Gustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ

บทที่ 384 ออกเดินทาง

ออกเดินทาง

 

            การตรวจสอบผลกระทบกินเวลานานพอสมควร มันใช้เวลาเกือบ 3 วันในการตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดและใช้เวลาอีก 10 ชั่วโมงเศษในการวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับดินแดน

            แต่เมื่อมาถึงขั้นตอนของการหาวิธีแก้ปัญหา กัสก็พบว่ามันง่ายจนเหลือเชื่อ ทั้งนี้ก็เพราะว่าหนึ่งในผลงานที่มิโดริปรับปรุงสายพันธุ์จนกลายเป็นพืชเวทมนตร์นั้นมีความสามารถในการแก้ปัญหานี้พอดี ซึ่งนับได้ว่าเป็นโชคดีของเขาเลยทีเดียว

            หนึ่งในต้นไม้เวทมนตร์ที่ปลูกเอาไว้ในสวนนั้น มีความสามารถในการสร้างข่ายอาคมตามธรรมชาติ ซึ่งมิโดริได้ปลูกมันเอาไว้ในพื้นที่เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของข่ายอาคมซึ่งพบว่ามันสามารถป้องกันผลกระทบนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

            หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียด ร่วมกับข้อมูลที่มิโดริมอบให้ แองจี้ก็สามารถออกแบบโครงสร้างของข่ายอาคมเพื่อจัดวางต้นไม้เวทมนตร์ที่ว่าได้ในทันที

            เมื่อได้โครงสร้างของข่ายอาคมแล้ว มิโดริก็จัดการได้ไม่ยากเพียง 1 วันเธอก็ขยายพันธุ์และปลูกต้นไม้เวทมนตร์จนแล้วเสร็จ

            แต่กว่าที่ข่ายอาคมจะทำงานได้จริงมันก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานนับเดือนกว่าคุณสมบัติทางเวทมนตร์ของมันจะเติบโตจนแข็งแกร่งพอที่จะรับมือกับผลกระทบของอาณาเขตแห่งการเสื่อมสูญได้

            ระยะเวลาที่นานขนาดนี้ทำให้กัสไม่มีโอกาสเห็นผลลัพธ์ของข่ายอาคมด้วยตาของตัวเองเพราะเขาเหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์แล้วก่อนที่เขาจะออกเดินทางตามกำหนด

            ด้วยเหตุนี้กัสจึงต้องฝากงานทั้งหมดเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้แองจี้กับมิโดริจัดการ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสองสาวอยู่แล้ว ส่วนปราณลึกลับนั้นเขาสามารถให้ข้ารับใช้ของท่านหญิงมิวลีฟทำหน้าที่แทนได้ด้วยการใช้อุปกรณ์เวทมนตร์ที่สร้างจากผลึกวิญญาณซึ่งผ่านการปลูกฝังพลังวิญญาณของเขา

            สุดท้ายแล้วงานของกัสก็หมดไปเพราะทุกคนสามารถทำหน้าที่แทนเขาได้ ทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้ตามที่ใจต้องการอย่างมีความสุข

            จนกระทั่งเหลือเวลาเพียง 3 วันก่อนออกเดินทาง มิโดริก็ทำให้กัสประหลาดใจโดยการพาเด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาพบเขาท่ามกลางสายตาของทุกคน

            ในตอนนั้นกัสกำลังรออาหารเช้าอยู่อย่างสบายอารมณ์และเพลิดเพลินไปกับเหล้าอุ่นๆ ในตอนเช้าเหมือนทุกๆ วัน สายตาของเขาก็ถูกเด็กสาวที่ไม่เคยเห็นมาก่อนดึงดูดสายตาเข้า

            วินาทีที่สายตาของกัสสบเข้ากับดวงตาของเด็กสาว หัวใจของเขาก็สั่นไหว ความรู้สึกที่ยากจะอธิบายประดังขึ้นมาในใจของเขาทันที

            “เด็กคนนี้คือ..หรือว่า! ลูกของข้า!!”

