวียนอี้ ผู้ติดตามองค์ชายในคืนเกิดเหตุ ให้กรมอาญาวังนำตัวไปสอบสวนทันที"
คำสุดท้ายเหมือนน้ำแข็งแหลมแทงลงกลางห้อง หลี่เฉิงเยว่เงยหน้าขึ้นช้า ๆ "นำตัว?"
"พ่ะย่ะค่ะ เป็พระบัญชาของฝ่าา" ขันทีตอบอย่างสุภาพ
"กระหม่อมรับ…" เซวียนอี้ก้มศีรษะลง
"เ้าหุบปาก" หลี่เฉิงเยว่พูดโดยไม่หันกลับไปมอง เซวียนอี้นิ่งทันที ขันทีผู้ถือราชโองการชะงักเล็กน้อย
หลี่เฉิงเยว่ลุกขึ้นช้า ๆ ทั้งที่ยังไม่ได้รับอนุญาต บรรยากาศในห้องเย็นลงทันที "ทหารเอกเซวียนอี้เป็คนของข้า"
"องค์ชาย พระบัญชานี้…" ขันทีรีบก้มหน้า
"ข้ารู้ว่าเป็พระบัญชา" หลี่เฉิงเยว่เดินเข้าไปใกล้หนึ่งก้าว "แต่ข้า้าเข้าเฝ้าฝ่าา"
"ฝ่าาทรงมีรับสั่งว่า ไม่พบผู้ใดในเช้านี้พ่ะย่ะค่ะ"
"แม้แต่โอรสของพระองค์?"
ขันทีเงียบไป หลี่เฉิงเยว่ยิ้มเย็น "หรือควรพูดว่า โดยเฉพาะโอรสของพระองค์"
ไม่มีใครกล้าตอบ เซวียนอี้คุกเข่าอยู่ด้านหลัง มองแผ่นหลังขององค์ชายสามด้วยหัวใจที่ตึงแน่น เขารู้ว่าหากหลี่เฉิงเยว่ต่อต้านราชโองการตอนนี้ จะยิ่งตกเป็เป้า จึงเอ่ยเสียงต่ำ "องค์ชาย กระหม่อมไปได้พ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่หันกลับมามองเขา ดวงตาเย็นจนน่ากลัว "ข้าบอกให้เ้าหุบปาก"
เซวียนอี้เงียบลง แต่ในอกกลับร้อนขึ้นอย่างเ็ป เขาไม่ควรรู้สึกเช่นนี้ ไม่ควรดีใจที่องค์ชายปกป้องเขาต่อหน้าราชโองการ แต่หัวใจมนุษย์ไม่เคยเชื่อฟังกฎวัง
หลี่เฉิงเยว่หันกลับไปหาขันที "บอกกรมอาญาวัง หากต้องสอบเซวียนอี้ ให้มาสอบในตำหนักอวี้หลันต่อหน้าข้า"
"องค์ชาย เกรงว่า…"
"หากพวกเขาจะพาคนของข้าไป ต้องให้ฝ่าาเสด็จมาตรัสกับข้าเอง"
ทั้งห้องเงียบสนิท นี่แทบไม่ต่างจากการขัดราชโองการ แต่หลี่เฉิงเยว่ยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสงบ สูงศักดิ์ เ็า และไม่ยอมถอย
ในที่สุดขันทีผู้ถือราชโองการก็เก็บผ้าแพรทองลงช้า ๆ "กระหม่อมจะนำความกราบทูลฝ่าา"
"เชิญ"
ขบวนขันทีถอยออกจากตำหนักไปด้วยความตึงเครียด เมื่อประตูปิดลง ฝูอันถึงกับทรุดคุกเข่า "องค์ชาย การขัดพระบัญชาเช่นนี้อันตรายมากพ่ะย่ะค่ะ"
หลี่เฉิงเยว่ยังมองไปทางประตู "พวกเขาไม่ได้้าสอบเซวียนอี้"
เซวียนอี้ลุกขึ้นช้า ๆ "พวกเขา้าแยกกระหม่อมออกจากพระองค์"
"และ้าเอาหยกไป" หลี่เฉิงเยว่หันกลับมา "เพราะตอนนี้พวกเขาอาจยังไม่รู้ว่าเราพบอะไรบ้าง แต่รู้ว่าเ้าคือเด็กที่ถือหยกอีกครึ่งชิ้น"
เซวียนอี้เอื้อมมือแตะอกเสื้อโดยไม่รู้ตัว หยกยังอยู่ที่นั่น เย็นและหนักกว่าทุกครั้ง
หลี่เฉิงเยว่เดินเข้ามาหาเขา "ั้แ่วันนี้ ห้ามอยู่ห่างข้าเกินสามก้าว"
"องค์ชาย?"
"นี่คือคำสั่ง"
"พ่ะย่ะค่ะ" เซวียนอี้ก้มศีรษะ
หลี่เฉิงเยว่หยุดตรงหน้าเขา น้ำเสียงเบาลงจนมีเพียงสองคนได้ยิน "และไม่ใช่เพราะข้าอ่อนแอ"
เซวียนอี้มองเขา ครู่หนึ่งแววตาของทหารหนุ่มก็อ่อนลง "กระหม่อมทราบพ่ะย่ะค่ะ"
"เ้าทราบอะไร" หลี่เฉิงเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
"พระองค์ไม่อยากให้กระหม่อมหายไปอีก" เซวียนอี้ตอบเบา ๆ
คำพูดนั้นทำให้หลี่เฉิงเยว่นิ่งค้างไปชั่วขณะ ฝูอันที่อยู่ไม่ไกลรีบก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ทำเหมือนกำลังศึกษาลายพื้นอย่างจริงจัง
ในความเงียบนั้น หลี่เฉิงเยว่ไม่ปฏิเสธ เขาเพียงหันหลังเดินกลับไปยังโต๊ะหนังสือ เอ่ยเสียงเย็น "รู้แล้วก็อย่าทำให้ข้าต้องพูดซ้ำ"
เซวียนอี้ยืนมองแผ่นหลังของเขา ริมฝีปากของทหารหนุ่มขยับเบา ๆ ไม่ถึงกับเป็รอยยิ้ม แต่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง "พ่ะย่ะค่ะ"
ด้านนอกตำหนักอวี้หลัน แสงเช้าส่องลงบนหิมะขาว แต่เงาของบัลลังก์กลับทอดยาวเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที หอเก็บบันทึกเก่าถูกไฟแตะอีกครั้ง บันทึกของอดีตฮองเฮาหลินกลับมาอยู่ในมือองค์ชายสาม ดอกเหมยขาวปรากฏบนหยกสองครึ่ง และราชโองการแรกก็มาถึงเพื่อแยกจันทร์ออกจากปีก
ทว่าในครั้งนี้ จันทร์ไม่ยอมลืมอีกแล้ว และปีกก็ไม่คิดจะจากไปไหนอีกเช่นกัน