            กัสอุทานออกมาด้วยความตกใจเมื่อพบว่าใบหน้าของเด็กสาวคล้ายกับมิโดริอย่างมาก แต่ต่างกันตรงที่เด็กสาวอ่อนเยาว์กว่ามาก ซึ่งดูเหมือนเด็กอายุ 7 – 8 ขวบเท่านั้น

            เส้นผมของเด็กสาวมีสีเหลืองอ่อนแกมเขียว ซึ่งเป็นสีเดียวกับดอกไม้หมอกพิษที่เขาคุ้นเคยและจำได้ว่าลูกสาวคนแรกของมิโดรินั้นใช้ดอกไม้หมอกพิษเป็นร่างต้น

            เมื่อมองขึ้นไปด้านบนกัสก็เห็นดอกไม้หมอกพิษสองดอกประดับอยู่บนเส้นผมของเด็กสาวที่ทำผมทรงหางม้าคู่จนดูราวกับเธอผูกกระดิ่งสีเหลืองเอาไว้บนหัวเป็นเครื่องประดับ

            เสียงอุทานของกัสนั้นหยุดความคิดของมิโดริไปชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะยิ้มหวานออกมาด้วยความรักเพราะการอุทานด้วยความตกใจของเขาทำให้เธอรู้ว่าเขาคิดว่าลูกสาวของเธอเป็นลูกของตัวเองมาโดยตลอด

            เด็กสาวเองเมื่อได้ยินคำอุทานของกัสใบหน้าของเธอก็แดงระเรื่อขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นยินดีและมีความสุข ดวงตากลมโตของเธอคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความยินดีก่อนที่เธอจะวิ่งเข้าไปมาหาเขาด้วยความดีใจ

            “ท่านพ่อ!”

            กัสตอบสนองต่อคำเรียกขานของเด็กสาวในทันที เขาอ้าแขนออกและโอบกอดเด็กสาวขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติราวกับเขาเคยเป็นพ่อคนมาก่อน ซึ่งในความเป็นจริงมันก็ไม่ผิดนักเพราะชีวิตก่อนของเขานั้น เขาเองก็มีลูกกับน้องสาวอยู่หลายคน

            ความรู้สึกที่แสนคุ้นเคยทว่าก็แตกต่างนี้ทำให้กัสน้ำตาซึมโดยไม่รู้ตัว เขากอดลูกสาวเอาไว้แน่นด้วยความรู้สึกสับสนอยู่บ้าง

            ความทรงจำของเขาย้อนกลับไปยังช่วงเวลาที่แสนสุขที่แม้จะเป็นช่วงสั้นๆ และเจือไปด้วยความทุกข์ยากจนอยากจะลืม ทว่าเขาก็ไม่เคยลืมมันไปได้เลย

            กัสกอดลูกสาวตัวน้อยอย่างอ่อนโยนด้วยหัวใจที่สั่นไหว ความอบอุ่นในหัวใจของเขาช่วยขับไล่ความเหน็บหนาวที่ซ่อนอยู่ในใจของเขาให้จางหายไป

            “ลูกข้า!!”

            “ท่านพ่อ!!”

            สองพ่อลูกกอดกันกลมท่ามกลางสายตาที่เต็มไปด้วยความตกใจของเหล่าภรรยา ก่อนจะกลายเป็นความเข้าใจเมื่อพวกเธอสบตากับมิโดริที่มีสีหน้าปลาบปลื้มยินดีจนน้ำตาไหลออกมา

            แม้ว่าเธอจะเชื่อมั่นในคำสัญญาของกัสมาโดยตลอด แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเธอยังมีความหวาดกลัวอยู่ในหัวใจ เธอกลัวว่าเขาจะไม่ยอมรับลูกของเธอเป็นลูกของเขาจริงๆ

            มันเป็นความกลัวและความไม่มั่นใจเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ในใจของเธอมาตลอด จนกระทั่งตอนนี้ตอนที่กัสโอบกอดลูกสาวของเธออย่างแนบแน่น ความหวาดกลัวก็ละลายหายไปในพริบตาและแทนที่ด้วยความรักที่ลึกซึ้ง

            บรรยากาศโดยรอบแปรเปลี่ยนไปอย่างช้าๆ เมื่อสายตาของทุกคนหยุดอยู่ที่สองพ่อลูกที่กอดกันด้วยความรักจนทำให้บรรยากาศโดยรอบเปลี่ยนแปลงเป็นความอบอุ่นที่อ่อนโยน

            สีหน้าที่แตกตื่นตกใจของเหล่าภรรยาก็คลายลง มันกลายเป็นความผิดหวังเล็กๆ ก่อนจะสลายไปและแทนที่ด้วยความชื่นชมหลังจากคิดถึงสิ่งที่มิโดริเสียสละเพื่อกัส

            เมื่อเทียบกับการเสียสละของมิโดริแล้วพวกเธอพบว่าพวกเธอไม่ควรรู้สึกผิดหวังที่ลูกคนแรกของกัสไม่ได้เกิดกับพวกเธอเลย

            ความคิดนี้เกิดขึ้นในใจของภรรยาทุกคน ซึ่งทำให้พวกเธอเผลอสบตากันโดยไม่รู้ตัวและยิ้มน้อยๆ อย่างคนที่เข้าใจกันก่อนจะกลับมาให้ความสนใจบรรยากาศที่อบอุ่นของสองพ่อลูกต่อ

            กัสโอบกอดลูกสาวของเขาเอาไว้นานหลายนาที กอดจนกระทั่งหัวใจของเขาสงบลงและตระหนักว่าลูกสาวของเขาคนนี้ไม่ใช่ลูกสาวที่จากเขาไปในชีวิตก่อน

            “ลูกข้า..เจ้าหิวหรือไม่..”

            เด็กสาวยิ้มรับและมีท่าทีเหมือนกับจะส่ายหน้า แต่เธอก็หยุดตัวเองไว้และพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม

            เห็นแบบนั้นกัสก็ยิ้มกว้างแล้วสั่งให้บราวนี่ยกอาหารมาให้เขา บราวนี่เองก็เหมือนจะรู้ว่าเขาต้องการอะไรจึงนำชามซุปที่เคี่ยวจนหอมหวานมาวางตรงหน้าเขาในทันที

            กัสส่งยิ้มแทนคำขอบคุณไปให้บราวนี่จากนั้นก็รับช้อนมาแล้วป้อนซุปให้ลูกสาวด้วยความรักราวกับคุณพ่อที่เห่อลูกสาวขนาดหนัก

            เด็กสาวแก้มแดงด้วยความขัดเขิน เธอยิ้มน้อยๆ ด้วยความเขินก่อนจะอ้าปากดื่มซุปที่กัสป้อนให้จนหมด

            “เด็กดี..กินเยอะๆ เจ้าจะได้โตเร็วๆ”

            น้ำเสียงของกัสอ่อนโยนขึ้นมาก มันทำให้หัวใจของสาวๆ สั่นไหวด้วยความอบอุ่น เธอมองดูเขาด้วยความรักและอดคิดไม่ได้ว่าหากเปลี่ยนเด็กสาวในอ้อมกอดของเขาเป็นลูกสาวของพวกเธอแทน พวกเธอจะรู้สึกยังไง

            เพียงแค่คิดรอยยิ้มของหญิงสาวทุกคนก็อ่อนโยนลงในทันที ทำให้บรรยากาศโดยรอบอบอุ่นและอ่อนโยนมากยิ่งขึ้น

            บราวนี่ก็ค่อยๆ เสิร์ฟอาหารเช้าอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้รบกวนบรรยากาศดีๆ ของกัสกับลูกสาวของเขา

            ช่วงเวลานั้นน้องสาวคนโตของกัสก็ลุกขึ้นจากที่นั่งแล้วมองไปทางมิโดริ ก่อนจะเรียกเธอเบาๆ แล้วบอกให้เธอนั่งลงยังที่นั่งของเธอ

            “ค..คุณหนู!”

            “ไม่ต้องเกรงใจ..วันนี้เป็นวันพิเศษของเจ้ากับลูก นั่งลงเถอะมิโดริ”

            ได้ยินแบบนั้นมิโดริก็รีบขอบคุณด้วยความซาบซึ้งและนึกชื่นชมคุณหนูของเธอจากใจจริง ก่อนจะนั่งลงข้างกายกัสด้วยความประหม่าน้อยๆ เพราะตำแหน่งนี้ไม่ใช่ตำแหน่งที่เธอมีสิทธิ์นั่ง

            ทว่าทุกคนที่อยู่บนโต๊ะกลับไม่มีใครสนใจเลย ทุกคนมีแต่จะยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าให้จนทำให้มิโดริผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น

            กัสที่ป้อนซุปลูกสาวอยู่ก็หันมาสบตากับน้องสาวด้วยความขอบคุณ ก่อนจะก้มลงหอมแก้มเด็กสาวด้วยความรักจนเด็กสาวหัวเราะออกมาอย่างสดใส

            อาหารเช้ามื้อนั้นกัสแทบจะไม่ได้กินอะไรเลย แต่เขากลับอิ่มอย่างบอกไม่ถูก อาหารจำนวนน้อยที่ลูกสาวป้อนให้หลังจากที่เธออิ่มนั้นทำให้เขามีความสุขมาก

            เมื่อมีความสุขมากเวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว กัสได้รับอนุญาตให้อยู่กับลูกสาวและมิโดริเป็นกรณีพิเศษ 1 วันเต็ม โดยที่สาวๆ คนอื่นจะไม่เข้ามารบกวนทำให้ช่วงเวลาพิเศษของพ่อแม่ลูกดำเนินต่อไปอย่างมีความสุข

            เพียงอึดใจเวลาแห่งความสุขก็ผ่านเลยไป ไม่นานก็ถึงตอนเย็นก็มาถึง มื้อเย็นที่แสนอบอุ่นก็เริ่มต้นขึ้น

            กัสยังคงทำตัวเหมือนเดิมเป็นคุณพ่อเห่อลูกที่ไม่ยอมให้ลูกสาวห่างตัวแม้แต่น้อย เขาอุ้มเธอแทบจะตลอดทั้งวันและป้อมซุปให้เธอทุกคำจนเธออิ่ม ก่อนจะอ้าปากทานอาหารที่ลูกสาวป้อนให้ทานบ้าง

            พอตกค่ำกัสก็สร้างบ้านหลังใหม่ให้กับมิโดริโดยไม่สนใจ DP ที่แพงกว่าปกติ ทั้งยังเพิ่มระดับจนถึงระดับ 5 จนได้พื้นที่ว่างขนาดใหญ่ที่เหมาะแก่การใช้ชีวิตของครอบครัว

            ถึงตอนนอนกัสก็นอนอยู่บนเตียงนอนหลังโตร่วมกับมิโดริโดยมีลูกสาวที่น่ารักนอนอยู่ตรงกลางและพร้อมใจกันเฝ้ามองเด็กสาวนอนหลับไปอย่างมีความสุข

            กัสสบตากับมิโดริแล้วยิ้มน้อยๆ ด้วยความขอบคุณที่เธอให้กำเนิดลูกสาวที่น่ารักแก่เขาคนหนึ่งก่อนจะหลับไปในค่ำคืนที่แสนสุข

            หลังจากวันพิเศษผ่านไป เด็กสาวตัวน้อยก็ราวกับเด็กที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ในค่ำคืนเดียว เธอเปลี่ยนท่าทีของเธอไปอย่างน่าประหลาดใจ

            เมื่อวันก่อนนั้นเธอดูเหมือนเด็กสาวไร้เดียงสาที่มีความสุขกับทุกสิ่งและยิ้มแย้มอยู่ตลอดเวลา เธอออดอ้อนกัสไม่หยุด ขอให้เขาอุ้มเธอไว้ตลอดเวลา อยู่ด้วยกันตลอดจนแทบจะไม่ว่างเว้นแม้แต่วินาทีเดียว

            ทว่าตอนนี้เธอกลายเป็นหญิงสาวในคราบของเด็กสาวไป ไม่ว่าจะเป็นความสงบนิ่ง ความสำรวม กิริยามารยาทล้วนแต่ดีพร้อมราวกับได้รับการฝึกฝนมาเป็นเวลานาน

            ความเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ทุกคนทึ่งก่อนจะลอบทอดถอนใจด้วยความประทับใจกับเด็กสาวที่เพิ่งจะเกิดได้เพียง 1 วัน

            ทว่าเรื่องนี้ไม่นับว่าแปลกอะไรสำหรับภูติพฤกษาที่สามารถสืบทอดความรู้ให้กับลูกหลานได้

            ความรู้ที่ได้รับการสืบทอดมานั้นทำให้เด็กสาวเติบโตอย่างรวดเร็ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนรุ่นก่อนศึกษาและฝึกฝนมา เธอได้รับมันมาทั้งหมด

            มันอาจจะมีบางส่วนที่ยากจะแสดงออกได้ในทันทีอยู่บ้างเพราะความรู้ไม่ใช่ความสามารถ ทำให้เธอต้องใช้เวลาฝึกฝนเพื่อทำความคุ้นเคยอยู่บ้าง

            เช่นมารยาทซึ่งแม้จะรู้อยู่เต็มอก แต่เธอก็มองข้ามมันไปจนหมดสิ้นและทำตัวเหมือนเด็กสาวตัวน้อยที่เกาะติดพ่อของเธอราวกับลูกลิง

            ทว่าวันนี้เธอกลายเป็นเด็กสาวที่มีมารยาทอันสมบูรณ์ กิริยาวาจาสุภาพเรียบร้อยอ่อนหวาน ทั้งยังรู้ความและไม่พยายามออดอ้อนกัสจนเกินไปอีก

            กัสที่เห็นแบบนั้นก็แอบใจหายไปบ้างเหมือนกัน แต่เขาก็พบว่าตัวเองมีความสุขมากเพราะเขามีเวลาเหลือไม่มากจริงๆ หากลูกสาวของเขาทำใจแยกจากเขาไม่ได้จริงๆ กัสเองก็ไม่มั่นใจว่าหัวอกของคนเป็นพ่อของเขาจะรับไหวหรือไม่

            นี่นับว่าโชคดี แต่มันก็ทำให้เขารู้สึกใจหายไปบ้างเช่นเดียวกัน คืนนั้นเขาจึงตัดสินใจไปนอนกับมิโดริ และลูกอีกคืนหนึ่งเพื่อปลอบโยนหัวใจของตัวเอง

            หลังจากผ่านค่ำคืนนั้นไป กำหนดวันเดินทางของกัสก็มาถึง เขาจึงต้องทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในดันเจี้ยนแห่งนี้เพื่อไปบุกเบิกดันเจี้ยนแห่งใหม่

            การเตรียมพร้อมเสร็จสิ้นไปหลายวันแล้ว ทำให้เช้าของวันเดินทางไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้น นอกจากความรู้สึกอันแสนสงบที่อยู่ในใจของกัส

            กัสพบว่าเขาไม่รู้สึกว่ายากที่จะตัดใจอย่างที่เขาคิดเอาไว้ เขาตื่นขึ้นมาและเห็นลูกสาวตัวน้อยนอนอยู่บนเตียง ส่วนมิโดรินั้นเธอได้ออกไปเพื่อเตรียมน้ำและผ้ามาให้เขา

            การปรนนิบัติของมิโดริดูอ่อนโยนและเป็นธรรมชาติมากขึ้นจนกัสสัมผัสได้จนทำให้เขาเผลอคิดไปว่าตัวเขากับมิโดริแต่งงานกันมานานหลายสิบปีแล้ว

            ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นธรรมชาติจนน่าประหลาด กัสรับเอาอ่างน้ำมาล้างหน้าบ้วนปาก รับผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำ จากนั้นก็รับการปรนนิบัติจากมิโดริเพื่อเปลี่ยนเป็นชุดสำหรับออกเดินทาง

            “ฝากทางนี้ด้วยนะมิโดริ”

            “ค่ะท่านกัส!”

            กัสพยักหน้ารับแล้วหันกลับไปมองลูกสาวอีกครั้งแล้วอมยิ้มจากนั้นก็ก้มลงจูบหน้าผากของเด็กสาวด้วยความรักแล้วจากไปอย่างรวดเร็ว

            เมื่อไปถึงลานกว้างกัสก็พบกับทุกคนที่มารออยู่ก่อนแล้ว จากนั้นกัสก็เดินตรงเข้าไปหาบลูอายแล้วกอดเธอแน่น

            “ฝากบ้านด้วยนะอาย”

            “อืม! ไว้ใจข้าได้เลย”

            กัสยิ้มน้อยๆ แล้วหันไปหาภรรยาคนอื่นๆ เขากอดพวกเธอ กล่าวคำปลอบโยนที่อบอุ่นและคำอำลาสั้นๆ พร้อมทั้งฝากเรื่องทางนี้ให้กับพวกเธอทุกคน

            “ซิลวี่..เจ้าอย่าลืมที่ข้าสั่งนะ”

            “ค่ะ! ข้าไม่ลืมแน่ค่ะพี่กัส!”

            ซิลวี่ตอบรับอย่างสดใสสมกับที่เป็นเธอแม้ว่าเธอจะไม่ค่อยเข้าใจคำสั่งของกัสเท่าไหร่ก็ตาม แต่เพราะเธอทำมาหลายเดือนแล้วทำให้เธอไม่คิดสงสัยอะไรอีกต่อไปนอกจากทำตามที่เขาสั่ง

            กัสพยักหน้ารับด้วยความพอใจจนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่อิจิโกะแล้วดึงเธอเข้ามากอดแน่นด้วยความรู้สึกที่ยากจะตัดใจอยู่บ้าง

            “เจ้าไม่ไปกับข้าแน่นะอิจิโกะ..”

            “ขออภัยด้วยค่ะท่านกัส..แต่ข้าอยากใช้เวลานี้ฝึกฝนค่ะ ได้โปรดเข้าใจข้าด้วยนะคะท่านกัส..”

            กัสยิ้มน้อยๆ ด้วยความรู้สึกใจหายอยู่บ้างเพราะอิจิโกะนั้นเป็นหนึ่งในหญิงสาวที่เขาผูกพันมากที่สุด เช่นเดียวกับน้องสาวทั้งสองและนิโกะกับซันโกะ

            ความสัมพันธ์สองชีวิตนั้นทำให้กัสตัดสินใจได้ยากจริงๆ ทว่าเขาก็ข่มใจและพยักหน้ารับเพราะเขาไม่อยากทำลายความตั้งใจของอิจิโกะ

            เหตุผลที่อิจิโกะไม่ไปกับกัสนั้นก็เพราะเธออยากใช้เวลานี้ฝึกฝนตนเองอย่างเต็มที่นั่นเอง ทั้งหมดนี้ก็เพื่อทำให้ตัวเธอกลายเป็นนางพญาให้เร็วที่สุด

            หากอิจิโกะสามารถกลายเป็นนางพญาได้จริงๆ เวทมนตร์กำเนิดแมลงของเธอจะเข้าสู่ระดับใหม่อย่างแท้จริง ถึงตอนนั้นเธอก็สามารถสร้างข้ารับใช้จำนวนมากได้ซึ่งจะเป็นตัวช่วยสำคัญของกัส

            แน่นอนว่ากัสเองก็รู้เรื่องนี้ดีเขาจึงยอมตัดใจและปล่อยให้อิจิโกะอยู่ที่นี่ต่อแทนที่จะติดตามเขาไปยังดันเจี้ยนแห่งใหม่

            หลังจากบอกลาเหล่าภรรยาทั้งหมดแล้ว กัสก็หันไปทางตัวแทนข้ารับใช้ทั้งสามที่มาส่ง

            “ไปก่อนนะครับ ข้าฝากทุกคนด้วยนะครับ”

            “ด้วยความยินดีค่ะท่านกัสโทนีย่า ขอให้โชคดีนะคะ”

            กัสพยักหน้ารับและหันกลับไปมองทุกคนอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย จากนั้นก็จูงมือน้องสาวทั้งสองเดินออกไปจากดันเจี้ยน

            พริบตานั้นพวกเขาก็ออกไปด้านนอกและพบเจอกับบรรยากาศที่คุ้นเคยซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้คน

            กัสยิ้มออกมาเล็กน้อยด้วยความรู้สึกพึงพอใจเพราะชีวิตนี้เขามีชีวิตที่ต่างไปจากเดิมมากจนรู้สึกเหมือนกับกำลังฝันเลย

            ชีวิตก่อนของเขาทุกครั้งที่ออกไปจากดันเจี้ยนพวกเขามักจะออกไปพร้อมกันทุกคนและออกไปด้วยความรู้สึกระมัดระวังและหวาดกลัว

            ทว่าตอนนี้เขามีคนมาค่อยส่งและออกมาโดยไม่ต้องรู้สึกหวาดกลัวผู้ใดอีก

            ความรู้สึกนี้เพิ่มความมั่นใจให้กัสมากขึ้นและทำให้เขามีแรงกระตุ้นมากกว่าเดิมมากเพราะเขารู้ดีว่าเขาต้องรักษาความสงบสุขในปัจจุบันเอาไว้ให้ได้

            หลังจากหยุดคิดเล็กน้อยกัสก็หันไปหาน้องสาวทั้งสองและนิโกะกับซันโกะจากนั้นก็เดินตรงไปยังวิหารเทพจริงแท้ในทันที

            ตลอดเส้นทางสายตาหลายคู่มองตรงมาที่กัสด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย โดยมากจะเป็นความหวาดกลัวและยำเกรง บ้างก็เป็นความโลภ ไม่ก็เป็นความเกลียดชัง

            ทุกความรู้สึกที่ส่งผ่านมาไม่ได้ทำให้กัสหวาดกลัวหรือสนใจสักนิด เขาเดินผ่านไปอย่างช้าๆ เข้าไปในวิหารเทพจริงแท้ ทักทายนักบวชสาวเล็กน้อยแล้วไปพบกับหัวหน้านักบวช

            “ยินดีต้อนรับค่ะท่านกัส..”

            “สวัสดีครับ! วงแหวนเวทพร้อมหรือยังครับ”

            “อีกไม่เกิน 5 นาทีจะพร้อมใช้งานค่ะ เชิญทางนี้ค่ะท่านกัส”

            กัสพยักหน้ารับแล้วเดินต่อไปตามทางโดยมีหัวหน้านักบวชนำทางไปอย่างใกล้ชิด จนกระทั่งถึงห้องโถงที่มีวงแหวนเวทเคลื่อนย้ายมิติซึ่งมีผู้คนจำนวนหนึ่งกำลังยืนรออยู่เช่นกัน

            ทันทีที่กัสเข้าไปทุกคนก็หันกลับมามองเขาครั้งหนึ่ง พลางส่งยิ้มทักทายตามประสาคนรู้จัก มีการพูดคุยกันบ้างเล็กน้อย บางคนตกใจที่ได้ยินว่าเขาจะไปบุกเบิกดันเจี้ยนใหม่เพื่อหาประสบการณ์

            บางคนเริ่มส่งเสียงสนับสนุนและชื่นชมในทันที บ้างก็สอบถามจุดหมายปลายทางด้วยความสนใจโดยแฝงไว้ด้วยการยั่วยวนที่มีเจตนาจะติดตามกัสไปด้วย

            แน่นอนว่ากัสไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ได้ตัดสินใจรับใครเช่นกัน เขาบอกทุกเรื่องยกเว้นเรื่องของแผนการและความจำเป็น โดยอ้างว่าเขาเบื่อและอยากออกไปหาประสบการณ์ต่อสู้บ้างเพราะช่วงนี้ปีศาจไม่ปรากฏตัวขึ้นมาเลยทำให้เขาไม่ได้ลงมือสู้เลย

            ทุกคนที่ได้ยินก็เห็นด้วยเพราะช่วงนี้การบุกรุกของกองทัพปีศาจหายไปจริงๆ

            แม้ว่าทายาทหญิงส่วนใหญ่จะไม่ได้เป็นนักรบ แต่พวกเธอก็ทำงานพิเศษในค่ายนักรบอยู่บ้างเหมือนกันเลยพอรู้สถานการณ์ในปัจจุบันอยู่บ้าง

            ด้วยเหตุนี้ข้ออ้างของกัสจึงสมเหตุสมผลดีและไม่น่าแปลกหากเขาจะเบื่อและออกไปบุกเบิกดันเจี้ยนใหม่เพื่อหาประสบการณ์

            คุยกันอยู่สักพักหนึ่ง วงแหวนเวทก็เตรียมพร้อมเสร็จสิ้น ทุกคนก็พากันหยุดคุยจากนั้นก็มองไปยังรายชื่อที่ปรากฏอยู่บนป้ายขนาดใหญ่เพื่อดูว่าจุดหมายปลายทางในรอบนี้คือที่ไหน

            กัสเองก็เงยหน้ามองด้วยเช่นกันและรอให้ถึงคิวของเมืองแห่งดันเจี้ยนที่มีดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องมาถึง

            รอเพียงไม่กี่สิบวินาทีก็มาถึงจุดหมายปลายทางของกัสพวกเขาก็เดินเข้าไปในวงแหวนเวททันที จากนั้นรออยู่อึดใจพวกเขาก็หายไป

            “หืม..! เด็กคนนั้นไปดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องงั้นหรือ”

            “ดูเหมือนจะใช่นะ”

            “แปลกแฮะ ไปดันเจี้ยนนั้นด้วยคนแค่นั้นนะหรอ”

            “อ๊ะ! จริงด้วย! มีกันแค่ 5 คนเอง แบบนั้นจะพอหรอ ปกติเขาขนกันไปเป็นพันเลยนะ ต่อให้เพิ่งจะเริ่มบุกเบิกก็เถอะ!”

            “เรื่องนั้นไม่น่ามีปัญหานะ..พวกเจ้าไม่เคยได้ยินข่าวลือในค่ายนักรบงั้นหรือว่าเด็กคนนั้นมีความสามารถขนาดไหน”

            “ข่าวลืองั้นหรือ ข้าจำไม่เห็นได้..ที่เคยได้ยินก็มีแค่ฉายาของเด็กคนนั้น..”

            “ฉายางั้นหรือ! เจ้าหมายถึง ‘เจ้าหนูตัวป่วน’ ใช่ไหม!!”

 

คล้ายกับเรื่องGustonya Undodead ราชันจอมเขมือบ ที่คุณอ่าน